เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 79 จ้างคนทำงาน

ตอนที่ 79 จ้างคนทำงาน

ตอนที่ 79 จ้างคนทำงาน


รอจนหานอู่เหยียจากไป ซ่งเสี่ยวเฉิงถึงได้ขยับเข้าไปใกล้เสิ่นหมิงจวินแล้วเอ่ย "หลงจู๊ จ้างคนเพิ่มอีกสักคนดีหรือไม่ขอรับ ข้าคนเดียวรับมือไม่ไหวจริง ๆ ด้านนอกต้องมีคนคอยต้อนรับขับสู้แขก ชงชา ยกชา และคิดเงิน สารพัดเรื่องจุกจิกวุ่นวาย ลานเรือนด้านหลังก็ต้องคอยต้มน้ำร้อนให้พร้อมอยู่ตลอดเวลา หากพรุ่งนี้ต้องขายขนมขบเคี้ยวเพิ่มอีก ข้าคงยุ่งจนหัวปั่นเป็นแน่..."

เสิ่นหมิงจวินในใจก็กลัดกลุ้มอยู่บ้าง เขาไม่สันทัดเรื่องการบริหารจัดการร้านค้า จึงไม่รู้ว่าควรตัดสินใจอย่างไร กลับเป็นเสิ่นซีที่มองออกถึงเค้าลางบางอย่าง จึงยิ้มถาม "พี่หกซ่ง ดูท่าแล้วท่านคงจะมีคนดี ๆ มาแนะนำใช่หรือไม่ขอรับ"

ซ่งเสี่ยวเฉิงลูบหัวป้อย ๆ ด้วยความกระดากอาย "เอ่อ... จะว่าเป็นคนดีเลิศอันใดก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก ก็แค่พอถูไถได้น่ะขอรับ... แท้จริงแล้วนางเป็นน้องสาวข้างบ้านของข้า ปีนี้อายุสิบเจ็ดปี เป็นคนขยันขันแข็ง พรุ่งนี้ให้นางมาลองดูดีหรือไม่ขอรับ ให้นางคอยต้อนรับแขกอยู่ด้านนอกอาจจะไม่ค่อยเข้าที แต่ถ้าให้คอยต้มน้ำร้อนหรือวิ่งส่งของ ย่อมทำได้อย่างแน่นอน"

ทีแรกยามที่เสิ่นซีเห็นซ่งเสี่ยวเฉิงมีท่าทีลับ ๆ ล่อ ๆ มีพิรุธ ก็รู้สึกว่าคนผู้นี้ไม่ค่อยน่าไว้ใจนัก ทว่าหลังจากได้คลุกคลีกันมาสองสามวัน ซ่งเสี่ยวเฉิงก็ทำงานง่วนอยู่ทั้งในและนอกร้านด้วยความขยันขันแข็ง เสิ่นซีถึงเพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองทำพลาดที่ตัดสินคนจากหน้าตา ความประทับใจที่มีต่อเขาจึงเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมาก ครานี้ซ่งเสี่ยวเฉิงก็ไม่ได้แนะนำพวกสหายเสเพลไร้แก่นสาร แต่กลับแนะนำเด็กสาวข้างบ้านมาทำงาน ทำให้เขายิ่งรู้สึกว่าคนผู้นี้มีหัวคิดรู้จักความเหมาะสม

เสิ่นซีดึงแขนเสื้อเสิ่นหมิงจวินเบา ๆ พลางเอ่ย "ท่านพ่อ ข้าเห็นว่าที่พี่หกซ่งพูดมาก็มีเหตุผลนะขอรับ ลองจ้างนางมาทำงานดูก่อนเถิด ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้กิจการอาจจะดีขึ้นไปอีก ถึงเวลานั้นท่านก็ต้องไปทำงานแล้ว หากในร้านไม่มีคนคอยต้อนรับลูกค้าคงได้วุ่นวายกันพอดี"

เสิ่นหมิงจวินพยักหน้ารับ "เช่นนั้นก็ได้ พรุ่งนี้ให้นางมาลองดูเถิด ส่วนเรื่องค่าแรง..."

