เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 89 กิจการสั่นคลอน

ตอนที่ 89 กิจการสั่นคลอน

ตอนที่ 89 กิจการสั่นคลอน


เสิ่นซีกลับเข้ามาในห้อง จัดการปิดประตูและหน้าต่างให้เรียบร้อย ก่อนจะปีนขึ้นเตียง

เวลานี้หลินไต้ได้มุดเข้าไปอยู่ด้านในของเตียงก่อนแล้ว นางนั่งอยู่ตรงนั้น มือจับมุมผ้าห่ม ริมฝีปากเล็กสีชมพูระเรื่อคาบชายผ้าห่มเอาไว้ ดวงตากลมโตกระจ่างใสมองสำรวจเขาอยู่

"อย่าให้ข้าเล่านิทานเลยนะ กำลังกลัดกลุ้มใจอยู่น่ะ หากอยากฟังก็รอพรุ่งนี้เช้าเถิด" เสิ่นซีเอ่ยอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย

หลินไต้หรี่ตาลง "ข้าไม่ได้อยากฟังเจ้านิทานสักหน่อย... เจ้าบอกว่าเจ้าโตกว่า งั้นเจ้าลองบอกมาสิ ว่าแท้จริงแล้วต้องทำอย่างไรถึงจะมีลูกได้?"

พอเสิ่นซีได้ยินเช่นนั้น ก็เบิกตากว้างจ้องมองหลินไต้ด้วยความประหลาดใจ ทว่าหลินไต้กลับไม่หลบตาแม้แต่น้อย นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา

สายตาของทั้งสองประสานกันกลางอากาศ ผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดก็เป็นเสิ่นซีที่ยอมพ่ายแพ้หลบตาไปก่อน เขาเบือนหน้าหนีพลางส่ายหัวหัวเราะเบา ๆ ท้ายที่สุดนางก็เป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อยที่มีความอยากรู้อยากเห็นสูง ทว่าวัยราวสิบขวบนี้มิใช่วัยที่เด็กสาวเพิ่งจะเริ่มรู้จักความรักหรอกหรือ? แม้จะยังคงไร้เดียงสาและไม่ค่อยประสีประสาในเรื่องความรักนัก แต่ในใจก็เริ่มมีความหวังแอบแฝงอยู่ราง ๆ แล้ว…

ความรู้สึกคลุมเครือที่เกิดขึ้นในยามที่เด็กน้อยยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าความรักคือสิ่งใด มิใช่ความรู้สึกที่บริสุทธิ์และงดงามที่สุดในโลกมนุษย์หรอกหรือ?

"ไว้ภายหน้าหากเจ้ากับข้าได้เสพความสุขดั่งเมฆฝนแห่งอูซานเมื่อใด ข้าจะบอกเจ้าก็แล้วกัน" เสิ่นซีถอดเสื้อผ้าแล้วล้มตัวลงนอน ก่อนจะดึงผ้าห่มมาห่มให้ตัวเองครึ่งหนึ่ง

(เชิงอรรถผู้แปล: ความสุขดั่งเมฆฝนแห่งอูซาน (巫山云雨) เป็นสำนวนเปรียบเปรยถึงการร่วมหอลงโรง หรือการร่วมรักระหว่างชายหญิง มีที่มาจากตำนานกษัตริย์ฉู่ในยุคจ้านกั๋วที่ทรงสุบินว่าได้ร่วมอภิรมย์กับเทพธิดาแห่งเขาอูซาน)

จังหวะที่แย่งผ้าห่มนั้น เสิ่นซีสังเกตเห็นว่าด้านในของหลินไต้สวมเพียงเอี๊ยมสีแดงตัวเล็ก แม้ว่าแม่หนูน้อยจะเริ่มเข้าใจถึงจารีตที่ชายหญิงไม่พึงแตะต้องหรือใกล้ชิดกันอยู่บ้างแล้ว แต่เนื่องจากนอนเตียงเดียวกับเสิ่นซีมานาน จึงไม่ได้ระแวดระวังตัวต่อเขาเลยแม้แต่น้อย

เมื่อหลินไต้เห็นเสิ่นซีล้มตัวลงนอนก่อน ก็ยังคงนั่งหน้ามุ่ยบ่นประท้วงอยู่ที่เดิม "แม้แต่เรื่องที่ว่าอะไรคือความสุขดั่งเมฆฝนแห่งอูซานเจ้าก็ยังไม่ยอมบอกข้า... ฮึ หากเจ้าไม่บอก พรุ่งนี้ข้าจะไปถามท่านแม่เอง ท่านแม่ต้องยอมบอกแน่"

