เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 78 เปิดกิจการรับข่าวดี

ตอนที่ 78 เปิดกิจการรับข่าวดี

ตอนที่ 78 เปิดกิจการรับข่าวดี


หลังจากเสิ่นซีกลับไป เขาก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับการแต่งบทนิทานอิงประวัติศาสตร์ เขากำหนดบทนิทานไว้สองเรื่อง เรื่องแรกคือนิยายวีรบุรุษอิงประวัติศาสตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการต่อต้านทัพจินของงักฮุย เรื่อง 'ซัวงักฉวนจ้วน' ส่วนเรื่องที่สองคือนิยายกำลังภายในพื้นบ้านเรื่อง 'ถงหลินจ้วน' ทว่าเขาได้ปรับเปลี่ยนยุคสมัยในเรื่องให้กลายเป็นราชวงศ์หยวนแทน

(เชิงอรรถผู้แปล: 'ซัวงักฉวนจ้วน' (说岳全传 - ตำนานเยว่เฟยฉบับสมบูรณ์) หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ 'ตำนานงักฮุย' เป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่รวบรวมและแต่งเติมขึ้นใหม่ในสมัยราชวงศ์ชิง ประพันธ์โดย เฉียนไฉ (钱彩) เนื้อหาบอกเล่าเรื่องราววีรกรรมของ 'เยว่เฟย' (งักฮุย) ยอดขุนศึกผู้รักชาติแห่งราชวงศ์ซ่งใต้ ที่นำทัพต้านทานการรุกรานของกองทัพจิน (กิมก๊ก) ด้วยความซื่อสัตย์ภักดี ก่อนจะถูกขุนนางกังฉิน (ฉินฮุ่ย) ใส่ร้ายจนต้องโทษประหาร เรื่องราวนี้ถือเป็นวรรณกรรมคลาสสิกและบทเล่านิทาน (ผิงซู) ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่ชาวจีนมาทุกยุคทุกสมัย) 

'ถงหลินจ้วน' (童林传 - ตำนานถงหลิน) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ 'ยงเจิ้งเจี้ยนเสียถู่' (雍正剑侠图) เป็นนิยายกำลังภายในอิงประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียง ประพันธ์โดย ฉางเจี๋ยเหมี่ยว (常杰淼) นักเล่านิทานชื่อดังในช่วงปลายยุคราชวงศ์ชิงถึงต้นยุคสาธารณรัฐ เรื่องราวต้นฉบับเล่าถึงยอดฝีมือถงหลินที่ออกท่องยุทธภพและสร้างวีรกรรมในยุคจักรพรรดิยงเจิ้งแห่งราชวงศ์ชิง แต่ในบริบทนี้ เสิ่นซีได้ดัดแปลงเนื้อหาโดยเปลี่ยนฉากหลังให้เป็นยุคราชวงศ์หยวนแทนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องยุคสมัย) 

ผลงานทั้งสองเรื่องนี้ล้วนเป็นตัวแทนของศิลปะการเล่านิทานในยุคชนรุ่นหลัง ซึ่งนับว่ามีคุณค่าทางศิลปะค่อนข้างสูง

เสิ่นซีไม่จำเป็นต้องเขียนให้จบในคราวเดียว เขาเพียงแค่เขียนเนื้อหาสิบตอนแรกของทั้งสองเรื่องออกมาเสียก่อน จากนั้นก็นำมาขัดเกลาสำนวนโวหารให้สละสลวย แล้วจึงส่งมอบให้หานอู่เหยียนำไปถ่ายทอด

หลังจากหานอู่เหยียได้อ่านบทนิทานเรื่องใหม่ เขาก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง

สมกับที่เป็นผู้มีสายตาแหลมคม หานอู่เหยียคลุกคลีอยู่กับนิทานสารพัดเรื่องราวมาทั้งชีวิต เพียงแค่กวาดสายตาอ่านอย่างคร่าว ๆ รอบหนึ่ง เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องนี้จะได้รับความนิยมหรือไม่

