เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 90 เตรียมการล่วงหน้า

ตอนที่ 90 เตรียมการล่วงหน้า

ตอนที่ 90 เตรียมการล่วงหน้า


ตามกระแสความนิยมการฟังนิทานในเมืองที่นับวันยิ่งทวีความคึกคัก เสิ่นซีก็เล็งเห็นถึงตลาดอีกแห่งที่มีอนาคตสดใสรออยู่ นั่นคือการทำ "สิ่งพิมพ์" โดยการนำบทนิทานอิงประวัติศาสตร์ที่เขาเขียนให้หานอู่เหยียมาจัดระเบียบ ตรวจทาน และรวบรวมเป็นเล่มเพื่อตีพิมพ์ออกมา กิจการนี้จะไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ในอำเภอหนิงฮว่าเล็กๆ แห่งนี้อีกต่อไป ทว่ากลับมีอนาคตที่ก้าวไกลอย่างไร้ขีดจำกัด

ทว่าเสิ่นซียังไม่ค่อยคุ้นเคยกับอุตสาหกรรมการพิมพ์ในยุคปัจจุบันนัก จำเป็นต้องค่อยๆ คลำทางเรียนรู้ไปทีละน้อย ประกอบกับกิจการเพิงน้ำชายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เขาจึงยังไม่ได้ไตร่ตรองวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบ

รอจนเขียนบทนิทานอิงประวัติศาสตร์เรื่องใหม่ทั้งสองเรื่องเสร็จสมบูรณ์ เสิ่นซีจึงนำไปให้หานอู่เหยียดู หานอู่เหยียยังคงเดาะลิ้นส่งเสียงชื่นชมประหลาดใจอย่างไม่ขาดปากดุจเดิม

ซัวงักฉวนจ้วน และถงหลินจ้วน ก่อนหน้านี้มีรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จึงสามารถดึงดูดผู้ฟังที่มีรสนิยมต่างกันได้ ส่วนบทนิทานเรื่องใหม่ทั้งสองเรื่อง อย่าง 'ฮ่องสิน' และ 'สามผู้กล้าห้าคุณธรรม' นั้น เรื่องหนึ่งเป็นตำนานอิงประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ส่วนอีกเรื่องเป็นนิยายคดีความที่แฝงกลิ่นอายของยุทธภพ ล้วนแล้วแต่สนุกสนานชวนให้ติดตามทั้งสิ้น

หลังจากที่หานอู่เหยียอ่านดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ก็กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า "หลงจู๊น้อย บทนิทานสองเรื่องนี้ล้วนเป็นผลงานชั้นยอด บทนิทานสองเรื่องก่อนหน้านี้ได้ปูรากฐานอันดีเยี่ยมให้กับร้านของเราแล้ว ขอเพียงปล่อยบทนิทานเรื่องใหม่ทั้งสองนี้ออกไป คนที่มาฟังนิทานย่อมมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น กิจการเพิงน้ำชาต่อให้ไม่อยากเจริญรุ่งเรืองก็คงยากแล้ว"

เสิ่นซีหัวเราะพลางเอ่ย "หานอู่เหยียชื่นชอบก็ดีแล้วขอรับ... อย่างไรเสียท่านก็เป็นผู้เชี่ยวชาญในวงการนี้ มีประสบการณ์อย่างโชกโชน หากเห็นว่าเนื้อเรื่องตรงไหนไม่ดีและจำเป็นต้องแก้ไข ก็ต้องชี้แนะข้าน้อยด้วยนะขอรับ"

