เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 74 ที่มาของโรงเลี้ยงสัตว์

ตอนที่ 74 ที่มาของโรงเลี้ยงสัตว์

ตอนที่ 74 ที่มาของโรงเลี้ยงสัตว์


"ท่านพ่อ ให้ข้าช่วยหรือไม่ขอรับ?"

เสิ่นซีไม่ได้เอ่ยถามข้อสงสัยในใจออกไปก่อน ทว่ากลับเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใย

"ไม่ต้อง ๆ ที่นี่สกปรกเกินไป... ข้าจัดการมาสองเดือนกว่าแล้ว ทางจวนนายท่านมีเศษข้าวเศษอาหารเหลือทิ้งเยอะ ข้าเห็นว่าทิ้งไปก็เสียของเปล่า จึงมาทำเล้าเลี้ยงปศุสัตว์อยู่ที่นี่"

เสิ่นหมิงจวินไม่ได้มีความระแวดระวังบุตรชายมากนัก ทว่าหลังจากกล่าวจบ เขาก็ยังคงเอ่ยเตือนด้วยสีหน้าจริงจัง "กลับไปอย่าได้บอกแม่เจ้าเชียวนะ นางไม่รู้เรื่องนี้"

เสิ่นซีย่อมรู้ดีว่าโจวซื่อไม่รู้เรื่องนี้ มิเช่นนั้นนางคงไม่ต้องมานั่งบ่นกระปอดกระแปดอยู่ทุกวี่ทุกวันหรอก

เสิ่นซีมองดูเสิ่นหมิงจวินเก็บกวาดลานเรือนอย่างลวก ๆ พอให้มีที่ยืนหยัดได้ โดยไม่ต้องคอยระแวงว่าจะเหยียบโดนขี้ไก่ขี้เป็ดในทุกย่างก้าว จากนั้นจึงค่อยนั่งลงสนทนากับเขา

"ที่ข้าไม่ได้บอกแม่เจ้า ก็เพราะรู้สึกผิดต่อนาง ตั้งแต่นางแต่งเข้ามาก็ไม่เคยได้อยู่อย่างสุขสบายเลย ยามนี้เข้ามาในเมือง กลับต้องให้นางเป็นคนจัดการดูแลครอบครัว เงินที่หามาได้จากร้านขายยาก็ต้องส่งกลับไปให้ท่านย่าของเจ้าที่บ้านเดิมเสียส่วนใหญ่..."

เสิ่นหมิงจวินมีสีหน้าตำหนิตนเอง อันที่จริงหากพูดให้ชัดเจนก็คือ ความสามารถของโจวซื่อทำให้เขารู้สึกละอายใจที่ตนเองต่ำต้อยกว่า

เดิมทีการที่โจวซื่อเข้ามาในเมือง ก็เพื่อพึ่งพาพิงเขา ให้เขาเป็นคนเลี้ยงดูคนทั้งครอบครัว ทว่าหลังจากนั้นโจวซื่อก็ไปช่วยงานที่ร้านตัดเสื้อ ซ้ำยังหาบ้านเช่าได้ด้วยความช่วยเหลือของเสิ่นซี ภายหลังยิ่งได้ไปเป็นหลงจู๊รองที่ร้านขายยาอีก เนื่องจากกิจการร้านขายยารุ่งเรือง โจวซื่อจึงได้รับส่วนแบ่งเงินไม่น้อยในทุก ๆ เดือน ทว่าเงินเหล่านี้กลับถูกเขาส่งกลับไปที่ชนบทแทบทั้งหมด

เสิ่นหมิงจวินร้อนใจอยากพิสูจน์ตัวเอง จึงแอบมาทำอาชีพเสริมอยู่ข้างนอก

สถานที่แห่งนี้ก็เป็นทรัพย์สินของตระกูลหวังเช่นกัน เนื่องจากทำเลตั้งอยู่ห่างไกลและมีผู้คนพลุกพล่านซับซ้อน จึงถูกปล่อยทิ้งร้างมานานแล้ว ดังนั้นหลังจากเลิกงาน เสิ่นหมิงจวินจึงไปหาหญ้าคาและฟืนไม้จากแถบชานเมืองมาซ่อมแซมซากปรักหักพัง ในที่สุดก็พอจะบังลมหลบฝนได้ จากนั้นก็สร้างรั้วไม้ไผ่นี้ขึ้นมา เก็บกวาดจนเป็นสัดเป็นส่วนเพื่อใช้เลี้ยงสัตว์

