เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 82 กระแสนิยายกำลังภายในระบาดทั่วเมือง

ตอนที่ 82 กระแสนิยายกำลังภายในระบาดทั่วเมือง

ตอนที่ 82 กระแสนิยายกำลังภายในระบาดทั่วเมือง


ช่วงหลายวันหลังจากนั้น เพิงน้ำชายังคงเปิดกิจการตามปกติ ทว่าเสิ่นซีผู้เป็นหลงจู๊น้อยกลับเริ่มไปสถานศึกษาและเลิกเรียนอย่างว่านอนสอนง่าย พอกลับถึงบ้านก็หมกมุ่นอยู่กับแผนการใหญ่ในการประพันธ์บทนิทานของตน

ต่อให้ทางฝั่งเพิงน้ำชาจะมีธุระด่วนอันใด ก็ทำได้เพียงรอให้เสิ่นหมิงจวินกลับมาเสียก่อน สองพ่อลูกจึงค่อยแอบสุมหัวปรึกษาหารือกันเสียงเบา

ก็ไม่รู้ว่าเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อใด จู่ๆ ภายในเมืองก็เกิดกระแสความนิยมในการฟังนิทานตื่นตัวขึ้นมาอย่างคึกคัก

ไม่เพียงแต่เพิงน้ำชาของเสิ่นหมิงจวินที่มีการเล่านิทาน บรรดาโรงเตี๊ยมและหอสุราในเมืองก็เริ่มจัดให้มีการเล่านิทานขึ้นเช่นกัน อย่างไรเสียในยุคสมัยนี้ก็ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าการคุ้มครองลิขสิทธิ์ อีกทั้งการเล่านิทานก็มิใช่เรื่องยากเย็นอันใด นิทานที่เพิ่งจะเล่าออกจากปากได้ไม่ทันไร ก็มีคนคอยจดจำรวบรวมเอาไว้ ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน นักเล่านิทานคนอื่นๆ ก็เริ่มลอกเลียนแบบนำเรื่องราวของซัวงักฉวนจ้วนไปเล่าขานตามสถานที่ต่างๆ จนหมดจด

งักฮุย นับว่าเป็นบุคคลที่ชาวบ้านในยุคนี้รู้จักกันดีทุกครัวเรือน เมื่อมีเรื่องราวในตอนต้นปูทางไว้แล้ว ตอนต่อไปย่อมสามารถแต่งเติมเรื่องราวคร่าวๆ ออกมาได้อย่างไม่ยากเย็น ซ้ำยังเล่าได้รวดเร็วกว่าความคืบหน้าของหานอู่เหยียเสียอีก ช่วงเวลาหนึ่งจึงสามารถแย่งชิงลูกค้าของเพิงน้ำชาไปได้ไม่น้อย

(เชิงอรรถผู้แปล: งักฮุย (岳飞 / ในต้นฉบับคือ 岳武穆 เยว่หวู่มู่) ขุนพลผู้รักชาติแห่งราชวงศ์ซ่งใต้ ตัวเอกในวรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์ซัวงักฉวนจ้วน หวู่มู่เป็นสมญานามหลังมรณกรรม)

ทว่าทุกสิ่งย่อมทนการเปรียบเทียบมิได้ ผู้คนฟังไปฟังมา ท้ายที่สุดก็ยังรู้สึกว่านิทานที่หานอู่เหยียเล่านั้นมีความเป็นต้นตำรับที่สุด ส่วนซัวงักฉวนจ้วนที่ผู้อื่นเล่านั้น ช่วงแรกก็ยังพอทนฟังได้ แต่เรื่องราวในตอนหลังกลับกลายเป็นต่อหางสุนัขด้วยหางเตียว ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกทะแม่งๆ เมื่อผู้คนผิดหวังอย่างหนัก จึงค่อยๆ หวนกลับมาฟังหานอู่เหยียเล่านิทานที่เพิงน้ำชาดังเดิม ส่งผลให้กิจการของเพิงน้ำชายิ่งมายิ่งขายดิบขายดี

