- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 77 ตกลงปลงใจ
ตอนที่ 77 ตกลงปลงใจ
ตอนที่ 77 ตกลงปลงใจ
การให้เด็กตัวเล็ก ๆ ไปเจรจาเช่าร้านกับผู้อื่นย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด เสิ่นซีจึงออกไปสำรวจตามท้องถนนสายต่าง ๆ ในเมืองเสียก่อน เพื่อดูว่าทำเลแห่งใดเหมาะสมที่สุด
หากกล่าวถึงการทำกิจการเพิงน้ำชา สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีผู้คนสัญจรพลุกพล่าน เรื่องทำเลก็ต้องยกให้ทางทิศใต้ของเมืองเป็นอันดับหนึ่ง ทว่าร้านรวงริมถนนทางฝั่งใต้นั้นกลับมีราคาค่างวดแพงไปสักนิด สำหรับเสิ่นหมิงจวินที่มีเงินทุนน้อยนิดย่อมไม่ค่อยเหมาะสมนัก
สองวันถัดมา เสิ่นซีคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน ท้ายที่สุดก็รู้สึกว่าบริเวณท่าเรือเล็ก ๆ ริมฝั่งแม่น้ำซีซีกลางใจเมือง ซึ่งอยู่ห่างจากสถานศึกษาไม่ไกลนัก ถือเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลย
ที่นี่มีถนนสายหนึ่งที่นับว่าคึกคักพอสมควร บริเวณโดยรอบล้วนเป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านธรรมดาสามัญเป็นหลัก ตามริมฝั่งแม่น้ำก็มีพวกจับกังรับจ้างแบกหามมารอรับงานอยู่เสมอ นับว่าเป็นทำเลชั้นดีสำหรับการเปิดเพิงน้ำชา
เสิ่นซีเดินลัดเลาะไปตามถนนรอบหนึ่ง ร้านรวงที่เหมาะจะเปิดเพิงน้ำชามีอยู่ไม่น้อย และส่วนใหญ่ก็ถูกปล่อยทิ้งร้างว่างเปล่า
เสิ่นซีนำเรื่องทำเลที่ตนเองหมายตาไว้ไปบอกกล่าวแก่เสิ่นหมิงจวิน วันนี้เมื่อสบโอกาสเลิกงาน สองพ่อลูกจึงพากันไปสอบถามทีละร้าน เริ่มจากดูว่าเจ้าของร้านมีท่าทีเป็นมิตรพูดจาง่ายหรือไม่ จากนั้นก็ถามไถ่เรื่องกรรมสิทธิ์ว่ามีข้อพิพาทอันใดหรือเปล่า และท้ายที่สุดคือการสอบถามค่าเช่า เนื่องจากมีเงินทุนน้อย จึงจ่ายล่วงหน้าได้เพียงสองสามเดือนเท่านั้น เจ้าของที่หลายรายจึงไม่เต็มใจจะปล่อยเช่าให้
ยามพลบค่ำ ในที่สุดทั้งสองก็เลือกหน้าร้านแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำเพื่อใช้เป็นเพิงน้ำชาในอนาคต ค่าเช่าเดือนละหนึ่งตำลึง จ่ายล่วงหน้ารวดเดียวสามเดือน แม้ร้านแห่งนี้จะมีเพียงชั้นเดียว ทว่าหน้าร้านกลับกว้างขวางโอ่อ่า รูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส อากาศถ่ายเทสะดวกทะลุปรุโปร่งจากเหนือจรดใต้ ที่สำคัญคือสามารถกางเต็นท์เพิงพักด้านนอกเพื่อเพิ่มที่นั่งให้ผู้คนสัญจรไปมาได้แวะพักดื่มน้ำชาดับกระหายได้
เพียงแค่ค่าเช่าร้าน ก็สูญเงินไปแล้วสามตำลึง พอไปซื้อหาเก้าอี้ไผ่สานและโต๊ะไม้ที่ตลาด ก็หมดไปอีกสามตำลึง เงินที่เหลืออยู่ท้ายสุดยังต้องนำไปจ้างคนมาช่วยปัดกวาดเช็ดถูและคอยต้อนรับลูกค้า ซ้ำยังต้องเชิญนักเล่านิทานมาเล่าเรื่องอีก เงินทุนจึงดูตึงมืออยู่ไม่น้อย
