- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 86 ขุนนางใหม่เข้ารับตำแหน่ง
ตอนที่ 86 ขุนนางใหม่เข้ารับตำแหน่ง
ตอนที่ 86 ขุนนางใหม่เข้ารับตำแหน่ง
เมื่อได้รับความเข้าใจจากภรรยา เสิ่นหมิงจวินก็ยิ่งทุ่มเททำงานอย่างสุดกำลัง ทว่าน่าเสียดายที่เขากลับยังคงยืนกรานไม่ยอมลาออกจากงานที่จวนตระกูลหวัง การต้องคอยจัดการดูแลธุระทั้งสองฝั่งให้รอบคอบ ทำให้หลายวันจึงจะได้กลับบ้านสักหนหนึ่ง
บางครั้งโจวซื่อก็จะแวะเวียนไปดูที่เพิงน้ำชาบ้าง นางเป็นถึงคนกุมอำนาจครึ่งหนึ่งของร้านขายยา นานวันเข้าจึงเริ่มมีท่าทีชี้นิ้วสั่งการวางมาดเถ้าแก่เนี้ยอยู่บ้าง หานอู่เหยียและบรรดาลูกจ้างในเพิงน้ำชาต่างก็ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินนางเลย
เสิ่นซีไม่ได้ซักไซ้เลยแม้แต่น้อยว่าเสิ่นหมิงจวินได้ปริปากบอกเรื่องที่แอบไปทำฟาร์มปศุสัตว์นอกเมืองให้โจวซื่อฟังแล้วหรือยัง แน่นอนว่าตัวเขาเองก็จะไม่แกว่งปากหาเสี้ยนเช่นกัน ในเมื่อตอนนี้สามารถเดินเข้าออกเพิงน้ำชาได้อย่างเปิดเผยแล้ว ตอนที่เอาบทนิทานไปส่ง เขาก็จะได้ถือโอกาสนั่งฟังนิทานสักตอนสองตอน... พอได้ลีลาการถ่ายทอดของหานอู่เหยีย เรื่องราวที่เขาแต่งไว้ในบทนิทานก็ยิ่งดูตื่นเต้นเร้าใจขึ้นไปอีกหลายส่วน
ปลายเดือนสอง นายอำเภอคนใหม่ก็เดินทางมารับตำแหน่งในที่สุด
นายอำเภอผู้นี้มีนามว่าเยี่ยหมิงซู่ เขามิได้เป็นปีศาจเฒ่าเจ้าเล่ห์เจนจัดช่ำชองเหมือนดั่งนายอำเภอหานคนก่อน หากแต่เป็นจิ้นซื่อที่เพิ่งสอบผ่านในรัชศกหงจื้อปีที่สาม การมารับตำแหน่งนายอำเภอหนิงฮว่าในครั้งนี้ น่าจะเป็นหน้าที่ราชการในระดับท้องถิ่นครั้งแรกของเขา
(เชิงอรรถผู้แปล: จิ้นซื่อ (进士) วุฒิบัณฑิตระดับสูงสุดของการสอบเข้ารับราชการ (สอบหน้าพระที่นั่ง) ผู้ที่สอบผ่านจะได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนาง และถือเป็นจุดสูงสุดที่ปัญญาชนใฝ่ฝัน)
ในความคิดของเสิ่นซี ขุนนางหนุ่มแน่นเช่นนี้น่าจะยังไม่ถูกหน้าที่การงานขัดเกลาจนสูญเสียความมุทะลุไป อาจจะยังคงมีความกระหายใคร่สร้างผลงานอยู่บ้าง ภายใต้สถานการณ์ขุนนางใหม่เข้ารับตำแหน่งย่อมต้องจุดไฟสามครา คาดว่าคงจะมีมาตรการอะไรใหม่ๆ ออกมาเป็นแน่