(เชิงอรรถผู้แปล: ต่อหางสุนัขด้วยหางเตียว (狗尾续貂) สำนวนเปรียบเปรยถึงการนำของเลวทรามไปต่อเติมของดีมีค่า หรือการแต่งเติมเรื่องราวในภายหลังที่ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ไม่สมน้ำสมเนื้อกับตอนต้นที่ทำไว้ดี (หางเตียว คือขนของสัตว์ตระกูลเพียงพอนชนิดหนึ่งที่มีราคาแพงมากในจีนโบราณ))

เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้นักเล่านิทานคนอื่นๆ แอบมาฟังบทนิทานจนจบแล้วนำไปเล่าตาม หานอู่เหยียจึงเปลี่ยนกลยุทธ์เสียใหม่ ช่วงเช้าเขาจะเล่าซัวงักฉวนจ้วนตอนใหม่เพียงสองตอน จากนั้นก็จะวนกลับไปเล่าตั้งแต่ต้นเรื่องใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่ยังไม่รู้เรื่องราวในตอนต้น

พอตกบ่าย หานอู่เหยียก็จะเปิดฉากเล่าเรื่องถงหลินจ้วน สำหรับเรื่องนี้นักเล่านิทานคนอื่นทำได้เพียงคอยลอกเลียนแบบตามหลังอย่างสงบเสงี่ยม หากคิดจะไล่ตามให้ทัน หรือแม้แต่จะให้แซงหน้าความคืบหน้าของทางเพิงน้ำชานั้น ก็นับว่าสร้างความลำบากใจให้พวกเขาเกินไปแล้ว

ในยุคสมัยนี้นิทานแนวบู๊ลิ้มกำลังภายในยังคงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลกใหม่และไม่ค่อยได้รับความนิยม ก่อนหน้านี้ หากบทนิทานเรื่องอื่นมีการกล่าวถึงฉากต่อสู้ ก็มักจะใช้คำบรรยายแบบหยาบๆ คร่าวๆ เพียงว่า "เปิดศึกปะทะกันสามร้อยเพลงจนฟ้าดินมืดมิด" เท่านั้น ทว่าถงหลินจ้วน ที่เสิ่นซีแต่งขึ้นมานั้น วรยุทธ์ภายในเรื่องล้วนมีท่วงท่ากระบวนยุทธ์ที่ละเอียดลออ การประลองยุทธ์ของตัวละครในเรื่องล้วนแจกแจงทุกท่วงท่าทุกกระบวนท่าอย่างชัดเจนแจ้งประจักษ์ กระบวนท่าที่ใช้มีชื่อเรียกขานว่ากระไร มือและเท้าควรสอดประสานกันเช่นไร กระบวนท่านี้อีกฝ่ายบุกจู่โจมมาอย่างไร กระบวนท่าสืบต่อไปควรโต้กลับ ป้องกัน หรือหลบหลีกเช่นไร ล้วนทำให้ผู้ฟังนึกภาพตามได้กระจ่างชัดราวกับตาเห็น

การต่อสู้น้อยใหญ่หลายร้อยฉากในบทนิทาน ล้วนไม่มีฉากใดที่ซ้ำซากจำเจ ผู้ฝึกลมปราณวิทยายุทธ์ทั่วไปก็มีวิถีการต่อสู้แบบทั่วไป จอมยุทธ์กระบี่ก็มีวิถีของจอมยุทธ์กระบี่ วีรบุรุษหนุ่มสาวประมือกันเช่นไร จอมยุทธ์กระบี่ผู้มีชื่อเสียงประลองฝีมือกันแบบไหน หรือแม้แต่ผู้อาวุโสกับคนหนุ่มลงมือต่อสู้กันอย่างไร ทุกการต่อสู้ล้วนโดดเด่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ช่วงสองสามวันมานี้ ระหว่างทางกลับบ้านหลังเลิกเรียน เสิ่นซีมักจะเห็นเด็กๆ กลุ่มหนึ่งจับกลุ่มประลองยุทธ์กันอยู่ตรงปากตรอกหรือริมถนนอยู่เนืองๆ การร่ายรำหมัดเตะขานั้นดูจริงจังมีแบบแผนเป็นฉากๆ ปากก็พร่ำตะโกนเรียกชื่อวิชาอะไรเทือก "เพลงเตะยวนยาง" หรือไม่ก็ "มวยฉางฉวน" ซึ่งด้วยวัยของพวกเขาแล้ว ย่อมไม่มีทางล่วงรู้ได้เลยว่ามันคือกระบวนยุทธ์สายไหนกันแน่

