- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 88 สาวงามฝนหมึกเคียงข้าง
ตอนที่ 88 สาวงามฝนหมึกเคียงข้าง
ตอนที่ 88 สาวงามฝนหมึกเคียงข้าง
รอจนผู้คนเต็มห้องจากไปจนหมด ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อก็ถอนหายใจยาวพรืดออกมา... ท้ายที่สุดแล้วพวกนางก็เป็นเพียงสตรีชาวบ้านธรรมดา ย่อมไม่คุ้นชินกับการต้อนรับขับสู้ผู้มีอำนาจวาสนาที่ยิ่งใหญ่ในสายตาพวกนาง ยิ่งไปกว่านั้นยังแห่แหนกันมามากมายถึงเพียงนี้
"ไอ้เด็กเหม็น ข้ามิใช่บอกให้เจ้าอยู่แต่ในตรอกหลังบ้านห้ามไปไหนไกลหรอกหรือ? แล้วนี่เจ้าไปตายที่ไหนมา ถึงได้พกภาพวาดกลับมาด้วยภาพหนึ่ง? เห็นคำพูดของแม่เป็นลมพัดผ่านหูหรือไร?"
เมื่อคนนอกคล้อยหลังไป โจวซื่อก็กลับมามีนิสัยอารมณ์ร้อนดุดันตามเดิม นางหันไปด่าทอเสิ่นซีเป็นชุด
เสิ่นซีมิคิดจะอธิบายอันใด เรื่องยุ่งยากในคราวนี้เดิมทีก็เป็นเขาที่แกว่งเท้าหาเสี้ยน ถึงแม้ว่าหลงจู๊สวี่จากร้านขายภาพวาดและอักษรพู่กันซือกู่ไจที่อยู่ข้างเคียงจะเป็นตัวการใหญ่ที่แท้จริงก็ตาม
"ท่านแม่ ข้ารู้ผิดแล้วขอรับ" เสิ่นซียอมรับผิดอย่างว่าง่าย
โจวซื่อยังคิดจะด่าทอต่อ ทว่าฮุ่ยเหนียงพลันเอ่ยถามขึ้น "เสี่ยวหลาง ภาพวาดนั้นเจ้าได้มาจากที่ใดหรือ?"
"เอ่อ..."
ในหัวของเสิ่นซีหมุนวนอย่างรวดเร็ว หากเขาบอกว่าภาพนี้เป็นผลงานของท่านผู้เฒ่าผู้นั้น ฮุ่ยเหนียงกับโจวซื่อย่อมต้องบีบบังคับให้เขาไปเชิญตัวมาเป็นแน่ แต่หากบอกว่าเป็นผู้อื่นวาด ด้วยความหัวไวของฮุ่ยเหนียงก็อาจจะไม่เชื่อ เสิ่นซีครุ่นคิดไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบไปว่า "ภาพนั้นข้าจ้างคนวาดขอรับ... หลงจู๊สวี่เล่นตุกติก บังคับให้ข้านำภาพวาดออกมาอีกภาพ แต่ข้าหาตัวท่านผู้เฒ่าไม่พบในเวลาจวนตัว จึงทำได้เพียงพลิกแพลงตามสถานการณ์... ทว่าข้าก็ไม่ทราบเช่นกันว่าเหตุใดใต้เท้านายอำเภอถึงได้โปรดปรานภาพวาดนั้นนัก?"
(เชิงอรรถผู้แปล: พลิกแพลงตามสถานการณ์ (事急从权) หมายถึง เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือคับขัน ย่อมต้องรู้จักปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไม่อาจยึดติดกับกฎเกณฑ์หรือแบบแผนเดิมอย่างตายตัวได้)
ฮุ่ยเหนียงนิ่งคิดไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ย "น้าว่าเขาไม่ได้ชอบภาพวาดหรอก แต่ชอบคนในภาพมากกว่า" ฮุ่ยเหนียงนั้นเป็นผู้มีสายตาแหลมคม เมื่อครู่ย่อมสังเกตเห็นว่าแววตาที่เยี่ยนายอำเภอมองมาที่นางนั้นผิดแผกไปจากปกติ และยิ่งพอได้เห็นภาพวาด ท่าทีเคลิบเคลิ้มหลงใหลนั้นก็ยิ่งปิดบังเอาไว้ไม่อยู่
โจวซื่อด่าทอต่อ "จะไปสนไอ้เด็กเหม็นนี่ทำไม... นายอำเภอคนใหม่มารับตำแหน่งที่อำเภอหนิงฮว่าแล้ว ภายหน้าพวกเราก็ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินไป หากไม่มีเรื่องอันใดก็อย่าได้ไปยุ่งเกี่ยวกับทางการ พวกขุนนางเหล่านั้นเราล่วงเกินไม่ได้หรอกนะ ตกเย็นเจ้าก็ไปบอกพ่อเจ้าด้วย ให้เขาระมัดระวังตัวตอนอยู่ที่เพิงน้ำชาให้มาก อย่าให้มีเรื่องเดือดร้อนมาตกถึงหัวพวกเราได้อีก"
"ท่านแม่ บ้านเราก็ใช่ว่าจะเป็นคหบดีมั่งคั่งเสียหน่อย เหตุใดคนของทางการจะต้องมารีดไถพวกเราด้วยเล่าขอรับ?"
