- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 87 หญิงงามในภาพวาด
ตอนที่ 87 หญิงงามในภาพวาด
ตอนที่ 87 หญิงงามในภาพวาด
เสิ่นซีมาถึงเล้าหมูร้าง จัดการนำของล้ำค่าของตนออกมาจัดวางไว้เป็นอย่างดี
กระดาษนั้นถูกเตรียมและทับไว้จนเรียบตึงตั้งนานแล้ว ทว่ายังคงต้องตระเตรียมพู่กันและแท่นหมึก เป็นเพราะเรื่องราวฉุกละหุกเกินไป หลังจากวาดภาพเสร็จเขาจึงไม่มีเวลามาทำภาพให้ดูเก่าเลยแม้แต่น้อย จึงตัดสินใจวาดลงบนกระดาษแผ่นใหม่ ถือเสียว่าเป็นการแสดงฝีมือแบบด้นสดก็แล้วกัน
เมื่อจรดพู่กัน เสิ่นซีก็มิได้คิดให้มากความ ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อนหรือชาตินี้ เขาเคยวาดภาพมาไม่น้อย ทว่าโดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็นการลอกเลียนแบบลายเส้นของคนรุ่นก่อน อย่างไรเสียตัวเขาเองก็ไร้ซึ่งชื่อเสียงเรียงนาม ต่อให้วาดภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองออกมาก็ไม่มีผู้ใดซาบซึ้งในสุนทรียภาพอยู่ดี
ยามนี้จึงถือเสียว่าเป็นการรวบรวมจุดเด่นของยอดจิตรกรหลากหลายท่าน แล้วรังสรรค์เส้นทางสายใหม่ขึ้นมาด้วยตนเอง
ตั้งแต่การตวัดเส้นขีดเขียนลงน้ำหนักในตอนต้น ไปจนถึงการแต้มสีสันแต่งแต้มรายละเอียดในตอนท้าย ล้วนสำเร็จลุล่วงรวดเดียวจบในคราเดียว แม้จะยังคงเป็นภาพวาดทิวทัศน์ ทว่ามิใช่ภาพภูผาสลับซับซ้อน หรือทิวทัศน์ธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ตระการตา หากแต่เป็นภาพทิวทัศน์ริมสระน้ำขนาดย่อมที่มุ่งเน้นความประณีตงดงามผุดผ่อง
ภายในศาลาริมสระน้ำ ปรากฏร่างของเด็กสาวนางหนึ่งยืนหันข้าง ในมือถือพัดเล่มน้อย ทอดสายตาชมทิวทัศน์ของสระน้ำ บนใบหน้าเจือแววระทมทุกข์บางเบา
เสิ่นซีใช้พู่กันตวัดเพียงไม่กี่เส้น ก็สามารถเติมเต็มบุคคลลงไปในทิวทัศน์ได้อย่างกลมกลืน ตัวละครดูมีชีวิตชีวา ทั้งกลิ่นอายและสีหน้าแววตาล้วนโดดเด่นแจ่มชัดอยู่บนแผ่นกระดาษ
เมื่อภาพวาดเสร็จสมบูรณ์ เสิ่นซีก็พินิจมองอย่างละเอียดลออ ภายในใจนับว่าพึงพอใจอยู่ไม่น้อย... ผลงานที่เร่งรีบรังสรรค์ขึ้นมานี้ เขาไม่ได้กะเกณฑ์ว่าจะต้องขายได้เงินตรามากมายเพียงใด จุดประสงค์หลักก็เพื่อเตรียมพร้อมรับเหตุไม่คาดฝัน
หากไม่ได้ใช้ประโยชน์ ก็ถือเสียว่าวาดเล่นเพื่อฆ่าเวลาก็แล้วกัน
แม้ภาพวาดจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทว่ายังดูขัดตาอยู่บ้าง พื้นที่ว่างมีมากจนเกินไป จำต้องประทับตรา ลงนาม และเขียนบทกวีประกอบภาพ เสิ่นซีพลันรู้สึกว่าการวาดภาพนั้นง่ายดาย แต่การจัดองค์ประกอบให้สมบูรณ์นั้นยากยิ่ง เมื่อครุ่นคิดดูแล้ว การนำบทกวีของคนรุ่นก่อนมาเขียนประกอบคงไม่ค่อยเหมาะสมนัก เขาจึงตวัดพู่กันเขียนลงไปว่า:
วัยเยาว์เปี่ยมรักควรคะนึงหา อย่าปล่อยใจลอยล่องฝากเมฆา
เมื่อเขียนจบถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า นี่คือวรรคทองจากวรรณกรรมเรื่องหลี่เหลียนเหมย (จินผิงเหมย) ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ยอดวรรณกรรมแห่งราชวงศ์หมิง เสิ่นซีอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้ายิ้มขื่น ทว่าเมื่อลองคิดดูอีกที กว่าหนังสือเรื่องหลี่เหลียนเหมยจะถูกประพันธ์ขึ้นก็ต้องรอไปอีกนับร้อยปี การนำมาเขียนลงในยามนี้ย่อมไม่ถือว่าผิดแปลกอันใด ในตอนที่ต้องลงนาม เสิ่นซีจึงเขียนนามแฝงส่งเดชลงไปว่าหลานหลินเซี่ยวเซี่ยวเซิง
(เชิงอรรถผู้แปล:
หลี่เหลียนเหมย (李莲梅) และนามแฝง หลานหลินเซี่ยวเซี่ยวเซิง (兰林笑笑生) เป็นการที่ผู้เขียนจงใจเล่นคำล้อเลียนวรรณกรรมเรื่อง "จินผิงเหมย" (บุปผาในกุณฑีทอง) (金瓶梅) และนามแฝงของผู้แต่งตัวจริงคือ "หลานหลิงเซี่ยวเซี่ยวเซิง" (兰陵笑笑生 - บัณฑิตผู้หัวเราะเยาะโลกแห่งหลานหลิง) โดยเสิ่นซีได้ดัดแปลงชื่อเรื่องด้วยการสลับตัวอักษรชื่อของเหล่านางเอกในเรื่องมาผสมกันใหม่ (จาก จิน-ผิง-เหมย เป็น หลี่-เหลียน-เหมย) และเขียนนามแฝงให้เสียงเพี้ยนไปจากของผู้แต่งตัวจริงเพียงเล็กน้อย (จาก หลานหลิง เป็น หลานหลิน) การที่เขายืมบทกวีจากวรรณกรรมอีโรติกมาใช้ แถมยังลงนามล้อเลียนกำกับไว้ในภาพวาดสาวงามอมทุกข์ จึงเป็นความกวนประสาตลกร้ายของเขานั่นเอง
สี่ยอดวรรณกรรมแห่งราชวงศ์หมิง (明代四大奇书 - ซื่อต้าฉีซู) คือสี่สุดยอดวรรณกรรมของจีนในยุคราชวงศ์หมิง ได้แก่ สามก๊ก ซ้องกั๋ง ไซอิ๋ว และจินผิงเหมย (บุปผาในกุณฑีทอง) ซึ่งในอนาคตจินผิงเหมยจะถูกแทนที่ด้วย ‘ความฝันในหอแดง’ เป็นสี่ยอดวรรณกรรมของจีนที่เรารู้จักกัน)
เมื่อมองดูภาพวาดทิวทัศน์ขนาดย่อมและบุคคลที่เสร็จสมบูรณ์ทุกขั้นตอนตรงหน้า เสิ่นซีก็รู้สึกพึงพอใจยิ่งนัก ทว่าเขารู้ดีว่าหลงจู๊สวี่แห่งร้านซือกู่ไจอาจจะไม่ยอมรับซื้อ แต่เสิ่นซีก็ไม่มีเวลาว่างมาใส่ใจมากนัก เขาจัดการเก็บกวาดของล้ำค่าของตนอีกครั้ง แล้วจึงถือผลงานมุ่งหน้ากลับบ้าน
พอมาถึงตรอกด้านหลัง กลับพบว่าผู้คนกำลังเบียดเสียดกันแน่นขนัด ชาวบ้านจำนวนมากกำลังมุงดูกันอยู่ ดูเหมือนว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น เสิ่นซีตัวเล็กกะเปี๊ยก ย่อมมองไม่เห็นสถานการณ์ท่ามกลางฝูงชน เขาจึงทำได้เพียงดึงชายหนุ่มที่กำลังชะโงกหน้าดูความครึกครื้นผู้หนึ่งไว้ แล้วเอ่ยถามว่า "พี่ชายท่านนี้ ด้านในเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือขอรับ?"
