เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 80 ความลำบากในความรุ่งเรือง

ตอนที่ 80 ความลำบากในความรุ่งเรือง

ตอนที่ 80 ความลำบากในความรุ่งเรือง


ยามที่เสิ่นซีจากไป หานอู่เหยียก็เริ่มเล่านิทานเรื่องซัวงักฉวนจ้วน (ตำนานงักฮุย) แล้ว

ครั้นตกบ่ายเมื่อเสิ่นซีเลิกเรียนจากสถานศึกษากลับมา หานอู่เหยียก็ยังคงเล่าอยู่ ผู้ฟังนิทานช่างมีมากเสียนี่กระไร หลายคนที่หาที่นั่งไม่ได้ก็ถึงกับไม่สั่งน้ำชา อาศัยยืนมุงฟังนิทานเปล่าๆ อยู่หน้าร้านแทน

ช่วงแรกเริ่ม มีเพียงซ่งเสี่ยวเฉิงคอยต้อนรับแขกอยู่ด้านนอก ทว่าภายหลังลูกค้ามีมากจนเกินไป ซวี่เหลียนนอกจากจะต้องต้มน้ำชงชาอยู่ในลานเรือนด้านหลังแล้ว ยังต้องออกมาช่วยรินน้ำและเก็บกวาดโต๊ะอีกด้วย

เสิ่นซีคาดไม่ถึงเลยว่าเพิงน้ำชาเพิ่งจะเปิดกิจการมาได้เพียงสามวัน การค้าขายจะรุ่งเรืองเฟื่องฟูถึงเพียงนี้ แสดงให้เห็นว่าราษฎรต่างก็โหยหาความบันเทิงเริงใจมากเพียงใด ต่อให้อำเภอหนิงฮว่าไม่ได้มั่งคั่งร่ำรวย ทว่าคนว่างงานในเมืองย่อมมีมากกว่าในชนบทเป็นแน่ ประกอบกับยามนี้ยังไม่ถึงฤดูเพาะปลูกในวสันตฤดู ชาวเมืองจึงค่อนข้างมีเวลาว่างเหลือเฟือ จึงพากันแห่แหนกันมาดั่งฝูงเป็ด

(เชิงอรรถผู้แปล: แห่แหนกันมาดั่งฝูงเป็ด (趋之若鹜) สำนวนเปรียบเปรยถึงการแย่งชิงกันไปสู่สิ่งใดสิ่งหนึ่งเพราะผลประโยชน์ หรือแห่แหนไปตามกระแส)

"เหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยจะแย่แล้ว ขอข้าพักหายใจหายคอสักประเดี๋ยวก่อนเถิด"

หานอู่เหยียเล่าจบไปหนึ่งรอบ ฉวยจังหวะที่ลงมาพักผ่อน เอ่ยโอดครวญกับเสิ่นซี "คิดไม่ถึงเลยว่าคนมาฟังนิทานจะมากมายปานนี้ ข้าพักไปได้ไม่เท่าใดพวกเขาก็เร่งเร้าให้เล่าต่อ... ดูท่ามีเพียงตาเฒ่าอย่างข้าคนเดียว คงจะรับมือกับคนมากเพียงนี้ไม่ไหวเสียแล้ว"

ซ่งเสี่ยวเฉิงเลิกม่านประตูเดินเข้ามาพอดี เมื่อได้ยินดังนั้นก็เอ่ยถามด้วยท่าทีเบิกบาน "อู่เหยีย ท่านดูข้าเป็นอย่างไรบ้าง ขอรับข้าเป็นศิษย์ดีหรือไม่ขอรับ วันหน้าวันตาข้าจะได้ช่วยท่านเล่านิทานอย่างไรเล่า"

"เจ้าหรือ"

หานอู่เหยียปรายตามองซ่งเสี่ยวเฉิงแวบหนึ่งแล้วส่ายหน้า "ไหวพริบก็ดีอยู่หรอก ฝีปากก็คล่องแคล่ว ทว่าหน้าตาดูขี้ริ้วขี้เหร่ไปสักนิด ยากที่จะทำให้ผู้ฟังมีอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราวได้... อีกอย่าง หลงจู๊จ้างเจ้ามาเพื่อยกน้ำชารินชา เหตุใดเจ้าถึงแอบอู้งานหลบมาอยู่ด้านหลังเล่า"