"ไอหยา หลงจู๊น้อย ท่านก็ถ่อมตนเกินไปแล้ว บทนิทานหลายเรื่องนี้ล้วนเรียกได้ว่าเป็นผลงานชิ้นเอกที่หาได้ยากยิ่ง ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือภาษาค่อนข้างเป็นทางการและเป็นภาษาเขียนมากไปสักหน่อย เวลาเล่านิทาน คงต้องปรับเปลี่ยนถ้อยคำเสียใหม่ อย่างน้อยในดินแดนฝูเจี้ยนแห่งนี้ ก็ต้องใช้ภาษาที่ชาวฮากกาอย่างพวกเราฟังเข้าใจมาเล่า ส่วนเรื่องการดำเนินเรื่องและการบรรยายนั้น เรียกได้ว่าเพิ่มอีกส่วนก็เยิ่นเย้อ ลดอีกส่วนก็ห้วนไป ทุกอย่างล้วนจัดวางมาได้อย่างพอดีแล้ว"

(เชิงอรรถผู้แปล: เพิ่มอีกส่วนก็เยิ่นเย้อ ลดอีกส่วนก็ห้วนไป (增一分则肥,减一分则瘦) เป็นสำนวนเปรียบเปรยถึงความสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ มีองค์ประกอบที่ลงตัวพอดีแล้ว ไม่ขาดไม่เกิน)

บนใบหน้าของหานอู่เหยียแฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจอยู่หลายส่วน บทนิทานที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้โด่งดังกระฉ่อนเช่นนี้ได้ถูกเล่าผ่านปากเขาเป็นคนแรก นับเป็นการเชิดหน้าชูตาและเสริมบารมีให้เขาอย่างยิ่ง

เดิมทีในอำเภอหนิงฮว่ามีนักเล่านิทานอยู่สิบกว่าคน ที่พอจะมีชื่อเสียงหน่อยก็มีอยู่ราวหกเจ็ดคน หานอู่เหยียนั้นนับว่าอยู่ในระดับกลางๆ เท่านั้น ทว่าบัดนี้สถานะของเขากลับพุ่งพรวดตามความโด่งดังของซัวงักฉวนจ้วน และถงหลินจ้วน ตอนนี้เพื่อนร่วมอาชีพคนใดได้พบหน้าเขา ล้วนต้องประสานมือเรียกขานคำว่า "อู่เหยีย" ด้วยความนอบน้อมเคารพยิ่งกันทั้งนั้น? แววตาแห่งความอิจฉาริษยาที่พวกเขามองมา ทำให้หานอู่เหยียรู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก

ส่วนบรรดาหลงจู๊ของโรงเตี๊ยมและหอสุราที่เคยแสดงสีหน้าดูแคลนเขา บัดนี้กลับพากันมาประจบสอพลอ หวังจะเชิญเขากลับไปเล่านิทานที่หอสุรา ทว่าในใจของหานอู่เหยียนั้นกระจ่างแจ้งดีว่า บทนิทานเหล่านี้เป็นของที่มีเฉพาะในเพิงน้ำชาตระกูลเสิ่นเท่านั้น ทันทีที่เขาเดินจากไป ก็จะไม่มีผู้ใดเขียนบทนิทานให้เขาอีก ต่อให้ก่อนหน้านี้จะมีชื่อเสียงโด่งดังเพียงใด ไม่นานย่อมต้องตกต่ำลง สู้รั้งอยู่ในเพิงน้ำชาเล็กๆ แห่งนี้ยังดีเสียกว่า ไม่เพียงแต่จะสร้างชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ได้เท่านั้น แต่ยังได้เป็นคนแรกที่นำบทนิทานเรื่องใหม่เอี่ยมมาเล่าอีกด้วย

แน่นอนว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือเขามีกานกู่ของเพิงน้ำชาอยู่หนึ่งส่วน หากกิจการเพิงน้ำชาเติบโตใหญ่โตขึ้น ย่อมส่งผลดีต่อเขาอย่างมหาศาล

(เชิงอรรถผู้แปล: กานกู่ หรือ หุ้นลม (干股) หมายถึงการแบ่งปันผลกำไรให้โดยที่ผู้นั้นไม่ต้องลงทุนด้วยเงินตรา)

"หานอู่เหยียขอรับ มีเรื่องหนึ่งไม่ทราบว่าท่านพ่อเคยเล่าให้ท่านฟังหรือไม่?"