"ไอ้เด็กเมื่อวานซืน ใครเป็นพี่ชายเจ้ากัน? ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง... บอกให้รู้เอาบุญก็ได้ ใต้เท้านายอำเภอมาเยือนน่ะสิ ทุกคนก็เลยมามุงดูความครึกครื้น ไม่มีธุระอันใดก็รีบไสหัวไปไกลๆ ซะ!"
ชายหนุ่มตวาดด่าประโยคหนึ่ง เสิ่นซีจึงถอยฉากออกมาอย่างเก้อเขิน ทว่าภายในใจกลับกำลังคาดเดาว่า หรือว่าหลงจู๊สวี่จะปัดสวะให้พ้นตัว โยนความผิดเรื่องที่ร้านไม่มีภาพวาดอักษรพู่กันของจิตรกรเลื่องชื่อมาป้ายสีลงบนหัวเขากันแน่?
เสิ่นซีแทรกตัวฝ่าฝูงชนเข้าไป พอถึงประตูด้านหลังของร้านขายยา ก็เห็นนายอำเภอเยี่ยที่เพิ่งพบหน้ากันเมื่อตอนกลางวัน กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าลู่ซีเอ๋อร์และหลินไต้ ท่ามกลางการห้อมล้อมของบรรดาคหบดีในท้องถิ่น ในมือของเขาประคองสมุดเล่มเล็กเล่มหนึ่งและกำลังพินิจดูอย่างละเอียด โจวซื่อยื่นขวางอยู่เบื้องหน้าเขา ซ่อนเด็กหญิงน้อยทั้งสองไว้ด้านหลัง เห็นได้ชัดว่าเกรงกลัวใต้เท้านายอำเภอจะเอาผิด
เสิ่นซีถือม้วนภาพวาดเดินเข้าไปหา โจวซื่อก็ถลึงตาใส่เขาอย่างดุดัน พลางส่งสายตาเป็นเชิงสั่งให้เขารีบกลับเข้าไปในลานเรือนโดยด่วน
ในจังหวะนั้นเอง เซี่ยจู่ปู้ที่ยืนปรนนิบัติอยู่ด้านหลังเยี่ยนายอำเภอก็ก้าวออกมา พลางรายงานด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า "ใต้เท้านายอำเภอขอรับ คุณชายน้อยตระกูลเสิ่นที่ท่านกำลังตามหา กลับมาแล้วขอรับ"
เยี่ยหมิงซู่เงยหน้าขึ้น กระทั่งสมุดเล่มเล็กในมือก็ยังไม่ทันได้ปิดลง กวาดสายตามองไปรอบๆ แต่กลับคว้าน้ำเหลว ท้ายที่สุดก็ก้มหน้าลงมองเสิ่นซีที่ความสูงยังไม่ถึงเอวของเขา บนใบหน้าฉายแววประหลาดใจยิ่งนัก
"เจ้าก็คือ... คุณชายน้อยตระกูลเสิ่นอย่างนั้นหรือ? นี่... อายุแค่นี้ไม่ถือว่าเยาว์วัยไปหน่อยหรือ!"
เยี่ยหมิงซู่หลุดหัวเราะออกมา จากนั้นก็ส่ายหน้า "ข้าขอถามเจ้าสักหน่อย เนื้อหาในสมุดเล่มเล็กนี้ เจ้าเป็นคนเขียนขึ้นมาอย่างนั้นหรือ?"
