เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 91 ฮูหยินเฒ่าเข้าเมือง

ตอนที่ 91 ฮูหยินเฒ่าเข้าเมือง

ตอนที่ 91 ฮูหยินเฒ่าเข้าเมือง


ท่านย่าหลี่ซื่อและลุงใหญ่เสิ่นหมิงเหวินเดินทางมาถึงอำเภอหนิงฮว่าในตอนบ่ายยามเว่ยสามเค่อ เพิ่งจะเข้าเมืองมา หลี่ซื่อก็ให้เสิ่นหมิงเหวินไปรายงานตัวที่สถานศึกษาประจำอำเภอก่อน ส่วนนางนั้นตามเสิ่นหมิงจวินไปที่ร้านขายยา

(เชิงอรรถผู้แปล: ยามเว่ยสามเค่อ (未时三刻) หมายถึง เวลาประมาณ 13.45 น. โดยยามเว่ยคือช่วงเวลา 13.00 - 14.59 น. และ 1 เค่อ เทียบเท่ากับ 15 นาที 3 เค่อจึงเท่ากับ 45 นาที) 

ยามที่เสิ่นซีเลิกเรียนกลับมาถึงบ้าน หลี่ซื่อก็เพิ่งจะมาถึงได้ไม่นาน

ฮูหยินเฒ่ากลับเข้าเมืองมาอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไปครึ่งปี ดูไม่แก่ชราลงเลยสักนิด ทว่ากลับดูกระปรี้กระเปร่ามีชีวิตชีวากว่าเมื่อก่อนเสียอีก เนื้อผ้าของเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เป็นของใหม่เอี่ยม ดูท่าการที่เสิ่นหมิงจวินและโจวซื่อทำมาค้าขายหาเงินในเมือง จะช่วยยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวได้อย่างชัดเจนยิ่งนัก นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้หลี่ซื่ออยากจะย้ายครอบครัวตระกูลเสิ่นกลับมายังตัวอำเภอก็เป็นได้

โจวซื่อและเสิ่นหมิงจวินเดินเป็นเพื่อนหลี่ซื่อชมดูรอบๆ ร้านขายยา

ฮุ่ยเหนียงผู้เป็นนายจ้างไม่อยู่ โจวซื่อต้องอยู่เฝ้าร้าน การต้อนรับหลี่ซื่อจึงต้องทำในร้านขายยา หลี่ซื่อเดินดูรอบหนึ่งก็มีท่าทีลังเลใจอยู่บ้าง "ที่ของคนอื่นเขา จะมาคุยเรื่องในครอบครัวกันที่นี่ก็คงไม่ดีกระมัง สู้พวกเรากลับไปคุยกันที่บ้านเถิด"

เสิ่นหมิงจวินเอ่ยอธิบาย "ท่านแม่ ตอนนี้เหอเอ๋อร์ทำหน้าที่เป็นหลงจู๊ที่ร้านขายยา วันธรรมดานายท่านไม่อยู่ หากนางกลับบ้านไปก็จะไม่มีใครเฝ้าร้าน จะให้เสียการค้าไม่ได้หรอกนะขอรับ"

(เชิงอรรถผู้แปล: เหอเอ๋อร์ (荷儿) กุยหมิงหรือชื่อเดิมสมัยยังไม่ออกเรือนของโจวซื่อ)

หลี่ซื่อปรายตามองเสี่ยวอวี้ที่ยืนอยู่หลังโต๊ะบัญชีแวบหนึ่ง แล้วชี้มือพลางเอ่ย "ตรงนั้นก็ยังมีลูกจ้างอยู่อีกคนมิใช่หรือ?"