"เสี่ยวหลางแห่งตระกูลเสิ่น บทนิทานที่ท่านมอบให้ข้าช่างเขียนได้ดียิ่งนัก ไม่ทราบว่าเป็นผลงานปลายพู่กันของยอดคนผู้ใดหรือ" หลังจากหานอู่เหยียอ่านจบ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังหลงใหลเคลิบเคลิ้มไปกับเรื่องราวในนั้นจนไม่อาจถอนตัว จึงเอ่ยถามเสิ่นซีด้วยความเกรงใจ

เสิ่นซีตอบกลั้วรอยยิ้ม "เรื่องนี้หานอู่เหยียไม่ต้องใส่ใจหรอกขอรับ วันหน้าย่อมมีเรื่องราวตอนต่อไปมาส่งให้อย่างแน่นอน ยามนี้การตระเตรียมของเพิงน้ำชาแห่งนี้ก็ถือว่าพร้อมสรรพแล้ว สมควรแก่เวลาเปิดประตูค้าขายแล้วใช่หรือไม่ขอรับ"

หานอู่เหยียพยักหน้ารับ "ย่อมต้องยิ่งเร็วยิ่งดี"

เพื่อต้อนรับการเปิดกิจการเพิงน้ำชา เสิ่นหมิงจวินถึงกับอุตส่าห์ลางานสองวันเป็นพิเศษ

วันแรกของการเปิดเพิงน้ำชา ประจวบเหมาะกับวันนัดตลาดของตัวอำเภอหนิงฮว่าพอดี เพื่อดึงดูดให้ผู้คนแวะเวียนมาฟังนิทาน เสิ่นซีจึงเสนอความคิดหนึ่งแก่เสิ่นหมิงจวิน นั่นก็คือการให้ดื่มชาและฟังนิทานโดยไม่คิดเงิน หากชาวบ้านเดินจับจ่ายจนเหน็ดเหนื่อย ก็สามารถมานั่งพักจิบชาที่เพิงน้ำชาได้โดยไม่เสียเงิน ทั้งยังได้ฟังนิทานไปพลาง ๆ หากรู้สึกว่าสนุกถูกใจ วันหน้าย่อมต้องกลับมาอุดหนุนกิจการอย่างแน่นอน

ก่อนหน้านี้ เพิงน้ำชาแห่งนี้ได้ผลาญเงินที่เสิ่นซีได้จากการขายภาพวาดไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว ส่วนเงินสองตำลึงที่เสิ่นหมิงจวินได้จากการขายสัตว์ก็ยังต้องเก็บไว้เตรียมพร้อมรับเหตุไม่คาดฝัน จึงไม่อาจสุรุ่ยสุร่ายตามอำเภอใจได้ ด้วยเหตุนี้ การเปิดกิจการครานี้จึงไม่ได้มีการตีฆ้องร้องป่าวอันใด แม้แต่ประทัดก็ยังไม่ได้จุด เพียงแค่ให้ซ่งเสี่ยวเฉิงออกไปตะโกนเรียกลูกค้าอยู่หน้าร้านให้เข้ามาดื่มชาที่ไม่คิดค่าใช้จ่ายเท่านั้น

เมื่อพิจารณาถึงความนิยมของชาวบ้านเป็นหลัก นิทานเรื่องแรกที่นำมาเล่าในวันเปิดกิจการจึงเป็นเรื่อง 'ซัวงักฉวนจ้วน' (ตำนานงักฮุย) อย่างไรเสีย เรื่องราวของงักฮุยก็แพร่หลายในหมู่ราษฎรมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่งใต้ ครั้นล่วงเข้าสู่ยุคราชวงศ์หยวนและราชวงศ์หมิงก็ยิ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม การนำเรื่องราวนี้มาเล่าขานในยามนี้ สำหรับผู้ที่พอจะคุ้นเคยอยู่บ้าง เมื่อได้ฟังย่อมเข้าถึงอรรถรสของเรื่องราวได้อย่างง่ายดาย

