- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 83 กระดาษกรุหน้าต่างแผ่นบาง
ตอนที่ 83 กระดาษกรุหน้าต่างแผ่นบาง
ตอนที่ 83 กระดาษกรุหน้าต่างแผ่นบาง
โจวซื่อคิดจะไปฟังนิทาน เสิ่นซีจึงต้องงัดสารพัดวิธีมาขัดขวาง เวลานี้กิจการของเสิ่นหมิงจวินยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ยังไม่เข้าที่เข้าทาง หากโจวซื่อเข้าไปขัดขวางเข้าละก็ นั่นย่อมเท่ากับว่าความพยายามที่ผ่านมาทั้งหมดต้องสูญเปล่า
ทว่าเสิ่นซีก็หวนคิดขึ้นมาอีกว่า หากโจวซื่อรู้ว่าสามีมีฝีมือในการหาเงินอยู่ข้างนอก นางก็ควรจะดีใจ ไม่เห็นมีเหตุอันใดให้ต้องมาขัดขวาง หรือว่ามีก้อนเงินขาวๆ ส่งมาให้ถึงตรงหน้าแล้วยังจะปฏิเสธไม่ยอมรับไว้กระนั้นหรือ?
แต่ปัญหาคือกระดาษกรุหน้าต่างแผ่นบางนี้ยังมิได้ถูกเจาะให้ทะลุ การที่เสิ่นหมิงจวินแอบไปทำกิจการเสริมนั้น เดิมทีก็ปิดบังโจวซื่อเอาไว้ ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยานั้นให้ความสำคัญกับความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นที่สุด หากจู่ๆ ความลับมาแตกโพละซึ่งหน้า ก็จะไม่มีแม้แต่ช่องว่างให้ได้ประนีประนอมผ่อนปรนเลย
(เชิงอรรถผู้แปล: กระดาษกรุหน้าต่าง (窗户纸) ในที่นี้เป็นสำนวนเปรียบเปรยถึงความลับที่ถูกปกปิดไว้เพียงบางเบา หากถูกเจาะทะลุก็จะความแตกทันที)
เพื่อเห็นแก่ความปรองดองในครอบครัว เสิ่นซีจึงรู้สึกว่ายังไม่ควรให้ความแตกจะดีกว่า
"ท่านแม่ นิทานมีอันใดน่าฟังหรือขอรับ? จะสู้ความฝันในหอแดงที่ข้าเล่าได้หรือ? พวกเราอย่าไปเลยนะขอรับ มืดค่ำดึกดื่นลมกรรโชกแรงเช่นนี้ หากมีพวกโจรลักพาตัวโผล่มาจะไม่ดีเอาได้ อีกอย่างท่านพ่อก็ไม่ได้อยู่ด้วย ข้างกายพวกเราไม่มีบุรุษคอยคุ้มกันเลยจะไปได้อย่างไร..."
โจวซื่อมิได้ใส่ใจกับคำทัดทานนั้น "ก็แค่ไปฟังนิทาน อีกอย่างก็อยู่ในเมืองนี่เอง จะมีอันใดไม่ดีกัน... ตอนนี้พวกกบฏนอกเมืองก็ถูกปราบปรามราบคาบไปแล้ว เจ้าดูสิเมื่อสองวันก่อนต้าหลางกับลิ่วหลางก็เดินทางไปเรียนที่สถานศึกษาได้อย่างปลอดภัย พวกเราออกไปข้างนอกจะกลัวอันใดเล่า? อีกอย่างก็ใช่ว่าจะกลับเอาตอนดึกดื่นค่อนคืนเสียเมื่อไหร่ พอถึงยามแรกนิทานก็จบแล้ว อาศัยจังหวะที่คนพลุกพล่านตอนเลิกงานเดินกลับพร้อมกัน จะมีปัญหาอันใดได้?"
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามแรก (头更) ในที่นี้เทียบเท่ากับยามเจี่ย (甲夜) อยู่ในช่วงเวลาประมาณ 19.00 - 21.00 น.)
