เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 75 ลู่ทางทำกินอยู่แห่งหนใด?

ตอนที่ 75 ลู่ทางทำกินอยู่แห่งหนใด?

ตอนที่ 75 ลู่ทางทำกินอยู่แห่งหนใด?


วันรุ่งขึ้นยังไม่ทันรุ่งสาง เสิ่นหมิงจวินก็ออกจากบ้านไปแล้ว

เสิ่นซีย่อมรู้ดีว่าบิดาหน้าโง่ของตนไปจวนตระกูลหวังเพื่อรวบรวมเศษข้าว เศษอาหาร และน้ำซาวข้าว หากยังมีเวลาเหลือ เขาก็คงแวะไปตามตลาดเพื่อหาเศษใบผักเน่าเสียเพิ่มอีก ดังนั้นทุกเสี้ยวเวลาจึงต้องเร่งรีบเป็นอย่างยิ่ง

ตั้งแต่ตื่นนอน โจวซื่อก็อารมณ์ดีเบิกบานยิ่งนัก

สตรีที่มีสามีอยู่เคียงข้างนั้นช่างแตกต่างกันจริง ๆ ฮุ่ยเหนียงหล่อหลอมนิสัยให้เยือกเย็นสงบเงียบดุจเมฆาล่องลอย ยามปกติที่นางหยิบจับสิ่งใดก็แทบจะไม่แสดงอารมณ์ยินดียินร้ายออกมาให้เห็น ทว่าโจวซื่อนั้นกลับเป็นคนเจ้าอารมณ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย หากอยากให้โจวซื่ออารมณ์ดี วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการให้เสิ่นหมิงจวินกลับบ้านทุกวัน

"พี่ชายเสิ่นซี ท่านช่วยดูอักษรสองตัวนี้หน่อยสิ ข้าอ่านไม่ออก"

แต่เช้าตรู่ เสิ่นซีมานั่งหาวหวอด ๆ ใจลอยอยู่หลังร้านเพียงลำพัง ลู่ซีเอ๋อร์ก็เข้ามาดึงแขนเขาไว้ ในมือถือคัมภีร์โย่วเสวียฉยงหลิน ฉบับคัดลายมือของเขาพลางเอ่ยถาม

เป็นเพราะมัวแต่ครุ่นคิดหาลู่ทางทำกินให้บิดา เมื่อคืนเสิ่นซีจึงนอนหลับไม่ค่อยสนิทนัก ยามนี้เขาจึงรู้สึกอ่อนเพลียหมดแรงอยู่บ้าง เมื่อเห็นว่าในร้านขายยาไม่ค่อยมีลูกค้า จึงเอ่ยขึ้นว่า "ซีเอ๋อร์เด็กดี พี่ชายง่วงเหลือเกิน อยากจะงีบหลับสักตื่น เจ้าไปถามพี่เสี่ยวอวี้ดีหรือไม่"

"ไม่เอา"

ลู่ซีเอ๋อร์ยื่นปากบ่นอุบอิบ หัวคิ้วเรียวงามขมวดมุ่น ชวนให้ผู้คนรู้สึกเอ็นดูสงสารยิ่งนัก

เสิ่นซีจำต้องฝืนความอดทน สอนตัวอักษรที่ลู่ซีเอ๋อร์ไม่เข้าใจให้นางจนเสร็จสรรพ พอสอนเสร็จ เขากำลังคิดจะหลับตางีบหลับสักประเดี๋ยว โจวซื่อก็เดินเข้ามาหลังร้านพร้อมกับกระแทกตะแกรงฝัดยาลงบนโต๊ะเสียงดัง 'ปัง' "คัดแยกตัวยาให้เรียบร้อย เร็วเข้า!"