วันที่สิบเก้าเดือนสอง สิบวันให้หลังนับแต่เพิงน้ำชาเปิดกิจการ เนื่องจากกิจการรุ่งเรืองเป็นพลุแตก ภายในร้านที่มีนักเล่านิทานเพียงหนึ่งคนบวกกับลูกจ้างอีกสองคน จึงไม่อาจดูแลกิจการได้ทั่วถึงอีกต่อไป

แรกเริ่มเดิมทีจุดประสงค์หลักของเพิงน้ำชาคือให้ผู้คนมาดื่มชาแล้วแวะฟังนิทานเป็นของแถม ทว่าพอมาถึงตอนหลังกลับกลายเป็นว่าผู้คนมุ่งเน้นมาเพื่อฟังนิทานเป็นหลัก เพิงน้ำชาจำต้องเสริมที่นั่งอยู่หลายหนแต่ก็ยังคงไม่พอรองรับความต้องการ บางคนถึงขั้นยอมควักเงินสองเหวินเป็นค่าผ่านประตูเพื่อเข้ามาเบียดเสียดอยู่ตามซอกมุมเพื่อฟังนิทาน โดยไม่เรียกร้องขอน้ำชาเลยด้วยซ้ำ

ต่อให้เป็นเช่นนั้น ก็ยังต้องมีคนคอยไปแย่งชิงที่นั่งตั้งแต่เช้าตรู่ หากไปสายก็ทำได้เพียงยืนเดาสุ่มปะติดปะต่อเรื่องราวเอาเองอยู่ด้านนอกเพิงน้ำชา... เพราะผู้คนล้นหลามจนแทรกตัวเข้าไปไม่ได้เลย

ท้ายที่สุดเมื่อปรึกษาหารือกัน เสิ่นซีจึงตัดสินใจจ้างลูกจ้างมาช่วยงานเพิ่มอีกสักสองสามคน พร้อมกันนั้นก็ปรึกษาเรื่องการขอเช่าร้านค้าทางฝั่งซ้ายและขวาของเพิงน้ำชา เพื่อให้หานอู่เหยียไปเชิญชวนสหายร่วมอาชีพมาช่วยกันเล่านิทาน

เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและสถานะอันดับหนึ่งของหานอู่เหยีย เสิ่นซีจึงเสนอแนะว่านิทานตอนใหม่ยังคงต้องให้หานอู่เหยียเป็นผู้เล่า ส่วนเนื้อหาตอนที่เคยเล่าไปแล้ว สามารถนำบทนิทานไปมอบให้นักเล่านิทานคนอื่นที่เชิญมาเป็นผู้เล่าแทนได้ คนเหล่านี้ที่มาเล่านิทาน จะได้รับเพียงค่าจ้างและเบี้ยขยันเท่านั้น ไม่มีการแบ่งผลกำไร ส่วนเงินรางวัลที่ได้ก็ต้องนำเข้าทรัพย์สินกองกลางทั้งหมดเหมือนกับกฎของหานอู่เหยีย

วันที่ยี่สิบเดือนสอง เสิ่นหมิงจวินออกไปเจรจาเรื่องเช่าร้านกับร้านรวงรอบข้างตั้งแต่เช้าตรู่ ทว่ากลับไม่เป็นผลอันใด เพราะพอเพิงน้ำชาขายดี กิจการของร้านค้าละแวกใกล้เคียงก็พลอยได้รับอานิสงส์จนเจริญรุ่งเรืองไปด้วย จึงไม่มีผู้ใดสมัครใจปล่อยเช่าร้านของตนเลย

