- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 73 ความลับของท่านพ่อ
ตอนที่ 73 ความลับของท่านพ่อ
ตอนที่ 73 ความลับของท่านพ่อ
วันที่ยี่สิบแปดเดือนอ้าย ประจวบเหมาะกับช่วงฤดูจิงเจ๋อ หนึ่งในยี่สิบสี่ฤดูกาลตามปฏิทินจันทรคติ วันที่เสิ่นซีต้องเข้าสถานศึกษาใกล้เข้ามาอีกครา
(เชิงอรรถผู้แปล: ฤดูจิงเจ๋อ (惊蛰) หรือสารทแมลงตื่น หนึ่งใน 24 ฤดูกาลย่อยของจีน บ่งบอกถึงการสิ้นสุดฤดูหนาวและเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ)
เช้าวันนี้เสิ่นซีตื่นสายไปสักหน่อย ขณะกำลังกินข้าวกินปลา จู่ ๆ ก็เห็นหวังหลิงจือผลักประตูหน้าลานเรือนแล้ววิ่งหน้าตั้งเข้ามาด้วยความตื่นเต้นดีใจ "ศิษย์พี่ ศิษย์พี่! ข้าทำภารกิจที่ท่านมอบหมายสำเร็จแล้วขอรับ จึงตั้งใจมาแจ้งให้ท่านทราบโดยเฉพาะ"
เวลานั้นหลินไต้กอดชามข้าวเดินออกมาจากห้องโถงหลัก พอเห็นว่าเป็นหวังหลิงจือ นางก็ตวัดค้อนใส่เสิ่นซีขวับหนึ่ง โจวซื่อเดินตามออกมาเป็นคนสุดท้าย ปรายตามองเด็กทั้งสามคนแวบหนึ่งแล้วเอ่ยทัก "ไอ้เด็กทึ่ม สหายร่วมเรียนของเจ้ามาหาหรือ... แม่จะล่วงหน้าไปร้านขายยาก่อน เจ้าอย่าได้มัวไปวิ่งซุกซนที่ใดเล่า เล่นสักประเดี๋ยวก็ค่อยไปช่วยงานที่ร้าน เข้าใจหรือไม่"
"ท่านแม่ ข้าทราบแล้วขอรับ ท่านรีบไปเถิด" เสิ่นซีปั้นหน้าไร้เดียงสาใสซื่อ ไม่อยากให้มารดาบังเกิดความสงสัยว่าแท้จริงแล้วการมาเยือนของหวังหลิงจือในครานี้มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง
รอจนกระทั่งเงาร่างของมารดาเลือนหายไปจากหน้าประตูบ้าน เสิ่นซีจึงปั้นหน้าขรึมแล้วเอ่ย "ข้าบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่าอย่ากระโตกกระตาก วิ่งพรวดพราดเข้ามาในบ้านข้า ไม่ถามไถ่สักคำก็แหกปากโวยวาย เจ้ามีจรรยาบรรณวิชาชีพอยู่บ้างหรือไม่"
หวังหลิงจือลูบหัวป้อย ๆ พลางเอ่ยถาม "ศิษย์พี่ จรรยาบรรณวิชาชีพคือสิ่งใดหรือขอรับ"
"เอ้อ... นั่นเป็นตบะบารมีอันล้ำลึกสุดหยั่งคาดชนิดหนึ่ง บอกไปเจ้าก็ไม่เข้าใจหรอก... เอาล่ะ เจ้าคอยก่อน พวกเราออกไปคุยกันข้างนอกเถิด" เสิ่นซีหันไปมองหลินไต้ที่ยืนกอดชามข้าวอยู่ด้านข้าง ในใจลอบคิดว่าเรื่องนี้จะให้แม่หนูน้อยล่วงรู้ไม่ได้เด็ดขาด แม้ว่ายามนี้หลินไต้จะว่าง่ายกว่าแต่ก่อนมาก ไม่คอยหาเรื่องทะเลาะเบาะแว้งและแอบเอาเรื่องไปฟ้องมารดาแล้วก็ตาม ทว่าก็ยากจะรับประกันได้ว่าหากนางได้ยินแล้วเกิดความสงสัยไม่เข้าใจ จะไม่วิ่งโร่ไปถามมารดา ถึงเวลานั้นเรื่องราวคงไม่อาจปกปิดไว้ได้อีก
เสิ่นซีกุ้ยข้าวเข้าปากลวก ๆ สองสามคำก็วางชามลง แล้วเดินนำหวังหลิงจือออกจากบ้านไปจนถึงปากตรอก จึงค่อยเอ่ยถาม "ว่ามาเถิด ได้เรื่องว่าอย่างไรบ้าง"