"นั่นมิใช่ลูกจ้างหรอกขอรับ เป็นสาวใช้ในบ้าน วันธรรมดาก็ให้คอยอ่านเทียบยา แล้วก็ช่วยคิดเงินทำบัญชีไปพร้อมกัน... ท่านแม่ก็รู้อยู่มิใช่หรือว่าเหอเอ๋อร์ไม่รู้หนังสือ การจะดูแลร้านค้าก็ต้องมีคนรู้หนังสือมาคอยเป็นลูกมือช่วยเหลือถึงจะไปรอดขอรับ" เสิ่นหมิงจวินอธิบายต่อ อันที่จริงก็เพื่ออยากให้หลี่ซื่อวางใจลงได้

หลี่ซื่อถอนหายใจยาว "อย่าหาว่าแม่จู้จี้จุกจิกเลยนะ แม่แค่รู้สึกว่าพวกเจ้าสองผัวเมียล้วนไม่เคยร่ำเรียนหนังสือ คิดจะประกอบกิจการค้าขายในระยะสั้นๆ ก็คงพอถูไถไปได้ แต่หากทำไปนานวันเข้าย่อมต้องเกิดบัญชีติดลบขาดทุนเป็นแน่"

น้ำเสียงของหลี่ซื่อมิได้แข็งกร้าวแต่อย่างใด เห็นได้ชัดว่านางเตรียมตัวเตรียมใจมาบ้างแล้วก่อนจะเดินทางมา

ท้ายที่สุดแล้วสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินและโจวซื่อก็ทำประโยชน์ให้กับครอบครัวอย่างใหญ่หลวงตลอดระยะเวลากว่าครึ่งปีที่ผ่านมา ต่อให้นางจะรู้สึกว่าการให้ลูกสะใภ้ออกมาเผยโฉมหน้าต่อผู้คนจะเป็นการเสื่อมเสียเกียรติยศของวงศ์ตระกูล ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าผลประโยชน์อันมหาศาล นางก็ทำได้เพียงอดกลั้นเอาไว้ชั่วคราวเท่านั้น

เสิ่นหมิงจวินประคองฮูหยินเฒ่าให้ไปนั่งลงบนเก้าอี้ไท่ซือในโถงหลังของร้านขายยา

โจวซื่อรีบยกน้ำชาเข้ามาถวาย บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มฝืนๆ "ท่านแม่มิต้องเป็นกังวลไปหรอกเจ้าค่ะ พวกเราอยู่ในเมืองสุขสบายดี เพิงน้ำชาฝั่งนู้นก็มีคนคอยดูแล ทุกวันท่านพี่ก็แค่แวะไปดูตอนเลิกงาน ไปช่วยจัดแจงข้าวของในร้านสักหน่อยเท่านั้น"

"เช่นนั้นจะไปได้หรือ? ร้านของตัวเองแท้ๆ กลับปล่อยให้คนอื่นมาดูแล... คนพวกนั้นท้ายที่สุดก็มิได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับเรา หากลอบเล่นตุกติกหลอกลวงพวกเจ้าอยู่เบื้องหลัง จะจัดการอย่างไรเล่า?"

หลี่ซื่อปั้นหน้าตึงเครียดขึ้นมา "ก่อนมาแม่ลองคิดดูแล้ว จะให้พี่รองกับพี่สามของเจ้าเข้าเมืองมาช่วยงาน ทางที่ดีที่สุดคือให้คนทั้งครอบครัวย้ายกลับมาอยู่ในตัวอำเภอด้วยกันให้หมด..."

"อย่างไรเสียเมื่อยี่สิบสามสิบปีก่อน ตระกูลเสิ่นก็เคยรุ่งเรืองอยู่ในอำเภอหนิงฮว่ามาระยะหนึ่ง ต่อให้ตอนนี้จะตกต่ำลงไปบ้าง แต่เรือแตกยังมีตะปูสามชั่ง ด้วยเส้นสายของตระกูลเสิ่นเรา ขอเพียงปรับปรุงจัดการเสียใหม่สักหน่อย การจะกลับมารุ่งโรจน์อีกครั้งก็เป็นเรื่องที่รอคอยได้ในไม่ช้า"