โจวซื่อตบฉาดเข้าที่หน้าผากของเสิ่นซี "พูดกับเจ้าแล้วเจ้าไม่ฟังหรืออย่างไร? มารีดไถพวกเราก็ใช่ว่าจะต้องไถเงินเสมอไป หากเขาชอบฟังนิทานฟังเพลง แล้วมานั่งแช่อยู่ในเพิงน้ำชาทั้งวันไม่ยอมไปไหน คนอื่นที่ไหนจะกล้าเข้าไปเล่า? แล้วกิจการเพิงน้ำชาเรายังจะต้องทำมาหากินอีกหรือไม่?"
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้าเห็นด้วย "เสี่ยวหลาง แม่ของเจ้าพูดถูกแล้วนะ บ้านเราเคยไปพัวพันกับท่านนายอำเภอหานคนก่อนอยู่หลายคราเพราะเรื่องของท่านผู้เฒ่าผู้นั้น ภายหน้าพวกเราควรระมัดระวังตัวให้มากขึ้น นายอำเภอคนใหม่นี้แท้จริงแล้วมีนิสัยใจคอเป็นเช่นไรพวกเราก็ยังไม่รู้แน่ชัด หากเลี่ยงได้ก็จงหลีกให้ไกลเถิด"
เสิ่นซีพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย "ข้าเข้าใจแล้วขอรับ"
โจวซื่อยังคิดจะอบรมสั่งสอนต่อ ทว่าเมื่อเห็นท่าทีเงียบกริบไม่กล้าปริปากของเสิ่นซีก็เกิดใจอ่อนขึ้นมา ประจวบเหมาะกับที่ฮุ่ยเหนียงหันมาบอกกล่าวเรื่องราวต่างๆ ก่อนจะเตรียมตัวกลับไปที่ร้านใหม่ โจวซื่อจึงโบกมือไล่เสิ่นซีให้ไปพ้นหน้า
(เชิงอรรถผู้แปล: เงียบกริบไม่กล้าปริปาก (噤若寒蝉) สำนวนเปรียบเปรยถึงการเงียบสนิท ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาเพราะความหวาดกลัว ราวกับจักจั่นในฤดูหนาวที่ไร้ซึ่งเสียงเรไร)
เสิ่นซีรู้สึกราวกับได้สวรรค์โปรด รีบวิ่งหายวับไปราวกับควันไฟ เมื่อมาถึงลานหลังบ้าน ก็เห็นเพียงหลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์ยืนก้มหน้าก้มตาอยู่กลางลานราวกับเด็กที่ทำความผิด ใบหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและสลดหดหู่
"หนังสือของใครถูกใต้เท้านายอำเภอเอาไปหรือ?" เสิ่นซีเอ่ยถาม
"ของข้าเองเจ้าค่ะ พี่ชายเสิ่นซี"
ลู่ซีเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น กระตุกแขนเสื้อของเสิ่นซีเอาไว้ ใบหน้าเล็กๆ นั้นดูงามบอบบางจับใจยิ่งนัก "พี่ชายช่วยเขียนให้ข้าใหม่อีกเล่มเถิดนะเจ้าคะ ต่อไปข้าสัญญาว่าจะไม่ให้ใครเอาไปอีกแล้ว... ได้หรือไม่เจ้าคะ?"
