เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 81 โต๊ะรับรองพิเศษ

ตอนที่ 81 โต๊ะรับรองพิเศษ

ตอนที่ 81 โต๊ะรับรองพิเศษ


ก่อนจะกลับในวันนั้น เสิ่นซีจัดแจงให้คนเก็บกวาดสถานที่จนเรียบร้อย บริเวณด้านหน้าติดกับเวทีเล่านิทานมีการจัดวางโต๊ะกลมปูผ้าสีเขียวประดับด้วยแจกันดอกไม้เอาไว้สองตัว แต่ละโต๊ะจัดวางเก้าอี้ไท่ซือรองเบาะนุ่มไว้หนึ่งตัว และจงใจเว้นพื้นที่ว่างไว้เพื่อเสริมที่นั่งได้ทันท่วงที

(เชิงอรรถผู้แปล: เก้าอี้ไท่ซือ (太师椅 - เก้าอี้ราชครู) เป็นเก้าอี้ไม้ทรงจีนโบราณที่มีขนาดใหญ่ มีพนักพิงและที่วางแขน ออกแบบมาให้นั่งสง่าผ่าเผยและสะดวกสบาย ถือเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่แสดงถึงฐานะ อำนาจบารมี และเกียรติยศของผู้ที่ได้ครอบครองหรือผู้ที่ถูกเชิญให้นั่ง มักใช้สำหรับผู้อาวุโส ประมุขของบ้าน หรือแขกคนสำคัญระดับคหบดีและขุนนาง) 

ผู้ใดประสงค์จะนั่งฟังนิทานตรงตำแหน่งนี้ จำต้องเหมาโต๊ะทั้งตัว ด้วยวิธีนี้บรรดาคหบดีผู้มีหน้ามีตาก็ไม่จำเป็นต้องไปนั่งเบียดเสียดร่วมโต๊ะกับผู้อื่นอีก อีกทั้งหากต้องการเชิญสหายมาฟังนิทานหรือหารือธุระประการใด ก็จะมีพื้นที่ที่ดูหรูหราเป็นสัดเป็นส่วนขึ้นมาสักหน่อย

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ทันทีที่บานประตูเพิงน้ำชาเปิดออก ด้านนอกก็คลาคล่ำไปด้วยฝูงชนที่มารอรับฟังนิทาน เพิงน้ำชาเล็กๆ แห่งนี้มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วตัวอำเภอหนิงฮว่า โดยเฉพาะผู้ที่ได้ฟังนิทานไปเมื่อวาน ล้วนใจจดใจจ่ออยากรู้เรื่องราวตอนต่อไปของงักฮุยและถงหลินยิ่งนัก เมื่อฟังจบจะได้นำไปโอ้อวดประชันกันได้ อีกทั้งยังถือเป็นหัวข้อสนทนาชั้นดีในวงน้ำชาหลังมื้ออาหารอีกด้วย

เดิมทีหลายคนพอมองเห็นทำเลที่นั่งชั้นเลิศ ก็พากันกรูกันเข้าไปแย่งชิง ทว่ากลับถูกเสิ่นหมิงจวินและหานอู่เหยียกางแขนขวางเอาไว้เสียก่อน

"ทุกท่านโปรดฟัง กฎกติกาเป็นเช่นนี้ขอรับ ที่พวกเราจัดวางโต๊ะสองตัวนี้ขึ้นมา ก็เพื่อหวังให้ตอนที่หานอู่เหยียเล่านิทานมีความเงียบสงบขึ้นสักหน่อย"

เสิ่นหมิงจวินนำถ้อยคำที่เสิ่นซีพร่ำสอนไว้ก่อนหน้ามากล่าวชี้แจงต่อหน้าธารกำนัล "คนมากความย่อมมาก หากอยู่ใกล้หานอู่เหยียจนเกินไป สมาธิในการเล่านิทานย่อมถูกรบกวนได้ง่าย แต่หากมีท่านใดชื่นชอบความสงบและประสงค์จะนั่งฟังนิทานอยู่ด้านหน้าสุดก็ใช่ว่าจะไม่ได้ พวกเราจะมีชาชั้นเลิศและขนมรสเลิศคอยปรนนิบัติรับรอง เพียงแต่การนั่งที่นั่งพิเศษนี้ต้องจ่ายเงินสองร้อยเหวินขอรับ"