"ท่านแม่ จู่ๆ ข้าก็ปวดท้องขึ้นมานิดหน่อยขอรับ หากจะไป รอพรุ่งนี้ค่อยไปเถิดนะขอรับ"
เสิ่นซีเห็นว่าอ้างเหตุผลไปก็ป่วยการ จึงจำต้องงัดเล่ห์เหลี่ยมขึ้นมาใช้ เขาคาดการณ์ว่าหากตนเองอ้างว่าไม่สบาย โจวซื่อไม่มีทางเพิกเฉยเป็นแน่ ใครจะรู้ว่าโจวซื่อดูเหมือนจะตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะไปฟังนิทานให้จงได้ นางขมวดคิ้วพลางกล่าว "ปวดท้องงั้นเจ้าก็รออยู่บ้าน ห้ามออกไปเถลไถลที่ไหนตอนค่ำมืดเด็ดขาด แม่กับไต้เอ๋อร์จะไปกับน้าซุนของเจ้าเอง"
เสิ่นซีหมดหนทางเยียวยาอย่างแท้จริง หลังจากกลับมาถึงบ้าน เขาคิดจะหาโอกาสแอบลอบออกไปส่งข่าวให้เสิ่นหมิงจวินรู้ตัว แต่โจวซื่อกลับสั่งให้เขาไปก่อไฟเติมฟืนในครัวเสียอย่างนั้น เสิ่นซีกว่าจะหาจังหวะแวบออกมาได้ก็ยากเย็นแสนเข็ญ พอโผล่หน้าออกมาก็ชนเข้ากับฮุ่ยเหนียงที่กำลังจูงมือลู่ซีเอ๋อร์เดินเข้ามาในลานเรือนพอดี เป็นเพราะนางรู้ว่าเสิ่นหมิงจวินไม่อยู่บ้าน จึงตั้งใจแวะมาเยี่ยมเยียนพูดคุย
(เชิงอรรถผู้แปล: หมดหนทางเยียวยา (没辙 / 束手无策) สำนวนหมายถึง หมดวิธีแก้ไข ไร้หนทางจัดการ มืดแปดด้าน)
"น้าซุน ท่านแม่บอกว่าจะไปฟังนิทานขอรับ แต่ตอนนี้อากาศยังไม่ทันจะอบอุ่นดีนัก ออกไปฟังนิทานอาจทำให้ซีเอ๋อร์ต้องลมเย็นจนล้มป่วยเอาได้นะขอรับ" เสิ่นซีในเมื่อโน้มน้าวท่านแม่ไม่ได้ จึงทำได้เพียงหันมาจัดการทางฝั่งฮุ่ยเหนียงแทน
ฮุ่ยเหนียงแย้มยิ้มปลอบโยน "ไม่เป็นไรหรอก น้าจงใจสวมเสื้อผ้าเพิ่มให้ซีเอ๋อร์แล้ว ตอนเจ้าออกไปก็สวมเพิ่มอีกสักสองตัวสิ เจ้าไม่รู้อะไร ช่วงหลายวันมานี้น้าได้ยินแต่คนที่มาซื้อยาพูดถึงเรื่องการฟังนิทานที่เพิงน้ำชากันหนาหูไปหมด ยากนักที่ตอนนี้เขาจะเปิดกิจการรอบค่ำด้วย หากพวกเราไม่ไปเปิดหูเปิดตาเสียหน่อยก็คงน่าเสียดายแย่ อุดอู้อยู่แต่ในบ้านตลอดก็ใช่ว่าจะดี เจ้าว่าจริงหรือไม่เล่า?"
ใบหน้าของฮุ่ยเหนียงประดับไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ดูท่าแล้วนางคงตั้งตารอคอยที่จะได้ไปฟังนิทานอยู่ไม่น้อย ช่วงเทศกาลปีใหม่ ฮุ่ยเหนียงเคยเอ่ยถึงเรื่องที่ว่า เมื่อปีกลายตอนที่นิทานเรื่องขุนศึกตระกูลหยางเป็นที่เล่าลือกันอย่างอื้ออึงไปทั่วทั้งเมือง นางกลับไม่มีโอกาสได้ไปฟัง มาบัดนี้พอมีโอกาสจะได้ไปประจักษ์แก่สายตาตนเอง นางย่อมไม่มีทางยอมปล่อยให้หลุดมือไปเป็นแน่ ด้วยเหตุนี้ เสิ่นซีจึงจำต้องล้มเลิกความคิดที่จะโน้มน้าวนางไปโดยปริยาย
ในที่สุดเมื่อรับประทานอาหารเย็นเสร็จสิ้น คนของทั้งสองครอบครัวรวมถึงสาวใช้ทั้งสาม ก็ได้เคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเพิงน้ำชาในตัวเมือง ระหว่างทางมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่กำลังเร่งฝีเท้าไปเพิงน้ำชาเช่นกัน บรรยากาศดูคึกคักราวกับมีเทศกาลชมงิ้วในเมืองก็ไม่ปาน
