เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 84 กระดาษย่อมไม่อาจห่อไฟ

ตอนที่ 84 กระดาษย่อมไม่อาจห่อไฟ

ตอนที่ 84 กระดาษย่อมไม่อาจห่อไฟ


ในที่สุดหานอู่เหยียก็เริ่มเล่านิทาน เขามิได้เล่าเรื่องถงหลินจ้วน หากแต่เลือกเล่าเรื่องซัวงักฉวนจ้วน ทั้งนี้ก็เพื่อเอาใจรสนิยมของคนหมู่มาก เนื่องจากวีรกรรมของงักฮุยนั้นเป็นที่รู้จักกันดีทุกครัวเรือน ไม่ว่าจะเริ่มเล่าจากท่อนไหน ผู้ฟังก็สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวตามได้ทัน ทว่าหากเล่าเรื่องถงหลินจ้วน ผู้ที่ไม่รู้เนื้อหาตอนต้นย่อมไม่มีทางเชื่อมโยงเรื่องราวได้ติด ฟังไปก็มีแต่จะงุนงงสับสน ไม่รู้ว่ากำลังเล่าเรื่องอันใดอยู่

นิทานของหานอู่เหยียมิได้เริ่มเล่าตั้งแต่ต้นเรื่อง แต่เริ่มเล่าตั้งแต่ตอนที่งักฮุยยกทัพปราบกบฏจงเซียงและหยางเยา ในขณะที่จินอู้จู๋ยกทัพบุกประชิดเมืองจูเซียนเจิ้น ซึ่งนี่ก็นับเป็นเนื้อหาช่วงค่อนไปทางท้ายของเรื่องราวทั้งหมดแล้ว

ชาวบ้านด้านนอกต่างตั้งอกตั้งใจฟังกันอย่างขะมักเขม้น เป็นเพราะได้ยินไม่ค่อยชัดเจนนัก ทุกคนจึงพากันตะแคงหูเงี่ยฟังอย่างละเอียดเพื่อแยกแยะว่าเรื่องที่เล่านั้นคืออันใดกันแน่ ตลอดทั้งสายถนนจึงเงียบสงัดไร้สุ้มเสียง นับเป็นภาพเหตุการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก

หลายต่อหลายครั้งที่เสิ่นซีผุดลุกขึ้นโดยอ้างว่าจะไปปลดทุกข์เบาเพื่อเตรียมชิ่งหนี หวังจะลอบเข้าประตูด้านหลังของเพิงน้ำชาไปส่งข่าวให้รู้ตัว ทว่ากลับถูกโจวซื่อกดไหล่ให้นั่งลงและสั่งห้ามมิให้ขยับเขยื้อนไปไหน เป็นเพราะเห็นว่าผู้คนรอบด้านพลุกพล่านจนเกินไป โจวซื่อจึงเกรงว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ท้ายที่สุดนางถึงขั้นเอ่ยปากข่มขู่เสียงเข้มว่าหากทนไม่ไหวจริงๆ ก็ปล่อยให้ราดรดกางเกงไปเสียตรงนั้นเลย เสิ่นซีจึงทำได้เพียงยอมแพ้ไปอย่างจนปัญญา

บทนิทานเรื่องนี้เดิมทีก็เป็นฝีมือการประพันธ์ของเสิ่นซีอยู่แล้ว จิตใจของเขาจึงมิได้จดจ่ออยู่กับเรื่องราวที่เล่าเลยแม้แต่น้อย ในเมื่อไม่มีหนทางให้ไปส่งข่าว เขาจึงต้องงัดสารพัดวิธีมาดึงดูดความสนใจของโจวซื่อ เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้นางทันสังเกตเห็นเงาร่างของเสิ่นหมิงจวิน