เสิ่นซีนึกถึงเรื่องที่ท่านย่าหลี่ซื่อจากหมู่บ้านเถาฮวากำลังจะเข้าเมืองมา จึงเตรียมจะปรึกษาหารือกับหานอู่เหยียถึงความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น "ท่านย่าของข้าอยู่บ้านนอก พอได้ยินว่าท่านพ่อของข้าเปิดกิจการเพิงน้ำชา ก็เลยคิดอยากจะเข้ามาดูในเมือง... ท่านพ่อท่านแม่ของข้าล้วนเป็นกังวลว่า ท่านย่าจะให้พวกลุงๆ ของข้ามาดูแลเพิงน้ำชาแทนขอรับ"

หานอู่เหยียถอนหายใจพลางเอ่ย "หลงจู๊ใหญ่เคยบอกข้าแล้วล่ะ ทว่านี่เป็นเรื่องภายในครอบครัวของพวกเจ้า ข้าเป็นคนนอกย่อมไม่สะดวกที่จะสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรอกนะ"

เสิ่นซีพยักหน้ารับ ดูเหมือนว่าหานอู่เหยียเองก็กังวลว่าการเปลี่ยนตัวหลงจู๊เพิงน้ำชาจะส่งผลกระทบต่อเขาเช่นกัน อย่างไรเสียเสิ่นหมิงจวินก็เป็นคนพูดง่าย ซ้ำวันธรรมดายังแทบไม่เข้ามาก้าวก่ายเรื่องในเพิงน้ำชา ปล่อยให้หานอู่เหยียมีอิสระในการตัดสินใจอย่างเต็มที่ หากเปลี่ยนให้ผู้อื่นมาเป็นหลงจู๊ ก็ไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าจะใจกว้างเหมือนเสิ่นหมิงจวินหรือไม่

"หานอู่เหยียขอรับ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ข้าอยากจะรวบรวมนิทานที่ท่านเคยเล่าไปก่อนหน้านี้มาจัดระเบียบเสียใหม่ แล้วค่อยหาคนมาตีพิมพ์ดู เพื่อดูว่าจะสามารถทำเป็นกิจการอีกแขนงได้หรือไม่ ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสอย่างท่านมีความเห็นเช่นไรหรือขอรับ?"

เสิ่นซีค่อนข้างให้ความไว้วางใจในตัวหานอู่เหยียอยู่มาก เรื่องนี้เขาจึงยังไม่ได้บอกกล่าวแก่ท่านพ่อและท่านแม่ แต่เลือกที่จะมาปรึกษากับหานอู่เหยียก่อน เพื่อฟังความคิดเห็นจากคนเก๋าเกมที่คร่ำหวอดในวงการเช่นเขา

หานอู่เหยียครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงพยักหน้าเห็นด้วย "ความคิดนี้เข้าทีไม่เลวเลย ภายหน้าสามารถใช้วิธีตีพิมพ์เป็นรูปเล่ม เพื่อเผยแพร่นิทานชั้นยอดเหล่านี้ออกไปสู่ภายนอกได้อย่างแท้จริง บางทีอาจจะช่วยเป็นกระบอกเสียงส่งให้ชื่อเสียงของเพิงน้ำชาเราโด่งดังขึ้นไปอีก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อกิจการในวันข้างหน้าของเราด้วย"

"แต่ทว่า... ถึงอย่างไรอำเภอหนิงฮว่าของเราก็ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่เคยเห็นผู้ใดเปิดโรงพิมพ์มาก่อน เรื่องเช่นนี้คงต้องเดินทางไปจัดการที่เมืองถิงโจวฝั่งนู้นถึงจะสะดวก... อำเภอหนิงฮว่านั้นแต่ไหนแต่ไรมาก็มีบรรยากาศการศึกษาที่ไม่สู้จะคึกคักนัก ต่อให้ในรัชศกหงอู่ปีที่ยี่สิบสี่ ใต้เท้าจางหมิงหย่วนจะสอบผ่านการสอบเตี้ยนซื่อจนได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็น 'จอหงวนเป็นกรณีพิเศษ' จากปฐมกษัตริย์ไท่จู่ ซ้ำยังเคยดำรงตำแหน่งทั้งจี้จิ่วแห่งกั๋วจื่อเจี้ยน รองเจ้ากรมโยธาธิการ และข้าหลวงปู้เจิ้งซือฝ่ายซ้ายแห่งเจียวจื่อ ทว่าสถานการณ์ของเมืองเราก็ยังไม่ได้ดีขึ้นสักเท่าใดนัก ต่อให้เจ้าตีพิมพ์บทนิทานออกมาได้ เจ้าคิดว่าจะมีคนรู้หนังสือสักกี่คนกันเชียว? ท้ายที่สุดก็ใช่ว่าจะขายออกเสมอไปหรอกนะ!"