ซ่งเสี่ยวเฉิงยิ้มเจื่อน "นี่ข้าก็ออกมาพักผ่อนเหมือนท่านผู้เฒ่ามิใช่หรือขอรับ มีซวี่เหลียนคอยดูแลอยู่ด้านนอก ไม่น่าจะมีปัญหาอันใดหรอก... พวกที่มาฟังนิทานเหล่านั้น พอเห็นซวี่เหลียนก็ราวกับผึ้งเห็นน้ำหวาน พอข้าไปรินน้ำชาให้พวกเขากลับไม่ค่อยพอใจเสียด้วยซ้ำ"

หานอู่เหยียเดาะลิ้นเบา ๆ พลางเอ่ย "เฮอะ เจ้าตัดใจปล่อยให้สตรีที่ดีปานนี้ออกไปเผยโฉมหน้าต่อผู้คนได้อย่างไร วันหน้าวันตาเจ้าต้องเป็นคนหนุ่มที่ไม่ดูแลครอบครัวเป็นแน่ คนไร้ความรับผิดชอบเช่นนี้ ข้าจะสอนเจ้าก็แปลกแล้ว"

(เชิงอรรถผู้แปล: เผยโฉมหน้าต่อผู้คน (抛头露面) การที่สตรีออกไปทำกิจกรรมในที่สาธารณะ ซึ่งอาจขัดต่อจารีตโบราณที่สตรีต้องเก็บตัวอยู่แต่ในเรือน)

"อย่าทำเช่นนี้สิขอรับ..."

ซ่งเสี่ยวเฉิงคิดจะหาเหตุผลมาโต้แย้งหานอู่เหยีย เพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ที่ย่ำแย่ของตนกลับคืนมา อย่างไรเสียการเล่านิทานก็เป็นทักษะวิชาชีพที่แท้จริง ไม่เพียงแต่จะหาเงินได้มาก แค่ขยับปากก็ไม่เหนื่อยแล้ว สองวันมานี้ซ่งเสี่ยวเฉิงเฝ้าครุ่นคิดอยู่ตลอดว่าจะทำเช่นไรหานอู่เหยียถึงจะยอมมองตนในแง่ดี ทว่าในตอนนั้นเอง ซวี่เหลียนก็เดินเข้ามาตามให้ซ่งเสี่ยวเฉิงออกไปยกน้ำชา ซ่งเสี่ยวเฉิงจึงทำได้เพียงเดินคอตกจากไป

มองส่งเงาร่างของซ่งเสี่ยวเฉิงหายลับไปหลังม่านประตู เสิ่นซีจึงเอ่ยกับหานอู่เหยียว่า "อู่เหยีย ท่านไม่ต้องเล่าแต่ซัวงักฉวนจ้วน ไปตลอดก็ได้นะขอรับ ในมือท่านยังมีเรื่องถงหลินจ้วน อยู่อีกมิใช่หรือ ลองเปลี่ยนรสชาติให้แปลกใหม่ดูบ้าง... หรือไม่วันหน้าเราทำเช่นนี้ ช่วงเช้าเล่าซัวงักฉวนจ้วน ช่วงบ่ายเล่าถงหลินจ้วน สลับกันไปมา คนเหล่านั้นก็จะได้ไม่ต้องขลุกอยู่ที่นี่ทั้งวัน... ท่านผู้เฒ่าเห็นว่าอย่างไรขอรับ"

(เชิงอรรถผู้แปล: ถงหลินจ้วน (童林传) นิยายกำลังภายในอิงประวัติศาสตร์สมัยชิง เล่าเรื่องราวของยอดฝีมือถงหลิน แต่ในเรื่องนี้เสิ่นซีดัดแปลงให้เป็นยุคราชวงศ์หยวน)

หานอู่เหยียพยักหน้ารับ "เช่นนั้นก็ดี ข้าจะลองดู นิทานเรื่องถงหลินจ้วน เรื่องนี้สนุกใช้ได้ทีเดียว เกรงก็แต่คนฟังจะไม่สนอกสนใจ อย่างไรเสียยุทธภพและเหล่าโจรป่านักเลง มันคือสิ่งใดกัน เกรงว่าคงมีคนรู้จักไม่มากนักกระมัง"

เสิ่นซีฉีกยิ้มกว้าง "นั่นก็ไม่แน่หรอกขอรับ บางทีคนฟังอาจจะชอบรสชาติแบบนี้ก็ได้นะขอรับ"

หานอู่เหยียได้รับแรงบันดาลใจ พอออกไปด้านนอกก็ประกาศว่าจะไม่เล่าซัวงักฉวนจ้วน แล้ว ทว่าจะเล่านิทานเรื่องใหม่แทน