ในช่วงเช้าสองชั่วยาม มีคนแวะเวียนมาดื่มชาไม่น้อย ทว่าผู้ที่ยอมหยุดพักเพื่อฟังนิทานนั้นกลับมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่ดื่มชาเสร็จก็ผละจากไป อย่างไรเสีย ราษฎรธรรมดาสามัญต่างก็ต้องแบกรับภาระปากท้องอันหนักอึ้ง ล้วนต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพอย่างเหน็ดเหนื่อย ส่วนบรรดาเศรษฐีที่มีทั้งเงินและเวลาว่างมานั่งฟังนิทานนั้น ก็มักจะชื่นชอบการทำตัวหรูหรามีระดับ ย่อมไม่มาร่วมนั่งดื่มชาแจกเปล่าในเพิงน้ำชาเล็ก ๆ เช่นนี้เป็นแน่

ทว่าท้ายที่สุดก็ยังพอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้บ้าง พอถึงยามเที่ยงที่ดวงตะวันลอยโด่ง ลูกค้าในเพิงน้ำชาก็ค่อย ๆ เพิ่มจำนวนขึ้น ประจวบเหมาะกับช่วงเวลานี้เรื่องราวก็ดำเนินมาถึงจุดเข้มข้น ผู้คนที่มามุงดูฟังนิทานอยู่ด้านนอกก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงขั้นมีบางคนถือถ้วยชาผุดลุกขึ้นยืนฟังด้วยซ้ำ

ตกบ่าย ผู้คนในตลาดก็บางตาลงอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานก็ถึงเวลาปิดร้าน

เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน แท้จริงแล้วก็เท่ากับลงแรงไปโดยเปล่าประโยชน์

ทว่าหานอู่เหยียกลับเล่าได้อย่างเบิกบานใจยิ่งนัก ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนักเล่านิทานหาใช่เรื่องที่ว่าหาเงินได้มากน้อยเพียงใด ทว่าอยู่ที่การมีผู้คนยินยอมหยุดเท้าเพื่อรับฟังเรื่องราวของเขาต่างหากเล่า จากฝูงชนที่มามุงฟังนิทานเมื่อตอนเที่ยง หานอู่เหยียก็สัมผัสได้ทันทีว่านิทานเรื่องนี้มีชั้นเชิง เมื่ออิทธิพลของเรื่องราวแพร่สะพัดออกไป อีกไม่นานก็จะทำให้เขากลายเป็นผู้โดดเด่นเหนือผู้คนในหมู่นักเล่านิทานที่มีหน้ามีตาของเมืองแห่งนี้ได้อย่างแน่นอน

ส่วนเสิ่นหมิงจวินนั้นกลับมีสีหน้าหม่นหมองไร้ราศี เขาไม่ค่อยเข้าใจเจตนาของเสิ่นซีที่ให้ผู้คนดื่มชาฟังนิทานเปล่าๆ สักเท่าใดนัก รู้สึกปวดใจกับการทำมาค้าขายแบบยอมขาดทุนเช่นนี้ อย่างไรเสีย ทั้งใบชาและฟืนที่ใช้ต้มน้ำ ล้วนเป็นสิ่งที่เขาใช้เงินตราของแท้ไปซื้อหามาทั้งสิ้น

ตกบ่าย เมื่อเสิ่นซีเลิกเรียนกลับมา พอสอบถามเรื่องราวทั้งหมดจนกระจ่างแจ้ง เขาก็ยิ้มปลอบใจ "ท่านพ่อ หากไม่ยอมเสียเงินก้อนเล็ก แล้วจะได้เงินก้อนโตมาได้อย่างไรเล่า เสียเงินเพียงเท่านี้ท่านก็ปวดใจเสียแล้ว เช่นนั้นวันหน้าวันตาจะหาเงินก้อนโตได้อย่างไรกัน"

เสิ่นหมิงจวินถอนหายใจยาว "ข้าก็แค่กลัวว่าโปรยเงินก้อนเล็กออกไปแล้ว ท้ายที่สุดจะขาดทุนจนหมดเนื้อหมดตัว ถ้าเป็นเช่นนั้นสู้ตั้งหน้าตั้งตาเลี้ยงสัตว์ยังจะดีกว่า อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลว่าจะขาดทุน"