บรรดาลูกค้าในเพิงน้ำชาต่างพากันส่งเสียงฮือฮาอื้ออึง

น้ำชาธรรมดาทั่วไปขายเพียงชามละหนึ่งเหวิน ชาชั้นดีขึ้นมาหน่อยก็ชามละสองเหวิน เมื่อวานมาฟังนิทานที่นี่ สั่งของกินเล่นมาเคี้ยวเพลินๆ ระหว่างฟังยังเสียเงินไม่ถึงสิบเหวิน นึกไม่ถึงว่าวันนี้โต๊ะด้านหน้านั่น กลับเรียกเก็บเงินรวดเดียวถึงสองร้อยเหวิน ราคานี้ช่างแพงหูฉี่จนน่าเหลือเชื่อจริงๆ

ในจังหวะนั้นเอง ชายวัยกลางคนผู้มีรูปร่างค่อนข้างท้วมสวมชุดจื๋อตั๋วแบบมีแถบผ้าขวางสีน้ำเงินอมฟ้าเดินก้าวเข้ามา พลางยิ้มกล่าวว่า "เช่นนั้นข้าขอเหมาโต๊ะตัวหนึ่งก่อน เด็กๆ นำเงินสองร้อยเหวินไปมอบให้ที"

(เชิงอรรถผู้แปล: ชุดจื๋อตั๋วแบบมีแถบผ้าขวาง (襕衫 - หลานซาน) ชุดคลุมยาวแขนกว้างที่บัณฑิตนิยมสวมใส่)

สิ้นคำกล่าว ผู้ติดตามด้านหลังก็ก้าวพรวดออกมาทันที ประคองเหรียญทองแดงมอบให้ ก่อนจะถอยฉากกลับไปยืนด้านหลังอย่างนอบน้อม

ผู้คนรอบข้างพอมองปราดเดียวก็จดจำได้ทันทีว่านี่คือเศรษฐีอู๋แห่งฝั่งตะวันออกของเมือง เศรษฐีอู๋มีกิจการใหญ่โตร่ำรวย ย่อมไม่นำพาต่อเงินทองเพียงเล็กน้อยแค่สองร้อยเหวิน ที่เขามาฟังนิทานก็เพื่อเสพความสงบและแสดงออกถึงรสนิยมอันโดดเด่นไม่เหมือนใคร

แม้เศรษฐีอู๋จะแต่งกายเรียบง่าย ทว่าพอนั่งลงกลับทอดกิริยาวางมาดได้อย่างภูมิฐาน โต๊ะอีกตัวด้านข้างยังคงว่างเปล่าไร้ผู้จับจอง ยิ่งส่งเสริมให้เศรษฐีอู๋ดูมีสถานะสูงส่งเหนือสามัญ ภายใต้สายตาจับจ้องของฝูงชน ใบหน้าของเขาจึงเต็มไปด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง

"แขกผู้มีเกียรติ เชิญขอรับ เชิญทางนี้ขอรับ"

หานอู่เหยียย่อมจดจำเศรษฐีอู๋ได้แม่นยำ จึงรีบปรี่เข้าไปรินชาถวายการต้อนรับ

เศรษฐีอู๋แย้มยิ้มกล่าว "นิทานที่อู่เหยียเล่าขานเมื่อก่อน ข้าเองก็เคยฟังมาไม่น้อย ทว่าเมื่อวานได้ยินผู้คนเล่าลือกันหนาหูว่าท่านเล่าเรื่องราวของงักฮุยได้สนุกตื่นเต้นยิ่งนัก วันนี้ข้าจึงตั้งใจมาอุดหนุนเป็นพิเศษ"

"เศรษฐีอู๋อุตส่าห์ให้เกียรติมาเยือน ชายชราเช่นข้าน้อยจะรับไว้ได้อย่างไรกันขอรับ"

หานอู่เหยียหมุนตัวกลับไปทรุดนั่งหลังโต๊ะ เตรียมจะเริ่มเปิดฉากเล่านิทาน ทว่าในจังหวะนั้นเองก็มีผู้หนึ่งก้าวอาดๆ เข้ามาในเพิงน้ำชา ในมือหิ้วพวงเหรียญทองแดงที่ร้อยเงินไว้สองร้อยเหวิน ก่อนจะโยนดังโครมลงบนโต๊ะบัญชี ด้วยท่วงท่าดุดันวางอำนาจบาตรใหญ่

"โต๊ะอีกตัวนั่น ข้าขอเหมา!"