(เชิงอรรถผู้แปล: เรือแตกยังมีตะปูสามชั่ง (破船还有三斤钉) สำนวนเปรียบเปรยว่า แม้ตระกูลหรือกิจการจะตกต่ำหรือล่มสลายไปแล้ว แต่ก็ยังคงมีรากฐาน ทรัพย์สิน หรือบารมีเก่าๆ หลงเหลืออยู่บ้าง ไม่ถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวเสียทีเดียว)

เสิ่นซีเพิ่งจะก้าวพ้นประตูร้านขายยาเข้ามา ก็ได้ยินฮูหยินเฒ่ากล่าววาจาโอ่อ่าหมายจะฟื้นฟูตระกูลเสิ่น ความหมายที่แฝงอยู่ในถ้อยคำเหล่านั้นคือ นางต้องการจะรวบรวมคนในสายตระกูลเสิ่นทั้งหมดให้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง และดูเหมือนว่านางจะเตรียมตั้งตนเป็นผู้นำของครอบครัวใหญ่ตระกูลเสิ่นนี้ด้วย

โจวซื่อแค่นยิ้มขื่นพลางเอ่ย "ท่านแม่ เรื่องเหล่านี้พิจารณาดูจะยาวไกลเกินไปหรือไม่เจ้าคะ? เอ๊ะ... ไอ้เด็กทึ่ม เจ้ารีบเลิกเรียนกลับมาเร็วถึงเพียงนี้เชียว? รีบกลับไปทำการบ้านเสียสิ"

หลี่ซื่อเองก็เหลือบไปเห็นเสิ่นซีที่เพิ่งเลิกม่านประตูเดินเข้ามาในโถงหลัง นางยิ้มพลางกวักมือเรียก "ดูเจ้าเป็นแม่คนสิ เด็กเพิ่งจะกลับมาจากสถานศึกษา ก็ไม่รู้จักให้เขาพักผ่อนเสียบ้าง... เด็กๆ รักสนุกเป็นเรื่องธรรมดา จะคอยบังคับควบคุมอยู่ทั้งวันได้อย่างไร? มานี่มา ให้ท่านย่าดูหน้าให้ชัดๆ หน่อย... ไอหยา โตขึ้นกว่าตอนที่ย่ามาคราวก่อนตั้งเยอะเลยนะเนี่ย"

หลี่ซื่อดึงเสิ่นซีเข้ามากอดไว้ในอ้อมอกด้วยความรักใคร่เอ็นดู

ถึงอย่างไรก็เป็นหลานชายแท้ๆ ในไส้ แม้ว่าเด็กๆ ในบ้านจะมีหลายคน หลี่ซื่อไม่อาจปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันได้ทั้งหมด ทว่าไม่ได้พบหน้ากันเสียนาน พอได้เห็นเสิ่นซี หลี่ซื่อก็ยังคงดีใจมากอยู่ดี

พอดีใจขึ้นมา เรื่องเพิงน้ำชาก็ถูกปัดตกไปชั่วคราว ประจวบเหมาะกับที่หน้าร้านขายยามีคนมาซื้อยาพอดี โจวซื่อจึงออกไปจัดการ

โจวซื่อเพิ่งจะเลิกม่านออกไป หลี่ซื่อก็ปรายตามองเสิ่นหมิงจวินแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยว่า "ลูกคนสุดท้อง เจ้าปล่อยให้เมียของเจ้าออกมาทำงานทำการเช่นนี้จะใช้ได้หรือ ในร้านขายยานี้มีแต่ผู้ชายเข้าๆ ออกๆ ต่อให้ไม่กลัวเกิดเรื่องงามหน้า ทว่าขี้ปากชาวบ้านเพื่อนบ้านก็ฟังไม่เข้าหูอยู่ดี ข้าว่าสู้ให้นางอยู่บ้านคอยเลี้ยงดูเสี่ยวหลาง ขยันผลิตทายาทสืบสกุลให้กับตระกูลเสิ่นไม่ดีกว่าหรือ ส่วนเจ้าทำงานที่จวนตระกูลหวังก็จะได้วางใจลงได้มากขึ้นมิใช่หรือ?"