ซ่งเสี่ยวเฉิงรีบเอ่ยแทรกขึ้นมาทันควัน "เรื่องค่าแรง หลงจู๊โปรดช่วยดูแลเป็นพิเศษสักนิดเถิดขอรับ อย่างไรเสียก็เป็นคนคุ้นเคยกัน... นางเป็นคนขยันขันแข็งนัก หากให้วันละสิบสองเหวินได้ก็จะดีที่สุด หากไม่ได้จริง ๆ วันละสิบเหวินดีหรือไม่ขอรับ"

เสิ่นหมิงจวินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ย "พรุ่งนี้เจอหน้ากันแล้วค่อยคุยกันเถิด"

ซ่งเสี่ยวเฉิงฉวยโอกาสก่อนที่ฟ้าจะมืดและประตูเมืองจะปิด รีบมุ่งหน้าออกนอกเมืองไปด้วยความเบิกบานใจ เสิ่นหมิงจวินจัดการเก็บกวาดร้านจนเรียบร้อย แล้วจึงเดินทางกลับบ้านพร้อมกับเสิ่นซี เดินมาได้เพียงครู่เดียว จู่ ๆ เสิ่นซีก็ร้องโอดครวญขึ้นมา "อัยหยา อัยหยา... แย่แล้ว แย่แล้ว ข้าลืมไปเสียสนิทเลยว่าท่านแม่สั่งให้ข้ารีบกลับบ้านแต่หัววัน"

"เช่นนั้นจะทำอย่างไรดีเล่า" เสิ่นหมิงจวินพลันมืดแปดด้านหมดหนทาง กิจการนี้เพิ่งจะเปิดมาได้เพียงสองวัน เขาไม่อยากให้โจวซื่อล่วงรู้เร็วถึงเพียงนี้ว่าเขาแอบมา 'ทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง' อยู่ข้างนอก

เสิ่นซีแลบลิ้นปลิ้นตาพลางหัวเราะร่วน "ท่านพ่อ ไม่เป็นไรหรอกขอรับ ตอนกลับไปท่านช่วยข้าแต่งเรื่องกลบเกลื่อนหน่อยก็พอ... ท่านก็บอกว่าข้าไปหาคุณชายน้อยตระกูลหวังที่จวนตระกูลหวังเพื่อวิ่งเล่น รอจนท่านเลิกงานแล้วถึงได้กลับบ้านพร้อมกัน"

เสิ่นหมิงจวินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดก็พยักหน้ารับคำ ก่อนจะถอนหายใจยาว "ปิดบังแม่เจ้าอยู่เช่นนี้ตลอดไป ท้ายที่สุดก็คงไม่ดีนักหรอก"

เสิ่นซีอดไม่ได้ที่จะก้มหน้ากลอกตาบนใส่ ลอบคิดในใจว่าไม่รู้ผู้ใดกันแน่ที่ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องมาเป็นเดือน ๆ หากมิใช่เพราะเขากับหวังหลิงจือแอบสะกดรอยตาม ป่านนี้เสิ่นหมิงจวินก็คงยังหมกมุ่นอยู่กับโรงเลี้ยงสัตว์ที่ร่อแร่ครึ่งผีครึ่งคนแห่งนั้น ปล่อยให้ภรรยาต้องนอนเปล่าเปลี่ยวเดียวดายอยู่เฝ้าเรือนทุกค่ำคืน

เมื่อกลับมาถึงบ้าน เสิ่นซีก็เอ่ยคำโป้ปดออกไป โดยมีเสิ่นหมิงจวินคอยเอ่ยสำทับอยู่ด้านข้าง โจวซื่อจึงไม่ได้เกิดความสงสัยเคลือบแคลงอันใด

"กลับมาแล้วก็รีบไปทำการบ้านเสีย ประเดี๋ยวจะได้กินข้าว เจ้าไปคอยเฝ้าท่านพ่อที่จวนตระกูลหวังก็ดีเหมือนกัน เช่นนี้เขาก็จะได้กลับบ้านทุกวัน... ท่านพี่ วันนี้ข้าจะทำกับข้าวเพิ่มอีกสักสองอย่างนะเจ้าคะ" โจวซื่อเดินเข้าครัวไปเตรียมมื้อค่ำด้วยใบหน้าเบิกบานใจ "อ้อ จริงสิ มีจดหมายส่งมาจากเมืองถิงโจว ดูเหมือนว่าท่านอาหญิงของเด็ก ๆ จะเป็นคนเขียนมา เสี่ยวหลางไม่อยู่บ้าน ข้าเลยรับเก็บไว้ก่อน ยังไม่ได้ให้ผู้ใดเปิดอ่านเลย"

เอ่ยจบ โจวซื่อก็ล้วงจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ที่แท้ก็เป็นมารดาของหยางเหวินเจา หรือก็คือหยางเสิ่นซื่อ ท่านอาหญิงของเสิ่นซีนั่นเองที่เป็นคนเขียนมา