เสิ่นซีลอบคิดในใจ ดูท่าทัศนคติของบิดายังคงต้องได้รับการขัดเกลาอีกมาก เพิ่งจะผ่านไปแค่วันเดียวก็คิดจะล้มเลิกเสียแล้วหรือ วันหน้าวันตาหากต้องเผชิญกับอุปสรรคขวากหนามอันใด คงไม่ถึงขั้นปิดร้านเลิกกิจการไปเลยหรืออย่างไร

วันรุ่งขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ เสิ่นซีก็ออกบ้านไปช่วยเสิ่นหมิงจวินจัดแจงดูแลร้าน รอจนใกล้ถึงเวลาจึงค่อยรีบรุดไปที่สถานศึกษา ครั้นตกบ่ายเมื่อเขากลับมา ทั้งในและนอกเพิงน้ำชาต่างก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมืดฟ้ามัวดิน

อีกทั้งยังมีข่าวดีทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง กองทัพหลวงได้เปิดเส้นทางสัญจรทั้งทางบกและทางน้ำรอบอำเภอหนิงฮว่าเสียใหม่ ประตูเมืองไม่จำเป็นต้องเปิดเพียงเช้าและเย็นรอบละครึ่งชั่วยามอีกต่อไป ทว่าเปิดให้สัญจรได้ตลอดทั้งวัน

เมื่อจำนวนราษฎรและพ่อค้าวานิชที่เดินทางเข้าเมืองเพิ่มมากขึ้น คลื่นฝูงชนบริเวณท่าเรือในเมืองก็ทวีความหนาแน่นขึ้นตามไปด้วย แรกเริ่มเดิมทีก็มีเพียงพวกจับกังรับจ้างแบกหามที่แวะเวียนมาจิบชาและฟังนิทานฆ่าเวลา ภายหลังเมื่อผู้คนที่ได้ดื่มชาเปล่าเมื่อวานนำไปบอกเล่าปากต่อปาก ก็ทำให้ผู้คนมากมายรับรู้ว่ามีเพิงน้ำชาเปิดใหม่แห่งหนึ่งกำลังเล่านิทานเรื่องใหม่ ซ้ำยังสนุกสนานน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง จึงพากันแห่แหนมาด้วยความชื่นชม

หานอู่เหยียนั่งอยู่หลังโต๊ะยาวทางทิศเหนือสุดของเพิงน้ำชา เล่าเรื่องราวด้วยสีหน้าและท่าทางเบิกบานลำพองใจ แขกเหรื่อทั้งในและนอกเพิงน้ำชาต่างก็ฟังกันอย่างออกรสออกชาติ แม้กระทั่งพ่อค้าเร่ขายผลไม้แห้งและขนมขบเคี้ยวก็ยังฉวยโอกาสเข้ามาร่วมวงทำมาค้าขาย ทว่าก็ถูกซ่งเสี่ยวเฉิงไล่ตะเพิดออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า

(เชิงอรรถผู้แปล: เบิกบานลำพองใจ (眉飞色舞 / คิ้วบินสีหน้าเริงระบำ) สำนวนเปรียบเปรยถึงท่าทีที่เต็มไปด้วยความสุข ความตื่นเต้น หรือความภูมิใจอย่างยิ่ง)

"หลงจู๊ ดูท่าแล้วแค่ขายน้ำชาอย่างเดียวคงไม่เข้าทีเสียแล้วนะขอรับ"

ซ่งเสี่ยวเฉิงฉวยจังหวะที่หานอู่เหยียเล่านิทานจบตอนหนึ่งแล้วพักดื่มน้ำชา เอ่ยกับเสิ่นหมิงจวิน "คนมาฟังนิทานเยอะแยะปานนี้ พวกเราไม่ลองเอาขนมขบเคี้ยวและผลไม้มาขายบ้างหรือขอรับ"

เสิ่นหมิงจวินยังมีท่าทีลังเลใจ เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ย "รอปิดร้านก่อนเถิด ค่อยเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาหารือกับเสี่ยวหลางและหานอู่เหยียดู"

เสิ่นหมิงจวินไม่มีหัวคิดเรื่องการบริหารจัดการมากนัก การดูแลร้านก็ยกให้ซ่งเสี่ยวเฉิงรับผิดชอบ ส่วนการเล่านิทานก็เป็นหน้าที่ของหานอู่เหยีย หลงจู๊อย่างเขากลับกลายเป็นคนที่มีหรือไม่มีก็ค่าเท่ากัน