(เชิงอรรถผู้แปล: ขุนนางใหม่เข้ารับตำแหน่งย่อมต้องจุดไฟสามครา (新官上任三把火) สำนวนหมายถึง ขุนนางที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งใหม่มักจะแสดงอำนาจหรือสร้างผลงานอย่างแข็งขันในช่วงแรก)
นายอำเภอหานถูกสั่งย้ายไปรับตำแหน่งใหม่ที่หนานจื่อลี่ แต่จะได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ใดนั้นไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ ทว่าเซี่ยจู่ปู้กลับยังคงรั้งตำแหน่งอยู่ในตัวอำเภอหนิงฮว่าดังเดิม บัดนี้ภัยกบฏในละแวกใกล้เคียงเมืองถิงโจวถูกปราบปรามจนราบคาบ เส้นทางสัญจรเปิดโล่ง เมืองถิงโจวซึ่งเมื่อปีกลายรอดพ้นจากการถูกโรคระบาดบั่นทอนกำลังมาได้ จึงทวีความเจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่าเมืองและอำเภอโดยรอบเสียอีก
เมื่อเส้นทางสัญจรทั้งทางน้ำและทางหลวงกลับมาเปิดโล่ง บรรดาพ่อค้าวาณิชที่เดินทางขึ้นล่องเหนือใต้ก็ค่อยๆ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ตัวอำเภอหนิงฮว่าในแต่ละวันล้วนคึกคักพลุกพล่าน การทำมาค้าขายทุกรูปแบบล้วนคล่องตัวขึ้นมาก ชาวบ้านในเมืองพอมีเงินทองเหลือเก็บ พอเจ็บไข้ได้ป่วยเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกัดฟันทนเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป ผู้คนที่มาสอบถามเทียบยาที่ร้านขายยาจึงเริ่มทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เช้าตรู่วันที่สี่เดือนสาม เสิ่นซีไปเรียนที่สถานศึกษาตามปกติเช่นทุกวัน ทว่าเมื่อถึงเวลาเรียน ท่านอาจารย์ซูอวิ๋นจงกลับไม่ปรากฏตัว จวบจนกระทั่งใกล้เที่ยง จู่ๆ ภายในสถานศึกษาก็มีผู้คนแห่แหนกันมามากมาย ที่แท้ก็เป็นนายอำเภอคนใหม่ที่เดินทางมาตรวจตราเยี่ยมเยียนนั่นเอง
"นี่เป็นครั้งแรกที่เสิ่นซีได้พบหน้านายอำเภอแซ่เยี่ย เขามีอายุราว ๆ สามสิบปี จัดอยู่ในกลุ่มขุนนางหนุ่มไฟแรง รูปร่างสูงใหญ่ราวแปดฉื่อดูบึกบึนกำยำ ดูไปแล้วไม่ค่อยเหมือนปัญญาชนสักเท่าใดนัก สำเนียงการพูดเจือสำเนียงทางเหนืออย่างหนักหน่วง เวลาที่คนรอบข้างเอ่ยปากเจรจา หลายครั้งที่นายอำเภอคนใหม่ผู้นี้ต้องเอียงคอหันไปสอบถามเซี่ยจู่ปู้ที่คอยยืนปรนนิบัติอยู่ด้านข้าง ต้องรอให้เซี่ยจู่ปู้ช่วย "แปล" ให้ฟัง เขาถึงจะเข้าใจว่าคนเหล่านั้นพูดเรื่องอันใด"