เสิ่นซีเปิดจดหมายออกอ่าน ที่แท้หยางเสิ่นซื่อได้ข่าวว่าเสิ่นหมิงจวินกับโจวซื่อมาช่วยผู้อื่นทำมาค้าขายสมุนไพรอยู่ในตัวอำเภอ ส่วนสามีของนางเองก็เปิดร้านขายยาอยู่ในเมืองถิงโจวเช่นกัน นางจึงคิดจะฉวยโอกาสยามที่ภัยกบฏใกล้จะถูกปราบปรามจนสงบราบคาบ ให้คนทั้งสองครอบครัวได้ไปมาหาสู่กันให้มากขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าซึ่งกันและกัน

"ท่านแม่ ใจความคร่าว ๆ ก็ประมาณนี้แหละขอรับ ท่านเห็นว่าควรจะตอบกลับท่านอาหญิงไปเช่นไรดี" เสิ่นซีอ่านจดหมายจบก็หันไปมองมารดา

โจวซื่อมีสีหน้ากลัดกลุ้มขึ้นมาทันที "แม้ข้าจะช่วยงานอยู่ที่ร้านขายยา ทว่าหลงจู๊ตัวจริงก็คือท่านน้าซุนของเจ้า เรื่องพรรค์นี้ข้าจะไปตัดสินใจเองได้อย่างไรเล่า เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ข้าไปถามท่านน้าซุนของเจ้าดูก่อน แล้วค่อยมาดูว่าจะตอบกลับไปเช่นไร"

เดิมทีคนในแวดวงเดียวกันย่อมเป็นคู่แข่ง ทว่ายามนี้การทำมาค้าขายฝืดเคือง การมีช่องทางเพิ่มขึ้นอีกสักทาง ไม่ว่าจะเป็นการรับสินค้าหรือระบายสินค้า ย่อมสะดวกสบายกว่าเป็นไหน ๆ เสิ่นซีพอจะเข้าใจเจตนาของท่านอาหญิงอยู่บ้าง ทว่ายามนี้โจวซื่อก็ไม่อาจเป็นผู้ตัดสินใจได้จริง ๆ ส่วนทางฝั่งฮุ่ยเหนียงเองก็มีร้านขายยาถึงสองร้านให้ต้องจัดการดูแล ซ้ำยังต้องคบค้าสมาคมเรื่องหอการค้าอีก นางจึงอาจไม่มีเวลาไปสานสัมพันธ์แลกเปลี่ยนกับคู่ค้าในเมืองถิงโจว

หลังจากกินข้าวปลาและล้างหน้าแปรงฟันเสร็จสรรพ เมื่อกลับเข้าห้อง เสิ่นซีก็ทิ้งตัวลงนอนหลับเป็นตายทันที ยามนี้หลินไต้ที่ชิงยึดพื้นที่ด้านในของเตียงไว้แต่หัววันเพื่อรอให้เสิ่นซีมาแย่งชิง กลับรู้สึกหมดสนุก นางผลักตัวเสิ่นซีเบา ๆ พลางเอ่ยถาม "นี่ สองวันมานี้เหตุใดเจ้าถึงไม่เล่านิทานให้ฟังแล้วเล่า"

เสิ่นซีย่อมไม่อาจนำเรื่องที่ไปช่วยเสิ่นหมิงจวินเปิดร้านมาบอกกล่าวแก่หลินไต้ได้ จึงทำได้เพียงลืมตาขึ้นแล้วฝืนยิ้ม "การบ้านที่สถานศึกษาเหนื่อยนัก ปล่อยให้ข้านอนเถิด รออีกสักสองวันข้าค่อยเล่านิทานเรื่องใหม่ให้ฟังดีหรือไม่"

หลินไต้ไหนเลยจะยินยอม ทว่าเสิ่นซีนั้นเหน็ดเหนื่อยจนเกินทน จึงหลับใหลไปทั้งที่ยังงัวเงียสะลึมสะลือ

วันรุ่งขึ้นเสิ่นหมิงจวินออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้าตรู่ เสิ่นซีเองก็อ้างว่าจะไปสถานศึกษาแต่หัววันเพราะมีข้อสงสัยต้องไปเรียนถามท่านอาจารย์ แล้วแอบหนีตามไปที่เพิงน้ำชา

