เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 85 ความในใจดั่งบทกวี

ตอนที่ 85 ความในใจดั่งบทกวี

ตอนที่ 85 ความในใจดั่งบทกวี


ในเดือนสองของยุคน้ำแข็งน้อย สายลมหนาวพัดโชยยะเยือก ผู้คนที่ยืนอยู่ด้านนอกเรือนยังคงสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บอยู่บ้าง

(เชิงอรรถผู้แปล: ยุคน้ำแข็งน้อย (小冰河期) ยุคที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกลดต่ำลง ในช่วงราชวงศ์หมิงถึงชิงของจีนต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นและภัยแล้งรุนแรง)

ฮุ่ยเหนียงยืนอยู่เป็นเพื่อนเสิ่นซีในลานเรือน ต่อมาเสี่ยวอวี้ยกโคมไฟมาให้ เดิมทีนางคิดจะอยู่รอเป็นเพื่อนด้วยกัน แต่ฮุ่ยเหนียงกลับเห็นว่าเด็กสาวตัวเล็กๆ มายืนตากลมเย็นยามค่ำคืนอยู่ด้านนอกเช่นนี้ออกจะหนาวจนเกินไป จึงให้เสี่ยวอวี้กลับไปพักผ่อนก่อน

"ท่านน้า ท่านกลับไปเถิดขอรับ ความจริงแล้วท่านแม่ไม่ได้โกรธเคืองที่ท่านพ่อออกไปทำมาค้าขายข้างนอกหรอกขอรับ เพียงแต่รู้สึกว่าท่านพ่อปิดบังนาง ทำให้รู้สึกว่าไม่ให้เกียรตินาง... รอให้นางระบายโทสะจนหายขุ่นเคืองแล้ว ก็คงไม่ตำหนิท่านพ่อแล้วละขอรับ อย่างไรเสียท่านพ่อก็เป็นผู้นำครอบครัว ท่านน้ากลับไปพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ยังต้องเปิดร้านอีกนะขอรับ"

มือน้อยๆ ของเสิ่นซีถูกฝ่ามือเรียวงามของฮุ่ยเหนียงกอบกุมไว้ ภายในใจรู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก ทว่าเขากลับไม่อยากให้สตรีผู้งดงามและจิตใจดีตรงหน้าต้องมายืนทนหนาวตากลมอยู่เช่นนี้

ฮุ่ยเหนียงแย้มยิ้มกล่าว "ไม่เป็นไรหรอก ปกติพอกลับไปก็ต้องตรวจดูบัญชีสักหน่อยถึงจะเข้านอนได้ หากไม่รู้ว่าแม่ของเจ้าให้อภัยพ่อของเจ้าหรือยัง น้ากลับไปก็คงนอนไม่หลับอยู่ดี มิสู้รออยู่ตรงนี้ดีกว่า"

เสิ่นซีนึกในใจ นี่คือชีวิตประจำวันของสตรีม่ายกระนั้นหรือ?

ตกกลางคืนนอนไม่หลับ ก็ลุกขึ้นมาตรวจบัญชี จะเหมือนกับที่นิทานพื้นบ้านเล่าขานกันหรือไม่นะ ที่ว่าบรรดาสตรีผู้ได้รับป้ายเกียรติยศหญิงม่ายซึ่งทางราชการยกย่องให้เป็นแบบอย่างแห่งคุณธรรม พอตกดึกก็ต้องเอาเมล็ดถั่วมาโปรย ถั่วแดงกองหนึ่ง ถั่วเขียวกองหนึ่ง นั่งคัดแยกไปทั้งคืน เพื่อใช้เวลาให้หมดไปกับค่ำคืนอันยาวนานและบรรเทาความทุกข์ระทมจากความคิดถึง?