"ท่านพ่อ ท่านไม่ต้องกังวลไปขอรับ ยามนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการจ้างลูกจ้างสักคน มาช่วยพวกเราดูแลร้านในวันธรรมดา ส่วนเรื่องนักเล่านิทานนั้นก็จัดการได้ไม่ยาก อย่างมากพวกเราก็แค่แบ่งกานกู่ให้เขาสักหน่อยก็สิ้นเรื่อง"
(เชิงอรรถผู้แปล: กานกู่ (干股) หุ้นลม หมายถึงการแบ่งปันผลกำไรให้โดยที่ผู้นั้นไม่ต้องลงทุนด้วยเงินตรา มักให้แก่ผู้ลงแรงหรือผู้มีทักษะเฉพาะ)
เสิ่นหมิงจวินเกิดข้อกังขาสงสัย "อันใดคือกานกู่หรือ"
"ก็คือการแบ่งผลกำไรให้เขา โดยที่เขาไม่ต้องควักเงินลงทุน เพียงแค่ให้เขามาเล่านิทานอยู่ที่นี่ แล้วแบ่งกำไรในแต่ละวันให้เขาส่วนหนึ่งก็พอแล้วขอรับ พวกเราเปิดเพิงน้ำชา ต้องการแค่ใบชาและน้ำร้อน ใช้เงินเพียงไม่เท่าไร ทว่าหากคิดจะบริหารให้เจริญรุ่งเรือง ก็ต้องมีนักเล่านิทาน ทั้งยังต้องเล่าได้สนุกน่าฟัง รู้จักฉวยจังหวะหยอดลูกล่อลูกชนเรียกเสียงหัวเราะได้ถูกที่ถูกเวลา"
"ท่านพ่อ เมื่อก่อนนักเล่านิทานที่ข้าเคยพบเจอตามโรงน้ำชาหลายแห่งในเมืองล้วนเก่งกาจยิ่งนัก ยามนี้กิจการโรงน้ำชาในเมืองเหล่านั้นล้วนซบเซากันถ้วนหน้า พวกเราสามารถไปทาบทามมาทำงานที่นี่สักสองสามท่านก็ได้นะขอรับ"
เสิ่นหมิงจวินมีสีหน้าลำบากใจอีกครา การให้คนซื่อสัตย์หัวอ่อนอย่างเขาสวมบทบาทเถ้าแก่ไปเจรจาพาทีกับผู้อื่น ในใจเขาย่อมขาดความมั่นใจอยู่บ้าง
ทว่าเสิ่นซีกลับไม่มีอันใดต้องกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องบทนิทานอิงประวัติศาสตร์ ขุนศึกตระกูลหยาง ทำให้เขามีนักเล่านิทานที่คุ้นเคยกันอยู่ ครานี้ก็ถือโอกาสลองไปเทียบเชิญพวกเขามาเสียเลย
บรรดาศิลปินที่ตระเวนรับจ้างหาเลี้ยงชีพเหล่านี้ แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาสามัญ หาเงินเพียงน้อยนิดเพื่อประทังชีวิตครอบครัว โรงน้ำชาใหญ่โตเหล่านั้นมักจะกดขี่ข่มเหงผู้คน ยามนี้เสิ่นซีดึงตัวพวกเขามาเป็นผู้ถือหุ้น แบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน คนเหล่านี้ย่อมต้องดีอกดีใจจนแทบเนื้อเต้นเป็นแน่
เสิ่นซีหารือกับเสิ่นหมิงจวินเพื่อแก้ปัญหาเรื่องกำลังคนเป็นอันดับแรก เนื่องจากเงินทุนไม่เพียงพอ จึงสามารถว่าจ้างลูกจ้างได้เพียงคนเดียวก่อน เมื่อจ้างมาแล้วก็เท่ากับว่าต้องให้เขาเฝ้าร้านอยู่ตลอดทั้งวัน
อย่างไรเสีย ยามนี้อนาคตของกิจการก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัด เสิ่นหมิงจวินไม่อยากทิ้งงานประจำ จึงยังต้องไปทำงานตามปกติ ไม่อาจรั้งอยู่ดูแลร้านได้ตลอดทั้งวัน
หากคิดจะจ้างคน สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องซื่อสัตย์ไว้ใจได้ ทางที่ดีควรเป็นชาวบ้านในตัวอำเภอหนิงฮว่าหรือแถบชานเมือง