แต่เสิ่นซีตระหนักดีว่าการฟังนิทานกับการชมงิ้วนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน ต่อให้นักเล่านิทานจะเปล่งเสียงดังลั่นเพียงใด รัศมีที่พอจะรับฟังได้ยินก็มีเพียงพื้นที่โดยรอบบริเวณใกล้นักเล่านิทานเท่านั้น ทว่าการไปชมงิ้วนั้น ในหลายๆ ครั้งผู้คนก็มิได้ตั้งใจไปฟังว่าตัวงิ้วร้องขับขานว่ากระไร หากแต่ไปดูท่วงท่าลีลาร่ายรำบนเวที ตลอดจนการแต่งหน้าแต่งกายของตัวละคร เซิง ม่อ จิ้ง ต้าน โฉ่ว ต่อให้อยู่ห่างไกลออกไปสักหน่อย ขอเพียงมองเห็นเรื่องราวคร่าวๆ ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว
(เชิงอรรถผู้แปล: เซิง ม่อ จิ้ง ต้าน โฉ่ว (生末净旦丑) การจัดแบ่งประเภทตัวละครในการแสดงงิ้วโบราณของจีน เช่น เซิง (ตัวเอกชาย), ม่อ (ตัวประกอบชายอาวุโส), จิ้ง (ตัวหน้าลาย/ชายชาตรี), ต้าน (ตัวเอกหญิง), โฉ่ว (ตัวตลก))
ในบรรดาผู้ร่วมขบวนทั้งหมด หนิงเอ๋อร์ผู้มีรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรงรับหน้าที่ถือโคมไฟเดินนำหน้า ทว่าในยามนี้ท้องฟ้ายังไม่ถึงกับมืดมิดนัก โคมไฟจึงยังไม่ถูกจุดให้สว่าง แต่ตอนขากลับย่อมต้องได้ใช้อย่างแน่นอน
โจวซื่อมือหนึ่งจูงเสิ่นซี อีกมือหนึ่งจูงหลินไต้ ด้วยเกรงว่าเด็กน้อยทั้งสองจะพลัดหลงระหว่างทาง ส่วนลู่ซีเอ๋อร์นั้นกลับได้ขี่หลังซิ่วเอ๋อร์ นางกำลังเบิกบานใจยิ่งนัก ร้องเพลงพื้นบ้านที่ฮุ่ยเหนียงเคยสอนให้ฟังไปตลอดทาง น้ำเสียงไพเราะน่าฟังเป็นอย่างยิ่ง เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ นานทีปีหนจะมีโอกาสได้ออกมาเที่ยวเล่นพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว ต่อให้ตอนนี้ท้องฟ้าจะมืดครึ้มลงแล้ว แต่ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็ยังคงมีความสุขสำราญใจ
ภายในใจเสิ่นซีทำได้เพียงสวดภาวนาให้ท่านพ่อมัวแต่หมกตัวอยู่แต่ในร้านไม่ออกมาเพ่นพ่านด้านนอก เช่นนี้เขาจะได้พอมีเวลาแวบเข้าไปแจ้งข่าว อย่างไรเสีย โจวซื่อก็ไม่รู้จักหานอู่เหยียรวมถึงบรรดาลูกจ้างในเพิงน้ำชาอยู่แล้ว ขอเพียงเสิ่นหมิงจวินไม่โผล่หน้ามา ความลับนี้ก็ยังคงไม่แตก
ในที่สุดก็มาถึงจุดหมายปลายทาง ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือฝูงชนมืดฟ้ามัวดินเบียดเสียดกันแน่นขนัด
เสิ่นซีไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าการเล่านิทานที่เพิงน้ำชาจะสร้างความฮือฮาได้ปานนี้ คงเป็นเพราะคนในเมืองพอกินข้าวเย็นเสร็จก็ไม่มีสิ่งใดให้ทำ พอได้ยินว่ามีการเล่านิทาน จึงพากันกระเตงลูกจูงหลานออกมากันหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็กล้วนหิ้วม้านั่งตัวเล็กๆ ติดมือมาด้วย ทำเช่นนี้ต่อให้นั่งฟังอยู่ไกลออกไปสักหน่อยก็ไม่ต้องเสียเงินตรา ดังนั้นผู้คนกว่าครึ่งค่อนเมืองจึงพากันมานั่งเนียนฟังนิทานกันแบบไม่ต้องควักเงิน