หานอู่เหยียเล่านิทานไปทั้งสิ้นสี่ตอน ตั้งแต่ตอน "แม่ทัพงักพิชิตค่ายกลเบญจทิศ หยางไจ้ซิงหลงกลข้ามแม่น้ำเสี่ยวซาง" ไปจนถึงตอน "หวังจั่วเล่าความหลังถวายแผนที่ เฉาหนิงรู้แจ้งชั่วดีสังหารบิดา" เรียกได้ว่าทุกตอนล้วนตื่นเต้นเร้าใจหาใดเปรียบ เมื่อฟังถึงตอนที่น่ายินดี ผู้ฟังล้วนตบมือร้องตะโกนด้วยความสะใจจนเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงฟ้าร้อง ทว่าเมื่อฟังถึงตอนที่ฉินฮุ่ยใช้อำนาจบาตรใหญ่จนทังฮวยต้องปลิดชีพตนเอง ทุกผู้คนต่างก็เคียดแค้นจนแทบจะขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

(เชิงอรรถผู้แปล: ฉินฮุ่ย (秦桧) ขุนนางกังฉินในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ ผู้ใส่ร้ายและวางแผนประหารงักฮุย - ทังฮวย (汤怀) เป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญและขุนพลคู่ใจของเยว่เฟย (งักฮุย))

ล่วงเข้าสู่ยามแรก นิทานทั้งสี่ตอนของหานอู่เหยียก็จบลง งานชุมนุมอันแสนคึกคักที่หาได้ยากยิ่งในตัวอำเภอหนิงฮว่าก็ถึงคราวเลิกราในที่สุด จนแล้วจนรอดโจวซื่อก็ยังไม่ทันสังเกตเห็นการมีอยู่ของเสิ่นหมิงจวิน ขณะที่เสิ่นซีกำลังระบายลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เขาก็รีบเร่งเร้าให้โจวซื่อเดินทางกลับบ้าน

(เชิงอรรถผู้แปล: ยามแรก (上更 / 甲夜) ยามแรกของคืน อยู่ในช่วงเวลาประมาณ 19.00 - 21.00 น.)

ทว่าในจังหวะนั้นเอง สตรีเพื่อนบ้านนางหนึ่งก็เดินปรี่เข้ามา พลางแย้มยิ้มกล่าวประจบประแจงโจวซื่อว่า "สะใภ้ตระกูลเสิ่นช่างเก่งกาจเสียจริง ไม่เพียงแต่จะดูแลร้านขายยาได้อย่างยอดเยี่ยม กระทั่งสามีของเจ้าก็มีความสามารถถึงเพียงนี้ ดูท่าแล้วคงมีวาสนาเกิดมาเพื่อเป็นเศรษฐีมั่งมีศรีสุขโดยแท้"

โจวซื่อมีสีหน้างุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าอีกฝ่ายกำลังกล่าวถึงเรื่องอันใด

กลับเป็นฮุ่ยเหนียงที่ละเอียดรอบคอบกว่า นางจึงเอ่ยปากไต่ถามไปสองสามประโยค สตรีผู้นั้นพลันเบิกตากว้างเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจว่า "สะใภ้ตระกูลเสิ่น นี่เจ้าไม่รู้หรอกหรือ? สามีของเจ้าก็คือหลงจู๊ของเพิงน้ำชาแห่งนี้อย่างไรเล่า"

วาจาเพียงประโยคเดียว ก็แทงทะลุกระดาษกรุหน้าต่างจนขาดวิ่นเสียแล้ว

เสิ่นซีอยากจะเอาหัวโขกกำแพงให้ตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด อุตส่าห์พยายามปกปิดความลับมิให้ท่านแม่ล่วงรู้มาได้ตลอดทั้งคืน ท้ายที่สุดกลับต้องมาพังทลายลงเพราะสตรีที่ไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางอันใดผู้นี้เสียได้

ฮุ่ยเหนียงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "จะเป็นไปได้อย่างไรกัน? พี่สาวอย่าเพิ่งร้อนใจไปเลยเจ้าค่ะ บางทีคนอื่นอาจจะแค่ตาฝาดมองผิดไป... ทว่า เมื่อครู่นี้ข้าเองก็รู้สึกว่าหลงจู๊ด้านในมีหน้าตาคล้ายคลึงกับพี่เขยอยู่เหมือนกัน..."