คนด้านนอกที่กำลังตั้งตารอฟังตอนต่อไปของซัวงักฉวนจ้วน พลันรู้สึกหมดสนุก หลายคนถึงกับออกอาการฮึดฮัดสะบัดแขนเสื้อผุดลุกเดินหนีไป แท้จริงแล้วคนเหล่านี้มาตั้งแต่เช้าและยึดครองที่นั่งไว้ ซื้อน้ำชาเพียงชามเดียวก็ขลุกอยู่ได้ทั้งวัน จะไล่ก็ไล่ยาก

สิ่งนี้ทำให้เสิ่นซีมองเห็นถึงความยากลำบากในการทำกิจการเพิงน้ำชา

การดื่มชากับการฟังนิทานนั้นถูกมัดรวมขายคู่กัน ค่าน้ำชาคือรูปแบบของการเก็บเงิน การฟังนิทานคือรายได้หลักทว่ากลับไม่มีช่องทางการเก็บเงินที่ชัดเจน จำเป็นต้องคิดหาวิธีเปลี่ยนแปลงเสียใหม่ มิเช่นนั้นก็จะคอยแต่มีคนมาเนียนฟังนิทานเปล่าๆ อยู่ร่ำไป หรือไม่ก็ยึดครองที่นั่งทำเลดีโดยไม่ยอมควักเงินมากนักแต่นั่งแช่ไปทั้งวัน

หานอู่เหยียจัดแจงท่าทางให้เข้าที่เข้าทาง แล้วเริ่มเล่าถงหลินจ้วนตอนที่หนึ่ง

กล่าวถึงถงหลิน ยามอยู่บ้านเป็นเพียงลูกทรพีผู้ไม่เอาถ่าน วัน ๆ เอาแต่กินดื่มเที่ยวเล่นไร้ซึ่งวิชาความรู้ แม้จะมีพละกำลังมหาศาลอยู่บ้าง ทว่ากลับติดการพนันงอมแงม พอได้เริ่มต้นเล่นพนันขึ้นมาเมื่อใดก็หน้ามืดตามัวไม่เห็นหัวญาติพี่น้อง

การเปิดเรื่องของนิทานเรื่องนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เดินตามแบบแผนทั่วไป ตามปกติแล้วตัวเอกในบทนิทาน หากมิใช่วีรบุรุษผู้กล้าหาญในประวัติศาสตร์ ก็ต้องเป็นแบบอย่างทางศีลธรรม หรือผู้ที่มีความโดดเด่นเหนือคนทั่วไป คนฟังไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าจะมีลูกทรพีที่ฟังแล้วทำให้คนคันไม้คันมือเกลียดชังจนอยากจะบีบคอให้ตายมาเป็นตัวเอกเช่นนี้

ทว่ายิ่งการเริ่มต้นเรื่องราวแปลกประหลาดหลุดโลกมากเพียงใด ก็ยิ่งดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

แรกเริ่มเดิมที ตอนที่รู้ว่าหานอู่เหยียจะไม่เล่าซัวงักฉวนจ้วน แต่จะเปลี่ยนไปเล่าเรื่องอื่น หลายคนก็สะบัดก้นเดินจากไปด้วยความขุ่นเคือง ทว่าเดินออกไปได้ไม่ไกลนักก็ลองขบคิดดูอย่างละเอียดแล้วรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง จึงหันหลังกลับมาอยากจะลองฟังดูว่าเป็นเรื่องราวเช่นไร พอได้ฟังก็หลงใหลเคลิบเคลิ้มไปกับเนื้อหาเสียแล้ว

ถงหลินเล่นพนันผายจิ่วกับผู้อื่น ผลคือลืมตัวจนขาดสติ จับบิดาของตนเองทุ่มลงพื้นจนปางตาย กว่าจะรอดชีวิตมาได้ก็แทบแย่ ผู้ฟังพากันทอดถอนใจด้วยความเวทนา หากตัวเอกเปิดฉากมาก็ลงมือฆ่าบิดาจนตาย เช่นนี้ย่อมผิดต่อหลักจารีตประเพณีและจะต้องถูกผู้คนในสังคมรุมประณามหยามเหยียดเป็นแน่

(เชิงอรรถผู้แปล: พนันผายจิ่ว (牌九) การพนันชนิดหนึ่งของจีนโบราณ เล่นด้วยแผ่นป้ายคล้ายโดมิโน)

มีคนตะโกนก้องขึ้นมาจริง ๆ ดังคาด "ลูกทรพีเช่นนี้ อย่ามีเสียยังจะดีกว่า"