ยิ่งคนเยอะ เสิ่นซีก็ยิ่งเบาใจ นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าภายในเพิงน้ำชาย่อมเบียดเสียดกันจนหัวปั่น ขอเพียงท่านพ่อมัวแต่ง่วนอยู่กับงาน ก็ย่อมไม่มีโอกาสได้ออกไปด้านนอก เช่นนี้ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับโจวซื่อได้
บนถนนริมฝั่งแม่น้ำซีซี เมื่อทอดสายตามองเห็นภาพคลื่นมหาชนตรงหน้า โจวซื่อก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง "ที่นี่คนเยอะจริงๆ รู้อย่างนี้พวกเราน่าจะหยิบม้านั่งมาด้วยสักสองสามตัว ตอนนี้ก็ลองดูว่าพอจะเบียดเข้าไปได้หรือไม่ หากในเพิงน้ำชามีที่นั่งก็คงดีที่สุด พวกเราก็ไม่อยากจะฟังนิทานเปล่าๆ หรอกนะ ถึงเวลาต้องจ่ายก็ต้องจ่าย"
เสิ่นซีรีบเอ่ยแย้งว่า "ท่านแม่ เข้าไปใกล้แล้วจะมีอันใดดีเล่าขอรับ? ซ้ำยังต้องเสียเงินอีก... ท่านดูสิ อยู่ข้างนอกนี่ก็ฟังได้ตามสบายแล้ว"
"เสี่ยวหลาง เจ้าไม่ต้องมาช่วยน้าซุนประหยัดเงินหรอก"
ฮุ่ยเหนียงฟังแล้วก็อดอมยิ้มมิได้ "ครั้งนี้ตกลงกันไว้แล้วว่าน้าจะเป็นคนเลี้ยงท่านแม่ของเจ้ามาฟังนิทานด้วยกัน หากพวกเราไม่ยอมเสียเงินเลยสักแดงเดียว แล้วนักเล่านิทานเขาจะเอาเงินที่ไหนไปประทังชีวิตเล่า พี่สาวว่าจริงหรือไม่เจ้าคะ?"
โจวซื่อพยักหน้าเห็นด้วย "ไอ้เด็กเหม็นนี่ก็เอาแต่ชอบเถียงข้างๆ คูๆ หรือว่าพวกเราจะยากจนข้นแค้นจนจ่ายค่าชาแค่ไม่กี่จอกไม่ได้เชียวหรือ? พวกเราไปอุดหนุน ดื่มชาของเขาเพิ่มสักสองสามจอก คงไม่ทำให้น้าซุนของเจ้าต้องหมดเนื้อหมดตัวหรอกกระมัง?"
คนทั้งครอบครัวเดินพูดคุยหัวเราะร่วนกันมาจนถึงบริเวณหน้าร้านของเพิงน้ำชา ทว่าหากคิดจะขยับก้าวเดินไปข้างหน้าอีกสักก้าวก็กลับกลายเป็นเรื่องยากลำบากยิ่งนัก
เวลานี้ซ่งเสี่ยวเฉิงกับลูกจ้างที่เพิ่งมาใหม่สองคนกำลังจัดวางม้านั่งยาวอยู่ด้านนอก นี่คือสิ่งที่ทางเพิงน้ำชาจงใจตระเตรียมไว้สำหรับเปิดกิจการรอบค่ำโดยเฉพาะ การนั่งบนม้านั่งยาวเพื่อฟังนิทาน ต่อให้ไม่มีน้ำชาคอยบริการก็ยังต้องเก็บเงินถึงสี่เหวิน แต่หากเข้าไปฟังด้านใน ราคาค่าที่นั่งก็จะต้องเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
เมื่อฮุ่ยเหนียงเห็นสภาพภายในเพิงน้ำชาที่ผู้คนนั่งเบียดเสียดกันจนแน่นขนัด ก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ "น่าเสียดายที่พวกเรามาสายไปสักหน่อย มิเช่นนั้นหากได้เข้าไปนั่งด้านใน คงจะได้ยินชัดเจนกว่านี้"
ระหว่างที่สนทนากันอยู่นั้น ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อก็ร้องเรียกคนในครอบครัวให้มานั่งลงบนม้านั่งยาว ผู้ใหญ่อุ้มเด็กๆ ไว้ในอ้อมแขน ส่วนสาวใช้ทั้งสามก็ให้นั่งขนาบซ้ายขวาเพื่อคอยระแวดระวังมิให้มีผู้ใดมาฉวยโอกาสลวนลามได้