เสิ่นซีซ่อนม้วนภาพวาดไว้ด้านหลัง ยามนี้สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องมาที่เขา ทำให้เขาตอบคำถามได้ยากยิ่ง ไม่ว่าจะพูดความจริงหรือโกหก ล้วนต้องนำพาความยุ่งยากมาให้ทั้งสิ้น
ในจังหวะนั้นเอง ลู่ซีเอ๋อร์ก็ยืดอกก้าวพรวดออกมา พยายามอย่างสุดกำลังเพื่อปกป้องเกียรติภูมิของเสิ่นซี "พวกนี้พี่เสิ่นซีของข้าเป็นคนเขียนทั้งหมดเลยนะ ท่านลุง ท่านคืนหนังสือให้ข้าเถอะเจ้าค่ะ!"
เพิ่งจะกล่าวจบ ร่างของนางก็ถูกโจวซื่อดึงกลับไปซ่อนไว้ด้านหลังทันที
"สามหาว! ลุงเลิงอันใดกัน?"
"ใต้เท้านายอำเภอใช่คนที่เด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้าจะเรียกขานส่งเดชได้หรือ!"
ผู้คนที่อยู่รอบกายเยี่ยหมิงซู่ต่างถลึงตาหนวดกระดิก ตวาดดุด่าความไร้มารยาทของลู่ซีเอ๋อร์เสียงดังลั่น เด็กหญิงตัวน้อยซ่อนตัวอยู่หลังโจวซื่อ หยาดน้ำตาเอ่อคลอหน่วยตา
กลับเป็นเยี่ยหมิงซู่ที่ใจกว้างดั่งแม่น้ำ เขาแย้มยิ้มพลางโบกมือปัด:
"คำพูดเด็กไร้เดียงสา ไม่เป็นไรหรอก ไม่เป็นไร ว่าไปแล้ว เนื้อหาในนี้เขียนได้เข้าใจง่ายยิ่งนัก ซ้ำยังเขียนด้วยประโยคคำกลอนคู่ทั้งหมด ท่องจำได้ง่ายดาย นับว่าเป็นตำราเบิกปัญญาชั้นยอดสำหรับเด็กน้อยเลยทีเดียว"
"ม้าทองคำหอหยก ชื่นชมเกียรติศักดิ์แห่งสำนักฮั่นหลิน ธงชาดร่มนิล แหงนมองบารมีแห่งท่านเจ้าเมือง... วิเศษ วิเศษจนสุดจะพรรณนา วันข้างหน้าผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์ สมควรให้เด็กน้อยได้ท่องจำ"
(เชิงอรรถผู้แปล: ม้าทองคำหอหยก... (金马玉堂... 朱幡皂盖...) เป็นวรรคทองที่อ้างอิงจากคัมภีร์โย่วเสวียฉยงหลิน (幼学琼林) บรรยายถึงความรุ่งโรจน์ของขุนนางในสำนักราชบัณฑิตฮั่นหลินและความน่าเกรงขามของเจ้าเมือง - สำนักฮั่นหลิน (翰林) ราชบัณฑิตยสถาน / สำนักบัณฑิตหลวง)
ในน้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความยกย่องชื่นชม ผู้คนรอบข้างจึงรีบประสานเสียงเออออห่อหมกตามทันที
อย่างไรเสียก็เป็นถึงนายอำเภอคนใหม่ผู้เป็นดั่งป่ายหลี่โหว ในอำเภอหนิงฮว่าแห่งนี้ เยี่ยหมิงซู่ย่อมมีอำนาจล้นฟ้าที่สุด
(เชิงอรรถผู้แปล: ป่ายหลี่โหว (百里侯 - เจ้าผู้ครองแคว้นร้อยหลี่(ลี้)) เป็นคำเรียกขานเชิงยกย่องตำแหน่งนายอำเภอในสมัยโบราณ เนื่องจากในยุคนั้นหนึ่งอำเภอจะมีอาณาเขตปกครองกว้างขวางราวหนึ่งร้อยหลี่ นายอำเภอจึงเปรียบเสมือนเจ้าเมืองผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในพื้นที่ร้อยลี้นั้น)