ห่างจากร้านไปไม่ไกลนักก็คือท่าเรือ ยามปกติจะมีพวกจับกังมารอรับจ้างขนถ่ายสินค้าอยู่ที่นั่นเป็นจำนวนมาก ทว่าการจะเสาะหาคนที่รู้หนังสือพอจะจดบัญชีได้ ทั้งยังต้องซื่อสัตย์ไว้ใจได้จากในหมู่คนเหล่านี้นั้นช่างยากเย็นแสนเข็ญ สองพ่อลูกเสิ่นซีแวะเวียนไปหาอยู่หลายคราก็ยังไม่พบคนที่เหมาะสม
เมื่อเสิ่นหมิงจวินเช่าร้านเปิดเพิงน้ำชาแล้ว โรงเลี้ยงสัตว์แห่งนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องทำต่อไปอีก เขาจึงไหว้วานให้คนนำเป็ดไก่และหมูที่เลี้ยงไว้ไปขายจนหมด รวบรวมเงินมาหมุนเวียนได้ถึงสองตำลึง
สามวันรวดที่เสิ่นหมิงจวินกลับมานอนที่บ้าน ทำให้โจวซื่อดีใจจนออกนอกหน้า เสิ่นหมิงจวินอธิบายว่าทางจวนนายท่านช่วงนี้ไม่ค่อยยุ่งนัก โจวซื่อก็หลงเชื่อเป็นตุเป็นตะ สำหรับนางแล้ว สาเหตุจะเป็นเช่นไรหาได้สำคัญไม่ สิ่งที่สำคัญคือสามีและบุตรชาย ตลอดจนว่าที่ลูกสะใภ้ล้วนอยู่เคียงข้าง เช่นนี้ก็ถือว่าสมบูรณ์แบบมีความสุขกันถ้วนหน้าแล้ว
วันที่แปดเดือนสอง วันนี้บรรยากาศในเมืองค่อนข้างโกลาหลอลหม่าน ว่ากันว่าทหารหลวงยาตราทัพมาถึงเขตอำเภอหนิงฮว่าแล้ว กำลังไล่กวาดล้างพวกกบฏไปตามถนนหลวงและเส้นทางน้ำ แม้แต่กองกำลังรักษาการณ์และคนของสำนักตระเวนในพื้นที่ก็ยังเข้าร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับทหารหลวงด้วย
ฟังดูราวกับว่านอกเมืองมีศึกสงครามวุ่นวาย ทว่าเสิ่นซีรู้ดีว่าขนาดของการปะทะย่อมไม่อาจใหญ่โตอันใด พวกกบฏเหล่านั้นส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงชาวนาที่ฉวยโอกาสก่อความวุ่นวาย ยามปล้นชิงทรัพย์สินก็คือโจรผู้ร้าย แต่พอปลดผ้าปิดหน้าวางดาบวางทวน แล้วกลับเข้าบ้านจับจอบจับเสียมก็คือราษฎรผู้บริสุทธิ์ คนทั่วไปย่อมยากจะแยกแยะออก
ทว่า พวกโจรที่มาจากต่างถิ่นเหล่านั้น ยามที่กองทัพหลวงกรีธาทัพเข้ามาประชิด ย่อมทำได้เพียงล่าถอยออกจากเมืองถิงโจว ไม่ถอยกลับไปบ้านเกิดเมืองนอน ก็ต้องย้ายฐานสมรภูมิไปที่อื่น
และในช่วงบ่ายของวันที่แปดเดือนสองนี้เอง เสิ่นหมิงจวินก็ได้ทาบทามชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ดูมีไหวพริบไม่เบามาเป็นลูกจ้าง ชายหนุ่มผู้นี้มีหน้าตาเจ้าเล่ห์กลิ้งกลอก มองปราดเดียวก็ทำให้เสิ่นซีรู้สึกว่าพึ่งพาไม่ได้ ทว่าเสิ่นหมิงจวินกลับบอกว่าคนผู้นี้เป็นหลานชายห่าง ๆ ของสหายร่วมงาน อาศัยอยู่นอกเมือง ดูเหมาะสมในทุก ๆ ด้าน
ชายหนุ่มผู้นี้มีนามว่าซ่งเสี่ยวเฉิง มีฉายาว่าซ่งลิ่ว บนใบหน้ามักประดับด้วยรอยยิ้มอยู่เป็นนิจ
เสิ่นซีมองดูท่าทางทำตัวเสเพลลอยชายของคนผู้นี้แล้ว ก็เกรงว่าเขาจะมีพฤติกรรมมือไวใจเร็ว ทว่าเสิ่นหมิงจวินกลับไว้เนื้อเชื่อใจเขาเป็นอย่างมาก ค่าจ้างรายเดือนที่ตกลงกันไว้คือหกร้อยเหวิน ซึ่งนับว่ามากกว่าค่าจ้างที่เสิ่นหมิงจวินได้รับจากการทำงานเป็นลูกจ้างระยะยาวในจวนตระกูลหวังเสียอีก