เสิ่นซีหันหน้าไปมองพลางหัวเราะเอ่ยเตือน "เจ้าอย่าไปถามเชียวนะ ระวังท่านแม่จะตีจนก้นลาย อันที่จริงบอกเจ้าไปก็ไม่เป็นไรหรอก แต่เจ้าต้องรอไปอีกสักสองสามปีถึงจะเข้าใจ เพราะตอนนี้เจ้ายังไม่พร้อมที่จะมีลูกหรอกนะ"

หว่างคิ้วของหลินไต้ปรากฏรอยย่นเล็ก ๆ ทว่ายามที่นางขมวดคิ้วเช่นนี้กลับยิ่งทำให้ดูเอียงอายและน่ารักน่าเอ็นดูมากขึ้นไปอีก "ข้ากับท่านแม่ก็เป็นสตรีเหมือนกัน ท่านแม่เองก็มักจะบอกว่าโตขึ้นข้าก็จะเข้าใจเอง แล้วเหตุใดท่านแม่ถึงมีลูกได้ แต่ข้ามีไม่ได้เล่า?"

ความอยากรู้อยากเห็นนี่มันช่างนำพาความยุ่งยากมาให้เสียจริง!

เสิ่นซีลอบคิดในใจ ต่อให้ผ่านไปอีกสองสามปีเจ้าจะพร้อมแล้ว ก็ต้องรอให้ข้าโตก่อนอยู่ดีนั่นแหละ

"เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน"

เสิ่นซีใช้ท่าทีคลุมเครือเอ่ยเป็นนัย "รอไปอีกสักสองปี หากมีเช้าวันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วเจ้าพบว่าตัวเองไม่ค่อยเหมือนเดิม ซ้ำยังไม่อยากบอกให้ข้ารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แถมยังแอบเอาผ้าปูที่นอนกับผ้าห่มไปซ่อนไม่ให้ท่านแม่เห็น ถึงเวลานั้นต่อให้ข้าไม่บอก เจ้าก็จะเข้าใจได้เอง..."

"เมื่อถึงตอนนั้นท่านแม่ก็จะมานั่งคุยกับเจ้าอย่างใกล้ชิด เพื่อสอนเรื่องที่ลูกผู้หญิงควรรู้ ถึงเวลานั้นไต้เอ๋อร์น้อยของข้า ถึงจะนับว่าเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วอย่างแท้จริง"

……

……

หลังจากที่นายอำเภอคนใหม่เยี่ยหมิงซู่เข้ารับตำแหน่งที่อำเภอหนิงฮว่า เพียงไม่กี่วันแรกเท่านั้นที่เขาออกเดินสำรวจไปทั่วตัวอำเภอ ถือเสียว่าเป็นการตรวจดูขนบธรรมเนียมพื้นบ้าน หลังจากนั้นก็แทบไม่ปรากฏตัวให้เห็นอีกเลย จึงไม่ได้สร้างผลกระทบอันใดต่อวิถีชีวิตของราษฎรอย่างแท้จริง

เพิงน้ำชาของเสิ่นหมิงจวินยังคงมีลูกค้ามาเยือนอุ่นหนาฝาคั่งอยู่ทุกวันดุจเดิม

ร้านที่เพิ่งจะเปิดกิจการได้เพียงหนึ่งเดือน จำเป็นต้องขยับขยายให้กว้างขวางขึ้นอย่างเร่งด่วน จึงจะเพียงพอต่อความต้องการด้านความบันเทิงในชีวิตประจำวันของชาวเมืองได้ ทว่าเสิ่นหมิงจวินเพื่อต้องการให้มารดาที่บ้านเดิมดีใจ จึงนำเงินก้อนแรกที่หามาได้ ส่งกลับไปยังชนบทพร้อมกับส่วนแบ่งกำไรที่ฮุ่ยเหนียงได้รับจากร้านขายยา เงินทุนหมุนเวียนของเพิงน้ำชาจึงกลับมาตึงมืออีกครั้ง ไม่มีสภาพคล่องเพียงพอที่จะขยับขยายกิจการได้เลย

กลางเดือนสาม หลี่ซื่อผู้เป็นท่านย่าของเสิ่นซีได้วานคนจากชนบทให้มาส่งข่าวความว่า นางกำลังจะติดตามเสิ่นหมิงเหวินบุตรชายคนโตเข้ามาในเมือง โดยอ้างว่าจะมาคอยกำชับดูแลการสอบประจำปีของเสิ่นหมิงเหวิน