ยามปกติมีเพียงเสิ่นหมิงจวินที่แวะเวียนมาดูแลในช่วงเช้าและเย็น หากเขาต้องติดตามเศรษฐีหวังออกไปข้างนอก ก็จะไหว้วานสหายที่ทำงานรับจ้างด้วยกันให้ช่วยมาให้อาหารแทน ด้วยเหตุนี้ เป็ดไก่รวมถึงหมูสองตัวจึงเติบโตมาได้ไม่เลวนักจนถึงปัจจุบัน

หลังจากฟังเสิ่นหมิงจวินเล่าจบ เสิ่นซีก็เอ่ยอย่างเข้าใจ "ท่านพ่อ แท้จริงแล้วสิ่งที่ท่านแม่ต้องการมิใช่เรื่องที่ท่านจะหาเงินได้มากน้อยเพียงใด แต่น่าจะเป็นการที่ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันต่างหาก แต่เดิมท่านทำงานที่จวนตระกูลหวังก็ยุ่งมากพออยู่แล้ว ยามนี้ยังต้องมาจัดการเรื่องพวกนี้อีก ย่อมไม่มีเวลากลับบ้าน อีกทั้งยังไม่ยอมบอกกล่าวท่านแม่ แล้วในใจท่านแม่จะคิดเห็นเช่นไรเล่าขอรับ"

เสิ่นหมิงจวินทอดทอนใจ "มิใช่ว่าข้าไม่อยากกลับ ท่านน้าซุนของเจ้าเป็นแม่ม่าย ยามนี้แม่ของเจ้าก็ทำมาค้าขายร่วมกับนาง หากข้าเข้าออกร้านขายยาอยู่บ่อยครั้ง ผู้อื่นย่อมต้องครหานินทาเสีย ๆ หาย ๆ เป็นแน่ ขนาดเป็นเช่นนี้ ก็ยังมีเพื่อนบ้านบางคนเอาไปซุบซิบนินทาว่าข้าเป็นคางคกอะไรสักอย่าง คิดจะเอาฮุ่ยเหนียงมาเป็นอนุภรรยา ถึงขั้นจะฮุบร้านขายยาของตระกูลลู่เสียด้วยซ้ำ... นี่มิใช่การปรักปรำข้าหรอกหรือ"

"เป็นคางคกอยากกินเนื้อหงส์หรือขอรับ?" เสิ่นซีครุ่นคิดแล้วเอ่ยถาม

(เชิงอรรถผู้แปล: คางคกอยากกินเนื้อหงส์ (癞蛤蟆想吃天鹅肉) สำนวนเปรียบเปรยถึงผู้ที่ใฝ่สูงเกินศักดิ์ ไม่เจียมตัว หรือผู้ชายต่ำต้อยที่ปรารถนาหญิงสาวที่สูงส่งกว่าตน)

เสิ่นหมิงจวินหน้าแดงก่ำก้มหน้าลง "ยังคงเป็นเสี่ยวหลางของข้าที่มีความรู้ดี ความหมายนั้นแหละ"

เสิ่นซียิ้มขื่น เขาเพียงแค่พูดให้กระจ่าง หาได้มีเจตนาเย้ยหยันบิดาไม่ ทว่าคำพูดนี้พอหลุดปากออกไป กลับยิ่งทำให้เสิ่นหมิงจวินรู้สึกว่าตนเองไร้ความสามารถแถมยังเป็นตัวถ่วงผู้อื่น

"ดังนั้นท่านพ่อจึงไม่กลับบ้าน แล้วแอบมาวุ่นวายกับสิ่งนี้อยู่ข้างนอกหรือขอรับ"

เสิ่นหมิงจวินถอนหายใจ "มีอยู่คราหนึ่งนายท่านหวังเผลอหลุดปากออกมาว่า อยากจะขายทรัพย์สินในอำเภอหนิงฮว่าทิ้ง แล้วย้ายกลับไปบ้านเกิดที่เมืองจิ่วเจียงมณฑลเจียงซี ยามนี้ข้ายังพอหาเงินจากตระกูลหวังได้บ้าง หากตระกูลหวังย้ายไป ข้าก็คงหมดหนทางทำกินโดยสิ้นเชิง จึงทำได้เพียงเตรียมการล่วงหน้าไว้แต่เนิ่น ๆ"

เสิ่นซีลอบคิดในใจ นี่ช่างเป็นบิดาที่ทั้งซื่อสัตย์ หัวอ่อน และเอาใจใส่ลูกเมียเสียจริง! น่าเสียดายที่เขาใช้ข้อดีเหล่านี้ผิดที่ผิดทางไปหน่อย!