เสิ่นซีนั่งอยู่ข้างหลินไต้ เขาเงยหน้ามองลึกเข้าไปภายในเพิงน้ำชา แสงไฟค่อนข้างสลัวเลือนราง แต่ก็ยังพอมองเห็นเงาของเสิ่นหมิงจวินและหานอู่เหยียกำลังวุ่นวายอยู่กับการยกโต๊ะย้ายเก้าอี้ ยามนี้เขาจึงทำได้เพียงสวดภาวนาในใจ ขออย่าให้โจวซื่อทันสังเกตเห็นเลย
ครอบครัวใหญ่เพิ่งจะนั่งลงได้ไม่ทันไร ตลอดทั้งสายถนนก็ถูกฝูงชนที่ทยอยกันเดินทางมาแห่แหนเบียดเสียดจนอัดแน่นไปหมด
ตัวอำเภอหนิงฮว่านั้นตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ประชากรในเมืองมีเพียงสองถึงสามหมื่นคนเท่านั้น วันเวลาปกติมักจะไม่ค่อยมีกิจกรรมความบันเทิงเริงใจสักเท่าใดนัก การที่ผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันเพื่อร่วมสนุกคึกคักเช่นนี้นับเป็นเรื่องที่หาดูได้ยากยิ่ง นี่จึงนับเป็นครั้งที่สองหลังจากเทศกาลซ่างหยวนที่เสิ่นซีได้เห็นผู้คนในเมืองมารวมตัวกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่งถึงเพียงนี้
หลังจากเดินเก็บเงินตามที่นั่งจนครบถ้วน การเล่านิทานรอบค่ำก็เปิดฉากขึ้นในที่สุด บรรยากาศภายนอกเพิงน้ำชาพลันเงียบสงบลงตามไปด้วย
เพื่อที่จะให้ผู้คนจำนวนมากสามารถรับฟังเนื้อหานิทานได้อย่างทั่วถึง หานอู่เหยียจึงหยิบเอากระบอกขยายเสียงแบบง่ายๆ ที่เสิ่นซีจัดเตรียมไว้ให้ล่วงหน้าออกมาใช้ ด้วยเหตุนี้ ยามที่เขาเล่านิทานจึงเพียงแค่มุ่งเน้นไปที่การถ่ายทอดเรื่องราวให้ดี กระทั่งสีหน้าท่าทางหรือลีลาประกอบการเล่าของนักเล่านิทานทั่วไปก็ล้วนถูกละเว้นไปจนหมดสิ้น
"เอ๊ะ?"
ในจังหวะที่หานอู่เหยียกำลังกล่าวทักทายกับฝูงชนอยู่นั้น ฮุ่ยเหนียงก็ทอดสายตามองไปเห็นเสิ่นหมิงจวินเดินผ่านไปมาอยู่ภายในร้าน นางจึงเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจว่า "หลงจู๊ที่อยู่ด้านในผู้นั้น ดูหน้าตาคลับคล้ายคลับคลาสามีของพี่สาวเลยนะเจ้าคะ"
โจวซื่อพอได้ฟังก็ผุดลุกขึ้นยืน ชะโงกหน้ามองฝ่าเข้าไปด้านใน ทว่าระยะทางนั้นห่างไกลเกินไป ผนวกกับแสงไฟที่สลัวเลือนราง นางจึงมองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก เมื่อผู้คนด้านหลังเริ่มส่งเสียงโห่ร้องเร่งเร้าให้นั่งลง นางจึงต้องรีบทิ้งตัวลงนั่งส่ายหน้าไปมา แล้วหันไปแย้มยิ้มกล่าวกับฮุ่ยเหนียงว่า "เขาจะไปมีปัญญาทำเช่นนั้นได้อย่างไรกัน? ป่านนี้ยังคงทำงานง่วนอยู่ที่จวนตระกูลหวังนู่น วันนี้ทั้งวันคงไม่กลับมาหรอก"
เสิ่นซีเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ลอบระบายลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ด่านแรกนี้ถือว่าผ่านพ้นไปได้ด้วยดีแล้ว ที่เหลือก็ต้องมาลุ้นกันว่า เขาจะสามารถหาข้ออ้างทำทีเป็นปวดท้องหรือขอไปปลดทุกข์หนักเบา เพื่อหาทางหลบฉากเข้าประตูด้านหลังของเพิงน้ำชาเพื่อไปลอบส่งข่าวให้ท่านพ่อรู้ตัวได้หรือไม่