เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 76 กิจการใหม่ โอกาสใหม่

ตอนที่ 76 กิจการใหม่ โอกาสใหม่

ตอนที่ 76 กิจการใหม่ โอกาสใหม่


หลายวันติดต่อกันมานี้เสิ่นซีนอนหลับไม่สนิทนัก ถึงขั้นที่ว่าพอถึงวันที่สองเดือนสอง ยามไปเข้าเรียนที่สถานศึกษาก็ไม่ค่อยมีกะจิตกะใจเท่าใดนัก

เมื่อไปถึงสถานศึกษา จำนวนนักเรียนดูบางตาลงไปมากอย่างเห็นได้ชัด นักเรียนที่เดินทางออกจากตัวอำเภอกลับไปบ้านเกิดเมื่อช่วงก่อนสิ้นปี กว่าครึ่งล้วนยังไม่กลับมา ทว่ากลับมีเด็กน้อยที่เพิ่งเข้าเรียนเบิกปัญญาหน้าใหม่เพิ่มมาสองสามคน

ท่านอาจารย์ซูอวิ๋นจงเพียงแค่เข้ามาแจกตำราเรียนในชั้นเรียนช่วงเช้า ซึ่งก็ยังคงเป็นคัมภีร์หลุนอวี่เช่นเดิม ทว่าครั้งนี้เป็นคัมภีร์หลุนอวี่เล่มครึ่งหลัง แล้วปล่อยให้นักเรียนท่องจำกันเอาเอง

สำหรับเด็กน้อยที่เพิ่งเบิกปัญญาแล้ว มีตัวอักษรมากมายที่พวกเขายังไม่รู้จัก ต่อให้รู้จักก็ทำได้เพียงท่องจำอย่างเอาเป็นเอาตาย ตกบ่ายบรรดาผู้ปกครองก็ทยอยกันมาเยือน ล้วนพากันนอบน้อมส่งมอบค่าซู่ซิวด้วยความยำเกรง จวบจนกระทั่งเลิกเรียน เสิ่นซีก็ไม่ได้พบหน้าท่านอาจารย์ซูอีกเลย

เลิกเรียนแล้วเดิมทีควรกลับบ้าน ทว่าเสิ่นซีต้องไปช่วยเสิ่นหมิงจวินให้อาหารสัตว์ จึงมุ่งหน้าตรงไปยังโรงเลี้ยงสัตว์ทางฝั่งทิศใต้ของเมือง พอเสิ่นซีนำเศษอาหารบูดเน่ามาคลุกเคล้ากับกรวดหินก้อนเล็ก ๆ นำไปให้ไก่และเป็ดกิน แล้วใช้น้ำซาวข้าวต้มผสมกับรำข้าวและเศษใบผักเน่าไปให้หมูกินจนเสร็จสรรพ เขาก็เหนื่อยจนเหงื่อท่วมหัว ขณะกำลังเตรียมตัวกลับ หวังหลิงจือก็วิ่งกระหืดกระหอบหน้าตาตื่นเข้ามาหา

"ศิษย์พี่ ในที่สุดข้าก็หาท่านพบเสียที" หวังหลิงจือพยายามรวบรวมสติให้มั่นคงขึ้นเล็กน้อยแล้วเอ่ยต่อ "เมื่อวานข้าไปถามท่านพ่อมาแล้วว่าครอบครัวเราจะย้ายออกจากอำเภอหนิงฮว่าหรือไม่ ท่านพ่อตักเตือนว่าอย่าไปฟังคำกล่าวหาไร้สาระข้างนอก ให้ตั้งใจเรียนหนังสือไปก็พอ... ดูเหมือนว่าท่านพ่อของข้าจะไม่ได้มีแผนย้ายไปที่ใดเลยนะขอรับ..."