(เชิงอรรถผู้แปล: แปดฉื่อ (八尺) เป็นการเปรียบเปรยถึงบุรุษที่มีรูปร่างสูงใหญ่ในสมัยโบราณ (สำนวนจีนมักเรียกบุรุษอกสามศอกว่า "ชายชาตรีสูงเจ็ดฉื่อ" หรือ "สูงแปดฉื่อ") โดย 1 ฉื่อในยุคราชวงศ์หมิง มีความยาวประมาณ 31.1 เซนติเมตร ดังนั้นความสูงแปดฉื่อจึงตกราว ๆ 180 เซนติเมตรขึ้นไป)
ซูอวิ๋นจงพานายอำเภอเยี่ยเดินชมสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเด็กน้อยที่เพิ่งเบิกปัญญา หรือบรรดาชายหนุ่มที่กำลังรอการสอบถงเซิง ต่างก็ออกมายืนเข้าแถวโค้งคำนับกล่าวทักทาย เสิ่นซียืนอยู่รั้งท้ายฝูงชน ลอบสังเกตทุกอิริยาบถของนายอำเภอคนใหม่อย่างเงียบๆ เพื่อคาดเดาอุปนิสัยและรสนิยมของคนผู้นี้
(เชิงอรรถผู้แปล:
เบิกปัญญา (开蒙) การเริ่มเข้าเรียนรู้หนังสือครั้งแรกของเด็ก
ถงเซิง (童生) มีความหมายสองนัย นัยหนึ่งคือคำเรียกรวมของผู้ที่กำลังศึกษาเพื่อสอบราชการแต่ยังไม่ได้วุฒิซิ่วไฉ และอีกนัยหนึ่งคือ "สถานะ" ทางการศึกษา ซึ่งในบริบทนี้หมายถึงผู้ที่สอบผ่านด่านระดับอำเภอ (县试 - เซี่ยนซื่อ) และระดับเมือง (府试 - ฝู่ซื่อ) แล้ว แต่ยังไม่ผ่านการสอบคัดเลือกระดับท้องถิ่น (院试 - ย่วนซื่อ) จึงยังไม่ได้เลื่อนขั้นเป็นซิ่วไฉ ในบริบทนี้ของประโยคหมายถึงความหมายแรก)
นายอำเภอเยี่ยเดินตรวจตราเพียงครู่เดียวก็เร่งรีบจากไป เขายังต้องไปตรวจเยี่ยมสถานที่อื่นๆ ในเมืองอีก บ่ายวันนั้นสถานศึกษาจึงเลิกเรียนเร็วกว่าปกติ เนื่องจากซูอวิ๋นจงได้รับเชิญให้ไปร่วมติดตามการตรวจตราด้วย จึงไม่มีผู้ใดอยู่ทำการสอน
เมื่อกลับมาถึงร้านขายยา โจวซื่อเห็นเสิ่นซีก็เข้าใจผิดคิดว่าเขาโดดเรียน จึงขมวดคิ้วเอ่ยถามว่า "ไอ้เด็กทึ่ม เหตุใดวันนี้ถึงกลับบ้านเร็วนักเล่า?"
"ใต้เท้านายอำเภอลงพื้นที่ตรวจตราชุมชนต่างๆ ในเมือง ท่านอาจารย์ต้องไปคอยติดตามรับใช้ ดังนั้นจึงเลิกเรียนเร็วกว่าปกติขอรับ" เสิ่นซีวางกระเป๋าหนังสือลง แล้วเดินไปที่โต๊ะบัญชี "ท่านแม่ ให้ข้าช่วยร่อนยาให้เอาไหมขอรับ?"