ทว่าหากจะว่าไป บิดาก็นับว่าเป็นคนมีความมุ่งมั่น ไม่ต้องการให้มารดาต้องมาเลี้ยงดูหลังจากตกงานจนเป็นที่ครหานินทาของผู้อื่น จึงได้เตรียมการล่วงหน้า ฉวยโอกาสตอนที่ตระกูลหวังยังไม่ย้ายไป แอบมาทำอาชีพเสริมเสียก่อน

เพียงแต่เขาไม่เคยคิดเลยว่า พื้นที่ของโรงเลี้ยงสัตว์แห่งนี้เดิมทีก็เป็นของตระกูลหวัง ต่อให้ถูกทิ้งร้าง ที่ดินก็ยังมีราคาค่างวดมิใช่หรือ? นอกจากนี้ อาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์ปีกเหล่านี้ล้วนพึ่งพาเศษข้าวเศษอาหารและน้ำซาวข้าวจากตระกูลหวัง หากตระกูลหวังย้ายออกไป เขาจะไปหาของกินที่ใดมาเติมเต็มกระเพาะของเจ้าตัวเล็กพวกนี้เล่า? หรือจะควักเงินไปซื้อข้าวสารมาเลี้ยง ต้นทุนเช่นนั้นก็คงสูงเกินไปแล้ว!

ท้ายที่สุดแล้ว ขนาดของโรงเลี้ยงสัตว์แห่งนี้ก็เล็กเกินไปจริง ๆ หากคิดจะหาเงินกำไรย่อมยากเย็นแสนเข็ญ

หวังหลิงจือที่ยืนฟังอยู่ด้านข้างครู่หนึ่งเอ่ยขึ้น "ท่านลุงเสิ่น ข้าไม่เห็นเคยได้ยินท่านพ่อพูดเลยว่าจะย้ายกลับบ้านเกิด"

เสิ่นซีด่าทอไม่หยุดปาก "กงการอะไรของเจ้าด้วย หรือไม่ก็เป็นเพราะบิดาของเจ้านึกครึ้มใจหลุดปากพูดออกมา แต่บิดาของข้ากลับเก็บเอามาเป็นจริงเป็นจัง"

เสิ่นหมิงจวินรีบดึงตัวเสิ่นซีไว้ พลางเอ่ยตำหนิ "เสี่ยวหลาง เจ้าพูดจาเช่นนี้กับคุณชายน้อยได้อย่างไร"

หวังหลิงจือหัวเราะร่วนอย่างไม่ใส่ใจ "ท่านลุงไม่ต้องกังวลไป ข้ากับเสี่ยวหลางเป็นพี่น้องที่ดีต่อกัน เขาบ่นข้าสองสามประโยคหาเป็นไรไม่ เพียงแต่ฟ้ามืดแล้ว พวกเรา... กลับกันให้ไวกว่านี้หน่อยได้หรือไม่"

เสิ่นซีแหงนมองดูท้องฟ้า "ท่านพ่อ เรื่องนี้ข้าจะไม่บอกท่านแม่ แต่ว่าวันนี้ท่านต้องกลับไปพร้อมกับข้า รอให้ข้ากลับไปช่วยท่านพ่อคิดอ่านหาลู่ทางทำกินใหม่... เลี้ยงของพวกนี้ทั้งเหนื่อยยากลำบาก ซ้ำยังได้เงินน้อย ไม่พอยังเสี่ยง หากเกิดโรคระบาดขึ้นมาก็จะขาดทุนย่อยยับจนหมดตัวได้เลยนะขอรับ"