เสิ่นซีคาดไม่ถึงเลยว่าหวังหลิงจือจะกระตือรือร้นถึงเพียงนี้ ถึงขั้นเอาเรื่องนี้ไปถามบิดาของเขาจริง ๆ ทว่าต่อให้หวังชางเนี่ยมีความคิดที่จะย้ายไปจริง เขาก็คงไม่ปริปากบอกบุตรชายเป็นแน่

"เอาเถิด เรื่องนี้วันหน้าวันตาเจ้าไม่ต้องเก็บไปใส่ใจแล้ว ตราบใดที่เจ้ายังอยู่ในอำเภอหนิงฮว่า ข้าก็ยังจะสอนสิ่งที่ควรสอนให้เจ้าเหมือนเดิม ทว่าเจ้าก็ต้องรู้จักช่วยเหลืองานข้าบ้างตามสมควร"

หวังหลิงจือหัวเราะแหะ ๆ "ดูศิษย์พี่พูดเข้าสิ ข้าเคยไม่ช่วยเหลือตั้งแต่เมื่อใดกันเล่า หรือว่าต้องการให้ข้าช่วยท่านให้อาหารพวกนี้ ดูท่าทางน่าสนุกดีนะขอรับ"

การเลี้ยงปศุสัตว์เป็นงานที่สกปรกยิ่งนัก ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องอื่นใด แค่กลิ่นเหม็นหืนของน้ำซาวข้าวที่ใช้ต้มอาหารหมู คนทั่วไปก็รับไม่ไหวแล้ว หวังหลิงจือกลับรู้สึกว่ามันน่าสนุก เสิ่นซีถึงกับพูดไม่ออก คุณชายตระกูลเศรษฐีผู้นี้ช่างไม่รู้จักความยากลำบากของโลกมนุษย์เสียเลย หากเป็นครอบครัวชาวบ้านธรรมดาสามัญ การเลี้ยงเป็ดไก่ กระต่าย และหมูในบ้านนั้นถือเป็นเรื่องปกติธรรมดายิ่งนัก การต้องไปเกี่ยวหญ้าให้กระต่าย สับหญ้าให้หมู ทำงานงก ๆ เงิ่น ๆ เช่นนี้ติดต่อกันแรมปีแรมเดือน เกรงว่าคงหลบหลีกแทบไม่ทันกระมัง!

(เชิงอรรถผู้แปล: หลบหลีกแทบไม่ทัน (唯恐避之不及) หวาดกลัวจนอยากหนีให้ไกลที่สุด)

หลังจากแยกย้ายกับหวังหลิงจือ เสิ่นซีก็กลับมาที่ร้านขายยา วันนี้ฮุ่ยเหนียงกลับมาจากร้านใหม่เร็วกว่าปกติ นางกำลังปรึกษาหารือเรื่องราวบางอย่างกับโจวซื่ออยู่

เสิ่นซีแอบฟังอยู่ด้านข้าง อ้อ นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งนัก

ราชสำนักทราบเรื่องที่พวกกบฏอาละวาดสร้างความหวาดผวาให้แก่ผู้คนในแถบตอนเหนือของมณฑลกว่างตงและทางตะวันตกของมณฑลฝูเจี้ยนแล้ว ทางกองบัญชาการทหารสูงสุดแห่งมณฑลฝูเจี้ยนจึงส่งกำลังพลสองพันนายมายังเมืองถิงโจวเพื่อปราบปรามกบฏ ยามนี้กองทหารได้เดินทางมาถึงอำเภอหนิงฮว่าแล้ว

"ดูท่าอีกไม่นาน พวกกบฏในแถบนี้ก็คงถูกปราบปรามจนราบคาบ ถึงเวลานั้นตัวอำเภอก็จะกลับมาคึกคักเหมือนแต่ก่อนแล้ว" น้ำเสียงของฮุ่ยเหนียงแฝงไว้ด้วยความคาดหวังอยู่หลายส่วน

โจวซื่อทอดถอนใจ "นั่นสิ เพิ่งจะย้ายเข้ามาในเมืองเมื่อปีกลาย โรงน้ำชาล้วนคึกคักทุกวี่ทุกวัน ยามที่นักเล่านิทานเล่าขานเรื่องขุนศึกตระกูลหยาง แม้แต่บนท้องถนนก็ยังมีผู้คนยืนออจนแน่นขนัด ทั้งยังมีคณะงิ้วเร่มาตั้งโรงงิ้วร้องหนานซี่ ผู้คนจากแปดทิศสี่ประการล้วนหลั่งไหลเข้ามาในเมือง... ผ่านไปไม่ทันไร ในเมืองก็กลับกลายเป็นซบเซาถึงเพียงนี้ หากมิใช่เพราะพวกเราขายยา ก็ไม่รู้ว่าจะขาดทุนป่นปี้ไปถึงขั้นใดแล้ว"

ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ารับแสดงความเห็นด้วย

ยามที่สตรีทั้งสองกำลังปรึกษาหารือกันอยู่นั้น เสี่ยวอวี้กำลังช่วยคิดบัญชีอยู่ด้านข้าง ส่วนหนิงเอ๋อร์ก็กำลังคัดแยกตัวยา พวกนางไม่ได้รู้สึกรู้สาอันใดมากนัก ทว่าเสิ่นซีได้ฟังแล้วกลับเกิดแรงบันดาลใจครั้งใหญ่ ในที่สุดเขาก็กระจ่างแจ้งเสียทีว่าก้าวต่อไปควรให้บิดาไปประกอบอาชีพอันใดดี

ก่อนหน้านี้เสิ่นซีเคยจินตนาการไว้หลายต่อหลายครั้งว่า จะต้องหาอาชีพที่บิดาสามารถทำได้โดยไม่ต้องอาศัยทักษะความชำนาญมากมายนัก เขายังสามารถช่วยดูแลจัดการแทนเสิ่นหมิงจวินได้ ทางที่ดีที่สุดคือนั่งเก็บเงินอยู่เฉย ๆ

ทว่าด้วยเงื่อนไขที่เข้มงวดเช่นนี้เอง จึงทำให้ยังหาลู่ทางที่เหมาะสมไม่ได้เสียที

ทว่าจากคำพูดของโจวซื่อ เสิ่นซีกลับนึกเชื่อมโยงไปถึงช่วงเวลาหนึ่งในปีก่อนที่กระแสการฟังนิทานกำลังเป็นที่นิยมในเมือง รวมถึงความคึกคักของคณะงิ้วเร่ในยามนั้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะหลินหลางจงแห่งกรมโยธาธิการเดินทางมาประจำการที่อำเภอหนิงฮว่า เขาได้มอบบทงิ้วสองสามตอนและบทนิทานอิงประวัติศาสตร์เรื่อง ขุนศึกตระกูลหยาง จนกลายเป็นที่ฮือฮาไปทั่ว หลังจากนั้นก็เกิดทั้งโรคระบาดและภัยกบฏ ประกอบกับในเมืองไม่มีบทงิ้วหรือนิทานเรื่องใหม่ปรากฏขึ้น กระแสความนิยมเหล่านี้จึงค่อย ๆ จืดจางลงไปโดยปริยาย

สิ่งที่เสิ่นซีคิดก็คือ การรื้อฟื้นอาชีพนี้ขึ้นมาใหม่ แล้วต่อยอดให้กลายเป็นธุรกิจอย่างเป็นกิจลักษณะ

เรื่องราวไม่ได้ซับซ้อนอันใดเลย ก็แค่เช่าสถานที่สักแห่งเพื่อเปิดร้านน้ำชา จ้างนักเล่านิทานสักคนสองคนมาเล่านิทานเรื่องใหม่ที่เขาเป็นคนแต่งขึ้น หากฉวยโอกาสช่วงที่ภัยกบฏนอกเมืองถูกกวาดล้างจนสิ้นซากนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ราษฎรในเมืองกำลังโหยหาความบันเทิงเริงใจอย่างหนัก บางทีอาจจะกอบโกยกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

คิดได้ดังนั้น เสิ่นซีก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ดูจะเข้าท่ากว่าการเปิดสำนักคุ้มภัยหรือร้านแลกเงินเป็นไหน ๆ เพราะช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาการค้าขายในเมืองซบเซาหนัก ค่าเช่าร้านรวงริมถนนก็ถูกปรับลดลงแล้วลดลงอีก การเปิดโรงน้ำชาขนาดใหญ่นั้นแม้จะสุดวิสัย ทว่าเขาสามารถเริ่มต้นจากการเปิดเพิงน้ำชาเล็ก ๆ เสียก่อน แล้วค่อย ๆ ขยับขยายกิจการให้ใหญ่โตขึ้นไปทีละก้าว

ค่ำคืนนี้เสิ่นหมิงจวินไม่ได้กลับบ้าน ช่วงบ่ายของวันถัดมา เสิ่นซีจึงไปดักรอเขาเลิกงานที่จวนตระกูลหวังเสียเลย ระหว่างทางที่เดินมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ของเมือง เสิ่นซีก็เอ่ยเล่าแผนการของตนให้เขาฟัง

เสิ่นหมิงจวินมีสีหน้าลำบากใจ "เสี่ยวหลาง สิ่งที่เจ้าพูดมาก็ดีอยู่หรอก แต่สองพ่อลูกเราไม่มีเงินทุนนี่นา อีกทั้งในเมืองเราก็ไม่รู้จักผู้ใด จะไปเช่าร้านรวงที่ใดได้เล่า"