ถึงแม้เพิงน้ำชาจะขายดิบขายดี ทว่าเพิ่งจะเปิดกิจการมาได้เพียงสิบวัน การค้าขายเล็กๆ น้อยๆ เพิ่งจะได้กำไรมาไม่ถึงสิบตำลึง จึงไม่สามารถควักเงินก้อนโตมาขยับขยายขนาดของร้านได้

หลังจากกลับมาด้วยความผิดหวัง เสิ่นหมิงจวินก็กลับบ้านมาเล่ารายละเอียดของสถานการณ์ให้เสิ่นซีฟัง จากนั้นก็หาข้ออ้างส่งเดชพาเสิ่นซีไปที่เพิงน้ำชา รอจนตกค่ำปิดร้านแล้วจึงเรียกตัวหานอู่เหยียและซ่งเสี่ยวเฉิงมารวมตัวกัน เพื่อปรึกษาหารือเรื่องการขยับขยายเพิงน้ำชา

หานอู่เหยียมีสีหน้ากลัดกลุ้มใจอยู่บ้าง "ดูจากรูปการณ์แล้ว กว่ากระแสความนิยมนี้จะซาลงก็คงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ ข้าคนเดียวย่อมรับมือไม่ไหวจริงๆ ขอรับ ข้าลองสอบถามสหายร่วมอาชีพดูแล้ว มีอยู่สองสามคนที่เต็มใจมาร่วมงานด้วย แต่หากพวกเรามีเพียงร้านรวงแค่คูหาเดียวเช่นนี้ คงไม่มีที่ทางพอจะจุคนได้มากปานนั้นหรอกขอรับ"

เสิ่นซีกล่าวว่า "เช่นนั้นก็ยืดเวลาเปิดร้านออกไปเลยสิขอรับ ถึงเวลาปกติก็เปิดร้านค้าขายต่อไป ให้เล่านิทานต่ออีกสักสองชั่วยาม พอถึงเวลาเสียงกลองบอกยามดังขึ้นค่อยปิดร้านให้ตรงเวลา ตอนนี้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้ว วันหน้าอากาศจะยิ่งร้อนขึ้นเรื่อยๆ ตลาดกลางคืนในเมืองก็คึกคักมิใช่หรือขอรับ เชิญคนมา แล้วแบ่งช่วงเวลาเล่ากัน เช่นนี้อู่เหยียก็จะได้เบาแรงลงบ้าง"

หานอู่เหยียหัวเราะร่วนกล่าวว่า "ยังคงเป็นหลงจู๊น้อยที่รู้จักถนอมน้ำใจคน ไม่ทราบว่าหลงจู๊ใหญ่เห็นเป็นเช่นไร"

ในเมื่อมีหลงจู๊น้อย เสิ่นหมิงจวินย่อมกลายเป็น "หลงจู๊ใหญ่" ไปโดยปริยาย ทว่าหลงจู๊ใหญ่ผู้นี้มีกิจการเป็นของตนเองแล้วกลับยังต้องวิ่งไปรับจ้างทำงานที่จวนตระกูลหวังอยู่ ย่อมทำให้ผู้คนรู้สึกพิลึกพิลั่นอยู่บ้าง เสิ่นซีเคยเอ่ยปากให้เขางดเว้นงานที่จวนตระกูลหวังเสียไม่รู้ตั้งกี่หน ทว่าเสิ่นหมิงจวินกลับตัดใจไม่ลง รู้สึกว่าทำงานที่จวนตระกูลหวังจนเคยชินแล้ว จู่ๆ จะให้ทิ้งงานอันมั่นคงดั่งชามข้าวเหล็กไป เขาก็ปรับตัวไม่ทันอยู่บ้าง

(เชิงอรรถผู้แปล: ชามข้าวเหล็ก (铁饭碗) คำเปรียบเปรยถึงอาชีพการงานที่มั่นคงและมีรายได้แน่นอน ประหนึ่งชามข้าวที่ทำจากเหล็กไม่มีวันตกแตก)