(เชิงอรรถผู้แปล:

การสอบเตี้ยนซื่อ (殿试) หมายถึงการสอบรอบสุดท้ายหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ เพื่อจัดอันดับผู้ที่สอบผ่านเป็นจิ้นซื่อ

จี้จิ่วแห่งกั๋วจื่อเจี้ยน (国子监祭酒) ตำแหน่งอธิการบดีแห่งราชวิทยาลัยสูงสุด เป็นขุนนางสายวิชาการชั้นผู้ใหญ่

ข้าหลวงปู้เจิ้งซือฝ่ายซ้าย (左布政使 - จั่วปู้เจิ้งซือ) คือตำแหน่งขุนนางระดับสูง (เทียบเท่าผู้ว่าการมณฑล หรือ ข้าหลวงใหญ่) มีหน้าที่ดูแลการบริหารพลเรือนและเศรษฐกิจในระดับมณฑล ส่วนคำว่า "เจียวจื่อ" (交趾) เป็นชื่อเรียกดินแดนทางตอนเหนือของเวียดนามในอดีต ซึ่งในยุคต้นราชวงศ์หมิง (สมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ) เคยถูกผนวกเข้าเป็นมณฑลหนึ่งของจีน ตำแหน่งข้าหลวงปู้เจิ้งซือแห่งเจียวจื่อจึงถือเป็นข้าหลวงใหญ่ผู้สำเร็จราชการปกครองดินแดนตอนเหนือของเวียดนามในขณะนั้น) 

เสิ่นซีลองขบคิดดูก็เห็นว่าจริงดังว่า

เหตุที่ผู้คนมากมายแห่แหนมาฟังนิทาน ก็เป็นเพราะว่าต่อให้ชาวเมืองจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาบ้าง ทว่าด้วยความที่รู้หนังสือน้อย หรือบางคนถึงขั้นไม่รู้หนังสือแม้แต่ตัวเดียว จึงไม่อาจรับรู้เรื่องราวของโลกภายนอกผ่านตำราได้ ดังนั้นเรื่องราวที่นักเล่านิทานถ่ายทอดออกมาจึงทำให้พวกเขาเคลิบเคลิ้มหลงใหลได้ง่ายยิ่งขึ้น

หากคิดจะขยับขยายกิจการตีพิมพ์บทนิทานอิงประวัติศาสตร์ให้ใหญ่โต ทางที่ดีที่สุดก็คือต้องไปทำในเมืองใหญ่ เพราะมีคนรู้หนังสือมาก ผู้คนมีเงินทองเหลือใช้มากกว่า เม็ดเงินกำไรที่กอบโกยได้ย่อมต้องมากมายตามไปด้วย

หลังจากกลับมา เสิ่นซีก็เอาแต่ครุ่นคิดพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ด้วยเหตุนี้ตลอดหลายวันที่ผ่านมาเขาจึงดูไม่ค่อยสดชื่นนัก

จวบจนล่วงเข้าสู่วันที่ยี่สิบเดือนสาม ช่วงบ่ายของวันนั้นเสิ่นหมิงจวินก็รีบร้อนกลับมาที่บ้าน แล้วบอกกล่าวกับโจวซื่อว่าในวันพรุ่งนี้ หลี่ซื่อผู้เป็นมารดากับเสิ่นหมิงเหวินพี่ใหญ่ก็จะเดินทางมาถึงในเมืองแล้ว