วันนั้นเอง ซ่งเสี่ยวเฉิงก็เข้ารับตำแหน่งทันที เขาช่วยแบกหามจัดวางโต๊ะเก้าอี้ที่ซื้อมาจนเข้าที่เข้าทาง ยามนี้จึงเหลือเพียงปัญหาประการสุดท้าย และเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือการเชิญนักเล่านิทาน
เสิ่นซียังคงลากจูงเสิ่นหมิงจวินให้ไปเป็นเพื่อน เพราะการให้เด็กตัวเล็ก ๆ ไปเจรจาพาทีกับผู้อื่นย่อมไม่สะดวกนัก ถ้อยคำมากมายล้วนเป็นเสิ่นซีที่สอนให้เสิ่นหมิงจวินเป็นคนเอ่ย หากบางเรื่องเสิ่นหมิงจวินพูดจาติดขัดอึกอัก เสิ่นซีก็จะเอ่ยแทน ขอเพียงมีผู้ใหญ่อยู่ด้วย ต่อให้เด็กจะเอ่ยแทรกสักประโยคสองประโยค ผู้อื่นก็ย่อมไม่รู้สึกแปลกอันใด
เสิ่นซีมุ่งหน้าไปยังโรงน้ำชาที่เคยส่งมอบบทนิทานให้เมื่อคราวก่อนเป็นอันดับแรก หลังจากสอบถามดูจึงได้ล่วงรู้ว่า บรรดานักเล่านิทานในเมืองส่วนใหญ่ล้วนกำลังว่างงาน เนื่องจากยามนี้กิจการโรงน้ำชาซบเซาหนัก ย่อมไม่ต้องการนักเล่านิทานเหล่านี้ตามไปด้วย
เมื่อสอบถามที่อยู่ของคนเหล่านี้จนกระจ่างแจ้ง เสิ่นซีกับเสิ่นหมิงจวินก็พากันไปเจรจาตามบ้านทีละหลัง ผลปรากฏว่าพอพวกเขารู้ว่าจะไม่ได้เงินก้อนทันทีแต่เป็นการแบ่งปันผลกำไร คนที่มีสายตาสั้นตื้นจำนวนไม่น้อยต่างพากันรู้สึกว่าไม่คุ้มค่า
(เชิงอรรถผู้แปล: สายตาสั้นตื้น (鼠目寸光 / สายตาหนูมองได้เพียงคืบ) สำนวนเปรียบเปรยถึงผู้ที่มีวิสัยทัศน์คับแคบ มองเห็นแต่ผลประโยชน์ตรงหน้า ไม่มองการณ์ไกล)
ท้ายที่สุด ก็มาพบกับนักเล่านิทานผู้หนึ่งนามว่าหานอู่เหยีย หลังจากไต่ถามสารทุกข์สุกดิบและได้รับรู้ว่ามีบทนิทานเรื่องใหม่ ตลอดจนสัดส่วนการแบ่งผลกำไรแล้ว เขาก็ตกลงที่จะลองเจรจาดู
"...สัดส่วนการแบ่งผลกำไรคือเก้าต่อหนึ่ง พวกเราเป็นผู้ลงทุนและแบกรับความเสี่ยงจึงได้รับเก้าส่วน ส่วนท่านรับหนึ่งส่วน ทว่าหากมีแขกเหรื่อมอบเงินรางวัลให้ พวกเราจะไม่เก็บไว้ เงินเหล่านั้นจะตกเป็นของท่านทั้งหมด"
เสิ่นหมิงจวินทำงานเป็นบ่าวรับใช้ในจวนตระกูลหวังจนเคยชิน ยามเอื้อนเอ่ยจึงมักแฝงไว้ด้วยความนอบน้อมเกรงใจอยู่เสมอ "ค่าใช้จ่ายทั้งหมดภายในร้านท่านไม่ต้องกังวลไปเลยแม้แต่น้อย ในทุก ๆ วันที่ท่านมาเล่านิทาน จะมีน้ำชาและขนมเตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ ส่วนเรื่องบทนิทานนั้น พวกเราก็จะหาคนมาเขียนให้เอง"
พอหานอู่เหยียได้ฟังข้อเสนอเช่นนี้ ก็รู้สึกพอใจอยู่ไม่น้อย เพียงแต่เพิงน้ำชาแห่งนี้อย่างไรเสียก็เทียบไม่ได้กับโรงน้ำชาใหญ่โต ผู้คนมากมายที่มานั่งพักในสถานที่เช่นเพิงน้ำชา ก็เพียงเพื่อพักเหนื่อยและจิบชาดับกระหายเท่านั้น ต่อให้มีนักเล่านิทาน ก็ใช่ว่าจะมีผู้ใดยอมหยุดเท้าเพื่อรับฟัง