(เชิงอรรถผู้แปล: ป้ายเกียรติยศหญิงม่าย (贞节牌坊 - เจินเจี๋ยไผฟาง) ซุ้มประตูหรือป้ายประกาศเกียรติคุณที่สร้างขึ้นเพื่อยกย่องสตรีที่ครองม่ายรักษาพรหมจรรย์ไม่แต่งงานใหม่จนแก่เฒ่า หรือสตรีที่ยอมตายเพื่อรักษาสามิภักดิ์ต่อสามี)

"หากท่านน้านอนไม่หลับ ข้าเห็นว่าทำเช่นนี้ดีหรือไม่ขอรับ บทนิทานที่ข้าส่งให้หานอู่เหยีย รอเขาคัดลอกเสร็จเมื่อใด ข้าจะนำมามอบให้ท่านน้านำกลับไปอ่าน เช่นนี้ก่อนนอนท่านน้าก็จะได้มีไว้อ่านเพลินๆ อ่านไปอ่านมาบางทีอาจจะง่วงขึ้นมาก็ได้นะขอรับ"

ใบหน้าของฮุ่ยเหนียงเผยแววยินดีปรีดา "ดีสิ น้ากำลังตั้งตารออยู่พอดีเชียว"

เมื่อเห็นว่าบนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงมีรอยยิ้มเบิกบานสดใสเพิ่มขึ้นมาบ้าง เสิ่นซีก็รู้สึกเบาใจลงเล็กน้อย ผ่านไปครู่หนึ่งฮุ่ยเหนียงก็รำพึงขึ้นอีกว่า "เสี่ยวหลาง น้ามักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าเจ้าคือของล้ำค่าที่สวรรค์ประทานมาให้น้ากับซีเอ๋อร์ ทั้งรู้ความ ว่าง่าย แล้วยังช่างเอาอกเอาใจ... เฮ้อ น่าเสียดายที่เจ้ายังเป็นแค่เด็กน้อย"

ครึ่งแรกของประโยคนี้ช่างไพเราะเสนาะหูยิ่งนัก เสิ่นซีฟังแล้วรู้สึกฮึกเหิมและเคลิบเคลิ้มหลงใหล ทว่าพอฟังถึงตอนท้ายกลับโหดร้ายเหลือแสน... จริงอยู่ ตอนนี้เขายังเป็นแค่เด็กน้อย ไม่อาจเป็นท่าเรือหลบภัยให้สตรีได้ นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แบบเด็กหนุ่มอายุสิบสามสิบสี่ที่รออีกไม่กี่ปีก็แต่งงานสร้างครอบครัวได้ เขาเพิ่งจะอายุไม่ถึงแปดขวบ หากจะพึ่งพาเป็นที่พิงหลังได้อย่างแท้จริงก็ต้องรอไปอีกสิบปี

สิบปี ใครจะล่วงรู้ได้เล่าว่าวันข้างหน้าจะแปรเปลี่ยนเป็นเช่นไร?

ท้ายที่สุด ผู้ที่กลัดกลุ้มใจกลับกลายเป็นเสิ่นซีเสียเอง เขายืนทอดถอนหายใจอยู่ตรงนั้น ครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ จู่ๆ ก็ตระหนักได้ว่าแท้จริงแล้วเสียงทะเลาะเบาะแว้งในห้องนั้นเงียบหายไปนานแล้ว

เสิ่นซีนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ "ท่านน้า ไต้เอ๋อร์ล่ะขอรับ?"

ฮุ่ยเหนียงกวาดตามองไปรอบๆ ก่อนจะชะโงกหน้ามองลอดช่องประตูเข้าไป "คงไม่ได้อยู่ข้างในนั้นหรอกกระมัง?"