สีหน้าของโจวซื่อดูไม่สบอารมณ์นัก "ไปทำการบ้านของเจ้าไป๊ พอทำเสร็จก็ไปสอนไต้เอ๋อร์กับซีเอ๋อร์อ่านหนังสือเขียนหนังสือ เรื่องร่อนยานี่ไม่ต้องถึงมือเจ้าหรอก ขืนเจ้าทำหกเลอะเทอะขึ้นมา ข้าก็ต้องมาคอยตามเก็บไปล้างไปตากใหม่อีก... เฮ้อ ให้เจ้าช่วยทีไร กลายเป็นว่าข้าต้องมาหาเรื่องเหนื่อยใส่ตัวทุกที! "
เสิ่นซีฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะเดินหลบฉากเข้าไปในลานหลังบ้าน
แท้จริงแล้วด้วยสติปัญญาและความสามารถในการควบคุมร่างกายของเขา ต่อให้เรี่ยวแรงจะสู้ผู้ใหญ่ไม่ได้ แต่ก็ไม่มีทางซุ่มซ่ามทำสมุนไพรหกกระจายได้อย่างแน่นอน ทว่าก่อนหน้านี้เขาจงใจแสร้งทำเป็นเงอะงะ เพื่อปั่นป่วนให้โจวซื่อรำคาญใจจนไล่เขาให้พ้นหูพ้นตา เขาก็จะได้ฉวยโอกาสนั้นแอบแวบไปดูลาดเลาที่เพิงน้ำชาได้
มาบัดนี้กิจการเพิงน้ำชาค่อยๆ เข้าที่เข้าทางแล้ว ต่อให้ไม่มีคนคอยจับตาดู กิจการก็ยังคงดำเนินต่อไปได้ด้วยดี เขาจึงมีเวลาว่างให้ตนเองจัดการได้อิสระมากขึ้น
การบ้านที่อาจารย์สั่งให้ทำตามปกติ ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการคัดลายมือ สำหรับเด็กนักเรียนที่เพิ่งเบิกปัญญา สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำคำสอนของปราชญ์เมธีมาคัดลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า คัดไปคัดมาพอคุ้นชินแล้วย่อมเข้าใจความหมายไปเอง แถมยังช่วยฝึกให้คัดอักษรได้งดงามอีกด้วย เสิ่นซีนั้นเชี่ยวชาญในวิถีแห่งอักษรพู่กันอยู่แล้ว การทำการบ้านจึงเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ หลังจากคัดเสร็จ เสิ่นซีก็จะทำหน้าที่สอนหลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์อ่านหนังสือเขียนหนังสือต่อไป
ในช่วงแรก ลู่ซีเอ๋อร์เรียนเขียนหนังสือเพียงเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น ทว่าต่อมาฮุ่ยเหนียงเห็นว่าการให้บุตรีได้เรียนรู้วิชาความรู้ติดตัวไว้บ้างย่อมเป็นผลดีในภายภาคหน้า จึงมาปรึกษากับโจวซื่อ ขอให้เสิ่นซีช่วยสั่งสอนนางอย่างจริงจัง
ชาติที่แล้วเสิ่นซีเคยมีอาชีพเป็นถึงศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย นับว่าตรงสายงานวิชาชีพพอดิบพอดี ภายใต้การเคี่ยวเข็ญของเขา สองเด็กหญิงน้อยจึงเรียนรู้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ต่อให้นำพวกนางไปเทียบชั้นกับเด็กที่ร่ำเรียนเบิกปัญญากับซูอวิ๋นจงมาเป็นปีๆ ในสถานศึกษา ก็มิได้ด้อยไปกว่ากันเลยแม้แต่น้อย