เสิ่นหมิงจวินยิ้มเจื่อน เอ่ยอย่างจนใจอยู่บ้าง "เสี่ยวหลาง เจ้ารู้เรื่องราวมากมายนัก ช่วงก่อนหน้านี้มีไก่ป่วยตายไปหลายตัวจริง ๆ เดิมทีข้าคิดจะไปตามหมอมาดูอาการ แต่พอได้ยินว่าเป็นสัตว์เดียรัจฉานป่วย ก็ไม่มีผู้ใดเต็มใจมารักษาเลยสักคน"

เสิ่นซีลอบคิดในใจ ในยุคสมัยนี้ขนาดหมอที่รักษามนุษย์ยังหาได้ยากยิ่ง นับประสาอะไรกับสัตวแพทย์เล่า

ต่อให้ยุคสมัยนี้จะมีสัตวแพทย์ ก็คงมีไว้สำหรับรักษาสัตว์ใหญ่ประเภทม้า วัว และล่อเท่านั้น ส่วนเป็ดไก่พวกนี้ เดิมทีก็มีจำนวนมากและขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว สำหรับชาวบ้านทั่วไปแล้ว หากตายไปสักสองสามตัวก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใด ผู้ใดจะยอมเสียเงินทองไปจ้างคนมารักษาพวกมันกัน? ทำอาชีพนี้ต่อไปมีหวังอดตายเข้าสักวันเป็นแน่

เสิ่นซีไม่ได้อธิบายอันใดให้ยืดยาว เขายืนกรานให้เสิ่นหมิงจวินกลับบ้าน

อันที่จริงเสิ่นหมิงจวินที่ได้พบหน้าบุตรชายก็รู้สึกยินดียิ่งนัก เมื่อก่อนความลับนี้มีเพียงเขาที่เก็บงำไว้ผู้เดียว ยามนี้เสิ่นซีล่วงรู้เข้า ก็เท่ากับมีคนมาช่วยแบ่งเบา ความกดดันจึงลดทอนลงไปอย่างคาดไม่ถึง

รอจนเสิ่นหมิงจวินนำน้ำซาวข้าวที่ส่งมาเมื่อเช้าผสมกับเศษใบผักเน่าไปให้หมูกิน แล้วลงมือเก็บกวาดขี้ไก่ขี้เป็ดในลานเรือนจนสะอาดสะอ้านอีกรอบ ในที่สุดหน้าที่ของวันนี้ก็ถือเป็นอันเสร็จสิ้น ทว่าเขาก็ยังคงยืนกรานที่จะไปส่งหวังหลิงจือกลับบ้านก่อน กว่าสองพ่อลูกจะปรากฏตัวที่หน้าประตูบ้าน ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว

เดิมทีโจวซื่อกลับมาถึงบ้านแล้วไม่เห็นเสิ่นซีก็ร้อนใจอยู่บ้าง กำลังวุ่นวายตามหาทั้งฝั่งร้านขายยาและฝั่งบ้าน ผลคือจู่ ๆ ก็เห็นสองพ่อลูกกลับมาพร้อมกัน นางจึงคว้าไม้กวาดปรี่เข้าไปหมายจะตีเสิ่นซี "ไอ้เด็กเหม็น หายหัวไปตายที่ใดมา"

เสิ่นซีรีบมุดเข้าไปหลบหลังเสิ่นหมิงจวินทันควัน "ข้าไปเยี่ยมท่านพ่อที่จวนตระกูลหวังมาขอรับ แล้วก็เลยกลับมาพร้อมกับท่านพ่อ"

โจวซื่อตวัดสายตาเคลือบแคลงสงสัยไปมองเสิ่นหมิงจวิน

ยามปกติเสิ่นหมิงจวินโกหกไม่ค่อยเก่งนัก ทว่ายามนี้สองพ่อลูกลงเรือลำเดียวกันแล้ว จึงทำได้เพียงพยักหน้าสำทับ "ใช่ เป็นเช่นนั้นแหละ ข้าเป็นคนให้เขารอข้าเลิกงานเอง เรื่องนี้จะไปโทษเขาไม่ได้หรอก"

เมื่อเห็นสามีกลับมา โจวซื่อก็ไม่มีกะจิตกะใจจะสาวความยืดว่าตกลงแล้วเสิ่นซีได้ไปที่จวนตระกูลหวังจริงหรือไม่ พอเข้าบ้าน โจวซื่อก็ลงมือทำกับข้าวกับปลาด้วยใบหน้าเบิกบานใจยิ่งนัก เห็นเสิ่นซีกินช้าไปสักนิด นางก็ส่งเสียงเร่งเร้าไม่ขาดปาก