ทีแรกซ่งเสี่ยวเฉิงหลงคิดว่าการมาทำงานที่เพิงน้ำชาก็แค่คอยเช็ดโต๊ะเก้าอี้และต้มน้ำร้อน ชีวิตน่าจะสุขสบายไร้กังวล ใครจะคาดคิดว่าตั้งแต่เพิงน้ำชาเปิดกิจการมา การค้าขายกลับรุ่งเรืองเป็นอย่างยิ่ง ในแต่ละวันตั้งแต่เริ่มงานก็ยุ่งจนเท้าไม่ติดพื้น เพียงแค่สองวันก็เหนื่อยจนแทบจะยืดหลังไม่ขึ้นเสียแล้ว

เมื่อปิดร้านในวันนั้น จากที่เพิงน้ำชาต้องยอมขาดทุนเพื่อเรียกเสียงโห่ร้องในวันแรก มาถึงวันนี้กลับทำรายได้ไปกว่าห้าร้อยเหวิน เมื่อหักต้นทุนค่าเช่าร้าน ค่าน้ำชา และค่าแรงออกไป ก็เหลือกำไรสุทธิเกือบสี่ร้อยเหวิน

(เชิงอรรถผู้แปล: ขาดทุนเพื่อเรียกเสียงโห่ร้อง (赔本赚吆喝) ทำธุรกิจยอมขาดทุนเพื่อเรียกชื่อเสียงหรือลูกค้า - เหวิน (文) หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ "อีแปะ" เป็นหน่วยเงินตราที่มีมูลค่าต่ำที่สุดของจีนโบราณ มีลักษณะเป็นเหรียญทองแดงทรงกลมเจาะรูสี่เหลี่ยมตรงกลางเพื่อใช้ร้อยเชือก โดยทั่วไปอัตราแลกเปลี่ยนมาตรฐานจะอยู่ที่ 1,000 เหวิน (1 พวง) มีค่าเท่ากับ 1 ตำลึง) 

หากสถานการณ์ยังคงพัฒนาไปในทิศทางนี้ต่อไป ภายในหนึ่งเดือน ลำพังกำไรสุทธิของเพิงน้ำชาก็จะตกอยู่ที่ราว ๆ เก้าถึงสิบตำลึง เมื่อแบ่งตามสัดส่วนเก้าต่อหนึ่ง เสิ่นหมิงจวินในฐานะหลงจู๊ก็สมควรได้รับส่วนแบ่งอย่างน้อยเจ็ดถึงแปดตำลึง

เมื่อจัดการบัญชีเสร็จสรรพ ดวงตาของผู้ถือหุ้นทั้งสองคนกับอีกหนึ่งลูกจ้างในเพิงน้ำชาเล็ก ๆ แห่งนี้ก็เบิกกว้างเปล่งประกาย นี่มันได้กำไรมากกว่าที่พวกเขาวาดฝันไว้เสียอีก ทว่าอาจจะเป็นเพราะความตื่นเต้นกับสิ่งแปลกใหม่ ประกอบกับบทนิทานที่สดใหม่ดึงดูดใจ ทำให้ผู้คนพากันมารุมล้อมอย่างเนืองแน่น การค้าขายจึงเจริญรุ่งเรืองถึงเพียงนี้ เสิ่นซีแอบกังวลว่าผ่านไปอีกสักสองวัน สถานการณ์อาจจะกลับมาซบเซาลงดังเดิม

เสิ่นหมิงจวินนำกำไรที่ได้ในวันแรกมาแบ่งปันกันไปตามสัดส่วนที่ตกลงไว้ ส่วนของใครก็รับไป ซ่งเสี่ยวเฉิงเหน็ดเหนื่อยที่สุดทว่ากลับได้รับส่วนแบ่งน้อยที่สุด หนึ่งวันผ่านไปเขาได้รับเงินเพียงยี่สิบเหวิน ทว่าส่วนของหานอู่เหยียนั้นนับว่าไม่เลวเลย นอกจากจะได้รับส่วนแบ่งสี่สิบเหวินแล้ว วันนี้เขายังได้รับเงินรางวัลอีกยี่สิบถึงสามสิบเหวิน รวมรายได้หนึ่งวันก็ตกอยู่ที่ราว ๆ หกเจ็ดสิบเหวิน