เสิ่นซีโอดครวญอย่างสุดจะทน งานนี้ต่องานโน้นไม่ขาดสาย สู้ไปนั่งเรียนหนังสือในสถานศึกษายังจะดีเสียกว่า

ช่วยไม่ได้นี่นา คิดเรื่องราวมากเกินไป เรี่ยวแรงกำลังวังชาก็ย่อมไม่เพียงพอ... เขาขบคิดจนหัวแทบแตกก็ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะช่วยบิดาทำมาค้าขายอันใดดีถึงจะสามารถตั้งตัวได้อย่างรวดเร็ว ก็ในเมื่อบิดานอกจากจะมีพละกำลังแล้วก็ทำสิ่งใดไม่เป็นเลยสักอย่างนี่นา

ในยุคสมัยนี้ ต่อให้จะไปเป็นลูกมือฝึกหัดในร้านรวง ก็ยังต้องเป็นเด็กอายุน้อยที่หัวไวมีไหวพริบ ซ้ำร้ายในช่วงฝึกหัดยังไม่ได้รับค่าจ้างอีกด้วย เสิ่นหมิงจวินที่มีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวเช่นนี้ย่อมไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

"ท่านแม่ ท่านเป็นอันใดไปหรือขอรับ เมื่อเช้ายังเห็นอารมณ์ดีอยู่เลยนี่นา" เสิ่นซีเอ่ยถามพลางคัดแยกตัวยาไปพลาง ลอบสังเกตโจวซื่อที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง

"เจ้าคนไร้มโนธรรมนั่นน่ะสิ เมื่อวานยังบอกอยู่เลยว่าต่อจากนี้จะกลับมาอยู่เป็นเพื่อนพวกเราสองแม่ลูกให้มากขึ้น แต่ที่ไหนได้ เมื่อครู่ดันฝากคนมาบอกว่าคืนนี้จะไม่กลับมาเสียนี่ ฮึ... ดูท่าเขาคงจะไปมีนางจิ้งจอกอยู่ข้างนอกจริง ๆ เสียแล้ว!"

โจวซื่อยิงคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องราวมีเงื่อนงำน่าสงสัย ยิ่งสงสัยก็ยิ่งโกรธแค้นในใจ ยิ่งโกรธแค้นก็ยิ่งง่ายที่จะคิดฟุ้งซ่านไปเอง ผลสุดท้ายก็คืออารมณ์เสียอย่างหนัก

เสิ่นซีรู้ดีว่า ตราบใดที่เสิ่นหมิงจวินยังไม่กลับมาเป็นปกติ โจวซื่อก็จะยังคงหวาดระแวงและขี้หึงเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ

เพิ่งจะพ้นยามอู่มาได้ไม่นาน ทางฝั่งของโจวซื่อยังคงเงียบเหงาไม่มีลูกค้า ซิ่วเอ๋อร์ก็วิ่งกระหืดกระหอบมาจากฝั่งร้านใหม่ด้วยความเร่งรีบ "ท่านน้า นายหญิงให้ข้ามาถามดูว่า หากทางฝั่งนี้ไม่ค่อยยุ่งล่ะก็ ให้หนิงเอ๋อร์ไปช่วยงานฝั่งนู้นที... วันนี้ทางฝั่งนู้นลูกค้าเยอะเป็นพิเศษ พวกเรารับมือกันแทบไม่ทันแล้วเจ้าค่ะ"

(เชิงอรรถผู้แปล: ยามอู่ (午时 - อู่สือ) ยามอู่จะตรงกับช่วงเวลา 11.00 น. - 13.00 น. หรือช่วงเที่ยงวัน)

โจวซื่อพยักหน้ารับ "เช่นนั้นก็รีบไปเรียกหนิงเอ๋อร์ที่ลานเรือนด้านหลังเถิด... อ้อ จริงสิ เสี่ยวอวี้ เจ้าก็ไปด้วยกันเลยก็แล้วกัน อย่างไรเสียทางฝั่งนี้ก็มีไอ้เด็กทึ่มอยู่ หากมีคนเอาใบสั่งยามา เขาก็อ่านหนังสือออก"

เสิ่นซีร้องโอดครวญเสียงหลง "ท่านแม่ ข้าเพิ่งเรียนหนังสือได้ไม่กี่วันเองนะ รู้จักตัวหนังสือไม่กี่ตัวหรอกขอรับ"