ซูอวิ๋นจงที่ยืนอยู่เบื้องหลังเยี่ยหมิงซู่มีสีหน้าดำคล้ำลงเล็กน้อย... ศิษย์ที่เพิ่งมาเบิกปัญญากับเขาได้ไม่ถึงปี กลับถูกใต้เท้านายอำเภอเอ่ยชมต่อหน้าต่อตาเขา เดิมทีนี่ควรจะเป็นเรื่องดี ทว่าคำชมนั้นมิใช่การชมว่าลูกศิษย์ที่เขาสั่งสอนมานั้นเก่งกาจ แต่กลับชมว่าศิษย์ของเขาสามารถเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นได้ ราวกับกำลังเย้ยหยันว่าตัวเขาผู้เป็นอาจารย์กลับไม่คู่ควรจะได้เป็นอาจารย์ก็ไม่ปาน
ระหว่างที่พูดคุย เยี่ยหมิงซู่ก็มิได้คืนคัมภีร์โย่วเสวียฉยงหลินที่เสิ่นซีแต่งขึ้นให้แต่อย่างใด หากแต่สอดสมุดเล่มเล็กนั้นเข้าไปในแขนเสื้ออย่างเนียนๆ ภายใต้การนำทางของเซี่ยจู่ปู้และโจวซื่อ เขาเดินทะลุจากประตูด้านหลังเข้ามายังร้านขายยาด้านหน้า พอมาถึงห้องโถงหลัก ฮุ่ยเหนียงที่เพิ่งได้ยินข่าวก็เร่งรีบรุดกลับมาพอดิบพอดี
"ได้ยินมาว่าท่านผู้เฒ่าเซี่ยรับราชโองการจากฝ่าบาทให้เดินทางมาปฏิบัติราชการที่เขตหมิ่นเจ้อและหลิ่งหนาน อีกทั้งยังเคยแวะเวียนมาเยือนสถานที่แห่งนี้ ดูท่าแล้วที่นี่คงจะมีกลิ่นอายมงคลแห่งปราณม่วงพัดมาจางบูรพา ทอดสายตาพิศสระเหยาฉือ เป็นแน่แท้ สตรีท่านนี้คงจะเป็นลู่ซุนซื่อกระมัง?" เมื่อเข้ามาถึงห้องโถงหลัก เยี่ยหมิงซู่ก็มองไปทางโจวซื่อ เห็นได้ชัดว่าเขาเข้าใจผิดคิดว่าโจวซื่อคือเถ้าแก่เนี้ยของร้านขายยา
(เชิงอรรถผู้แปล: ปราณม่วงพัดมาจางบูรพา ทอดสายตาพิศสระเหยาฉือ (紫气东来、瑶池西望) สำนวนเปรียบเปรยถึงกลิ่นอายแห่งความเป็นสิริมงคลหรือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ปราณม่วงหมายถึงลางดี สระเหยาฉือคือสระโบกขรณีของเจ้าแม่ซีหวังหมู่)
โจวซื่อรีบเอ่ยอธิบาย "ผู้น้อยไร้ความสามารถถึงเพียงนั้นเจ้าค่ะ สตรีท่านนี้ต่างหากที่เป็นหลงจู๊ของพวกเรา"
ระหว่างที่พูด โจวซื่อก็ดันตัวฮุ่ยเหนียงออกไปด้านหน้า จู่ๆ ต้องมารับแขกเหรื่อมากมายถึงเพียงนี้ สีหน้าของฮุ่ยเหนียงจึงดูประหม่าเกร็งอยู่บ้าง ทันทีที่สายตาของเยี่ยหมิงซู่ปะทะเข้ากับใบหน้างดงามผุดผ่องของฮุ่ยเหนียง สีหน้าของเขาก็พลันแข็งค้างไปชั่วขณะ ยืนเหม่อมองอยู่พักใหญ่ ถึงค่อยฝืนยิ้มพยักหน้าให้ราวกับชื่นชม ทว่าเสิ่นซีกลับมองออกว่ารอยยิ้มนี้ช่างดูเสแสร้ง ภายในนั้นแอบแฝงไว้ด้วยความตื่นตะลึงและสายตาที่ปรารถนาอยากครอบครอง
เซี่ยจู่ปู้เอ่ยถามว่า "ใต้เท้านายอำเภอตรวจตราที่ร้านขายภาพวาดกับร้านขายยาแล้ว ยังจะแวะไปดูที่ร้านอื่นอีกหรือไม่ขอรับ?"