สำหรับเงินที่เหลือ ล้วนถูกเก็บเข้าบัญชีร้าน หากมองผิวเผินก็คือเงินของเถ้าแก่เสิ่นหมิงจวิน ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นการเก็บหอมรอมริบไว้เพื่อขยับขยายกิจการของเพิงน้ำชาในอนาคต

"เฮ้อ! ดูเหมือนว่าจะได้กำไรไม่น้อยเลยนะ ทว่าหากต้องหักค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงเงินทองที่ต้องมอบให้ทางการและฝางเจี่ย เกรงว่าคงเหลือตกถึงมือไม่เท่าใดนัก"

(เชิงอรรถผู้แปล: ฝางเจี่ย (坊甲) ระบบจัดระเบียบชุมชนและการเก็บภาษีในเขตเมืองของราชวงศ์หมิง)

หานอู่เหยียผู้คร่ำหวอดในวงการและมีความเข้าใจในกิจการโรงน้ำชาเป็นอย่างดี เอ่ยขึ้น "ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมไม่ใช่หนทางที่ดี หากไม่เข้าที พรุ่งนี้พวกเราก็ขึ้นค่าน้ำชาเสียเลยสิ"

เสิ่นซีส่ายหน้าปฏิเสธคำแนะนำนั้น "การขึ้นค่าน้ำชาไม่ค่อยเหมาะสมนัก ผู้คนจำนวนมากที่เดินผ่านไปมาก็เพียงแวะจิบชาดับกระหาย ใช่ว่าจะต้องตั้งใจมาฟังนิทานเสมอไป หากพวกเราขึ้นราคา พวกเขาก็คงไม่มาอุดหนุนอีก ถึงแม้รายได้หลักของพวกเราจะมาจากการฟังนิทาน ทว่าเงินเล็กเงินน้อยเหล่านี้ก็ไม่อาจละเลยได้ จึงจะสามารถทำกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ"

หานอู่เหยียยิ้มถาม "คุณชายน้อยตระกูลเสิ่น ท่านพอจะมีแผนการดี ๆ อันใดหรือไม่เล่า"

เสิ่นซีคลี่ยิ้มบาง ๆ "หานอู่เหยียเกรงใจเกินไปแล้ว ข้าเป็นเพียงเด็กตัวเล็ก ๆ จะไปมีแผนการดี ๆ อันใดได้เล่า ทว่าข้าเห็นด้วยกับความคิดของพี่หกซ่ง พรุ่งนี้เราอาจจะลองนำเมล็ดแตงโมคั่ว ขนมเกลียว แป้งทอดถั่วลันเตา ลำไยแห้ง และขนมขบเคี้ยวอื่น ๆ มาวางขายดู ส่วนเรื่องอื่นก็คงไว้ตามเดิมไปก่อน แล้วค่อยมาดูทีหลังว่าจะขยับขยายกิจการอย่างไรต่อไป"

ไม่นานผู้คนก็แยกย้ายกันไป หานอู่เหยียเป็นฝ่ายขอตัวกลับก่อน

เล่านิทานมาทั้งวัน หานอู่เหยียก็แทบจะเสียงแหบเสียงแห้ง ทว่าการหาเงินได้หกเจ็ดสิบเหวินก็ทำให้เขายินดียิ่งนัก หากหาได้มากเช่นนี้ทุกวัน ค่าแรงในหนึ่งเดือนก็จะตกอยู่ที่ราว ๆ สองตำลึงกว่า หนึ่งปีก็คือยี่สิบถึงสามสิบตำลึง ซึ่งนับว่ามากกว่าตอนที่เล่านิทานในโรงน้ำชาแต่ก่อนเสียอีก

จบบทที่ ตอนที่ 78 เปิดกิจการรับข่าวดี

คัดลอกลิงก์แล้ว