"ไอ้เด็กทึ่ม รีบกินเข้า กินอิ่มแล้วจะได้ไปนอน เข้านอนหัวค่ำตื่นแต่เช้า ร่างกายจะแข็งแรง ทั้งยังจะเติบโตตัวสูงใหญ่"

เสิ่นซีประคองชามข้าวเงยหน้าขึ้นมองโจวซื่อแวบหนึ่ง เพียงแค่มองจากรอยยิ้มเจิดจ้าบนใบหน้าของนาง ก็รู้แล้วว่าการที่เสิ่นหมิงจวินกลับมานั้นส่งผลต่อตัวนางเพียงใด ยามปกติต้องวุ่นวายหัวปั่นอยู่ที่ร้านขายยาทั้งวัน สิ่งที่หวังที่สุดก็คือตอนกลางคืนกลับมามีสามีอยู่เคียงข้าง ต่อให้ไม่ถึงขั้นหลับนอนร่วมเตียง อย่างน้อยก็ขอให้ได้พลอดรักพูดคุยกันประสาผัวเมีย มีเรื่องราวอันใดจะได้ปรึกษาหารือกันได้

การที่เสิ่นซีพาเสิ่นหมิงจวินกลับมาด้วย ก็เพื่อปลอบประโลมความอ้างว้างโดดเดี่ยวของโจวซื่อ ในช่วงเวลาเช่นนี้เขาย่อมไม่อยากทำตัวเป็นส่วนเกินหรือก้างขวางคอ เขาจึงรีบกุ้ยข้าวเข้าปากคำโตสองสามคำ แล้ววางตะเกียบลงเป็นเชิงบอกว่ากินอิ่มแล้ว

หลังจากล้างหน้าล้างตัวตามลานกับหลินไต้พอเป็นพิธีก็เตรียมตัวกลับห้องเข้านอน ฤดูกาลนี้ไม่เหมือนฤดูร้อน อีกทั้งการต้มน้ำด้วยฟืนก็ยังต้องเสียเงิน จึงไม่อาจอาบน้ำได้ทุกวัน

พอเข้ามาในห้อง หลินไต้ก็มองไปทางห้องโถงหลักด้วยความไม่เข้าใจ นางเอียงคอมองอย่างประหลาดใจพลางเอ่ยถาม "เหตุใดวันนี้ท่านแม่ดูไม่ค่อยเหมือนปกติเล่า"

"ก็เพราะท่านพ่อกลับมาแล้วอย่างไรเล่า มีท่านพ่ออยู่ ท่านแม่ก็อารมณ์ดี" เสิ่นซีคลี่ผ้าห่มออก แล้วมุดเข้าไปด้านในก่อนเป็นคนแรก

ตามกฎที่ตั้งขึ้นเองว่าผู้ใดขึ้นเตียงก่อนผู้นั้นได้นอนด้านใน แทบทุกวันหลินไต้จะต้องมาแย่งชิงกับเขา วันนี้เป็นเพราะหลินไต้มีท่าทีใจลอยอยู่บ้าง จึงถูกเขาชิงตัดหน้าไปได้

หลินไต้ยังคงมีข้อกังขา "เหตุใดท่านพ่อกลับมาแล้วท่านแม่ต้องอารมณ์ดีด้วยเล่า"

คำถามนี้อธิบายยากยิ่งนัก แม้ว่าเด็กผู้หญิงจะรู้ความเร็วกว่าเด็กผู้ชาย ทว่านั่นก็จำกัดเฉพาะช่วงอายุสิบสองสิบสามปีหลังจากมีเทียนกุ่ยครั้งแรกแล้วเท่านั้น ยามนี้หลินไต้เพิ่งจะเป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อยวัยสิบขวบ ซ้ำร้ายยังเรียนหนังสือคัดลายมือกับเสิ่นซี สติปัญญาจึงเปิดกว้าง ความอยากรู้อยากเห็นก็ย่อมพลุ่งพล่านตามไปด้วย