เวลาที่เสิ่นซีเปิดสอนหนังสือ มักจะมีเด็กวัยรุ่นครึ่งผีครึ่งคนในตรอกด้านหลังแวะเวียนมาขอยืนฟังอยู่เสมอ ห้องเรียนส่วนตัวจึงกลายสภาพเป็นลานสอนหนังสือกลางแจ้งไปโดยปริยาย ใครอยากมาฟังก็มาฟังได้ตามสบาย
พอในลานเรือนหลังบ้านมีเด็กรวมกลุ่มกันมากขึ้น โจวซื่อก็จะออกมาไล่ตะเพิด อย่างไรเสียในห้องเก็บของด้านหลังก็เต็มไปด้วยสมุนไพรราคาสูง หากปล่อยให้เด็กแห่กันเข้ามาจนคนมากความย่อมมาก ขืนของหายขึ้นมาจะไม่เป็นการดี
"ออกไปเล่นข้างนอกเลย ไอ้เด็กทึ่ม เจ้าพาไต้เอ๋อร์กับซีเอ๋อร์ออกไปนะ อย่าไปไกลล่ะ ให้อยู่แค่ในตรอกด้านหลัง วันๆ เอาแต่เรียกคนเข้ามาตั้งมากมาย นึกว่าที่นี่เป็นสถานที่อันใดกันฮึ!" โจวซื่อเท้าสะเอวไล่ตะเพิดผู้คนออกจากลานเรือนด้วยท่าทีดุดัน นางดึงบานประตูเรือนมาปิดไว้ทว่ามิได้ลงดาล เพื่ออำนวยความสะดวกให้เสิ่นซีและเด็กหญิงน้อยทั้งสองเข้าออกได้ง่าย
เสิ่นซีจึงทำได้เพียงย้ายลานสอนหนังสือกลางแจ้งของเขาไปไว้ที่ตรอกด้านหลัง ทำเช่นนี้ผู้คนที่แวะเวียนมาฟังบรรยายกลับยิ่งมีจำนวนมากขึ้นไปอีก
แม้เสิ่นซีจะอายุยังน้อย แต่ด้วยความที่เขาเฉลียวฉลาดมีไหวพริบซ้ำยังเป็นผู้คงแก่เรียน บรรดาเด็กๆ จึงล้วนยอมรับนับถือเขา ครอบครัวส่วนใหญ่ในตรอกด้านหลังมักจะมีบุตรหลายคน อย่างไรเสียพอตกกลางคืนผู้คนก็พากันขึ้นเตียงนอนกันตั้งแต่หัวค่ำ หากไม่ผลิตทายาทก็ไม่มีเรื่องอื่นใดให้ทำอีกแล้ว ดังนั้นแต่ละครอบครัวจึงมักจะมีบุตรกันห้าหกคน เด็กโตเด็กเล็กรวมกันเป็นพรวน
ในขณะที่เสิ่นซีกำลังสอนเด็กๆ เหล่านี้อ่านหนังสือเขียนอักษรอยู่นั้น หลงจู๊สวี่จากร้านขายภาพวาดและอักษรพู่กันที่อยู่ติดกับร้านขายยาก็เดินออกมาจากประตูด้านหลัง เขาฉุดดึงเสิ่นซีหลบไปด้านข้างด้วยท่าทีลับๆ ล่อๆ มีพิรุธ "คุณชายน้อยตระกูลเสิ่น ช่วงนี้ท่านอาจารย์เฒ่าผู้นั้นได้ฝากของล้ำค่าอันใดมาให้เจ้าขายบ้างหรือไม่?"
เสิ่นซีพินิจมองหลงจู๊สวี่คราหนึ่ง อีกฝ่ายเห็นได้ชัดว่าเคยกอบโกยผลกำไรจากเขาไปแล้ว จึงคิดอยากจะสานต่อ ทว่าในสถานที่เช่นตัวอำเภอหนิงฮว่าแห่งนี้ ยิ่งเป็นภาพวาดและอักษรพู่กันของจิตรกรเลื่องชื่อก็ยิ่งไม่มีตลาดรองรับ นายอำเภอหานซึ่งเป็นผู้เดียวที่ซาบซึ้งในศิลปะแขนงนี้ก็จากไปแล้ว การที่หลงจู๊สวี่เร่งร้อนมาทวงถามหาภาพวาดอักษรพู่กันจากเขาถึงเพียงนี้ ย่อมต้องมีสาเหตุแอบแฝงอยู่อย่างแน่นอน
เสิ่นซีแย้มยิ้มเอ่ยถามว่า "หลงจู๊มีช่องทางค้าขายอันใดมาแนะนำหรือขอรับ?"