คำพูดนี้หากไม่เอ่ยออกมายังจะดีเสียกว่า พอเอ่ยออกไป โจวซื่อก็รีบร้อนแหวกว่ายฝูงชนพุ่งพรวดเข้าไปในประตูเพิงน้ำชาทันที พอเข้าไปถึงด้านใน ก็ประจวบเหมาะกับที่เสิ่นหมิงจวินกำลังเดินออกมาช่วยหานอู่เหยียยกโต๊ะพอดี จึงถูกโจวซื่อจับได้คาหนังคาเขา

"น้องหญิง..."

เสิ่นหมิงจวินเห็นว่าไม่เพียงแต่ภรรยาตนจะอยู่ที่นี่ กระทั่งบุตรชายและครอบครัวของฮุ่ยเหนียงก็ยังอยู่กันพร้อมหน้า เขาก็พอจะเดาออกแล้วว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น เป็นเพราะเขาตั้งใจปิดบังเรื่องนี้มาโดยตลอด พอถูกแฉความลับต่อหน้าธารกำนัล จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอับอายขายหน้าจนใบหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู ยืนอึกอักอ้ำอึ้งจนเอื้อนเอ่ยสิ่งใดไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ

"ท่าน... ท่านทำเรื่องงามหน้ายิ่งนัก!"

โจวซื่อยกแขนเสื้อขึ้นปิดหน้าสะอื้นไห้ ก่อนจะหมุนตัวเดินจ้ำอ้าวออกไปจากเพิงน้ำชา เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าบุตรชายและว่าที่ลูกสะใภ้ยังไม่ได้ตามมาด้วย จึงหันขวับกลับมาคว้าแขนเสิ่นซีและหลินไต้ลากจูงมุ่งหน้ากลับบ้านอย่างเร่งรีบ

เสิ่นซีถูกโจวซื่อกระชากลากถูไปเช่นนั้น เขาย่อมไม่มีเรี่ยวแรงพอจะดิ้นรนขัดขืนได้เลย ทำได้เพียงหันขวับกลับไปส่งสายตาให้ท่านพ่อครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อเป็นนัยให้เขารีบกลับบ้านไปง้อขอขมาภรรยาโดยด่วน

พอกลับมาถึงบ้าน โจวซื่อกระทั่งประตูเรือนก็ยังไม่ยอมปิด นางสะบัดมือปล่อยบุตรชายและว่าที่ลูกสะใภ้ ก่อนจะสะอื้นไห้วิ่งพรวดพราดเข้าไปในห้อง เสิ่นซีร้อนรุ่มใจดั่งไฟสุม เขายืนชะเง้อคอมองออกไปนอกประตูเรือน ประจวบเหมาะกับที่เงาร่างของเสิ่นหมิงจวินปรากฏขึ้นที่ปากตรอกพอดี เขาจึงรีบก้าวเท้ายาวๆ เข้าไปต้อนรับ "ท่านพ่อ รีบไปขอโทษท่านแม่เร็วเข้าขอรับ แต่ท่านห้ามหลุดปากเด็ดขาดนะขอรับว่าเรื่องนี้มีข้าเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย!"

กระทั่งผลักตัวเสิ่นหมิงจวินเข้าไปในประตูเรือนได้แล้ว เสิ่นซีก็ยังคงพร่ำกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่า... หากเสิ่นหมิงจวินหักหลังขายเขาขึ้นมาละก็ วันข้างหน้าเขาก็อย่าหวังเลยว่าจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขภายใต้สายตาของโจวซื่ออีก