"ไม่รีบ ไม่รีบ! หลงจู๊สวี่แห่งร้านซือกู่ไจบอกว่าคุณชายน้อยตระกูลเสิ่นมีภาพวาดของคนดังอยู่มิใช่หรือ คาดว่าคงจะเป็นภาพม้วนที่อยู่ในมือนั่นกระมัง ไม่ทราบว่าข้าจะขอดูเป็นบุญตาสักหน่อยได้หรือไม่?"
เยี่ยหมิงซู่มองมาที่เสิ่นซี แม้น้ำเสียงจะฟังดูคล้ายกำลังขอความเห็น ทว่ากลิ่นอายความน่าเกรงขามรอบกายกลับไม่เปิดช่องให้ผู้ใดปฏิเสธได้เลย
เสิ่นซีจึงทำได้เพียงยื่นม้วนภาพวาดประเคนให้อย่างว่านอนสอนง่าย
ในยามนี้เอง หลงจู๊สวี่ก็เดินฉีกยิ้มกว้างเข้ามาหา พลางเอ่ยประจบว่า "คุณชายน้อยตระกูลเสิ่นผู้นี้ เบื้องหลังมีนักสะสมผู้หนึ่งคอยหนุนหลังอยู่ขอรับ ในมือมีผลงานของคนรุ่นก่อนอยู่ไม่น้อย..."
ทว่าพูดยังไม่ทันจบประโยคก็ต้องกลืนคำพูดลงคอไปเสียแล้ว เดิมทีเขาคิดจะประจบสอพลอนายอำเภอคนใหม่ ถือโอกาสโอ้อวดความรอบรู้เรื่องภาพวาดและอักษรพู่กันของตน ทว่าเมื่อเยี่ยหมิงซู่คลี่ม้วนภาพวาดออก หลงจู๊สวี่มองเห็นกระดาษที่ยังคงขาวสะอาดสะอ้านและรอยหมึกที่ยังดูใหม่เอี่ยม เสียงของเขาก็พลันเงียบหายไปในลำคอ
ผู้มีสายตาแหลมคมเพียงมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่านี่มิใช่ภาพวาดของคนรุ่นก่อน ซ้ำยังไม่ใช่ผลงานชิ้นเอกของจิตรกรชื่อดังที่นักสะสมคนใดเก็บซ่อนไว้ แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงภาพวาดชิ้นใหม่ที่เพิ่งตวัดพู่กันเสร็จได้ไม่กี่วันเท่านั้นเอง
หลงจู๊สวี่ถลึงตาใส่เสิ่นซี นัยน์ตาแฝงแววคุกคามอย่างเห็นได้ชัด ทว่าเสิ่นซีกลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หลงจู๊สวี่ผู้นี้เห็นแก่ผลประโยชน์เล็กน้อยแต่กลับไม่อยากรับผิดชอบ ถึงขั้นโยนขี้มาให้เด็กคนหนึ่งรับหน้าแทน เช่นนั้นเขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องเกรงใจ
เมื่อเซี่ยจู่ปู้เห็นว่าเป็นภาพวาดชิ้นใหม่ สีหน้าก็ดูไม่ค่อยสู้ดีนัก ผู้อื่นอาจไม่รู้แต่เขารู้แก่ใจดี คำสั่งโยกย้ายของเขาส่งตรงมาจากกรมลื่อปู้แล้ว อีกไม่นานเขาจะต้องเดินทางไปรับตำแหน่งที่หนานจื่อลี่ ได้ยินมาว่าจะได้ไปดำรงตำแหน่งเซี่ยนเฉิงในอำเภอที่มั่งคั่งแห่งหนึ่ง ระดับขั้นขุนนางเลื่อนขึ้นเป็นขุนนางขั้นแปดชั้นเอก เรียกได้ว่าเลื่อนขั้นรวดเดียวถึงสามขั้น ก่อนจะจากไป เขาจึงไม่อยากให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ ทั้งสิ้น