พอไปถึงที่หมาย ซ่งเสี่ยวเฉิงก็พาเด็กสาวข้างบ้านที่เขาพูดถึงมาฝากตัวเข้าทำงานเสียแล้ว  เป็นเด็กสาวอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปี ผิวพรรณคล้ำแดดอยู่บ้าง หน้าตาดูสดใสร่าเริง แม้รูปร่างหน้าตาจะไม่ได้งดงามหยดย้อย ทว่ายามแย้มยิ้มกลับมีลักยิ้มตื้น ๆ ปรากฏขึ้นทั้งสองข้างแก้ม ช่างมีเสน่ห์ดึงดูดใจยิ่งนัก มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นสาวชาวนาที่ทั้งซื่อสัตย์จริงใจและขยันขันแข็ง

"คารวะหลงจู๊เจ้าค่ะ ข้ามีนามว่าซวี่เหลียน ตามพี่หกมาหาลู่ทางทำกินที่นี่" หลังจากเด็กสาวรู้ว่าเสิ่นหมิงจวินคือหลงจู๊ของร้านแห่งนี้ นางก็รีบปรี่เข้ามาทำความเคารพทันที

เสิ่นหมิงจวินมีนิสัยซื่อสัตย์หัวอ่อน จู่ ๆ มี แม่นางอายุน้อยมาทำความเคารพ ใบหน้าก็พลันแดงซ่านขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ยืนอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใดถึงจะดี

เสิ่นซีรีบก้าวเข้าไปรับหน้าแทน "หากพี่สาวซวี่เหลียนยินดีก็อยู่ทำงานที่นี่เถิดขอรับ ที่นี่พวกเรางานยุ่งมาก ค่าแรงวันละสิบสองเหวิน รอวันหน้าวันตาหากทำได้ดีแล้วค่อยเพิ่มค่าแรงให้อีก... ท่านพ่อ ไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ขอรับ"

"อ้อ" เสิ่นหมิงจวินขานรับไปอย่างทำส่งเดชขอไปที

พอซวี่เหลียนได้ยินว่ามีค่าแรงวันละสิบสองเหวินก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง เช่นนี้หนึ่งเดือนก็จะได้ถึงสามร้อยหกสิบเหวิน เมื่อเทียบกับลูกจ้างระยะยาวที่ต้องใช้แรงงานหนักแล้วก็แทบจะไม่ต่างกันเลย นางจึงรีบยอบกายคารวะแล้วเอ่ยว่า "ขอบพระคุณหลงจู๊และคุณชายน้อยเจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้ข้าไปช่วยงานปักผ้าที่ร้านตัดเสื้อ เดือนหนึ่งอย่างมากก็หาได้แค่สองร้อยเหวิน ซ้ำส่วนใหญ่ยังไม่มีงานให้ทำอีก ข้าทำงานขยันขันแข็ง จะไม่ทำให้หลงจู๊และคุณชายน้อยต้องผิดหวังในความไว้วางใจแน่นอนเจ้าค่ะ"

เสิ่นหมิงจวินหน้าแดงหูแดง ก้มหน้าลงอย่างไม่อาจควบคุม เสิ่นซีมองออกว่าบิดาหน้าโง่ของตนไม่มีประสบการณ์ในการสนทนากับสตรี จึงไม่คิดสร้างความลำบากใจให้เขาอีก เสิ่นซีเป็นคนพาซวี่เหลียนเดินดูรอบ ๆ ร้านด้วยตนเอง พร้อมกับชี้แนะว่านางควรจะต้องทำสิ่งใดบ้าง

คนทั้งหลายร่วมแรงร่วมใจเปิดร้านและเก็บกวาดจนเข้าที่เข้าทาง ยามเฉินก็จวนจะสิ้นสุดลงแล้ว เสิ่นหมิงจวินรีบร้อนผละจากไปทำงานของตน ผ่านไปอีกครู่หนึ่งหานอู่เหยียก็เดินทางมาถึง การเล่านิทานประจำวันกำลังจะเปิดฉากขึ้น

(เชิงอรรถผู้แปล: ยามเฉิน (辰时) ช่วงเวลา 07.00 - 09.00 น.)