เสิ่นซีได้ยินคำพูดนี้ก็สะดุ้งเฮือกไปทั้งตัว เห็นได้ชัดว่าหลี่ซื่อหวังให้เสิ่นหมิงจวินยังคงทำงานที่จวนตระกูลหวังเหมือนเดิม และไม่คิดจะปล่อยให้โจวซื่อทำงานในร้านขายยาต่อไปอีกแล้ว

จะว่าไปก็ไม่อาจบอกได้ว่าความคิดของฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อนั้นผิด

ค่านิยมสากลในยุคสมัยนี้คือสตรีสมควรประตูใหญ่ไม่ออก ประตูรองไม่ก้าว เพียงแค่เผยโฉมหน้าต่อผู้คนสักนิดก็มักจะตกเป็นขี้ปากชาวบ้านได้ง่ายๆ คงกล่าวได้เพียงว่าฮูหยินเฒ่านั้นถูกความคิดและขนบธรรมเนียมโบราณครอบงำฝังหัวอย่างหนัก

(เชิงอรรถผู้แปล: ประตูใหญ่ไม่ออก ประตูรองไม่ก้าว (大门不出二门不迈) จารีตที่สตรีต้องเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน) (เชิงอรรถผู้แปล: เผยโฉมหน้าต่อผู้คน (抛头露面) การที่สตรีออกไปทำกิจกรรมในที่สาธารณะ ซึ่งอาจขัดจารีตโบราณ)

"ท่านย่า ท่านแม่ของข้าทำงานในร้านขายยาหาเงินได้ตั้งมากมายเลยนะขอรับ" เสิ่นซีซึ่งอยู่ในอ้อมกอดของฮูหยินเฒ่าเอ่ยขึ้นด้วยความภาคภูมิใจประหนึ่งเด็กน้อยที่พูดจาไร้เดียงสา "ท่านน้าซุนก็ดีต่อท่านแม่มาก พวกเราเป็นเหมือนครอบครัวเดียวกันเลยขอรับ"

ฮูหยินเฒ่ายิ้มพลางเอ่ย "เจ้าลิงน้อยเอ๋ย เจ้าจะไปเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร? สักวันเจ้าก็ต้องโตเป็นผู้ใหญ่ พอแต่งงานมีลูกแล้ว เจ้าก็ย่อมอยากให้ภรรยาของตนอยู่เหย้าเฝ้าเรือนอย่างสงบเสงี่ยม การออกมาทำงานทำการนอกบ้านย่อมถูกผู้อื่นชี้หน้าด่าทอลับหลังเอาได้ ลูกคนสุดท้อง แล้วแม่หนูน้อยเมื่อคราวก่อนล่ะ... ไต้เอ๋อร์เหตุใดจึงไม่ออกมาด้วย?"

เสิ่นหมิงจวินจะไปรู้ได้อย่างไรว่าหลินไต้อยู่ที่ใด จึงรีบออกไปหน้าร้านเพื่อถามไถ่โจวซื่อ ถึงได้รู้ว่าหลินไต้อยู่ที่บ้านในตรอกด้านหลัง ไม่ได้มาที่ร้านขายยา

"เสี่ยวหลางช่างมีวาสนานัก อายุแค่นี้ก็มีสะใภ้ตัวน้อยแล้วหรือ? อืม ต้องทำดีกับไต้เอ๋อร์ให้มากหน่อยรู้หรือไม่? พอนางโตขึ้นก็จะติดตามเจ้าไปอย่างรักเดียวใจเดียว บุรุษปฏิบัติดีต่อสตรี นั่นแหละคือวาสนาของลูกผู้หญิง"

ฮูหยินเฒ่าคล้ายกับนึกถึงสามีผู้ล่วงลับของตน บนใบหน้าจึงประดับด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข

เสิ่นซีรีบขยิบตาส่งสายตาให้เสิ่นหมิงจวิน

ก่อนหน้านี้เสิ่นซีเคยลอบเสี้ยมสอนคำพูดให้ท่านพ่อไปบ้างแล้ว โดยหวังจะให้เสิ่นหมิงจวินต่อสู้เพื่อแย่งชิงสิทธิ์ในการดูแลเพิงน้ำชาต่อหน้าฮูหยินเฒ่า ทว่าพอเสิ่นหมิงจวินอยู่ต่อหน้ามารดาก็มีสภาพราวกับหนูเห็นแมว หน้าแดงก่ำ ภายใต้สายตาที่เสิ่นซีคอยส่งสัญญาณให้ เขาพยายามจะอ้าปากพูดอยู่หลายคราแต่ก็ขัดเขินจนพูดไม่ออก ท้ายที่สุดจึงทำเพียงอ้ำๆ อึ้งๆ แล้วก็เงียบเชียบไร้สุ้มเสียงไปเสียดื้อๆ ทำเอาเสิ่นซีที่มองดูอยู่ได้แต่ร้อนใจแทน

(เชิงอรรถผู้แปล: เงียบเชียบไร้สุ้มเสียง (不声不响) ทำอย่างเงียบ ๆ ไม่บอกกล่าว หรือในบริบทนี้คือเงียบไปโดยไม่ยอมปริปากเรียกร้องสิทธิ์)

รอจนโจวซื่อจัดการธุระเสร็จสิ้นและกลับมาต้อนรับมารดาสามีต่อ ฮูหยินเฒ่าก็ดึงดันจะกลับไปที่บ้านในตรอกด้านหลังให้ได้ โจวซื่อปลีกตัวไปไม่ได้ จึงทำได้เพียงให้เสิ่นหมิงจวินกับเสิ่นซีพาฮูหยินเฒ่ากลับไป

เมื่อก้าวเข้ามาในลานบ้าน ก็เห็นหลินไต้กับลู่ซีเอ๋อร์กำลังล้อมวงคัดลายมือกันอยู่ที่โต๊ะไม้ตัวเล็ก ฮูหยินเฒ่าเดินเข้าไปดึงสมุดในมือของหลินไต้มาดู พอปรายตามองสีหน้าก็พลันมืดครึ้มลงเล็กน้อย ปากก็เอ่ยว่า "ไม่ได้การ ไม่ได้การ เด็กผู้หญิงจะร่ำเรียนสิ่งเหล่านี้ไปทำไมกัน? สตรีไร้สามารถคือผู้มีคุณธรรม เรียนหนังสือมากไปจิตใจก็จะว้าวุ่นฟุ้งซ่าน แล้วเช่นนี้จะคอยปรนนิบัติสามีอบรมบุตรได้อย่างไร?"

(เชิงอรรถผู้แปล: สตรีไร้สามารถคือผู้มีคุณธรรม (女子无才便是德) ค่านิยมโบราณที่มองว่าสตรีไม่จำเป็นต้องมีการศึกษา ขอเพียงมีคุณธรรมและรู้จักปรนนิบัติสามีดูแลครอบครัวก็เพียงพอแล้ว)

เสิ่นหมิงจวินยิ้มขื่นพลางแย้ง "ท่านแม่ เด็กๆ รู้หนังสือไว้บ้างก็ไม่มีข้อเสียอันใดหรอกขอรับ"