(เชิงอรรถผู้แปล:
กรมลื่อปู้ (吏部 - Lìbù) หนึ่งในหกกรมหลักของราชวงศ์หมิง รับผิดชอบดูแลการคัดเลือก ประเมิน โยกย้าย และถอดถอนขุนนาง
หนานจื่อลี่ (南直隶) เขตปกครองสำคัญทางใต้ในสมัยราชวงศ์หมิง บริเวณเมืองหนานจิง(นานกิง)
เซี่ยนเฉิง (县丞) - รองนายอำเภอ เป็นตำแหน่งผู้ช่วยนายอำเภอ ดูแลงานบริหารทั่วไป)
"ใต้เท้านายอำเภอขอรับ ภาพวาดชิ้นนี้ดูท่าแล้วจะไม่มีอันใดพิเศษ ข้าพเจ้าเห็นว่ามิควรค่าให้ใต้เท้าเสียเวลาชมแล้วกระมัง ผู้น้อยจะพาท่านไปเดินชมตามสถานที่ต่างๆ ในเมืองต่อ บางทีคหบดีตระกูลใหญ่เหล่านั้นอาจจะมีของดีอยู่ในมือก็เป็นได้ขอรับ"
"ไม่จำเป็นหรอก"
สายตาของเยี่ยหมิงซู่จับจ้องอยู่ที่แผ่นกระดาษวาดภาพเขม็ง บนใบหน้าฉายแววเคลิบเคลิ้มหลงใหล
เสิ่นซีตัวเตี้ย พองัดหน้าขึ้นก็เห็นสีหน้าของเยี่ยหมิงซู่พอดิบพอดี ในใจลอบคิดว่า นายอำเภอคนใหม่ผู้นี้คงจะไม่ได้เกิดถูกตาต้องใจสตรีในภาพวาดขึ้นมาหรอกกระมัง?
เยี่ยหมิงซู่พินิจดูอยู่นานสองนาน ถึงได้เงยหน้าขึ้นมองเสิ่นซีพลางเอ่ยถามว่า "ไม่ทราบว่าทิวทัศน์ในภาพนี้คือสถานที่ใดหรือ? อยู่ในเขตอำเภอหนิงฮว่ากระนั้นหรือ?"
เมื่อเห็นเสิ่นซีตกตะลึงจนอ้าปากตาค้างพูดไม่ออก เขาก็พลันรู้สึกว่าตนเองถามผิดคนเสียแล้ว จึงหันไปมองเซี่ยจู่ปู้และคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านข้าง
เซี่ยจู่ปู้ชะโงกหน้าเข้าไปดู ก่อนจะส่ายหน้าอย่างซื่อตรง เยี่ยหมิงซู่หันไปถามคนอื่นๆ ต่อ ทว่าก็ยังคงไม่มีผู้ใดล่วงรู้
เดิมทีมันก็เป็นเพียงภาพทิวทัศน์ขนาดย่อมที่เสิ่นซีตวัดพู่กันวาดขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ โดยไม่ได้อ้างอิงจากสถานที่จริงแต่อย่างใด หากจะบอกว่าสระน้ำในภาพนี้ดูคล้ายกับริมฝั่งทะเลสาบซีจื่อก็คงจะใช่ ทว่ากลับไม่มีจุดใดที่เหมือนกันเป๊ะๆ อย่างไรเสียมันก็เป็นเพียงทิวทัศน์ที่เขาปั้นน้ำเป็นตัวจินตนาการขึ้นมาเองทั้งสิ้น
(เชิงอรรถผู้แปล: ริมฝั่งทะเลสาบซีจื่อ (西子湖畔) อีกชื่อหนึ่งของทะเลสาบซีหู ในเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง)
"ภาพนี้ช่างเปี่ยมไปด้วยสุนทรียภาพ น่าเสียดายที่ไม่รู้ว่าบุคคลในภาพวาดนี้คือผู้ใดกันหนอ?" จู่ๆ เยี่ยหมิงซู่ก็รำพึงรำพันขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ คล้ายกับกำลังรู้สึกผิดหวังอย่างสุดซึ้งที่ไม่มีวาสนาได้พานพบสตรีงามในภาพวาด