ผู้มาเยือนสวมใส่แพรพรรณเนื้อดี เป็นชายร่างอ้วนฉุเช่นเดียวกัน เมื่อทุกคนเพ่งตามองให้ชัด ก็พบว่าเขาคือ 'ซุนเหอเล่อ' นายท่านตระกูลซุนผู้เป็นเศรษฐีที่ดินรายใหญ่แห่งฝั่งตะวันตกของเมือง

บรรพบุรุษของซุนเหอเล่อเคยรับราชการเป็นขุนนาง ในตัวอำเภอหนิงฮว่าแห่งนี้เขามักจะไม่ลงรอยกับเศรษฐีอู๋อยู่เป็นทุนเดิม การมาฟังนิทานแล้วบังเอิญปะทะหน้าคู่ปรับเก่าเข้าพอดี จึงกลายเป็นการประชันขันแข่งกันไปโดยปริยาย

ทันใดนั้น บรรยากาศภายในเพิงน้ำชาก็คุกรุ่นไปด้วยกลิ่นอายแห่งการปะทะ

เสิ่นซีรีบกระทุ้งสีข้างผลักเสิ่นหมิงจวินไปคราหนึ่ง เป็นนัยให้เขาเข้าไปช่วยพูดจาไกล่เกลี่ยประนีประนอมสักสองสามประโยค

แต่เสิ่นหมิงจวินจะไปรู้วิธีกู้สถานการณ์ได้อย่างไร ท้ายที่สุดก็ยังเป็นหานอู่เหยียผู้เจนโลกและไหลลื่นพลิกแพลงเก่งกว่า เมื่อเห็นลูกค้ากระเป๋าหนักสองรายกำลังเปิดศึกห้ำหั่นกัน จึงรีบคลี่คลายสถานการณ์ด้วยการประสานมือกล่าวว่า "วันนี้ทุกท่านที่มาเยือนล้วนเป็นแขกผู้มีเกียรติ ชายชราผู้นี้จะเริ่มเปิดเรื่องเล่าขาน ณ บัดนี้แล้วขอรับ!"

ขอเพียงนิทานเริ่มเปิดฉาก ไม่ว่าจะมีข้อพิพาทบาดหมางใดก็จำต้องวางลงชั่วคราว อย่างไรเสียก็ต้องรอให้ฟังนิทานจบลงเสียก่อนค่อยว่ากัน

ก่อนที่เสิ่นซีจะไปสถานศึกษา หานอู่เหยียกำลังเล่าเรื่องซัวงักฉวนจ้วน อย่างไหลลื่นไม่ขาดปาก ครั้นตกบ่ายเมื่อเสิ่นซีกลับมา ถึงตอนนั้นบนเวทีก็เปลี่ยนมาเล่าเรื่องถงหลินจ้วนแล้ว เพียงแต่เศรษฐีอู๋กับซุนเหอเล่อต่างพากันกลับไปแล้วทั้งคู่

ดูออกว่าพวกเขาทั้งสองคนต่างให้ความสนใจเรื่องราวของงักฮุยมากกว่า หรืออาจพูดได้ว่าเพราะมัวแต่ปะทะคารมชิงดีชิงเด่นกัน พอจะฟังก็ต้องนั่งฟังอยู่ด้วยกัน แต่พอมีใครคนหนึ่งเลิกฟัง อีกคนก็เลยลุกพรวดพราดจากไปเสียดื้อๆ

ทว่าสำหรับชาวบ้านร้านตลาดแล้ว นิทานทั้งสองเรื่องนี้ล้วนดึงดูดใจพวกเขายิ่งนัก ต่อให้โต๊ะรับรองพิเศษด้านหน้าทั้งสองตัวจะว่างเปล่า ก็มิได้ทำให้ความกระตือรือร้นในการฟังนิทานของฝูงชนลดน้อยถอยลงเลยแม้แต่น้อย

กระทั่งตกบ่ายเมื่อผู้คนแยกย้ายกันกลับไป พอสรุปยอดบัญชี นอกจากผลกำไรหนึ่งพันสองร้อยเหวินแล้ว นึกไม่ถึงว่าเศรษฐีอู๋กับซุนเหอเล่อยังตบรางวัลให้หานอู่เหยียอีกถึงสามร้อยเหวิน ตามข้อตกลงก่อนหน้านี้ การที่หานอู่เหยียมาเล่านิทานในเพิงน้ำชา ไม่ต้องลงแรงจ่ายเงินทุนใดๆ ทั้งสิ้น และจะได้ส่วนแบ่งจากกำไรสุทธิหนึ่งในสิบส่วน ส่วนเงินรางวัลที่มีผู้มอบให้เป็นน้ำใจ ย่อมตกเป็นของหานอู่เหยียแต่เพียงผู้เดียว