"ช่องทางค้าขายอันใดกันเล่า เมื่อครู่มีคนจากที่ว่าการอำเภอมาแจ้งว่า ใต้เท้านายอำเภอคนใหม่คิดอยากจะมาเสาะหาของล้ำค่าที่ร้านขายภาพวาดสักหน่อย ทว่าที่ร้านของข้ากลับไม่มีของชิ้นใดพอจะเชิดหน้าชูตาได้เลย มิเช่นนั้นเจ้าลองไปสอบถามท่านอาจารย์เฒ่าผู้นั้นดูหน่อยเถิด ให้เขานำภาพวาดหรืออักษรพู่กันมาสักชิ้น เรื่องราคาข้าไม่มีทางเอาเปรียบเขาอย่างเด็ดขาด"
เสิ่นซีนึกในใจว่า นายอำเภอหนิงฮว่าผู้นี้มีเบี้ยหวัดรายปีเพียงสี่สิบกว่าตำลึง หลังจากผ่านการเจ๋อเซ่อแล้ว บางทีอาจจะไม่ถึงสี่สิบตำลึงด้วยซ้ำ การจะพึ่งพาเงินตราเพียงหยิบมือเท่านี้ไปกว้านซื้อภาพวาดของจิตรกรเลื่องชื่อกลับไปนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
(เชิงอรรถผู้แปล: การเจ๋อเซ่อ (折色) ในสมัยราชวงศ์หมิง ขุนนางจะได้รับเบี้ยหวัดเป็นข้าวสาร ทว่าในหลายกรณีทางราชการจะจ่ายเบี้ยหวัดทดแทนด้วยเงินตรา ผ้าไหม หรือสิ่งของอื่น ซึ่งมักจะถูกกดอัตราแลกเปลี่ยนจนมูลค่าลดลงไปมาก)
เสิ่นซีแย้มยิ้มอย่างรู้สึกผิด "หลงจู๊ขอรับ ท่านอาจารย์เฒ่าผู้นั้นมักจะทิ้งช่วงไปสักพักถึงจะแวะเวียนมาหาข้าสักหน เวลาไม่แน่นอนนัก... เอาเป็นว่า คราวหน้าที่ข้าพบหน้าเขา ข้าจะลองไต่ถามดูให้ดีหรือไม่ขอรับ? ท่านผู้อาวุโสโปรดอย่าได้ร้อนใจไปเลย!"
หลงจู๊สวี่ทอดถอนใจ "จะไม่ให้ร้อนใจได้อย่างไร? ใต้เท้านายอำเภอเพิ่งมารับตำแหน่ง นายท่านผู้นี้เป็นถึงลูกหลานตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง เจ้าลองคิดดูเถิด พอคนเขามาถึงก็ควานหาภาพวาดอักษรพู่กันทันที หากพวกเราทั้งเมืองไม่มีสิ่งใดพอจะนำออกมาอวดโฉมได้เลย จะไม่ทำให้ผู้คนรู้สึกอับอายขายหน้าหรอกหรือ?"
เสิ่นซีนินทาในใจว่า นี่มันช่างสร้างความลำบากใจให้ผู้คนเสียจริง ช่วงหลายวันมานี้เขามัวแต่วุ่นวายอยู่กับการเขียนบทนิทาน ซ้ำยังต้องไปสถานศึกษา พอกลับถึงบ้านก็ต้องมาเปิดชั้นเรียนสอนหนังสือให้เด็กหญิงน้อยทั้งสองอีก ย่อมไม่มีเวลาว่างไปขีดเขียนภาพวาดอักษรพู่กันเลยแม้แต่น้อย
ตอนนี้หลงจู๊สวี่กำลังต้องการของอย่างเร่งด่วน หากเขาลงมือทำภาพปลอมขึ้นมาประเดี๋ยวนี้ ต่อให้เร่งปั่นงานจนเสร็จสิ้น คุณภาพก็คงไม่ดีเด่ไปสักเท่าใดนัก ขืนถูกคนจับได้ว่าเป็นของปลอมก็คงไม่ดีแน่ เขาไม่ได้โง่เขลาถึงขั้นเห็นแก่ได้เล็กน้อยจนสูญเสียการใหญ่ ในเมื่อตอนนี้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ก็กำลังดีวันดีคืน เขาย่อมไม่มีความจำเป็นต้องหวนกลับไปทำเรื่องเสี่ยงภัยอย่างการทำของปลอมเพื่อจุนเจือครอบครัวอีกแล้ว