"นางขวัญอ่อนจะตายไป ไม่มีทางอยู่ในห้องโถงหลักหรอกขอรับ... เฮ้อ ลืมไต้เอ๋อร์ไปได้อย่างไรกัน ไม่ใช่ว่าพอได้ยินท่านพ่อท่านแม่ทะเลาะกัน ก็ตกใจกลัวจนหนีออกจากบ้านไปแล้วนะขอรับ"

เสิ่นซีเอ่ยพลางเดินเข้าไปในห้องข้าง ก็พบว่าหลินไต้กำลังนั่งกินถั่วคั่วอยู่ริมเตียงด้านใน ถั่วคั่วนี้ฮุ่ยเหนียงซื้อมาตอนที่ไปฟังนิทาน ราคาห่อละสี่เหวิน หลินไต้เห็นแล้วอยากกิน เสิ่นซีจึงยกส่วนของตนให้นางไป

"มาทำอะไรอยู่ที่นี่? ข้ายังเป็นห่วงอยู่เลยว่าเจ้าจะเดินหลงไปไหนเสียแล้ว" เสิ่นซีเอ่ยกับหลินไต้ด้วยน้ำเสียงเจือแววตำหนิ

"อ้อ..."

หลินไต้ขานรับคำหนึ่ง พลางหยุดเคี้ยวถั่ว ใบหน้าแดงระเรื่อเล็กน้อย ทว่าพอเสิ่นซีเพิ่งจะหันหลังเดินออกไป นางก็เริ่มเคี้ยวถั่วดังกรุบๆ ขึ้นมาอีก ทว่ากลับไม่กล้าเคี้ยวเสียงดังจนเกินไป ราวกับลูกหนูตัวน้อยแอบแทะขาโต๊ะในยามดึกสงัดก็ไม่ปาน

เสิ่นซีกลับออกมาที่ลานเรือน ก็เห็นบนใบหน้าฮุ่ยเหนียงเปี่ยมไปด้วยแววโล่งใจ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเขาจึงขยับเข้าไปใกล้ประตูห้องโถงหลัก มองลอดช่องประตูเข้าไปด้านใน ดูเหมือนโจวซื่อจะให้อภัยเสิ่นหมิงจวินแล้ว เวลานี้นางกำลังนั่งตักสามี บนใบหน้ายังคงหลงเหลือคราบน้ำตาให้เห็นจางๆ

"...เงินทองต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี อย่าได้ทำตกหล่นลืมหน้าลืมหลัง วันข้างหน้าครอบครัวนี้ ตัวข้า และเสี่ยวหลาง ล้วนต้องพึ่งพาท่านแล้ว..."

น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนผิดปกติ ถ้อยคำอันแสนละมุนละไมนั้นทำเอาเสิ่นซีฟังแล้วถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งตัว ท้ายที่สุดโจวซื่อก็เป็นพวกปากร้ายใจดี เมื่อครู่ยังสาดคำด่าทอใส่เสิ่นหมิงจวินเสียยกใหญ่ แต่ตอนท้ายกลับกลายร่างเป็นสตรีตัวน้อยๆ ที่อ่อนหวานไปเสียได้

ในมุมมองของเสิ่นซี ท่านแม่ในเวลานี้นับว่ามีความสุขยิ่งนัก เมื่อได้รู้ว่าท่านพ่อตรากตรำทำงานวิ่งเต้นอยู่ข้างนอกก็เพื่อครอบครัว ความยากลำบากที่เคยเผชิญมาในอดีตล้วนคุ้มค่าแล้ว

"สตรีนั้นช่างลืมง่ายนัก มักจดจำได้เพียงความดีของผู้อื่น ส่วนใครเคยปฏิบัติต่อนางเช่นไร เพียงพริบตาเดียวก็โยนทิ้งไว้เบื้องหลังเสียสิ้น..."

ฮุ่ยเหนียงยกมือขึ้นป้องปากหัวเราะเบาๆ พลางใช้นิ้วจิ้มหน้าผากเสิ่นซีเบาๆ "เจ้าเด็กแก่แดด รู้เรื่องรู้ราวไม่เบาเลยนะ เอาล่ะ ในเมื่อท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าไม่เป็นไรแล้ว น้าก็จะได้กลับไปนอนให้สบายใจเสียที ส่วนบทนิทานนั่น... วันหน้าก็อย่าลืมเอามาให้น้าด้วยเล่า แล้วน้าจะซื้อของกินเล่นมาให้เจ้าเป็นการตอบแทน"