"ไอ้เด็กเหม็น เมื่อก่อนตอนที่ไม่มีเสี่ยวอวี้อยู่ มีใบสั่งยาใบไหนที่เจ้าอ่านไม่ออกบ้าง หุบปากไปเลย เสี่ยวอวี้กับหนิงเอ๋อร์รีบไปเร็วเข้า อย่าให้นายหญิงของพวกเจ้าต้องรอนาน"

เสิ่นซีลอบคิดในใจ หากทางร้านใหม่ยุ่งจนล้นมือจริง ๆ สู้ให้เสิ่นหมิงจวินไปช่วยงานยังจะดีเสียกว่า ทางที่ดีที่สุดก็ควรจ้างหลงจู๊สักคนมาดูแลรับผิดชอบร้านฝั่งนู้นโดยเฉพาะ เช่นนี้ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อก็จะได้ประจำการอยู่ในร้านขายยาเล็ก ๆ แห่งนี้ ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยจนเกินไป บิดามารดาก็จะปรองดองรักใคร่ ทั้งสองครอบครัวล้วนอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ ช่างเป็นเรื่องที่ดียิ่งนัก!

ทว่าคำคนนินทานั้นน่ากลัวยิ่งนัก ต่อให้เสิ่นหมิงจวินจะกลับบ้านบ่อยขึ้นสักหน่อย ก็ยังง่ายที่จะถูกผู้อื่นชี้หน้าด่าทอลับหลังหาว่าเขาคางคกอยากกินเนื้อหงส์ คิดจะรวบเอาฮุ่ยเหนียงมาเป็นอนุ หากเขาเข้าไปช่วยงานในร้านขายยาอีก ถ้อยคำเหล่านั้นคงจะยิ่งทวีความเลวร้ายจนสุดทน ถึงเวลานั้นข่าวลือซุบซิบนินทาคงแพร่สะพัดไปทั่ว เผลอ ๆ อาจจะส่งผลกระทบต่อกิจการของร้านขายยาได้เสียด้วยซ้ำ ได้ไม่คุ้มเสียจริง ๆ

ในยุคสมัยนี้ ชื่อเสียงความบริสุทธิ์ของสตรีหม้ายนั้นสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด จุดนี้เสิ่นซีนับว่าประจักษ์แก่ใจแล้วจริง ๆ

เผลอประเดี๋ยวเดียวก็ล่วงเข้าสู่วันที่หนึ่งเดือนสอง วันรุ่งขึ้นเสิ่นซีก็จะต้องกลับไปเล่าเรียนที่สถานศึกษาแล้ว ในตอนค่ำเสิ่นหมิงจวินก็กลับมาถึงบ้านในที่สุด

เสิ่นซีรับปากเสิ่นหมิงจวินว่าจะไม่นำเรื่องที่เขาแอบไปทำอาชีพเสริมอยู่ข้างนอกไปบอกกล่าวแก่โจวซื่อ โดยมีข้อแม้ว่าเสิ่นหมิงจวินจะต้องกลับบ้านทุก ๆ สามวัน ทว่าต่อให้กลับมา เวลาก็ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว... อย่างไรเสียเสิ่นหมิงจวินก็ต้องแวะไปที่โรงเลี้ยงสัตว์เพื่อให้อาหารพวกสัตว์ปีกเสียก่อน จัดการทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทางแล้วจึงค่อยกลับมาได้

สิ่งที่เสิ่นซีคิดก็คือ ก่อนที่จะหาลู่ทางทำกินให้บิดาได้ หากพอจะช่วยสิ่งใดได้ก็ช่วยไปก่อน วันต่อๆ ที่ไปเล่าเรียนที่สถานศึกษา เลิกเรียนแล้วเขาก็จะแวะไปช่วยงานเสียก่อน เช่นนี้บิดาก็ไม่ต้องวิ่งรอกไปมาถึงสามที่จนเหน็ดเหนื่อยรับมือไม่หวาดไม่ไหว

ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว ทางห้องโถงหลักยังคงจุดตะเกียงน้ำมันสว่างไสว สำหรับโจวซื่อที่มัธยัสถ์มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว นี่นับเป็นเรื่องราวที่แปลกประหลาดมีเงื่อนงำยิ่งนัก