การวาดภาพในยุคสมัยนี้ โดยปกติแล้วมักจะต้องมีทิวทัศน์ของจริงให้ใช้อ้างอิง เสิ่นซีคาดเดาว่าเยี่ยหมิงซู่คงคิดเป็นตุเป็นตะไปแล้วว่าบนโลกใบนี้มีทิวทัศน์เช่นนี้และมีสตรีที่เปี่ยมไปด้วยความระทมทุกข์เช่นนี้อยู่จริงๆ ถึงได้มีภาพวาดเช่นนี้ปรากฏขึ้น เมื่อเสิ่นซีลองเชื่อมโยงกับรอยยิ้มจอมปลอมที่เยี่ยหมิงซู่แสดงออกต่อฮุ่ยเหนียงเมื่อครู่ ก็ลอบด่าในใจว่า หรือเจ้านี่จะเป็นพวกมักมากในกามารมณ์ พอเห็นสตรีงามๆ เข้าหน่อยก็ถึงกับก้าวขาไม่ออกเลยทีเดียว?
เสิ่นซีนึกไม่ออกจริงๆ ว่าในยุครัชศกหงจื้อนี้ มีตระกูลเยี่ยที่สูงส่งเรืองอำนาจอยู่ด้วยหรือไม่ ทว่าสำหรับชื่อเยี่ยหมิงซู่นี้ เสิ่นซีมั่นใจว่าเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยอย่างแน่นอน
เยี่ยหมิงซู่จัดการม้วนเก็บภาพวาดอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็หันไปสั่งความกับหลงจู๊สวี่ที่ยืนอยู่ด้านข้างสองสามประโยค ใจความคือเขานึกชื่นชอบภาพวาดชิ้นนี้เป็นอย่างยิ่งและต้องการจะซื้อมันไว้ ทว่าตอนนี้เขามิได้พกเงินติดตัวมาด้วย ประเดี๋ยวจะให้คนนำเงินมาส่งให้ที่ร้าน ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ กระทั่งว่าภาพนี้มีราคาค่างวดเท่าใด เขายังไม่แม้แต่จะเอ่ยถามเสิ่นซีผู้เป็นเจ้าของเลยด้วยซ้ำ กลับใช้อำนาจบาตรใหญ่ "บังคับซื้อ" ภาพวาดไปเสียดื้อๆ
"เสิ่นซีหาได้ใส่ใจไม่ว่าเขาจะจ่ายเงินให้หรือไม่ อย่างไรเสียนายอำเภอก็เปรียบเสมือนฮ่องเต้ท้องถิ่น การจะทำให้ครอบครัวหนึ่งย่อยยับพังทลายนั้น ง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ ก่อนที่ตนเองจะสอบผ่านระดับมณฑล (เซียงซื่อ) ทางที่ดีพยายามเข้าไปข้องแวะให้น้อยที่สุดจะเป็นการดี ให้เขารีบไปให้พ้นๆ ได้ยิ่งเร็วยิ่งดี"
(เชิงอรรถผู้แปล: สอบผ่านระดับเซียงซื่อ (中举 - จงจวี่) การสอบคัดเลือกขุนนางระดับมณฑล ผู้สอบผ่านจะได้เป็น "จวี่เหริน")
นับตั้งแต่เยี่ยหมิงซู่ได้ทอดตามองภาพวาดชิ้นนั้น จิตใจของเขาก็ดูเหม่อลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนัก ตอนที่เดินก้าวออกจากประตูร้าน กระทั่งคนรอบข้างเขายังไม่แม้แต่จะเอ่ยทักทายอำลา รอจนเขาก้าวพ้นประตูไปแล้ว บรรดาคหบดีเหล่านั้นถึงเพิ่งจะตั้งสติได้ แล้วรีบเร่งฝีเท้าก้าวตามไปติดๆ