เสิ่นหมิงจวินผลักบานประตูห้องโถงหลักก้าวเข้าไป ก่อนจะปิดประตูลงตามหลัง

เสิ่นซีแลบลิ้นปลิ้นตา ก่อนจะซอยเท้าวิ่งไปแอบฟังอยู่ริมกำแพง ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงด่าทอทะเลาะเบาะแว้งอย่างดุเดือดเล็ดลอดออกมาจากในห้อง ส่วนใหญ่เป็นเสียงโจวซื่อที่กำลังเปิดฉากสาดคำด่าทออย่างเกรี้ยวกราด ในขณะที่เสิ่นหมิงจวินเอาแต่ส่งเสียงอึกอักอู้อี้ คล้ายกับกำลังประสานมือคารวะร้องขอความเมตตาอยู่ก็ไม่ปาน

เสิ่นซียืนอยู่ใต้หน้าต่าง ฟังแล้วก็รู้สึกหวั่นใจอยู่บ้าง ขณะที่กำลังครุ่นคิดหาแผนรับมือ เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น เขาจึงรีบหันขวับไปมอง ก็เห็นฮุ่ยเหนียงค่อยๆ ย่องฝีเท้าแผ่วเบาเข้ามาจากประตูเรือน... นางคงพาลู่ซีเอ๋อร์กลับไปส่งที่บ้านแล้ว จึงรีบรุดมาดูลาดเลาที่ตรอกด้านหลัง ด้วยเกรงว่าสองสามีภรรยาท่านพ่อท่านแม่จะเกิดเรื่องอันใดขึ้น

พอเสิ่นซีเห็นฮุ่ยเหนียงและกำลังจะเอ่ยทักทาย นางกลับยกนิ้วชี้ข้างซ้ายขึ้นแตะริมฝีปากจิ้มลิ้มเป็นเชิงบอกให้ "เงียบเสียง" จากนั้นก็เดินไปแนบหูแอบฟังอยู่ด้านนอกประตูห้องโถงหลัก

เมื่อเสียงร้องไห้ด่าทอของโจวซื่อดังเล็ดลอดออกมาอย่างต่อเนื่อง ฮุ่ยเหนียงก็ทอดถอนใจแผ่วเบา ดูเหมือนนางจะรู้ดีว่า ต่อให้วันเวลาปกติจะสนิทสนมกับโจวซื่อมากเพียงใด ทว่าเรื่องภายในครอบครัวผู้อื่น นางก็ไม่สมควรเข้าไปสอดมือยุ่งเกี่ยวซี้ซั้ว ยิ่งไปกว่านั้นนางยังเป็นเพียงหญิงม่ายคนหนึ่ง

"เสี่ยวหลาง เหตุใดเจ้าถึงไม่เข้าไปเล่า? หากพ่อแม่ของเจ้าเห็นหน้าเจ้า บางทีอาจจะไม่ทะเลาะกันรุนแรงถึงเพียงนี้นะ" ฮุ่ยเหนียงเอ่ยกับเสิ่นซีด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

เสิ่นซีส่ายหน้ายิ้มขื่น "แท้จริงแล้วเรื่องที่ท่านพ่อออกมาเปิดเพิงน้ำชาเป็นความคิดของข้าเอง น้าซุนอย่าได้เอาเรื่องนี้ไปบอกท่านแม่เชียวนะขอรับ มิเช่นนั้นนางได้ตีข้าตายแน่"

ฮุ่ยเหนียงแย้มยิ้ม นัยน์ตาเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน "เสี่ยวหลางแสนรู้ปานนี้ แม่ของเจ้ารักและเอ็นดูจะตายไป พอข้าได้ฟังเรื่องที่นักเล่านิทานเล่า ก็สุดจะหักห้ามใจให้นึกถึงเรื่องความฝันในหอแดง ที่เจ้าเล่าให้ฟังเมื่อปลายปีกลายมิได้ ล้วนสนุกน่าฟังทั้งนั้น... เจ้าไปฟังนิทานที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้มาจากที่ใดหรือ?"