เสิ่นซีกลัวนักว่าโจวซื่อกับเสิ่นหมิงจวินจะมีปากเสียงกัน ทว่ายามที่เขาฉวยโอกาสตอนออกไปเข้าห้องน้ำแอบฟังอยู่ริมกำแพง ก็ไม่เห็นว่าด้านในจะมีความเคลื่อนไหวรุนแรงอันใด

"...ต้าหลางกับลิ่วหลางคงยังมาที่ตัวอำเภอไม่ได้ชั่วคราว ต้องรอให้เรื่องพวกกบฏสงบราบคาบเสียก่อนถึงจะมาได้ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องยืดเยื้อไปถึงเมื่อใด"

ตอนที่โจวซื่อเอ่ยประโยคนี้ นางก็ผลักประตูออกมาพอดี ครั้นเห็นเสิ่นซียืนอยู่ตรงมุมกำแพง นางก็ปั้นหน้าขรึมทันที "ดึกดื่นป่านนี้แล้ว เหตุใดเจ้ายังไม่นอนอีก"

เสิ่นหมิงจวินก็ปรากฏตัวที่หน้าประตูเช่นกัน ดูออกว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองยังถือว่าปรองดอง ไม่ได้หน้าดำคร่ำเครียดทะเลาะกันจนบ้านแตกอย่างที่จินตนาการไว้

นอกเมืองมีกบฏอาละวาด ทั้งทางน้ำและทางบกล้วนอันตรายยิ่งนัก ถนนหลวงและเส้นทางน้ำจากทางตำบลซวงซีมุ่งหน้ามายังตัวอำเภอแทบจะไม่มีผู้ใดกล้าสัญจรผ่าน นายอำเภอหนิงฮว่าคนใหม่ก็ยังไม่มารับตำแหน่ง ผู้คนต่างอกสั่นขวัญแขวน ในเวลาเช่นนี้ทางบ้านเดิมย่อมไม่กล้าส่งเด็กสองคนมาที่ตัวอำเภอเป็นแน่ เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ถูกพวกกบฏดักปล้นกลางทางจนเกิดเหตุร้ายอันใดขึ้น ต่อให้คนไม่เป็นอันใด แต่หากถูกจับตัวไปเป็นพวกกบฏจนมีประวัติติดตัว เช่นนั้นตระกูลเสิ่นก็เป็นอันจบเห่แล้ว

เสิ่นซีกลับเข้ามาในห้อง พลางครุ่นคิดถึงเรื่องพวกกบฏสลับกับคิดหาลู่ทางทำกินให้บิดา

จู่ ๆ เขาก็เกิดความคิดสว่างวาบขึ้นมา เนื่องจากทางตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลกว่างตงและทางตะวันตกของมณฑลฝูเจี้ยนมีกบฏอาละวาด พ่อค้าเร่จำนวนมากจึงไม่กล้าเดินทางมายังเมืองถิงโจว ส่งผลให้สินค้าที่ขนส่งมาจากต่างถิ่นราคาพุ่งกระฉูด ในขณะที่เสบียงอาหารและของพื้นเมืองที่ผลิตได้ในท้องถิ่น ราคากลับตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย

ยามนี้ในเมืองแทบจะไม่มีผู้ใดรับจ้างขนส่งสินค้าอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เพราะในยุคสมัยนี้สินค้าต่าง ๆ ผู้ซื้อผู้ขายล้วนต้องรับผิดชอบเรื่องการขนส่งกันเอาเอง ยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่าการคุ้มภัยสินค้า สำนักคุ้มภัยจะต้องรอจนถึงรัชศกเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิงถึงจะถือกำเนิดขึ้น

นี่นับเป็นโอกาสอันดียิ่ง หากบิดาสามารถฉวยโอกาสนี้กระโจนเข้าสู่วงการ ย่อมต้องกอบโกยผลกำไรได้อย่างแน่นอน ถึงขั้นอาจเป็นผู้บุกเบิกและขยับขยายกิจการให้เจริญรุ่งเรืองได้ อย่างไรเสียอาชีพนี้ก็ไม่ต้องอาศัยฝีมือช่างอันใด สิ่งสำคัญที่สุดคือกำลังคน จากนั้นก็แค่ว่าจ้างรถม้าและเรือพายมาสักจำนวนหนึ่งก็เพียงพอแล้ว