เสิ่นซีมองดูหานอู่เหยียที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไผ่สาน สายตาจดจ่ออยู่กับบทนิทาน ริมฝีปากพึมพำไม่หยุดหย่อน เห็นได้ชัดว่าเขากำลังซักซ้อมในแบบฉบับของตนเอง เสิ่นซีลอบคิดในใจ ลูกจ้างมีเพียงคนเดียวย่อมไม่พอ นักเล่านิทานเพียงคนเดียวก็เห็นได้ชัดว่าไม่พอเช่นกัน หากหานอู่เหยียเกิดล้มป่วยหรือทางบ้านมีธุระปะปังเร่งด่วนอันใด กิจการของร้านนี้คงไม่อาจดำเนินไปได้ด้วยดีเป็นแน่ ที่สำคัญที่สุดคือยังต้องคอยระแวดระวังโรงน้ำชาแห่งอื่น ที่อาจเห็นว่ากิจการทางนี้รุ่งเรืองแล้วแอบมาทาบทามดึงตัวไป ยากจะรับประกันได้ว่าหานอู่เหยียจะไม่เห็นแก่ผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วหันหลังให้พวกเขา

แน่นอนว่าถ้อยคำเหล่านี้ต้องเก็บงำไว้ในใจ ยามนี้กิจการเพิงน้ำชาเพิ่งจะเริ่มต้น จะมาทำตัวหวาดระแวงปั่นป่วนจนทำลายขวัญกำลังใจฝ่ายตนเองไม่ได้ มิเช่นนั้นอาจก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น เรื่องราวต่าง ๆ ย่อมสามารถค่อย ๆ แก้ไขไปทีละก้าวได้

เสิ่นซีตัดสินใจว่าไว้มีโอกาสจะลองหยั่งเชิงถามหานอู่เหยียดู ว่าเขาพอจะมีสหายร่วมวงการมาแนะนำบ้างหรือไม่ หรือไม่อย่างนั้นก็รับลูกศิษย์ลูกหาสักคน จะว่าไปแล้วการเล่านิทานก็นับเป็นสายอาชีพหนึ่ง ฝีไม้ลายมือในการเล่านิทานของหานอู่เหยียก็ไม่เลวเลย ยามนี้มีเขาคอยจัดหาบทนิทานให้เป็นพิเศษ หากหานอู่เหยียรับลูกศิษย์สักสองสามคน ไม่แน่ว่าอาจจะได้ชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วหล้า กลายเป็นปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักอะไรเทือกนั้นก็เป็นได้

ร้านรวงเปิดประตูค้าขาย บรรดากุลีที่เร่งรุดมารับจ้างแบกหามที่ท่าเรือตั้งแต่เช้าตรู่ต่างพากันหลั่งไหลเข้ามาดื่มชา ทว่าไม่ได้ตั้งใจมาฟังนิทาน เป็นเพียงการเห็นแก่ของถูก เพราะน้ำชาของเพิงน้ำชานั้นราคาถูกแสนถูก

ไม่ว่าจะเป็นซ่งเสี่ยวเฉิง หรือซวี่เหลียนที่เพิ่งมาใหม่ ต่างก็ขยันขันแข็งในการทำงานยิ่งนัก ทั้งในและนอกเพิงน้ำชาล้วนถูกเก็บกวาดจัดแจงจนเป็นระเบียบเรียบร้อย หลังจากนี้ก็คงต้องรอดูกันว่าการเล่านิทานของหานอู่เหยียจะออกมาเป็นเช่นไรแล้ว

ยามที่เสิ่นซีจะผละจากไป เขาก็ยังรู้สึกไม่ค่อยวางใจนัก จึงเอ่ยกำชับว่า "อู่เหยีย ข้าไปสถานศึกษาก่อนนะขอรับ หากมีเรื่องราวอันใด ท่านช่วยรับหน้าไปก่อนชั่วคราว รอท่านพ่อข้ากลับมาแล้วจะจัดการให้เรียบร้อยเองขอรับ"

หานอู่เหยียยิ้มตอบ "คุณชายน้อยตระกูลเสิ่นไม่ต้องกังวลไปหรอก ร้านนี้มีข้าอยู่ ย่อมไม่เกิดเรื่องวุ่นวายอันใดเป็นแน่ กลัวก็แต่กิจการจะไม่ดี ไม่มีคนมาฟังนิทานนี่สิ"

ระหว่างที่กำลังสนทนากันอยู่นั้น ก็เริ่มมีคนว่างงานทยอยกันมาทีละสองสามคน เห็นได้ชัดว่าเมื่อวานฟัง 'ซัวงักฉวนจ้วน' แล้วยังไม่จุใจ วันนี้จึงเตรียมมารับฟังเรื่องราวตอนต่อไปแล้ว

จบบทที่ ตอนที่ 79 จ้างคนทำงาน

คัดลอกลิงก์แล้ว