ทว่าครั้งนี้ หานอู่เหยียกลับดึงดันไม่ยอมเก็บเงินสามร้อยเหวินนี้เข้ากระเป๋าตนเองเด็ดขาด

"อู่เหยีย พวกเราตกลงกันไว้แล้วมิใช่หรือขอรับ ในเมื่อเงินก้อนนี้เป็นรางวัลที่แขกผู้มีเกียรติทั้งสองมอบให้ท่าน หากนำไปรวมกับบัญชีหลัก เกรงว่าจะดูไม่เหมาะสมนัก"

เสิ่นซีในฐานะหลงจู๊น้อยของร้าน ย่อมต้องแสดงจุดยืนให้ชัดเจน

นี่ไม่ใช่ปัญหาว่าเงินก้อนนี้สมควรเป็นของใคร ทว่าในเมื่อเคยมีข้อตกลงกันไว้แล้ว ก็จำต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ นี่คือความซื่อสัตย์และสัจจะในการทำมาค้าขาย

หานอู่เหยียหัวเราะร่วนกล่าวว่า "ที่ผู้คนมาอุดหนุน ก็เพื่อมาฟังนิทาน... นักเล่านิทานมีอยู่เกลื่อนกลาดถมไป แต่นิทานเรื่องนี้ข้ามิได้เป็นผู้แต่ง ดังนั้นหากรับเงินก้อนนี้ไว้ ข้าย่อมละอายแก่ใจ สู้จับมารวมกัน แล้วแบ่งปันตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้ เช่นนี้ข้าถึงจะรับไว้ได้อย่างสบายใจไร้ตะขิดตะขวง"

เสิ่นหมิงจวินมิค่อยสันทัดเรื่องเจรจาพาทีนัก ในเมื่อหานอู่เหยียยังคงยืนกรานเจตนารมณ์เดิม เขาจึงพยักหน้าตอบรับไป

ท้ายที่สุด เงินสามร้อยเหวินก้อนนี้จึงถูกนำมาแบ่งตามสัดส่วนเก้าต่อหนึ่ง ทว่าเสิ่นซียังคงมีไหวพริบชาญฉลาด เขากระซิบเตือนเสิ่นหมิงจวินว่า หากลูกจ้างทำงานได้ดีก็ควรมี "เบี้ยขยัน" ให้เป็นขวัญกำลังใจ ดังนั้นจึงแบ่งเงินส่วนนี้เพิ่มให้หานอู่เหยีย รวมถึงซ่งเสี่ยวเฉิงและซวี่เหลียนที่คอยวิ่งวุ่นทำงานอยู่เบื้องล่างอีกคนละเล็กคนละน้อย

ระหว่างทางกลับบ้าน เสิ่นซีมีสีหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน กิจการเพิงน้ำชานับวันยิ่งขายดิบขายดี ในที่สุดเขาก็สามารถช่วยท่านพ่อหาเงินเข้าบ้านได้แล้ว ตอนนี้ขนาดของเพิงน้ำชายังถือว่าเล็กไปสักหน่อย หากสามารถขยับขยายร้านให้ใหญ่โตขึ้นได้ ย่อมต้องหาเงินได้เต็มบาตรเต็มชามอย่างแน่นอน

(เชิงอรรถผู้แปล: เต็มบาตรเต็มชาม (盆满钵满) สำนวนหมายถึง กอบโกยผลกำไรหรือหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำ)

ทว่าสองพ่อลูกเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าบ้าน โจวซื่อพอเห็นหน้าเสิ่นซีก็เปิดฉากสาดคำด่าทอใส่ทันที

แม้ช่วงหลายวันมานี้เสิ่นหมิงจวินจะห่วงใยครอบครัวและกลับบ้านทุกวัน ทว่าเขามักจะออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้าสางและกลับเอาเมื่อตะวันตกดิน ทำงานง่วนอยู่ไม่หยุดหย่อน จึงไม่มีอารมณ์จะมาหาความสุขดั่งปลาได้น้ำกับโจวซื่อเลยแม้แต่น้อย พานทำให้อารมณ์ของนางพลอยขุ่นมัวตามไปด้วย และอีกประการหนึ่ง ช่วงหลายวันมานี้พอเลิกเรียนเสิ่นซีก็หายหัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทุกครั้งมักจะใช้ข้ออ้างว่าตามเสิ่นหมิงจวินไปเที่ยวเล่นที่จวนตระกูลหวัง