ผู้คนที่ยืนอยู่รายรอบต่างพากันส่งเสียงเออออห่อหมกไปตาม ๆ กันจำนวนไม่น้อย

เป็นดังคาด บิดาของถงหลินบันดาลโทสะขับไล่บุตรชายออกจากบ้าน ปล่อยให้เขาไปดิ้นรนหาเลี้ยงชีพตามยถากรรม นับตั้งแต่นั้นถงหลินก็ก้าวเข้าสู่การเดินทางอันยาวไกลที่ไร้ซึ่งจุดหมาย ยามที่เขาทรุดตัวลงนั่งพักผ่อนท่ามกลางหิมะที่ตกหนักและอากาศที่หนาวเหน็บ เขาก็เกือบจะแข็งตาย โชคดีที่มีคนมาช่วยไว้ได้ทัน เรื่องราวดำเนินไปอย่างรวดเร็วจนถึงจุดที่ถงหลินรอดตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์และได้ฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อเรียนรู้วิทยายุทธ

เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ ท้องฟ้าก็เริ่มมืดสลัวลงทุกขณะ เสิ่นหมิงจวินก็เลิกงานจากจวนตระกูลหวังแวะมาดูการค้าขายที่เพิงน้ำชาเช่นกัน

ยามนี้หานอู่เหยียโบกมือไปมาพลางเอ่ย "ตอนที่หนึ่งขอยุติลงเพียงเท่านี้ หากทุกท่านอยากจะรับฟังตอนต่อไป พรุ่งนี้คล้อยหลังยามเที่ยงก็เชิญมาแต่หัววันหน่อยก็แล้วกัน ส่วนช่วงเช้าพรุ่งนี้ข้าก็จะยังคงเล่าเรื่องซัวงักฉวนจ้วน บอกเล่าเรื่องราวของงักฮุยยอดวีรบุรุษต่อไป"

ความรู้สึกนี้ช่างไม่ต่างอันใดกับความอึดอัดขัดใจยามที่ได้ยินคำว่า 'อยากรู้เรื่องราวตอนต่อไป โปรดติดตามรับฟังได้ในตอนหน้า' บรรดาผู้ฟังนิทานต่างพากันบ่นกระปอดกระแปดพลางทยอยแยกย้ายกันไป แรกเริ่มเดิมทีทุกคนต่างก็ตั้งใจมาฟังซัวงักฉวนจ้วน แต่ยามนี้ถงหลินจ้วนเพิ่งจะเริ่มต้น พวกเขาก็หลงใหลเคลิบเคลิ้มเข้าไปในเรื่องราวเสียแล้ว ต่างก็อยากรู้ว่าไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่เกือบจะฟาดบิดาจนตาย ถูกไล่ออกจากบ้าน ซ้ำยังต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมแสนสาหัสนั้น ท้ายที่สุดแล้วจะมีจุดจบเช่นไร

เมื่อผู้คนแยกย้ายกันไปจนหมด หานอู่เหยียกับเสิ่นซีก็รับหน้าที่คิดบัญชี ส่วนเสิ่นหมิงจวินก็ช่วยซ่งเสี่ยวเฉิงและซวี่เหลียนปัดกวาดเช็ดถู เก็บโต๊ะและเก้าอี้ไผ่สาน

"หลงจู๊ สองวันมานี้การค้าขายช่างไม่เลวเลยจริง ๆ" คิดบัญชีเสร็จ หานอู่เหยียก็เอ่ยกับเสิ่นหมิงจวินด้วยความเบิกบานใจ "ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป กิจการของร้านเราย่อมต้องดีวันดีคืนเป็นแน่ บางทีอาจจะต้องเปลี่ยนไปหาหน้าร้านที่กว้างขวางกว่านี้เสียแล้ว ในแต่ละวันคนที่มาฟังนิทานแทบจะเบียดเสียดกันเข้ามาไม่ได้ การจะขยับขยายกิจการให้ใหญ่โตคงเป็นเรื่องยากแล้ว"

เสิ่นซีเอ่ยขึ้น "ข้าว่ามีบางคนมานั่งแช่ยึดที่นั่งเสียมากกว่านะขอรับ เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ พรุ่งนี้พวกเราเอาโต๊ะเก้าอี้ชั้นดีสักสองชุดมาตั้งไว้ใกล้ ๆ กับโต๊ะของอู่เหยีย จัดเตรียมชาชั้นเลิศ ผลไม้แห้ง และขนมขบเคี้ยวให้พร้อมสรรพ จะให้นั่งแช่ไปทั้งวันเลยก็ย่อมได้ ทว่าต้องจ่ายเงินวันละสองเฉียน ท่านพ่อกับอู่เหยียเห็นว่าอย่างไรขอรับ"