เสิ่นซีล้วงเอาเศษเงินก้อนหกเจ็ดตำลึงที่ได้จากการขายภาพวาดออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นส่งให้เสิ่นหมิงจวิน

เสิ่นหมิงจวินเห็นเข้าก็ตกใจแทบสิ้นสติ สีหน้าแปรเปลี่ยน พลางตวาดถาม "เจ้าไปเอาเงินมากมายปานนี้มาจากที่ใด คงไม่ได้ขโมยมาจากแม่เจ้าหรอกนะ? รีบเอาไปเก็บคืนเดี๋ยวนี้เลย"

เสิ่นซีส่ายหน้ายิ้มขื่น "ท่านพ่อ ท่านนี่ช่างดูแคลนบุตรชายตัวเองเสียจริง! บุตรชายท่านเป็นถึงปัญญาชน บัณฑิตย่อมถือเรื่องคุณธรรมความสัตย์ซื่อเป็นสำคัญ จะไปทำเรื่องลักเล็กขโมยน้อยดุจไก่ขันสุนัขเห่าเช่นนั้นได้อย่างไรเล่า"

"อีกอย่าง ท่านก็รู้อยู่เต็มอกว่าท่านแม่หวงแหนเงินทองเยี่ยงไร หากข้าขโมยเงินท่านแม่จริง ข้าเพิ่งหยิบไป ท่านแม่ก็ตามหลังมาโวยวายบ้านแตกเป็นแน่ เผลอ ๆ อาจจะเรียกท่านพ่อกลับไปอบรมข้ายกใหญ่เสียด้วยซ้ำ... แล้วเคยมีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นหรือไม่เล่าขอรับ"

เสิ่นหมิงจวินลูบหัวป้อย ๆ ด้วยความกระดากอาย "ก็จริงอย่างที่เจ้าว่า!"

เสิ่นซีเอ่ยต่อ "แท้จริงแล้วเงินก้อนนี้ ท่านอาจารย์เฒ่าผู้นั้นมอบไว้ให้ข้าก่อนที่เขาจะจากไป เขาบอกว่าหากทางบ้านไม่มีกำลังส่งเสียให้ข้าเล่าเรียนต่อไป ก็ให้นำเงินก้อนนี้ไปจ่ายค่าซู่ซิว หากยังไม่ถึงคราวคับขันที่สุดก็อย่าเพิ่งนำออกมาใช้... ท่านพ่อ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังท่านนะขอรับ"

ครานี้เสิ่นหมิงจวินกลับดูมีเหตุผลไม่เบา "พ่อเข้าใจเจ้า ในเมื่อเป็นเงินที่ท่านอาจารย์เฒ่าทิ้งไว้ให้ เจ้าก็เก็บรักษาไว้ให้ดีเถิด พวกเราจะนำของส่วนรวมมาใช้ส่วนตัวไม่ได้"

"ไม่เป็นไรหรอกขอรับ ยามนี้การเรียนของข้าก็ไม่ได้มีปัญหาอันใดแล้วมิใช่หรือ เงินก้อนนี้ยังไม่จำเป็นต้องใช้ ท่านพ่อเอาไปใช้ก่อนเถิดขอรับ ขอเพียงพวกเราทำมาค้าขายจนตั้งตัวได้ รอจนท่านอาจารย์เฒ่ากลับมา เราเชิญเขามานั่งจิบชาที่เพิงน้ำชาของพวกเราจะไม่ดีกว่าหรือขอรับ"

เสิ่นซีจ้องมองบิดาหน้าโง่ของตน พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงให้กำลังใจ "ข้าเคยถามท่านน้าซุนดูแล้ว นางบอกว่ายามนี้หากเช่าหน้าร้านเล็ก ๆ ริมถนนใหญ่ เดือนหนึ่งก็ตกราว ๆ หนึ่งถึงสองตำลึง หากต่อรองราคาสักหน่อย เผลอ ๆ อาจจะได้ถูกกว่านั้น ขอเพียงแค่จัดเตรียมร้านสักเล็กน้อย จ้างคนมาทำโต๊ะเก้าอี้ไม้ แล้วจ้างคนงานมาช่วยอีกสักหน่อย ดูท่าแล้วเงินหกเจ็ดตำลึงก็น่าจะเพียงพอแล้วนะขอรับ"

"เรื่องนี้..."