ท้ายที่สุดแล้วเรื่องนี้ก็เกี่ยวพันไปถึงการประเมินผลการสอบประจำปีของเสิ่นหมิงเหวิน หากเขาไม่สามารถสอบได้ระดับที่หนึ่งในการประเมินครั้งนี้ ต่อให้โชคดีรักษาระดับหลิ่นเซิงเอาไว้ได้ ทว่าเบี้ยหวัดและข้าวสารหลวงก็อาจจะหลุดลอยไป

(เชิงอรรถผู้แปล: ในการสอบประเมินผลประจำปี (ซุ่ยเข่า) จะแบ่งเกณฑ์คะแนนออกเป็น 6 ระดับ สำหรับผู้ที่มีสถานะ 'หลิ่นเซิง' (บัณฑิตได้ทุน) หากทำผลสอบได้ไม่ดีจนมาตรฐานตกลงมา ตามกฎมักจะถูกลดขั้นและริบตำแหน่งคืน ทว่าบางครั้งหากผู้คุมสอบเมตตา ก็อาจจะใช้วิธีลงโทษด้วยการ 'ถิงหลิ่น' (ระงับทุน) คืออนุญาตให้รักษาสถานะหลิ่นเซิงเอาไว้ได้ แต่จะถูกตัดเบี้ยหวัดและงดจ่ายข้าวสารหลวงเพื่อเป็นการตักเตือน)

เสิ่นหมิงเหวินนั้นเท่ากับถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในห้องใต้หลังคามาเกือบหนึ่งปีเต็ม หลี่ซื่อคาดหวังในตัวบุตรชายคนโตไว้สูงมาก ทว่าเสิ่นซีกลับรู้สึกว่าวิธีการยัดเยียดความรู้ให้บุตรชายของหลี่ซื่อเช่นนี้ไม่น่าจะใช้ได้ผล และเกรงว่ารังแต่จะให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม

โจวซื่อมีสีหน้าย่ำแย่อย่างเห็นได้ชัด นางขมวดคิ้วพลางเอ่ยถาม "ท่านแม่กับพี่ใหญ่มา พวกเราจำเป็นต้องเตรียมสิ่งใดหรือไม่?"

"ท่านแม่มาคราวนี้ก็จะไปพักอยู่ฝั่งบ้านลูกพี่ลูกน้องเหมือนคราวก่อน ส่วนพี่ใหญ่ก็จะไปพักที่สถานศึกษาประจำอำเภอ ก็ต้องรอดูว่าท่านแม่จะจัดการกับร้านของเราอย่างไร หากท่านแม่ยืนกรานจะให้พวกพี่ชายมาดูแล ข้าคิดว่า... ก็ปล่อยให้เป็นไปตามความต้องการของท่านแม่เถิด" เสิ่นหมิงจวินมองภรรยาด้วยความรู้สึกผิด "น้องหญิง เจ้าคิดเห็นเช่นไร?"

โจวซื่อบ่นกระปอดกระแปด "ท่านพี่ไม่ต่อสู้แย่งชิงบ้างจะไปได้หรือ? พี่ใหญ่ต้องเตรียมสอบเคอจวี่ ท่านแม่ย่อมไม่ยอมให้เขามาแตะต้องเรื่องในเพิงน้ำชาแน่ ส่วนพี่สี่ก็ต้องอยู่ดูแลบ้าน ซ้ำยังต้องรับจ้างทำเครื่องไม้หาเงิน คาดว่าท่านแม่คงคิดจะให้พี่รองกับพี่สามมาคอยดูแล ทว่าพี่รองกับพี่สะใภ้รองนั้นใช่คนขยันขันแข็งเสียที่ไหน ส่วนพี่สามก็ซื่อทื่อจนเกินไป พวกเขาจะเป็นคนเก่งกาจในการดูแลกิจการค้าขายได้อย่างไรเล่า?"