เสิ่นหมิงจวินพยักหน้ากล่าว "เสี่ยวหลางพูดถูก ตอนนี้พวกเราไม่มีทางไปเช่าสถานที่อื่นได้ ทำได้เพียงหาวิธีจากเวลาเปิดร้านเท่านั้น ข้าดูแล้วช่วงค่ำคนในเมืองก็มีเวลาว่าง คนที่มาฟังนิทานย่อมมีไม่น้อย พอเสียงกลองยามแรกดังขึ้นพวกเราก็ปิดร้าน รอจนเสียงกลองย่ำค่ำดังขึ้นทุกคนก็ล้วนกลับถึงบ้านกันหมดแล้ว เช่นนี้ทางราชการก็จะไม่เอาความ"

ราชวงศ์หมิงนั้นมีการบังคับใช้กฎ "ห้ามสัญจรยามวิกาล" เมื่อถึงยามแรกสามเตี่ยนจะมีการตีกลองย่ำค่ำ ห้ามผู้คนออกเดินทางสัญจร ต้องรอจนถึงยามห้าสามเตี่ยนตีย่ำระฆังรุ่งสางจึงจะยกเลิกข้อห้าม ในสมัยโบราณเวลาหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่มนับเป็นยามแรก ยามแรกยังแบ่งออกเป็นห้าเตี่ยน หนึ่งเตี่ยนเทียบเท่ากับยี่สิบสี่นาทีในยุคปัจจุบัน ดังนั้นยามแรกสามเตี่ยนจึงตรงกับเวลาสองทุ่มสิบสองนาที

(เชิงอรรถผู้แปล: ยาม (更) และ เตี่ยน (点) คือระบบการนับเวลาช่วงกลางคืนของจีนโบราณ โดย 1 คืนจะถูกแบ่งออกเป็น 5 ยาม (ยามละ 2 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่ 19.00 - 05.00 น.) และในแต่ละยามจะถูกแบ่งย่อยยิบย่อยลงไปอีก 5 เตี่ยน (เตี่ยนละ 24 นาที) ยามแรกสามเตี่ยน (一更三点) จึงตรงกับเวลา 20.12 น. และ ยามห้าสามเตี่ยน (五更三点) จึงตรงกับเวลา 04.12 น.)

ตามที่ระบุไว้ในกฎหมายต้าหมิง ผู้ใดสัญจรไปมาบนท้องถนนในยามสอง ยามสาม และยามสี่ จะต้องโทษโบยสี่สิบไม้ ยกเว้นกรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร หรือไว้ทุกข์คนตายจึงจะสัญจรได้ ด้วยเหตุนี้ เพิงน้ำชาจึงจำต้องปิดร้านหลังจากเสียงกลองยามแรกดังขึ้น เพื่อให้ผู้คนมีเวลาพอที่จะเดินทางกลับบ้าน

เมื่อเสิ่นหมิงจวินพยักหน้าเห็นชอบ เรื่องราวทั้งหมดจึงเป็นอันตกลงตามนี้

ลำดับถัดมา เสิ่นซีจึงลงมือวางแผนการจัดการเพิงน้ำชาใหม่อย่างรัดกุม ในเมื่อต้องเพิ่มเวลาเปิดร้าน ก็จำต้องว่าจ้างลูกจ้างมาเพิ่มอีกสักสองคน เช่นนี้จึงจะสามารถแบ่งเบาภาระหน้าที่ของซ่งเสี่ยวเฉิงและซวี่เหลียนลงได้

เสิ่นซีจัดการเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย อันดับแรกเขาเขียนป้ายประกาศแผ่นหนึ่งไปติดไว้ที่หน้าประตู เพื่อแจ้งให้ผู้คนทราบว่าเพิงน้ำชาจะยังคงเปิดกิจการในช่วงพลบค่ำ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้คนแวะเวียนมาฟังนิทาน

เดิมทีโต๊ะรับรองพิเศษที่มีอยู่เพียงสองตัว ก็ถูกเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นสี่ตัว เนื่องจากบรรดาคหบดีมีเงินที่อยากมาโอ้อวดความมั่งคั่งระหว่างฟังนิทานมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โต๊ะเพียงสองตัวย่อมไม่อาจตอบสนองความต้องการได้อีกต่อไป