เสิ่นซีอยากจะสวนกลับไปเหลือเกินว่า 'ท่านคิดจะใช้แค่ของกินเล่นมาซื้อใจข้ากระนั้นหรือ?' แต่ดูเหมือนว่าฮุ่ยเหนียงจะเห็นเขาเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งจริงๆ ลู่ซีเอ๋อร์กับหลินไต้ เด็กหญิงน้อยทั้งสองคนนี้แม้มองผิวเผินจะดูรู้ความ แต่พอมีของกินเล่นตกถึงท้องก็ลืมเรื่องอื่นไปเสียสนิท นางจึงทึกทักเอาตามธรรมชาติว่าตัวเขาเองก็คงจะเป็นเช่นเดียวกัน

สภาพจิตใจที่แตกต่างกัน สิ่งที่มุ่งมาดปรารถนาย่อมแตกต่างกันไปด้วย สำหรับเสิ่นซีแล้ว ฮุ่ยเหนียงก็เปรียบเสมือนยอดเขาสูงตระหง่านที่ไม่มีวันปีนป่ายขึ้นไปถึง ในเมื่อไม่อาจปีนป่าย ก็ไม่มีความจำเป็นอันใดต้องสูญเสียเรี่ยวแรงไปเปล่าๆ ทว่าในใจลึกๆ เขากลับยังรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจอยู่บ้าง

เมื่อมองส่งฮุ่ยเหนียงกลับไปแล้ว เสิ่นซีก็เก็บงำความรู้สึก นำบานประตูเรือนมาปิดลงดาลให้แน่นหนา จากนั้นจึงเรียกหลินไต้ให้ออกมา ใช้น้ำอุ่นในกระทะเหล็กบนเตาไฟล้างหน้าล้างเท้าให้สะอาดสะอ้าน สองคนกลับเข้าห้องขึ้นเตียงเตรียมตัวเข้านอน จังหวะนั้นเองประตูฝั่งเรือนหลักก็เปิดออก โจวซื่อเดินออกมาบ้วนปากล้างหน้า พลางร้องเร่งให้เด็กทั้งสองรีบเข้านอน

"ตอนกลางคืนอย่ามัวแต่เล่นซน ปิดหน้าต่างประตูให้ดีเล่า"

ตอนที่โจวซื่อเดินเข้ามาดูเสิ่นซีและหลินไต้ในห้อง บนใบหน้าของนางไม่หลงเหลือร่องรอยของการผ่านการร้องไห้มาเลยแม้แต่น้อย ในฐานะนายหญิงของบ้าน โจวซื่อรู้ดีว่าจะต้องวางตัวรักษากิริยาต่อหน้าผู้เยาว์อย่างไร

คล้อยหลังโจวซื่อเดินจากไป หลินไต้ก็แลบลิ้นน้อยๆ ลอบมองเสิ่นซีแวบหนึ่ง ก่อนจะล้วงเอาถั่วจากใต้หมอนออกมากินเสียงดังกุกกักอีกครั้ง

"เลิกกินได้แล้ว กินมากไปเดี๋ยวก็ต้องหิวน้ำพานให้ลุกขึ้นมากลางดึกบ่อยๆ หากเจ้าฉี่รดที่นอนขึ้นมา ท่านแม่ต้องคิดว่าเป็นฝีมือข้าแน่ๆ" เสิ่นซีเอ่ยบ่นด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ

"เจ้า... เจ้าพูดอะไรของเจ้า! ข้าไม่คุยกับเจ้าแล้ว!" หลินไต้ถูกจี้ใจดำเรื่องน่าอาย ก็พลันโกรธจนหน้าดำหน้าแดงเพราะความอับอาย นางสะบัดหน้าหนีไม่สนใจเสิ่นซีอีก