(เชิงอรรถผู้แปล: สอบเคอจวี่ (考功名) หมายถึง การสอบเข้าระบบขุนนางเพื่อแสวงหาความก้าวหน้า)

เสิ่นหมิงจวินจนด้วยคำพูด ไม่อาจโต้ตอบอันใดได้

จุดประสงค์หลักที่โจวซื่อเอ่ยเรื่องเหล่านี้ออกมา ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าต่อให้กิจการเพิงน้ำชาจะถูกหลี่ซื่อยึดเข้าสู่ทรัพย์สินกองกลางของตระกูล ก็ควรจะให้เสิ่นหมิงจวินเป็นหลงจู๊ดูแลต่อไป ส่วนงานที่จวนนายท่านหวังก็ลาออกเสียให้รู้แล้วรู้รอด ทว่าโจวซื่อเองก็ตระหนักดีว่า หลี่ซื่อย่อมไม่มีทางยอมสูญเสียรายได้จากการทำงานที่จวนนายท่านหวังไปเปล่าๆ เรื่องราวคงไม่ง่ายดายสมดั่งใจปรารถนาเป็นแน่

วันรุ่งขึ้น เสิ่นหมิงจวินไม่ได้ไปทำงานที่จวนนายท่านหวัง พอคล้อยหลังเที่ยง เขาก็เตรียมตัวออกไปรับมารดากับพี่ชายที่นอกเมือง

เสิ่นซียังคงไปร่ำเรียนหนังสือตามปกติเช่นเคย ก่อนที่เขาจะออกจากบ้าน โจวซื่อได้ไปปรึกษาหารือกับฮุ่ยเหนียงที่ร้านขายยา ใจความคร่าวๆ คือนางอยากจะดูแลควบทั้งกิจการเพิงน้ำชาและร้านขายยาทั้งสองฝั่ง ในเมื่อนางเห็นว่าพวกพี่ชายของสามีล้วนไม่มีหัวการค้า นางจึงคิดอยากจะออกหน้าเป็นหลงจู๊เพิงน้ำชาด้วยตนเองเสียเลย แม้ว่าในใจนางจะกระจ่างแจ้งดีว่า ต่อให้สู้รบตบมือแย่งชิงมา ทางฝั่งหลี่ซื่อก็คงไม่มีทางยินยอมก็ตาม

"หากพี่สาวต้องการจะทำ น้องสาวย่อมมีแต่จะสนับสนุน เรื่องร้านขายยานี้พี่สาวไม่ต้องเป็นกังวลไป ต่อให้พี่สาวจะไม่ได้เข้ามาช่วยงานมากนัก น้องสาวก็ยังคงแบ่งปันผลกำไรให้ตามสัดส่วนเดิมเช่นเคย หากมิได้ครอบครัวของพี่สาวคอยดูแลเกื้อกูล ร้านนี้ก็คงพังทลายไปตั้งนานแล้ว"

ฮุ่ยเหนียงมิได้พูดจากับโจวซื่อเพียงเพื่อมารยาทหรือทำส่งเดชขอไปทีแต่อย่างใด "ทว่าพี่สาวก็เป็นสตรี การจะทำให้ที่บ้านยอมสนับสนุนให้ออกไปเผยโฉมต่อหน้าผู้คนค้าขายเช่นนี้ เกรงว่าคงมิใช่เรื่องง่ายนัก"

โจวซื่อมีสีหน้าเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองไม่ได้รับความเป็นธรรมอยู่หลายส่วน "ถึงกระนั้นก็ไม่อาจยอมให้ร้านที่ท่านพี่อาบเหงื่อต่างน้ำสร้างขึ้นมา ต้องมาพังพินาศไปเช่นนี้ได้ อย่างไรเสียข้าก็ผ่านการทำมาค้าขายมาหลายเดือน ย่อมพอจะรู้ซึ้งถึงวิถีแห่งการประกอบกิจการอยู่บ้าง"

จบบทที่ ตอนที่ 90 เตรียมการล่วงหน้า

คัดลอกลิงก์แล้ว