ต่อให้ต้องคุ้มภัยสินค้า ก็ไม่จำเป็นที่เสิ่นหมิงจวินจะต้องลงสนามด้วยตนเอง เพียงแค่รั้งอยู่ในตัวอำเภอหนิงฮว่ารับหน้าที่เป็นหลงจู๊ ยามปกติก็คอยสั่งการลูกน้องอยู่เบื้องหลังก็พอ

ทว่าอุดมการณ์นั้นช่างงดงาม แต่ความเป็นจริงกลับโหดร้าย แผนการน่ะดีอยู่หรอก ทว่าปัญหากลับมีมากมายก่ายกอง ไม่มีทั้งเงินทุน ไม่มีทั้งกำลังคน ไม่มีทั้งสถานที่ตั้งกิจการและยานพาหนะขนส่งซึ่งก็คือรถม้า แน่นอนว่ารถม้าสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการเช่า กำลังคนก็สามารถว่าจ้างได้ แท้จริงแล้วปัญหาหลักก็คือขาดแคลนเงินทุนนั่นแหละ

หากคิดจะเปิดโรงรถม้าหรือโรงเรือ การขนถ่ายสินค้าตามสถานีม้าเร็วหรือท่าเรืออาจเป็นเรื่องง่าย ทว่าหากคิดจะเปิดสำนักคุ้มภัย ก็ยังคงต้องจ้างคนที่มีวรยุทธ์ติดตัวอยู่บ้าง ทางที่ดีที่สุดคือจัดการฝึกฝนเยี่ยงทหารอย่างง่าย ๆ สักหน่อย มิเช่นนั้นหากคุ้มภัยสินค้าไปแล้วถูกปล้นชิงกลางทางล่ะก็ คงได้ขาดทุนป่นปี้เป็นแน่ ยิ่งไปกว่านั้น การทำธุรกิจคุ้มภัยสินค้า ยังต้องมีเส้นสายและไมตรีจิตกับผู้คนทั่วสารทิศ มิเช่นนั้นผู้ใดจะยอมไว้หน้าเล่า

เสิ่นซีครุ่นคิดพิจารณาอย่างละเอียดแล้ว ก็รู้สึกว่าการเปิดสำนักคุ้มภัยดูจะไม่ค่อยเข้าท่าสักเท่าใด ทว่านี่ก็นับว่าช่วยจุดประกายความคิดให้เขาประการหนึ่ง นั่นก็คือต้องทำธุรกิจในสิ่งที่ผู้อื่นไม่กล้าคิดและไม่อาจทำได้ ต้องมีวิสัยทัศน์ก้าวล้ำและกลยุทธ์ทางธุรกิจที่เหนือชั้น

ทว่าในสามร้อยหกสิบสายอาชีพ การจะพลิกแพลงสร้างสรรค์สิ่งใหม่นั้นยากยิ่งนัก สิ่งใดที่สังคมต้องการย่อมได้รับความนิยมแพร่หลายมาตั้งนานแล้ว สิ่งใดที่ไม่ต้องการต่อให้ฝืนทำไปก็ไร้หนทาง ทว่าเสิ่นซีล่วงรู้ว่ามีอาชีพหนึ่งที่ลงทุนน้อยแต่ได้กำไรมหาศาลอย่างแน่นอน นั่นก็คือการเปิดกิจการร้านแลกเงิน ซึ่งนี่ก็เป็นธุรกิจที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในช่วงกลางค่อนไปทางปลายของยุคราชวงศ์หมิง ทว่าเมื่อเทียบกับการเปิดสำนักคุ้มภัยแล้ว ดูเหมือนว่าอาชีพนี้จะยิ่งต้องการเงินทุนที่หนาปึกกว่ามากนัก

จบบทที่ ตอนที่ 75 ลู่ทางทำกินอยู่แห่งหนใด?

คัดลอกลิงก์แล้ว