(เชิงอรรถผู้แปล: เทียนกุ่ย (天癸) ศัพท์แพทย์แผนจีนโบราณ หมายถึง ประจำเดือนของสตรี หรือความสมบูรณ์ทางเพศที่ทำให้พร้อมจะเจริญพันธุ์)

เสิ่นซีตอบอย่างไม่สบอารมณ์ "ในใจเจ้าคิดถึงท่านแม่ของเจ้ามิใช่หรือ หากได้พบท่านแม่ของเจ้า เจ้าจะมีความสุขหรือไม่เล่า"

หลินไต้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทีแรกก็พยักหน้ารับ จากนั้นบนใบหน้าก็พลันปรากฏแววตาขุ่นเคือง นางคว้าหมอนปาใส่ตัวเสิ่นซี "ลุกขึ้นมา วันนี้ข้าจะนอนด้านใน"

เสิ่นซีคร้านจะต่อความยาวสาวความยืดกับนาง นี่คือ 'สงคราม' บนเตียงของพวกเขาสองคน ผู้ใดได้นอนด้านในผู้นั้นคือผู้ชนะ อย่างไรเสียก็เป็นเพียงเรื่องเล่นหัวกันประสาเด็กเท่านั้น

หลินไต้ชอบแย่งชิง เสิ่นซีย่อมไม่จงใจออมมือให้ พอแย่งกันไปแย่งกันมา หลินไต้ก็จะไม่คอยออดอ้อนให้เขาเล่านิทานให้ฟังอีก ซ้ำร้ายพอแย่งจนเหนื่อยตกดึกหลินไต้ก็จะหลับสนิทขึ้นมาก ถึงขั้นที่ความถี่ในการละเมอเรียกหาบิดามารดาก็ลดน้อยลงไปโข

รอจนหลินไต้กระฟัดกระเฟียดหลับไป เสิ่นซีก็นอนนิ่งครุ่นคิดเรื่องราว

การที่เสิ่นหมิงจวินออกไปทำอาชีพเสริมอยู่ข้างนอก เดิมทีนับเป็นเรื่องดี ทว่าเรื่องนี้โจวซื่อต้องไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน

ปัญหาที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ โจวซื่อต้องการให้สามีอยู่เคียงข้าง และปศุสัตว์เหล่านั้นก็ไม่อาจนำมาเลี้ยงไว้ในบ้านได้ มิเช่นนั้นเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงย่อมต้องมีปากมีเสียงเป็นแน่

"ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมไม่ใช่หนทางที่ดีแน่"

เสิ่นซีบ่นอุบอิบด้วยความกลัดกลุ้ม เขากำลังคิดว่าพอจะมีลู่ทางทำกินอันใดที่เปิดโอกาสให้เสิ่นหมิงจวินได้เป็นหลงจู๊กับเขาบ้างหรือไม่ ต่อให้ไม่ได้ร่ำรวยมหาศาล แต่อย่างน้อยก็นับได้ว่าเป็นบุรุษที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน

พูดน่ะมันง่าย ทว่าลงมือทำจริงกลับยากเย็นแสนเข็ญ

การที่โจวซื่อสามารถปักหลักอยู่ที่ร้านขายยาของฮุ่ยเหนียงได้นั้น เดิมทีก็อาศัยความบังเอิญและวาสนาประจวบเหมาะอยู่หลายส่วน หากมิใช่เพราะสามีของฮุ่ยเหนียงด่วนจากไปทำให้นางต้องเผยโฉมหน้าต่อผู้คนออกมาดูแลกิจการครอบครัว หากมิใช่เพราะมีคนมาแย่งชิงสมบัติแล้วเขาออกหน้าช่วยเหลือ หากมิใช่เพราะเกิดโรคระบาด... อาศัยเหตุการณ์บังเอิญที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเหล่านี้นี่แหละ ที่ทำให้ฮุ่ยเหนียงเกิดความรู้สึกพึ่งพิงต่อคนตระกูลเสิ่น

หากคิดจะไปร่วมหุ้นกับร้านรวงอื่น ต่อให้มีเงินก็ยังทำไม่ได้ นับประสาอะไรกับการไปเจรจาด้วยปากเปล่าเล่า

จบบทที่ ตอนที่ 74 ที่มาของโรงเลี้ยงสัตว์

คัดลอกลิงก์แล้ว