หลังจากสอบผ่านเป็นซิ่วไฉแล้ว มีเพียงหลิ่นเซิงเท่านั้นที่สามารถเบิกรับเบี้ยหวัดข้าวสารจากทางการได้ ทว่าข้อกำหนดนั้นเข้มงวดยิ่งนัก จำเป็นต้องสอบประจำปีให้ได้ระดับที่หนึ่ง จึงจะรักษาสิทธิ์รับเบี้ยหวัดข้าวสารนี้ไว้ได้ ปีนี้เวียนมาบรรจบถึงวาระการประเมินผลอีกครา ดังนั้นคนตระกูลเสิ่นตั้งแต่บนลงล่างจึงให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก การที่หลี่ซื่อลงมือออกโรงด้วยตนเองจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด

(เชิงอรรถผู้แปล: หลิ่นเซิง (廪生) คือ ซิ่วไฉที่มีผลการเรียนดีเยี่ยมจนได้รับสิทธิ์เบิกรับทุนสวัสดิการเป็นข้าวสารจากทางการ (廪米 - หลิ่นหมี่) โดยทางการจะมีการจัดสอบประเมินผลประจำปีที่เรียกว่า "ซุ่ยเข่า" (岁考) ซึ่งแบ่งผลคะแนนออกเป็น 6 ระดับ (六等) หลิ่นเซิงจำเป็นต้องสอบประเมินผลให้ได้ "ระดับที่หนึ่ง" (一等) เพื่อรักษาสถานะสิทธิ์รับข้าวสารนี้ไว้ หากผลการสอบตกลงไปอยู่ระดับที่ 3 หรือต่ำกว่า จะถูกลงโทษด้วยการลดขั้นเป็นซิ่วไฉธรรมดาและถูกตัดทุนทันที)

แต่ในเรื่องนี้ยังมีความลับที่ไม่มีใครล่วงรู้อีกประการหนึ่ง เมื่อเดือนก่อนสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินได้ส่งเงินกลับไปที่บ้านถึงยี่สิบกว่าตำลึงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน หลี่ซื่อรู้สึกว่าเงินจำนวนมากถึงเพียงนี้ย่อมเพียงพอต่อการจุนเจือครอบครัวใหญ่ได้ นางจึงคิดอยากจะย้ายครอบครัวกลับเข้ามาตั้งรกรากในเมือง การเข้าเมืองมาในครานี้ จุดประสงค์หลักก็เพื่อมาสืบดูลาดเลาว่ากิจการหาเงินของเสิ่นหมิงจวินนั้นแท้จริงแล้วมีสภาพการณ์เป็นเช่นไร

เมื่อเสิ่นหมิงจวินทราบข่าว ก็รีบกลับบ้านมาปรึกษากับโจวซื่อทันที

ในมุมมองของเสิ่นซี เรื่องทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะเงินที่เสิ่นหมิงจวินส่งกลับไปก่อเรื่องแท้ๆ การที่สองสามีภรรยาต่างก็มีกิจการเป็นของตนเองในเมือง ทำให้หลี่ซื่อรู้สึกว่าความหวังที่ตระกูลเสิ่นจะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งนั้นมีอยู่จริง ทว่านางกลับไม่รับรู้เลยว่าสองสามีภรรยานั้นต้องตรากตรำทำงานหนักและทนรับความขมขื่นในเมืองมากเพียงใด

กิจการร้านขายยาแท้จริงแล้วเป็นของสองแม่ลูกฮุ่ยเหนียง ตระกูลเสิ่นคิดจะสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวก็คงยาก ดังนั้นหลี่ซื่อจึงทำได้เพียงเริ่มลงมือจากเพิงน้ำชาของเสิ่นหมิงจวิน หากไม่มีอันใดผิดพลาด หลี่ซื่อจะต้องจ้องตะครุบเพิงน้ำชาที่เป็นดั่งต้นไม้เงินต้นไม้ทองนี้เป็นแน่ นางจะแปรสภาพกิจการของครอบครัวสายเสิ่นหมิงจวินให้กลายเป็นทรัพย์สินกองกลางของตระกูล ภายหน้าเสิ่นหมิงจวินก็ให้ทำงานรับจ้างที่จวนตระกูลหวังต่อไป ส่วนเพิงน้ำชาก็จะถูกยกให้บุตรชายคนอื่นดูแลแทน

"...ท่านพี่ ท่านอุตส่าห์อาบเหงื่อต่างน้ำกว่าจะก่อร่างสร้างเพิงน้ำชานี้ขึ้นมาได้จากน้ำพักน้ำแรง หากถูกท่านแม่ยึดไป เช่นนั้นเงินที่หามาได้ในภายหน้ามิใช่ต้องถูกริบเข้าทรัพย์สินกองกลางไปจนหมดสิ้นหรอกหรือ?"