วันรุ่งขึ้น เพิงน้ำชาเริ่มเปิดกิจการรอบค่ำ เสิ่นซีกลับหมดหนทางที่จะแวบไปช่วยงาน เพราะทางฝั่งร้านขายยานั้นโจวซื่อไม่ได้ยุ่งมากนัก นางจึงจับตาดูเขาอย่างเข้มงวดกวดขัน เมื่อถึงยามพลบค่ำ เสิ่นซีจึงรู้สึกกังวลใจยิ่งนัก เกรงว่าทางฝั่งร้านนั้นจะดูแลกันไม่ทั่วถึง หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกะทันหัน เขาคงไม่อาจไปคอยสั่งการหรือแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที

"ไอ้เด็กทึ่ม ไปทำอะไรอยู่ตรงหน้าประตู การบ้านทำเสร็จหมดแล้วหรือไร" โจวซื่อดึงบานประตูร้านขายยาปิดลง พลันสังเกตเห็นเสิ่นซีกำลังเดินเตร็ดเตร่ไปมาอยู่ในตรอกด้านหลัง จึงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเอ่ยถาม

เสิ่นซีลูกตาดำกลอกกลิ้งไปมา ก่อนจะเอ่ยว่า "ท่านแม่ การบ้านข้าทำเสร็จตั้งนานแล้วขอรับ ท่านพ่อป่านนี้ก็ยังไม่กลับมา หรือข้าจะแวะไปดูที่จวนตระกูลหวังสักหน่อยดีหรือไม่ขอรับ"

โจวซื่อถลึงตาใส่เสิ่นซีคราหนึ่ง "พ่อเจ้าทำงานอยู่ที่จวนตระกูลหวังยุ่งจะตายไป ไม่มีธุระอันใดจะไปกวนใจเขาทำไมกัน เขาส่งคนมาบอกล่วงหน้าแล้วว่าคืนนี้จะไม่กลับมา"

"อ้อ จริงสิ ช่วงหลายวันมานี้แม่ได้ยินว่าในเมืองมีร้านน้ำชาอยู่แห่งหนึ่ง ทุกวันจะมีคนมาคอยเล่านิทาน เป็นเรื่องราวของท่านปู่งักสมัยราชวงศ์ซ่ง แม่กับน้าซุนของเจ้าก็อยากไปลองฟังดูบ้าง แต่เวลากลับไม่พอเหมาะพอเจาะ พอเราปิดร้าน เขาก็ปิดร้านเหมือนกัน โชคดีที่วันนี้ร้านน้ำชาแห่งนั้นเปิดให้ฟังนิทานรอบค่ำ แม่กับน้าซุนของเจ้าปรึกษากันแล้วว่า วันนี้พอกินข้าวเย็นเสร็จจะพาพวกเจ้าไปฟังนิทานสักรอบหนึ่ง"

เสิ่นซีพอได้ฟังก็ถึงกับลนลานทำอะไรไม่ถูก

เขาคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเรื่องเล่านิทานในเพิงน้ำชาจะแพร่สะพัดไปทั่วเมืองได้รวดเร็วปานนี้ นึกไม่ถึงว่ากระทั่งท่านแม่กับฮุ่ยเหนียงก็ยังล่วงรู้เข้าจนได้ ยิ่งไปกว่านั้นพวกนางยังคิดจะพาเด็กๆ และสาวใช้ในบ้านไปฟังนิทานอีก เห็นได้ชัดว่าพอหาเงินมาได้แล้ว ก็อยากจะหาความสำราญเริงรมย์ในยามว่างบ้าง

ทว่าหากไปที่นั่น แล้วบังเอิญไปเจอท่านพ่อกำลังสวมบทเป็นหลงจู๊อยู่ที่นั่นเข้าเล่า เช่นนั้นทุกอย่างมิใช่ความแตกหรอกหรือ!

จบบทที่ ตอนที่ 82 กระแสนิยายกำลังภายในระบาดทั่วเมือง

คัดลอกลิงก์แล้ว