(เชิงอรรถผู้แปล: สองเฉียน (二钱银子) มาตราชั่งน้ำหนักเงินตรา 1 เฉียน เท่ากับ 1 ใน 10 ตำลึง สองเฉียนเท่ากับ 0.2 ตำลึง)

หานอู่เหยียหัวเราะร่วน "คุณชายน้อยตระกูลเสิ่น นี่ท่านอยากได้เงินจนหน้ามืดตามัวไปแล้วหรือไร ลำพังแค่ที่นั่งก็คิดเงินตั้งสองเฉียน ผู้ใดจะยอมมาเล่า ถึงเวลานั้นก็คงได้ปล่อยให้ว่างเปล่าไร้คนนั่งเป็นแน่"

เสิ่นซียื่นปากบ่นอุบอิบ "ข้าว่าไม่แน่หรอกนะขอรับ บรรดาคหบดีเหล่านั้นก็อยากจะมาฟังนิทานเช่นกัน สาเหตุที่พวกเขาไม่มา ก็เพราะรู้สึกว่าตนเองสูงส่งเกินกว่าจะมาลดตัวเกลือกกลั้วกับพวกพ่อค้าหาบเร่และกุลีแบกหาม ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็หยิบยื่นโอกาสให้พวกเขาเสียเลย ให้พวกเขาทั้งได้ยึดที่นั่งทำเลดีเพื่อฟังนิทาน ซ้ำยังได้หน้าได้ตา นั่งสบายไม่มีใครมาแก่งแย่งเบียดเสียด เช่นนี้ต่างหากเล่าถึงจะเรียกว่าการเสพสุข"

"มองในแง่ร้ายที่สุด ต่อให้ไม่มีผู้ใดเวทนายอมจ่ายเงินซื้อที่นั่งนี้ อย่างไรเสียก็เป็นเพียงเก้าอี้สองตัว พวกเราก็ไม่ได้ขาดทุนป่นปี้อันใดมิใช่หรือขอรับ"

หานอู่เหยียครุ่นคิดพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็เห็นว่ามีเหตุผลอยู่ไม่น้อย วันแรกยังพอมีคนที่สวมใส่เสื้อผ้าแพรพรรณชั้นดีแวะเวียนมาฟังนิทานอยู่บ้าง ทว่าสองวันให้หลัง เมื่อเห็นว่าในร้านเนืองแน่นไปด้วยผู้คนเบียดเสียดกันจนแทบจะปริแตก ผู้คนที่มาปะปนกันก็มีหลากหลายชนชั้น คนเหล่านั้นนั่งได้ประเดี๋ยวเดียวก็ลุกหนีไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่คนพวกนี้แหละคือกลุ่มคนที่มือเติบไม่เสียดายเงินทองที่สุด

หากไม่คิดหาวิธีรีดไถเงินทองจากบรรดาคหบดีเหล่านั้น ลำพังแค่หวังพึ่งพากำไรจากพวกกุลีแบกหามที่มาจิบชาฟังนิทานเปล่าๆ นั้นย่อมเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ

"หลงจู๊เห็นว่าอย่างไรเล่า"

หานอู่เหยียหันไปมองเสิ่นหมิงจวิน "ไม่เช่นนั้นพวกเราก็ลองทำตามที่หลงจู๊น้อยว่าดูดีหรือไม่"

ด้วยสติปัญญาและไหวพริบของเสิ่นซี ทำให้ปีศาจเฒ่าเจ้าเล่ห์อย่างหานอู่เหยียถึงกับต้องยอมศิโรราบ ทีแรกยังเรียกขานเสิ่นซีว่า 'คุณชายน้อยตระกูลเสิ่น' มายามนี้กลับเปลี่ยนสรรพนามยกย่องให้เป็น 'หลงจู๊น้อย' เสียแล้ว

(เชิงอรรถผู้แปล: ปีศาจเฒ่าเจ้าเล่ห์ (人精 / ปีศาจมนุษย์) คนฉลาดแกมโกง รู้ทันคน ผ่านโลกมามากเอาตัวรอดเก่ง)

เสิ่นหมิงจวินนั้นไร้ซึ่งหัวคิดมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว จึงพยักหน้ารับคำในทันที "ลองดูก็ดีเหมือนกัน"

จบบทที่ ตอนที่ 80 ความลำบากในความรุ่งเรือง

คัดลอกลิงก์แล้ว