หลังจากที่โจวซื่อได้ยินข่าว นางย่อมคิดถึงความเป็นไปได้ในข้อนี้เช่นกัน ทว่ากลับมืดแปดด้านไร้หนทางแก้ไข ท้ายที่สุดแล้วตระกูลเสิ่นก็ยังคงยึดถือหลี่ซื่อเป็นใหญ่ เดิมทีโจวซื่อยังคิดจะเก็บหอมรอมริบเพื่อซื้อเรือนในตัวอำเภอเป็นของตนเอง และตั้งรกรากอยู่ที่นี่ ทว่าบัดนี้อย่าว่าแต่เรื่องซื้อเรือนเลย แม้แต่หนทางหาเงินก็อาจจะต้องสูญเสียไปเสียแล้ว

"เรื่องนี้... คงไม่ถึงขั้นนั้นกระมัง?"

เสิ่นหมิงจวินมีสีหน้าย่ำแย่อยู่บ้าง "อย่างไรเสีย ท่านแม่ก็เป็นผู้นำครอบครัว เรื่องที่นางตัดสินใจแล้วข้าก็มิกล้าคัดค้าน คงต้องรอให้ท่านแม่กับพี่ใหญ่เข้าเมืองมาก่อนค่อยดูสถานการณ์กันอีกที พวกเราอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ จนทำให้ตัวเองต้องว้าวุ่นใจจนเสียขบวนไปก่อนเลย"

โจวซื่อปาดน้ำตาพลางเอ่ย "ข้าก็กลัวว่าท่านแม่จะลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งน่ะสิ... ตอนที่เสี่ยวหลางจะได้เข้าเรียน พวกเราสองสามีภรรยาก็ต้องอ้อนวอนแทบแย่ หากมิใช่เพราะเสี่ยวหลางได้ท่านผู้เฒ่าผู้นั้นช่วยสั่งสอนความรู้และปูพื้นฐานให้เสียก่อน ต่อให้พวกเราจะหาเงินในเมืองได้มากมายเพียงใด เสี่ยวหลางก็คงไม่มีสิทธิ์ได้ร่ำเรียนหนังสือหรอก"

"ตอนนี้กิจการของท่านพี่เพิ่งจะลืมตาอ้าปากได้ หากท่านแม่มาจ้องตาเป็นมันอีก... ข้าว่าท่านแม่คงกลัวว่าพวกเราจะลงหลักปักฐานจนเจริญงอกงามในเมือง แล้วจะเป็นฝ่ายขอแยกบ้านกระมัง?"

เสิ่นหมิงจวินเหลือบมองประตูห้อง แล้วลดเสียงลงเอ่ยเตือน "น้องหญิง ถึงอย่างไรก็เป็นครอบครัวเดียวกัน คำพูดบางคำก็ไม่สมควรพูดออกมาเช่นนั้นนะ"

"ปิดประตูคุยกันแค่นี้จะมีอันใดไม่สมควร? ตอนนี้ท่านแม่เอาความหวังทั้งหมดไปฝากไว้ที่พี่ใหญ่ ไม่เคยเหลียวแลความคิดเห็นของพวกเราเลย สิ่งใดที่นางเห็นว่าถูก พวกเราก็ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะปริปากแย้ง คิดอย่างไรข้าก็รู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจ..."

เสิ่นหมิงจวินคอยพูดจาปลอบประโลมต่ออีกสองสามประโยค ทว่าโจวซื่อก็ยังคงเอาแต่ปาดน้ำตาไม่หยุด

เสิ่นซีมองลอดช่องประตูและได้เห็นเหตุการณ์ฉากนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาย่อมเข้าใจความรู้สึกของท่านแม่เป็นอย่างดี มนุษย์ทุกคนล้วนมีความเห็นแก่ตัวด้วยกันทั้งนั้น ยิ่งไปกว่านั้น กิจการเพิงน้ำชานี้เดิมทีก็ไม่ได้เกี่ยวอันใดกับหลี่ซื่อและบรรดาลุงป้าของเขาเลยสักนิด แต่เป็นสิ่งที่เขาและเสิ่นหมิงจวินร่วมแรงร่วมใจกันสร้างขึ้นมา หากต้องถูกยึดไปดื้อๆ เช่นนี้ เขาก็ย่อมรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจเฉกเช่นเดียวกับโจวซื่อนั่นแหละ