"พูดกับพวกเจ้าไปก็ไม่เข้าใจหรอก แม่เป็นผู้ที่ผ่านโลกมาก่อน กินเกลือมากกว่าพวกเจ้ากินข้าวเสียอีก เรื่องราวมากมายย่อมมองได้ทะลุปรุโปร่งกว่าพวกเจ้า... เจ้าดูบุตรีของครอบครัวขุนนางเหล่านั้นสิ ต่อให้ได้รับการอบรมมาดีเพียงใด ก็ไม่เห็นมีใครส่งเสริมให้ร่ำเรียนหนังสือเลย นั่นก็เพราะรู้ว่าวันหน้าพอแต่งเข้าบ้านสามีแล้วทางนั้นเขาจะไม่ชอบใจ สมัยก่อนครอบครัวของแม่ก็มีฐานะไม่เลว ทว่าท่านตาของเจ้าก็ไม่เคยยอมให้แม่แตะต้องของพวกนี้เลยสักนิด"

เมื่อได้ยินคำพูดของฮูหยินเฒ่า หลินไต้ที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจยิ่งนัก ทว่านางรู้ดีว่าคำพูดของผู้นำครอบครัวอย่างฮูหยินเฒ่านั้นไม่อาจขัดขืนได้ จึงก้มหน้าลงไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ออกมา

ฮูหยินเฒ่าให้บุตรชายประคองเดินเข้าไปในห้องโถงหลัก ปากก็พร่ำบอก "ไป เข้าไปข้างในกัน เจ้าจงเล่าเรื่องการทำมาค้าขายในช่วงนี้ให้แม่ฟังอย่างละเอียดหน่อยเถิด ช่างไม่ง่ายดายเลยจริงๆ บางทีอาจจะเป็นเพราะท่านพ่อของเจ้าที่อยู่บนสวรรค์ดลใจ อยากให้เจ้ามาฟื้นฟูตระกูลเสิ่น ถึงได้มีวาสนาเช่นนี้..."

ระหว่างที่พูด ฮูหยินเฒ่าและเสิ่นหมิงจวินก็ก้าวเข้าไปในห้อง ซ้ำยังปิดประตูตามหลัง ดูท่าคงไม่อยากให้ลูกหลานที่อยู่ข้างนอกได้ยินบทสนทนา

"เหตุใดท่านย่าถึงไม่ยอมให้ข้าอ่านออกเขียนได้เล่า?"

หลินไต้ลูบหน้าอกผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ ก่อนจะกระตุกแขนเสื้อเสิ่นซีพลางเอ่ยถาม

ลู่ซีเอ๋อร์กอดตำราเรียนเล่มใหม่ของตนไว้แน่น แล้วยื่นส่งให้หลินไต้ "พี่สาวไต้เอ๋อร์ เล่มของท่านอ่านไม่ได้แล้ว ก็มาอ่านของข้าแทนมิได้หรือ?"

เสิ่นซีหัวเราะพลางปลอบใจ "ความหมายของท่านย่าคือ ภายหน้าเจ้ามีหน้าที่แค่ตั้งท้องคลอดลูก สืบทอดทายาทให้กับตระกูลเสิ่นก็พอแล้ว เรื่องอื่นไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ให้มากความ ทว่าเจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ ต่อให้ท่านย่าไม่ยอมให้เจ้าเรียนหนังสือ ข้าก็จะสอนเจ้าเอง ก็ใครใช้ให้เจ้าเป็นภรรยาตัวน้อยของข้ากันเล่า?"

ลู่ซีเอ๋อร์งัดกระบวนท่าความไร้เดียงสาของนางออกมาใช้อีกครา นางเบิกตากลมโตจ้องมองด้วยความอยากรู้อยากเห็นพลางเอ่ยถาม "พี่ชายเสิ่นซี อะไรคือภรรยาตัวน้อยหรือเจ้าคะ?"

เสิ่นซีลูบศีรษะลู่ซีเอ๋อร์ ยิ้มแต่ไม่ตอบอันใด... ความรู้ที่ไม่เกี่ยวพันอันใดกับตัวนาง เขาไม่มีทางยัดเยียดใส่หัวแม่หนูน้อยที่อายุน้อยกว่าเขาถึงสองปีคนนี้หรอก!

จบบทที่ ตอนที่ 91 ฮูหยินเฒ่าเข้าเมือง

คัดลอกลิงก์แล้ว