เสิ่นซีแข็งใจตำหนิเด็กหญิงตัวน้อยที่ทั้งน่ารักและออดอ้อนเขาเก่งถึงเพียงนี้ไม่ลง เรื่องราวทั้งหมดนี้ไม่ได้เกี่ยวอันใดกับพวกนางเลยสักนิด นายอำเภอคนก่อนอย่างหานเสียนั้นได้เลื่อนขั้นเพราะมีความดีความชอบในการจัดการกับโรคระบาด การที่นายอำเภอคนใหม่จะแวะเวียนมาตรวจตราที่ร้านขายยาย่อมเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล ส่วนเรื่องที่ไปโผล่อยู่ในตรอกหลังบ้านนั้น ร้อยทั้งร้อยคงเป็นเพราะหลงจู๊สวี่แห่งร้าน 'ซือกู่ไจ' ที่อยู่ข้างๆ ลอบใช้ลูกไม้สกปรกอยู่เบื้องหลังเป็นแน่
"ไม่เป็นไรหรอก ภายหน้าพวกเราก็พยายามออกไปข้างนอกให้น้อยลงหน่อยก็แล้วกัน เดี๋ยวข้าจะเขียนให้เจ้าใหม่อีกเล่ม แต่เจ้าต้องเก็บรักษาเอาไว้ให้ดีล่ะ วันหน้าหากจะเล่าเรียนหนังสือก็ต้องพึ่งพามันแล้ว เข้าใจหรือไม่?" เสิ่นซีลูบศีรษะเล็กๆ ของลู่ซีเอ๋อร์พลางกำชับด้วยความเอ็นดู
"อืม" ในที่สุดลู่ซีเอ๋อร์ก็ยิ้มแย้มเบิกบานออกมาได้
เมื่อกลับเข้ามาในบ้านที่ตรอกด้านหลัง เสิ่นซีก็ลงมือเขียนคัมภีร์โย่วเสวียฉยงหลิน ให้ลู่ซีเอ๋อร์ใหม่ เนื่องจากตอนที่เรียบเรียงขึ้นมาในคราแรกเขาได้ดัดแปลงเนื้อหาไปไม่น้อย เขาจึงต้องเขียนไปพลางรื้อฟื้นความทรงจำไปพลาง
หลินไต้เดินเข้ามาในห้อง แล้วยื่นสมุดเล่มเล็กของนางให้ "นี่ หากเจ้าจำไม่ได้ ก็ลอกตามเล่มนี้ไปเถิด" นางเห็นเสิ่นซีเขียนได้ช้า จึงคิดว่าเขาจำเนื้อหาในเล่มก่อนหน้านี้ไม่ได้ อันที่จริงด้วยพลังสมาธิอันแข็งแกร่งของเสิ่นซีในเวลานี้ เขามีความสามารถระดับจดจำได้ไม่ลืมเลือนแม้เพียงผ่านตาอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นคัมภีร์โย่วเสวียฉยงหลิน เล่มนี้ก็เป็นเขาเองที่ลงมือตัดทอนและเรียบเรียงเนื้อหาขึ้นมาใหม่ แล้วเขาจะลืมได้อย่างไรเล่า?
"เจ้าเก็บของๆ เจ้าไว้ให้ดีเถิด ซีเอ๋อร์อายุยังน้อยยังไม่ประสีประสา แต่เจ้าโตกว่านางแล้ว ท่านแม่เองก็มักจะกำชับให้ข้าสอนหนังสือให้เจ้าอยู่เสมอ อย่าได้ทำให้ท่านแม่ต้องเสียความตั้งใจเลย" เสิ่นซีเอ่ยตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะก้มหน้าก้มตาเขียนหนังสือต่อไป
หลินไต้เฝ้ามองอยู่เงียบๆ ด้านข้าง เมื่อเห็นว่าน้ำหมึกแห้งขอด นางก็อาสาฝนหมึกให้เสิ่นซีด้วยความเต็มใจ ภายใต้การชี้แนะของเสิ่นซี ฝีมือการฝนหมึกของนางก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว บัดนี้หยาดน้ำหมึกไม่กระเด็นเปื้อนแขนเสื้ออีกแล้ว
เดิมทีเสิ่นซีนั้นมีสมาธิจดจ่อแน่วแน่ ทว่าเมื่อเขียนไปได้สักพักก็ได้กลิ่นหอมละมุนจากกายเด็กหญิงโชยมา เมื่อเหลียวมองก็พบว่าหลินไต้กำลังฝนหมึกให้ตนอยู่ ในใจพลันบังเกิดความรู้สึกอบอุ่นอ่อนโยนขึ้นมาหลายส่วน จึงเอ่ยกลั้วรอยยิ้ม "คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีสาวงามมาคอยเติมความหอมเคียงข้างให้ข้าเช่นนี้ ภายหน้าหน้าที่ฝนหมึกคงต้องฝากให้เจ้าดูแลแล้วล่ะ"
(เชิงอรรถผู้แปล: เติมความหอมเคียงข้าง (红袖添香 - หงซิ่วเทียนเซียง) แปลตรงตัวว่า แขนเสื้อสีแดงเติมกลิ่นหอม เป็นสำนวนเปรียบเปรยถึงการมีหญิงงามคอยปรนนิบัติฝนหมึกหรือจุดกำยานอยู่เคียงข้างบัณฑิตในห้องหนังสือ)
หลินไต้มีสีหน้างุนงง นางกะพริบตาปริบๆ พลางเอ่ยถาม "สิ่งใดคือเติมความหอมเคียงข้างหรือเจ้าคะ?"