สองวันหลังจากนั้น โจวซื่อเอาแต่กลัดกลุ้มหน้าดำคร่ำเครียดกับเรื่องที่หลี่ซื่อและเสิ่นหมิงเหวินกำลังจะเข้าเมืองมา เสิ่นซีเองก็ต้องคอยระมัดระวังตัวไม่ให้เดินไปชนปลายกระบอกปืนของนาง ทว่าโจวซื่อก็มัวแต่อารมณ์คุกรุ่นอยู่เงียบๆ จึงไม่ได้หันมาใส่ใจเสิ่นซีเท่าใดนัก

กิจการเพิงน้ำชายังคงรุ่งเรืองดุจเดิม นิทานเรื่องซัวงักฉวนจ้วน ของหานอู่เหยียนั้นถูกเล่าจบไปแล้วหนึ่งรอบ ขณะนี้กำลังเตรียมการแต้มสีสันแต่งแต้มรายละเอียดขัดเกลาเนื้อหาเพื่อนำมาเล่าซ้ำเป็นรอบที่สอง ส่วนเรื่องถงหลินจ้วน นั้น เนื่องจากหานอู่เหยียนำมาเล่าในภายหลัง ประกอบกับเนื้อเรื่องมีความยาวค่อนข้างมาก จึงยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะกว่าจะอวสาน

เสิ่นซีได้เขียนบทนิทานอิงประวัติศาสตร์ตอนต่อๆ ไปเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว

เนื้อเรื่องยังคงแบ่งเป็นสองแนวคือ นิทานอิงประวัติศาสตร์หนึ่งเรื่อง และนิทานบุญคุณความแค้นในยุทธภพอีกหนึ่งเรื่อง สำหรับแนวประวัติศาสตร์ เสิ่นซีได้เลือกเรื่องฮ่องสิน ที่เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งเทวตำนานมาแต่งเป็นบท ส่วนแนวยุทธภพ เขาได้เลือกเรื่องสามผู้กล้าห้าคุณธรรม อันเป็นจุดกำเนิดของนิยายกำลังภายใน ทั้งนี้วรรณกรรมเรื่องฮ่องสิน นั้นถูกประพันธ์ขึ้นในราวหกสิบปีให้หลัง ช่วงรัชศกเจียจิ้งและหลงชิ่ง ส่วนเรื่องหลังกว่าจะปรากฏเป็นฉบับคัดลอกก็ล่วงเลยไปถึงรัชศกเจียชิ่งแห่งราชวงศ์ชิงแล้ว

(เชิงอรรถผู้แปล: ฮ่องสิน (封神演义 - เฟิงเสินเหยี่ยนอี้) หรือ ตำนานห้องสิน เป็นวรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์ผสมผสานตำนานเทพเจ้าว่าด้วยการล่มสลายของราชวงศ์ซางและการก่อตั้งราชวงศ์โจว ส่วนสามผู้กล้าห้าคุณธรรม (三侠五义 - ซานเสียอู่อี้) เป็นวรรณกรรมระดับขึ้นหิ้งที่เล่าถึงวีรกรรมของจอมยุทธ์ที่คอยช่วยเหลือเปาบุ้นจิ้นผดุงความยุติธรรม ถือเป็นต้นแบบของนิยายกำลังภายใน)

ต่อให้ท้ายที่สุดแล้ว กิจการเพิงน้ำชาจะถูกหลี่ซื่อยึดไปแจกจ่ายให้คนอื่นในตระกูลเสิ่นรับผิดชอบดูแลแทน เสิ่นซีก็ยังคงรู้สึกว่าเขาควรจะทำหน้าที่หลงจู๊ของตนให้ลุล่วงเสียก่อน เขาไม่ต้องการลอบแกล้งเตะสกัดขัดขาอยู่เบื้องหลังจนต้องมาแตกหักกับท่านย่า อย่างไรเสียก็ถือเป็นครอบครัวเดียวกัน อย่างมากเขาก็ค่อยหาหนทางทำมาหากินเส้นทางอื่นให้ท่านพ่อใหม่ก็เท่านั้น

จบบทที่ ตอนที่ 89 กิจการสั่นคลอน

คัดลอกลิงก์แล้ว