(เชิงอรรถผู้แปล: ความสุขดั่งปลาได้น้ำ (鱼水之欢) สำนวนเปรียบเปรยถึงการร่วมหอลงโรง หรือความสัมพันธ์ใกล้ชิดฉันสามีภรรยา)

"...ไอ้เด็กเหม็นเอ๊ย! หนังสือหนังหาไม่รู้จักตั้งใจเรียน เอาแต่ห่วงเล่น นี่เจ้าเตรียมตัวจะเป็นลูกจ้างรับใช้คนอื่นไปชั่วชีวิตเหมือนพ่อเจ้าหรืออย่างไร! เมื่อก่อนตอนไม่มีหนังสือให้เรียนก็เอาแต่ทำหน้าอมทุกข์ทั้งวัน จนคนเป็นแม่เช่นข้าปวดใจแทบตาย มาตอนนี้มีหนังสือให้เรียนกลับไม่รู้จักขยันขันแข็ง แล้ววันหน้าจะพึ่งพาให้เจ้าได้ดิบได้ดีได้อย่างไรหา!"

โจวซื่อยังพอจะรู้จักจารีตสามเชื่อฟัง สี่คุณธรรมอยู่บ้าง ต่อให้หงุดหงิดสามี นางก็ทำได้เพียงบ่นกระปอดกระแปดสองสามประโยค พอในใจมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจจึงหันมาลงที่บุตรชายแทน การด่าทอหรือแม้แต่ทุบตีสักสองสามทีย่อมกลายเป็นเรื่องปกติสามัญราวกับกินข้าวปลาอาหารไปเสียแล้ว

(เชิงอรรถผู้แปล: สามเชื่อฟัง สี่คุณธรรม (三从四德) จารีตขงจื๊อที่สตรีต้องยึดถือปฏิบัติ สามเชื่อฟังคือ ตอนอยู่บ้านเชื่อฟังบิดา ออกเรือนเชื่อฟังสามี สามีตายเชื่อฟังบุตรชาย ส่วนสี่คุณธรรมคือ กิริยามารยาท วาจา รูปลักษณ์ และการงานฝีมือ)

เสิ่นซีส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังท่านพ่อผู้ได้มาเปล่าๆ ผู้นี้ ทว่าในยามนี้เสิ่นหมิงจวินเองก็ไม่รู้จะเอ่ยคำใดดี โชคดีที่หลังจากโจวซื่อสาดวาจาด่าทอจนหนำใจแล้ว โทสะก็บรรเทาเบาบางลงไปมาก เสิ่นหมิงจวินจึงรีบฉวยโอกาสนั้นเข้าไปพูดจาเอาอกเอาใจสองสามประโยค เรื่องราวในวันนี้จึงถือว่าผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

หลังคนในครอบครัวรับประทานอาหารเย็นเสร็จสิ้น เสิ่นซีก็มานั่งครุ่นคิดทบทวนกับตนเองว่า ช่วงนี้การกระทำของเขานับว่าหละหลวมไปบ้างจริงๆ หากยังเอาแต่วิ่งไปช่วยท่านพ่อดูแลร้านอยู่เช่นนี้ ทางฝั่งร้านขายยาและเรื่องในบ้านก็คงไม่อาจดูแลให้รอบคอบได้พร้อมกัน เมื่อหลายวันก่อนตอนที่กิจการยังไม่เข้าที่เข้าทาง การแวะเวียนไปดูบ้างย่อมไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอันใด แต่หากวันข้างหน้ายังคงเที่ยวไปเที่ยวมาทุกวัน ย่อมไม่อาจเล็ดลอดสายตาแห่งความคลางแคลงใจของโจวซื่อไปได้เป็นแน่ มิสู้เอาเวลามาทุ่มเทเขียนบทนิทานเสียยังจะดีกว่า

เวลานี้เรื่องซัวงักฉวนจ้วนและถงหลินจ้วน กำลังได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ทว่าเขากลับเพิ่งเขียนเนื้อหาไปได้เพียงยี่สิบตอนแรกเท่านั้น เรื่องราวในตอนต่อๆ ไปยังคงรอให้เขาเป็นผู้ร้อยเรียงเติมเต็มให้สมบูรณ์ ในขณะเดียวกัน เขายังต้องตระเตรียมเรื่องราวใหม่ๆ ไปส่งมอบให้หานอู่เหยียเล่าเพิ่มเติมอีก เพื่อให้กิจการของเพิงน้ำชาพัฒนาก้าวหน้าและเจริญรุ่งเรืองต่อไป

จบบทที่ ตอนที่ 81 โต๊ะรับรองพิเศษ

คัดลอกลิงก์แล้ว