คำถามนี้เสิ่นซีไม่อาจตอบตามตรงได้ จึงทำได้เพียงเฉไฉไปว่า "ท่านอาจารย์เฒ่าเป็นคนเล่าให้ฟังขอรับ"

"เจ้าไม่อยากบอกก็ช่างเถิด... เฮ้อ หากข้ามีบุตรชายที่แสนดีเช่นเจ้าบ้างก็คงจะดีสิ"

ฮุ่ยเหนียงรำพึงด้วยความสะท้อนใจ ทว่าภายในใจกลับเต็มไปด้วยความขมขื่นเสียมากกว่า อย่างไรเสียนางก็ไม่ได้ให้กำเนิดบุตรชายไว้สืบสกุลตระกูลลู่ ในยุคสมัยนี้ การเกิดเป็นสตรีทำได้เพียงแต่งออกไปอยู่บ้านผู้อื่น ไม่มีทางจะแตกกิ่งก้านสาขาสืบสกุลให้ตระกูลลู่ได้เลย ฮุ่ยเหนียงอิจฉาโจวซื่อยิ่งนัก แม้โจวซื่อจะมีนิสัยดุดันไปบ้าง แต่นางก็มีทั้งสามีและบุตรชาย ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างมีความสุข หญิงม่ายเช่นนางจะเอาอันใดไปเทียบเทียมได้เล่า?

เสิ่นซีพอได้ฟังคำกล่าวนี้ ก็รีบใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบเรื่องอายุของตนทันที เขาจับมือฮุ่ยเหนียงมากุมไว้พลางเอ่ยปลอบโยนว่า "ท่านน้า ท่านก็ถือเสียว่าข้าเป็นบุตรชายของท่านก็ได้นี่ขอรับ วันข้างหน้าข้าจะกตัญญูต่อท่านเหมือนกับซีเอ๋อร์ จะกตัญญูให้เหมือนกับที่ปฏิบัติต่อท่านแม่ของข้าเลยขอรับ"

พอฮุ่ยเหนียงได้ฟัง สีหน้าก็ดีขึ้นมาก นางแย้มยิ้มบางๆ ทว่ากลับส่ายหน้า "รอจนเจ้าเติบใหญ่ น้าก็แก่ชราเสียแล้ว ทว่าน้ำใจในครั้งนี้น้าขอรับไว้ด้วยความยินดี เด็กดี อ้อ จริงสิ เจ้าลองเล่าให้ฟังหน่อยเถิด ท้ายที่สุดแล้วท่านปู่งักเป็นอย่างไรต่อไป? เมื่อครู่คนมากความย่อมมาก ข้าฟังไม่ค่อยถนัดเลย"

(เชิงอรรถผู้แปล: ท่านปู่งัก (岳爷爷) คำเรียกขานด้วยความเคารพยกย่องถึงขุนพลงักฮุย (岳飞))

เสิ่นซีเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "ท่านน้า ท่านไม่รู้เรื่องราวของท่านปู่งักหรอกหรือขอรับ?"

"ข้าเป็นเพียงอิสตรีที่อยู่แต่ในเรือน เมื่อก่อนเคยได้ยินแค่ว่าท่านปู่งักเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ เป็นจอมคนผู้กล้าหาญ แต่รายละเอียดลึกๆ เป็นอย่างไรนั้นไม่รู้หรอก เจ้ารีบเล่ามาเร็วเข้า มิเช่นนั้นพอน้ากลับไปแล้ว อาจจะมัวแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้จนนอนไม่หลับเอาได้"

เสิ่นซีนินทาในใจว่า 'ท่านนอนไม่หลับเพราะฟังนิทานไม่จบเสียที่ไหนกัน ที่ท่านนอนพลิกกระสับกระส่าย เป็นเพราะไม่มีผู้ใดคอยอยู่เคียงข้างเป็นเพื่อนต่างหากเล่า'

หากเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์ ต่อให้อายุอานามจะราวๆ ยี่สิบปี แต่เพราะไม่เคยลิ้มรสตัณหาบนเตียงนอน การใช้ชีวิตจึงยังคงอิสระเสรีไร้กังวล ทว่าฮุ่ยเหนียงกลับเป็นสตรีที่เคยผ่านโลกและรู้ซึ้งถึงรสสัมผัสฉันสามีภรรยามาแล้ว กระทั่งลูกก็ยังให้กำเนิดมาแล้ว อายุยังน้อยแต่วันเวลาผ่านไปโดยไร้สามีเคียงกาย ความรู้สึกอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวในยามดึกสงัดเช่นนั้นนับว่าเป็นสิ่งที่ทรมานใจคนที่สุด

"ท่านน้า ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากเล่านะขอรับ แต่ความจริงคือ... วันนี้นักเล่านิทานยังเล่าไม่ถึงจุดจบของท่านปู่งัก นั่นมันเป็นเรื่องราวในอีกเจ็ดตอนให้หลังต่างหาก ท่านปู่งักถูกจักรพรรดิซ่งเกาจงส่งป้ายทองอาญาสิทธิ์สิบสองป้ายรวดเรียกตัวกลับเมืองหลินอัน ถูกปรักปรำจนต้องโทษจำคุก และท้ายที่สุดก็ต้องจบชีวิตลงอย่างอนาถที่ศาลาเฟิงโป เรียกได้ว่าเป็นความอยุติธรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้ขอรับ"

(เชิงอรรถผู้แปล: 

จักรพรรดิซ่งเกาจง (宋高宗) ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ซ่งใต้ ผู้สั่งประหารงักฮุย

ป้ายทองอาญาสิทธิ์ (金牌 - จินผาย): เป็นป้ายอาญาสิทธิ์สีทองของฮ่องเต้ เป็นสัญลักษณ์ของ "พระราชโองการด่วนขั้นสูงสุด" หากขัดขืนมีโทษถึงประหารชีวิต

เมืองหลินอัน (临安) เมืองหลวงของราชวงศ์ซ่งใต้ในอดีต ปัจจุบันคือเมืองหางโจว

ศาลาเฟิงโป (风波亭) เป็นศาลาที่ตั้งอยู่ในคุกของศาลต้าหลี่ในเมืองหลินอัน สถานที่คุมขังและประหารชีวิตงักฮุยตามประวัติศาสตร์ (หางโจวในปัจจุบัน))

"ท่านน้า ท่านก็อย่าได้คิดมากไปเลยขอรับ เรื่องราวมันก็ผ่านพ้นมาเนิ่นนานแล้ว ท่านปู่งักได้รับการล้างมลทินไปตั้งนานแล้ว ผู้คนบนโลกมากมายต่างก็สร้างศาลเจ้าเพื่อกราบไหว้บูชาเขานะขอรับ"

ฮุ่ยเหนียงนึกถึงสิ่งใดขึ้นมาได้ ก็ทอดถอนใจแผ่วเบา "คนดีในโลกหล้า ย่อมไม่มีจุดจบที่ดีจริงๆ หรือ? เฮ้อ ช่างน่าสงสารเสียจริง"

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าในท้ายที่สุดแล้ว นางกำลังเวทนางักฮุย หรือเวทนาคนที่ทำดีแต่ไม่ได้ดีบนโลกใบนี้ หรือว่าแท้จริงแล้วกำลังรำพึงรำพันถึงชะตากรรมของตนเองกันแน่

เมื่อจ้องมองใบหน้างดงามผุดผ่องทว่ากลับหมองหม่นเศร้าสร้อยของฮุ่ยเหนียง เสิ่นซีได้แต่เจ็บใจที่ตนเองเป็นเพียงเด็กตัวกะเปี๊ยก มิเช่นนั้นหากอาศัยจังหวะนี้ดึงนางเข้ามากอดไว้ในอ้อมอก แล้วคอยปลอบประโลมนางให้ดีๆ จะดีสักเพียงใดหนอ?

จบบทที่ ตอนที่ 84 กระดาษย่อมไม่อาจห่อไฟ

คัดลอกลิงก์แล้ว