"การเล่านิทานนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือบทนิทาน ทว่าเรื่องราวที่ชายชราผู้นี้เคยเล่ามาแต่ก่อน ผู้คนในเมืองล้วนคุ้นเคยกันดีแล้ว เกรงว่าการค้าขายนี้คงจะไม่ง่ายดายนัก" หานอู่เหยียเอ่ยด้วยความกังวลใจ
เสิ่นซีหยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมาจากห่อผ้าที่พกติดตัว แล้วยื่นส่งให้พลางเอ่ย "หานอู่เหยียลองดูบทนิทานเรื่องขุนศึกตระกูลหยาง เล่มนี้ดูหน่อยสิขอรับ"
หานอู่เหยียยิ้มรับ รับสมุดเล่มนั้นไปพลางเอ่ย "เมื่อปีกลายยามที่ขุนศึกตระกูลหยาง กำลังโด่งดังเป็นพลุแตกนั้น พอถึงตอนท้ายเรื่องราวกลับถูกแบ่งออกเป็นหลายสาย ยากจะชี้ชัดว่าแบบใดดีกว่ากัน หากนำมาเล่าซ้ำในยามนี้ ก็ใช่ว่าจะสร้างความฮือฮาได้เหมือนเมื่อปีกลาย"
หานอู่เหยียผู้คร่ำหวอดในวงการ พอเปิดสมุดออกก็ไม่มองเนื้อหาส่วนหน้า แต่มุ่งตรงไปอ่านส่วนท้ายทันที เนื้อหาส่วนท้ายของแต่ละสำนักล้วนแต่งแตกต่างกันออกไป ซึ่งนี่แหละคือจุดชี้วัดว่าบทนิทานนั้นดีหรือแย่
หลังจากเขาอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ก็พยักหน้าติด ๆ กัน "ดี ดีทีเดียว... ท่อนนี้ก็ดี ยอดเยี่ยมยิ่งนัก... บทนิทานเล่มนี้ได้มาจากที่ใดกัน"
เสิ่นซีเอ่ยตอบ "นี่คือบทนิทานฉบับสมบูรณ์ที่นายอำเภอหานค้นพบยามไปส่งหลินหลางจงแห่งกรมโยธาธิการเดินทางกลับเมื่อปีกลาย ยามนี้ในอำเภอหนิงฮว่ายังไม่มีผู้ใดเคยอ่านมาก่อน... ข้าไม่ได้มีเพียงบทนิทานเรื่อง ขุนศึกตระกูลหยาง เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องอื่นอีก ขึ้นอยู่กับว่าหานอู่เหยียจะยินยอมร่วมมือกับพวกเราหรือไม่แล้วขอรับ"
หานอู่เหยียเห็นเสิ่นซีพูดจามีหลักมีเกณฑ์เป็นฉาก ๆ จึงหันไปมองเสิ่นหมิงจวิน "นายท่านเสิ่นมีความเห็นว่าอย่างไรเล่า"
เสิ่นหมิงจวินไม่เคยถูกผู้ใดเรียกขานว่านายท่านมาก่อน ใบหน้าชราจึงพลันแดงก่ำ เอ่ยเสียงอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ "มิกล้า มิกล้าหรอกขอรับ"
เสิ่นซีที่ยืนอยู่ด้านข้างจึงหัวเราะฮิฮิพลางเอ่ยแทรก "วันหน้าวันตาหานอู่เหยียเรียกท่านพ่อข้าว่า หลงจู๊เสิ่น ก็พอแล้วขอรับ เรียกนายท่านดูจะห่างเหินไปสักหน่อย"
"เช่นนั้นก็ดี เช่นนั้นก็ดี"
หานอู่เหยียมิใช่คนหน้าเงินเห็นแก่ได้ จากการสนทนาพาที เขารู้สึกประทับใจสองพ่อลูกตระกูลเสิ่นเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากปรึกษาหารือกันอีกครู่ใหญ่ ท้ายที่สุดหานอู่เหยียก็ตอบตกลงที่จะมาเล่านิทานที่เพิงน้ำชา ด้วยเหตุนี้ การเตรียมความพร้อมทั้งหมดสำหรับการเปิดเพิงน้ำชาจึงถือเป็นอันเสร็จสิ้นสมบูรณ์ สิ่งที่เหลือก็ต้องมาดูกันว่าคุณภาพบทนิทานที่เสิ่นซีเป็นคนเขียนจะดีเพียงใด และบรรดาราษฎรจะยอมควักเงินจ่ายเพื่อรับฟังหรือไม่แล้ว