เสิ่นหมิงจวินรู้สึกลังเลใจอยู่บ้าง เดิมทีเขาก็ตั้งใจจะสร้างเนื้อสร้างตัวให้ประสบความสำเร็จสักอย่าง เพื่อปิดปากพวกที่ชอบซุบซิบนินทาให้เงียบไปเสีย ทว่าที่ผ่านมาก็ติดขัดตรงที่ไม่มีเงินทุนจึงไม่อาจลงมือทำได้ ทว่าหากทุ่มเงินทั้งหมดลงไป แล้วเกิดกิจการไม่ราบรื่น ก็เท่ากับขาดทุนย่อยยับจนหมดตัว ถึงเวลานั้นนอกจากจะไม่ได้ผลประโยชน์อันใดแล้ว ซ้ำร้ายยังต้องสูญเสียทั้งเงินทองและหน้าตา…

"เสี่ยวหลาง อาชีพนี้จะทำได้จริงหรือ" เสิ่นหมิงจวินจ้องมองเสิ่นซีด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย

เสิ่นซียิ้มรับ "ต่อให้ท่านพ่อจะไม่เชื่อใจข้า แต่ก็ควรจะเชื่อใจท่านอาจารย์เฒ่าผู้นั้นนะขอรับ ก่อนที่เขาจะจากไป เขาได้ทิ้งบทนิทานไว้ให้ข้าจำนวนหนึ่ง เดิมทีก็ตั้งใจจะเอาไว้รับมือกับบรรดาขุนนางผู้ใหญ่ ยามนี้นำมาใช้ทำมาค้าขายย่อมเหมาะสมที่สุด"

"เมื่อปีกลาย เพียงแค่นิทานเรื่องขุนศึกตระกูลหยางของท่านอาจารย์เฒ่าเรื่องเดียว ก็ทำให้ชาวเมืองในตัวอำเภอหลงใหลเคลิบเคลิ้มจนแทบคลุ้มคลั่ง ผู้คนต่างพากันแห่แหนไปฟังจนหมดทั้งเมือง หากมีนิทานเรื่องทำนองนี้ออกมาอีก เงินทองก็คงไหลมาเทมาเข้ากระเป๋าพวกเราราวกับสายน้ำเป็นแน่ ท่านพ่อไม่หวั่นไหวบ้างเลยหรือขอรับ"

เสิ่นหมิงจวินฟังแล้วก็รู้สึกร้อนรุ่มในใจ ประเด็นสำคัญคือคำพูดของเสิ่นซีนั้นช่างยั่วยวนใจยิ่งนัก ราวกับว่าขอเพียงเปิดร้านขึ้นมาได้ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น

ท้ายที่สุด เสิ่นหมิงจวินก็พยักหน้าอย่างหนักแน่น "เช่นนั้นครานี้พ่อจะเชื่อฟังเจ้า สองคน... สองพ่อลูกเรามาร่วมมือกันทำมาค้าขายให้ดี อย่าปล่อยให้ผู้อื่นมาดูแคลน หาว่าเราเกาะสตรีกิน"

ปากของเสิ่นซีก็ตอบรับไปอย่างนั้น ทว่าในใจกลับรู้สึกไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง

คนที่รู้สึกว่าตนเองถูกดูแคลนนั้นคือท่านพ่ออย่างชัดเจนต่างหาก ส่วนตัวข้ากลับไม่ได้รู้สึกอันใดเลย ข้าเป็นเพียงเด็กตัวเล็ก ๆ ให้มารดาเลี้ยงดูแล้วมันผิดตรงไหน ทว่าสำหรับท่านพ่อที่เป็นกำลังหลักของครอบครัวมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถ้อยคำนินทาว่าร้ายเหล่านั้นย่อมมีอานุภาพทำลายล้างที่รุนแรงเกินทน

สองพ่อลูกตกลงปลงใจที่จะเปิดเพิงน้ำชา เนื่องจากยามปกติเสิ่นหมิงจวินต้องทำงานที่จวนตระกูลหวังจนยุ่งหัวปั่น หน้าที่ในการเสาะหาร้านรวงจึงตกเป็นของเสิ่นซี

จบบทที่ ตอนที่ 76 กิจการใหม่ โอกาสใหม่

คัดลอกลิงก์แล้ว