"เอ่อ... มันเป็นบรรยากาศอันงดงามชนิดหนึ่งน่ะ เจ้ายังเด็กนัก อธิบายไปเจ้าก็คงไม่เข้าใจหรอก"
เมื่อหลินไต้ได้ยินเสิ่นซีว่านางยังเด็ก ก็อดไม่ได้ที่จะยื่นปากบ่นอุบ ทว่ามือก็ยังคงฝนหมึกไม่หยุด "เอะอะก็หาว่าข้าเด็ก เจ้าอายุน้อยกว่าข้าเสียอีก... ฮึ ดีแต่วางท่าเป็นผู้ใหญ่"
เสิ่นซีหัวเราะและขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงกับนาง การมีหลินไต้มาคอยฝนหมึกให้ ทำให้เขากระชุ่มกระชวยอารมณ์ดี ความเร็วในการเขียนก็เพิ่มขึ้นมาก ทว่าถึงกระนั้น เขาก็ยังต้องใช้เวลาไปถึงสองสามชั่วยามกว่าจะเขียนตำราเรียนของลู่ซีเอ๋อร์จนเสร็จสมบูรณ์
เพื่อป้องกันไม่ให้ลู่ซีเอ๋อร์ทิ้งขว้าง ทำตำราเปรอะเปื้อนหรือยับย่น เสิ่นซีจึงจงใจใช้กระดาษหนังวัวแผ่นหนาเย็บติดเป็นปกหนังสือ แล้วบรรจงเขียนตัวอักษรใหญ่สี่ตัวว่าคัมภีร์โย่วเสวียฉยงหลิน ลงไป เมื่อหลินไต้เห็นเข้าก็มีสีหน้าขัดใจเล็กน้อย ดูคล้ายจะงอนที่เสิ่นซีตามใจและเอ็นดูลู่ซีเอ๋อร์มากกว่า แต่มองข้ามนางไป
ตกค่ำ เมื่อเสิ่นหมิงจวินกลับมา โจวซื่อก็เล่าเรื่องที่ใต้เท้านายอำเภอแวะมาที่ร้านขายยาเมื่อตอนบ่ายให้เขาฟัง พร้อมทั้งเตือนให้เสิ่นหมิงจวินระมัดระวังตัวตอนอยู่เพิงน้ำชา อย่าให้ใต้เท้านายอำเภอจับผิดหาข้ออ้างมาเล่นงานได้
เสิ่นหมิงจวินตอบกลับอย่างไม่คิดมาก "น้องหญิงมิต้องกังวลไปหรอก ร้านเล็กๆ ของเราตั้งอยู่ริมแม่น้ำซีซีในตัวเมือง ซ้ำยังอยู่ในตรอกเล็กๆ ที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ใต้เท้านายอำเภองานราชการรัดตัวเพียงนั้น จะเอาเวลาที่ไหนมาเดินเตร็ดเตร่แถวร้านซอมซ่อของเรากันเล่า? น้องหญิงลองดูสิ วันนี้ข้าก็หาเงินมาได้ไม่น้อยเลยนะ"
เสิ่นหมิงจวินเปิดห่อผ้าใบเล็กที่สะพายกลับมาให้ดู เมื่อโจวซื่อเห็นว่าด้านในเต็มไปด้วยเหรียญทองแดง บนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มกว้างด้วยความปีติยินดี แต่แล้วนางก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันไปมองเสิ่นซีกับหลินไต้ที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่ที่โต๊ะแวบหนึ่ง "เด็กสองคนยังอยู่นี่ ข้าเอาเงินไปเก็บก่อนดีกว่า เดี๋ยวค่อยมาร้อยเหรียญตอนก่อนนอน ต้องเก็บหอมรอมริบเอาไว้ให้ดี ภายหน้าพอเก็บเงินได้มากพอ พวกเราจะได้ซื้อเรือนสักหลัง"
เสิ่นหมิงจวินโพล่งขึ้นมาจู่ๆ "พรุ่งนี้ข้าว่าจะวานคนให้ช่วยส่งเงินเดือนของเดือนนี้กลับไปที่บ้านเดิมหน่อย..."