เสิ่นซีนอนเอนกายอยู่บนเตียง สิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวหาใช่เรื่องความขัดแย้งระหว่างท่านพ่อกับท่านแม่ไม่ ทว่ากลับเป็นภาพของสตรีผู้ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางลานเรือนในยามดึกสงัด เพื่อรอคอยเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยเรื่องราวในครอบครัวผู้อื่น แต่ท้ายที่สุดแล้วสตรีผู้อับจนหนทางนางนั้น กลับเหลือเพียงความระทมทุกข์และความโศกเศร้าอัดอั้นอยู่เต็มอกเพียงลำพัง

ผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดหลินไต้ก็จัดการกินถั่วจนหมดเกลี้ยง นางหันหน้ากลับมา พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า "ขอบใจเจ้านะ"

"เจ้าว่าอะไรนะ? ข้าไม่ได้ยินเลย" เสิ่นซีหันหน้าไปมองหลินไต้

"ข้าบอกว่าเจ้านี่มันน่ารังเกียจนัก ทั้งที่รู้ว่ากินเข้าไปเยอะๆ แล้วจะหิวน้ำตกดึกจะต้องลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำ เจ้าก็ยังจะเอาส่วนของเจ้ามาให้ข้ากินอีก ฮึ... เจ้าน่ะไม่ได้หวังดีหรอก"

หลินไต้เบะปากทำหน้ามุ่ยคล้ายกำลังตำหนิ ทว่าแท้จริงแล้วเด็กหญิงเพียงกำลังแสร้งเล่นลวดลายปั้นปึ่งไปอย่างนั้นเอง การอยู่ร่วมกับเสิ่นซีมานานทำให้นางซึมซับนิสัยของเขามาด้วย เด็กหญิงน้อยที่เริ่มร้ายลึกผู้นี้ จึงมีไหวพริบความเฉลียวฉลาดและความร่าเริงเบิกบานเพิ่มขึ้นมาอีกหลายส่วน

(เชิงอรรถผู้แปล: ร้ายลึก (腹黑) สำนวนหมายถึง ภายนอกดูใสซื่อ แต่ภายในเจ้าเล่ห์)

เสิ่นซีเอ่ยอย่างอ่อนใจว่า "กินเยอะขนาดนี้เดี๋ยวก็จุกตายหรอก"

หลินไต้ปีนลงจากเตียงไปยกชามชาขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมด พอกลับมานั่งแหมะอยู่ริมเตียง ก็จัดการแกะผมที่มัดไว้ออกแล้วสางให้เรียบร้อย ก่อนจะเอื้อมมือไปเขย่าไหล่เสิ่นซี พลางร้องเรียก "นี่ นิทานเรื่องนั้นตอนจบเป็นอย่างไรหรือ? ข้าอยากฟังเรื่องที่ท่านปู่งักต่อต้านทัพจินน่ะ"

หากฮุ่ยเหนียงอยากฟัง เสิ่นซียินดีที่จะเล่าให้ฟังอย่างยิ่ง เพราะนั่นถือเป็นที่พึ่งพิงทางจิตใจของฮุ่ยเหนียง ทว่าพอเป็นหลินไต้ที่อยากฟัง เขากลับไม่ค่อยอยากจะเล่าสักเท่าใดนัก เพราะต่อให้เล่าไปยัยเด็กกะโปโลนี่ก็ใช่ว่าจะฟังรู้เรื่อง ประเดี๋ยวก็ต้องซักไซ้ไล่เลียงถามนู่นถามนี่จนพานไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันพอดี

วิธีหลีกเลี่ยงที่ดีที่สุดก็คือการแกล้งหลับ เสิ่นซีหลับตาลงพร้อมกับแสร้งกรนออกมาเบาๆ หลินไต้สะบัดผมด้วยความขัดใจ ก่อนจะล้มตัวลงนอนหลับไปเช่นกัน

คนสองคนบนตั่งนอนตัวเดียวกัน ราวกับเป็นสามีภรรยาที่ทะเลาะเบาะแว้ง ทว่าก็ยังอยู่เคียงข้างกัน

จบบทที่ ตอนที่ 85 ความในใจดั่งบทกวี

คัดลอกลิงก์แล้ว