(เชิงอรรถผู้แปล: เห็นแก่ได้เล็กน้อยจนสูญเสียการใหญ่ (因小失大) สำนวนหมายถึง การกระทำที่เห็นแก่ผลประโยชน์เพียงเล็กน้อยตรงหน้า จนทำให้ต้องสูญเสียผลประโยชน์ที่ใหญ่หลวงกว่าไป)
เสิ่นซีส่ายหน้า "หากหลงจู๊ต้องการของด่วน เช่นนั้นข้าก็คงสุดวิสัยจะช่วยเหลือ หลงจู๊โปรดไปเชิญผู้มีฝีมือท่านอื่นเถิดขอรับ"
(เชิงอรรถผู้แปล: สุดวิสัยจะช่วยเหลือ (爱莫能助) สำนวนหมายถึง มีใจอยากจะช่วยเหลือ แต่กำลังหรือความสามารถไม่เอื้ออำนวย)
สีหน้าของหลงจู๊สวี่พลันแปรเปลี่ยนเป็นอัปลักษณ์ยิ่งนัก เขาชี้หน้าเสิ่นซีพลางตวาดว่า "เจ้าเด็กเหม็น สุดวิสัยจะช่วยเหลืออันใดกัน ใครสั่งใครสอนให้เจ้าเอ่ยถ้อยคำปัดสวะให้พ้นตัวเช่นนี้? เจ้าคอยดูเถิด ในเมื่อเจ้าไม่ยอมให้ข้าได้อยู่อย่างสงบสุข ข้าก็จะไม่ให้เจ้าได้อยู่ดีมีสุขเช่นกัน รอให้ใต้เท้านายอำเภอมาถึงเสียก่อน คอยดูว่าเขาจะไปหาเรื่องเล่นงานผู้ใด!" เอ่ยจบก็หมุนตัวเดินฮึดฮัดกระฟัดกระเฟียดกลับเข้าไปในร้านขายภาพวาด
เสิ่นซีเบะปาก มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าหลงจู๊สวี่ผู้นี้เป็นคนใจแคบคิดเล็กคิดน้อย เมื่อคำนวณดูแล้ว ภาพวาดสองชิ้นที่เขานำไปฝากขายที่ร้านของอีกฝ่ายก่อนหน้านี้ ก็ไม่รู้ว่าถูกกดราคาจนสูญเสียผลกำไรไปตั้งเท่าใดแล้ว
คนพรรค์นี้ เสิ่นซีไม่ค่อยอยากจะเสวนาด้วยนัก ทว่าเมื่อลองคิดดู หากนายอำเภอคนใหม่แล่นมาทวงถามหาภาพวาดจากเขาจริงๆ หรือกระทั่งบีบบังคับให้เขาไปตามหานักพรตเฒ่าที่เขาปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมาเองกับมือ นั่นก็คงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากน่าดู
"วันนี้พอแค่นี้ก่อน พวกเจ้าหมั่นทบทวนให้ดีล่ะ ข้ามีธุระต้องออกไปข้างนอกประเดี๋ยวหนึ่ง ไต้เอ๋อร์ อีกประเดี๋ยวหากท่านแม่ถาม ก็บอกไปว่าข้าไปฟังนิทานที่เพิงน้ำชาก็แล้วกัน"
เสิ่นซีรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านใจยิ่งนัก ทว่าก็ยังคงต้องเร่งฝีเท้าไปที่เล้าหมูร้างด้านหลังจวนตระกูลหวัง เพียงแต่คราวนี้เขามิได้ตั้งใจจะลวกๆ ทำภาพปลอมขึ้นมาส่งเดช หากแต่เตรียมตัวจะตวัดพู่กันโชว์ฝีมือสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาสดๆ เสียเลย
"มิใช่ว่าต้องการภาพวาดหรือไร เช่นนั้นก็ให้ 'ปรมาจารย์ภาพวาดพู่กันจีน' เสิ่นซี วาดภาพให้ท่านสักชิ้นก็แล้วกัน ร้านเก่าแก่ร้อยปีที่มีที่นี่ที่เดียว ท่านจะเอาหรือไม่เอาก็ตามใจ! " เสิ่นซีขบเขี้ยวเคี้ยวฟันนึกในใจ