โจวซื่อนิ่งเงียบไปเล็กน้อย ตลอดครึ่งปีค่อนมานี้ที่เข้ามาอยู่ในเมือง นางและเสิ่นหมิงจวินต่างดิ้นรนหาเลี้ยงชีพอย่างเหน็ดเหนื่อย ความเป็นอยู่ของครอบครัวก็ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ ทว่ามีปัญหาหนึ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นั่นคือพวกเขายังไม่ได้แยกบ้าน ดังนั้นต่อให้หาเงินมาได้มากเพียงใดก็ใช่ว่าจะเป็นของพวกเขาทั้งหมด
"แต่ก็จะเก็บเอาไว้บ้างส่วนหนึ่ง" เสิ่นหมิงจวินกล่าวเสริม "ทางร้านยังต้องใช้เงินหมุนเวียน เสี่ยวหลางเองก็ต้องร่ำเรียนหนังสือ ไว้ข้าจะหาลู่ทางขยับขยายกิจการ แล้วก็ซื้อเรือนสักหลังอย่างที่น้องหญิงว่า เชื่อว่าท่านแม่คงจะเข้าใจ"
เมื่อโจวซื่อได้ยินเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะมีสีหน้าปลาบปลื้มใจ ท้ายที่สุดแล้วสามีก็ยังห่วงใยนางกับบุตรชาย บนใบหน้าของนางจึงเผยแววตาอ่อนโยนขึ้นมาหลายส่วน
เสิ่นซีรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นเหมือน 'ก้างขวางคอ' ชิ้นเบ้อเริ่ม จึงรีบจ้วงข้าวคำสุดท้ายเข้าปาก แล้วดึงหลินไต้ให้ออกไปล้างหน้าบ้วนปากข้างนอก เพื่อเตรียมตัวกลับเข้าห้องนอน
"ข้ายังกินไม่อิ่มเลยนะ... เจ้าจะรีบร้อนอะไรนักหนาทุกที ดึงข้าออกมาทำไมกัน? ข้ายังอยากจะคุยกับท่านแม่ให้ชื่นใจอยู่เลย" หลินไต้ล้างหน้าเสร็จก่อน จึงยืนบ่นกระปอดกระแปดอยู่ริมบ่อน้ำ
เสิ่นซีใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดตามท่อนแขนพลางบ่นกลับ "ไม่รู้จักสังเกตเสียบ้างเลย เจ้าดูไม่ออกหรือว่าท่านแม่รู้สึกว่าพวกเราอยู่ในห้องแล้วขัดหูขัดตา? เกิดเป็นลูกก็ต้องหัดรู้ความเสียบ้าง จะรอให้ท่านแม่มาคอยออกปากไล่อยู่ตลอดได้อย่างไร"
หลินไต้ถึงเพิ่งจะคิดตามทัน นางเหลียวไปมองประตูห้องที่ปิดสนิท แล้วเอ่ยถามด้วยความฉงน "จริงด้วยสิ แล้วท่านแม่ปิดประตูทำสิ่งใดอยู่ข้างในกันเล่า?"
"ถึงได้บอกอย่างไรเล่าว่าเจ้ามันยังเป็นแค่เด็กน้อย"
เสิ่นซีเช็ดตัวเสร็จก็เอาผ้าไปพาดไว้บนราวตากผ้า แล้วสาดน้ำในอ่างไม้ทิ้งไป "รอให้เจ้าโตกว่านี้อีกหน่อยเดี๋ยวก็เข้าใจเองนั่นแหละ วันหน้าหากเจ้ากับข้ามีลูกด้วยกัน เจ้าก็จะรำคาญที่พวกที่ไม่รู้จักกาลเทศะมาคอยกวนใจเจ้าเหมือนกันนั่นแหละ"
หลินไต้แลบลิ้นปลิ้นตาใส่เขา "หน้าไม่อาย ใครเขาอยากจะมีลูกกับเจ้ากัน" พูดจบนางก็เกิดอาการเขินอายขึ้นมา จึงชิงวิ่งหนีเข้าห้องไปเสียก่อน