บนใบหน้าของหวังหลิงจือประดับด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ "ข้าสะกดรอยตามบิดาท่านมาสองคราแล้ว ครั้งหนึ่งเขากลับมาที่นี่ พอถึงหน้าลานเรือน ข้าเห็นว่าไม่มีอันใดผิดปกติก็เลยกลับไป เมื่อสามวันก่อน ข้าไปถามพ่อบ้านหลิวว่าช่วงนี้บิดาท่านมักไปที่ใด พ่อบ้านบอกว่าเลิกงานแล้วบิดาท่านชอบไปแถวประตูเมืองฝั่งใต้ ผลคือเมื่อวานข้าตามไป พอถึงตรอกซอมซ่อแห่งหนึ่งใกล้ ๆ ประตูเมือง ข้าก็คลาดสายตากับเขาเสียแล้ว"
ทีแรกพอเสิ่นซีได้ยินว่าบิดาไปที่ประตูเมืองฝั่งใต้ ก็หลงนึกว่าบิดาแอบไปหาความสำราญเริงรมย์ เสพสุขกับชีวิตเสียอีก ทว่าพอฟังจนจบเขาก็อดไม่ได้ที่จะถลึงตาใส่หวังหลิงจือ "คลาดสายตางั้นหรือ แล้วเจ้ายังมีหน้าวิ่งมาบอกข้าอีกนะว่าทำภารกิจสำเร็จแล้ว! เฮ้อ ช่างเถอะ เจ้าจำตำแหน่งคร่าว ๆ ได้ใช่หรือไม่ วันนี้พวกเราสองคนจะไปสะกดรอยตามด้วยกัน ข้าล่ะอยากจะรู้นักว่าตกลงแล้วบิดากำลังทำเรื่องอันใดอยู่กันแน่"
(เชิงอรรถผู้แปล: หาความสำราญเริงรมย์ (风花雪月 / ลมบุปผาหิมะจันทรา) สำนวนเปรียบเปรยถึงการเที่ยวเตร่หาความสำราญ หรือพลอดรักกับสตรีตามหอคณิกา)
นับตั้งแต่ดินแดนหลิ่งหนานและหมิ่นเจ้อเกิดโรคระบาดใหญ่ เสิ่นหมิงจวินก็เริ่มมีพฤติกรรมไม่เหลียวแลครอบครัว ช่วงกลางที่เขาติดตามหวังชางเนี่ยเดินทางไปยังอู่ชางฝู่แห่งหูกว่างนั้นยังพอเข้าใจได้ ทว่าเรื่องราวหลังจากนั้นกลับพิลึกพิลั่นยิ่งนัก ไม่ว่าเมื่อใดเขาก็มักจะอ้างว่าทางจวนนายท่านตระกูลหวังงานยุ่งเสมอ ถึงขนาดว่าคืนส่งท้ายปีเก่าก็ยังไม่ยอมกลับบ้าน เสิ่นซียิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเหลือเชื่อและมีเงื่อนงำนัก
(เชิงอรรถผู้แปล: หมิ่นเจ้อ (闽浙) คำเรียกรวมอาณาเขตมณฑลฝูเจี้ยนและมณฑลเจ้อเจียง)
เมื่อนัดแนะวันเวลาและสถานที่กับหวังหลิงจือเป็นที่เรียบร้อย เสิ่นซีก็กลับไปเตรียมตัว
เพื่อไม่ให้โจวซื่อล่วงรู้ว่าเขาแอบออกไปสืบสาวร่องรอยของบิดา ตลอดทั้งวันเสิ่นซีจึงวางตัวเป็นปกติอย่างแนบเนียน ครั้นใกล้ถึงเวลาที่นัดหมายกับหวังหลิงจือ เสิ่นซีก็หาข้ออ้างส่งเดชแล้วผละออกจากร้านขายยา มุ่งหน้าตรงไปยังประตูหลังของจวนตระกูลหวังทันที
"ศิษย์พี่ ในที่สุดท่านก็มาเสียที"
หวังหลิงจือผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว เป็นชุดรัดกุมทะมัดทะแมงแบบชาวยุทธ์ ท่อนขาพันด้วยผ้าพันแผล มองปราดเดียวก็ดูปราดเปรียวว่องไวยิ่งนัก
เสิ่นซีลอบพิจารณาหวังหลิงจือตั้งแต่หัวจรดเท้า พลางเอ่ยถาม "ใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นปานนี้ ไม่กลัวหนาวหรือไร"
หวังหลิงจือปาดน้ำมูกใสที่ไหลย้อยลงมาเพราะความหนาวเหน็บพลางหัวเราะร่วน "มาเรียนวิชาตัวเบากับศิษย์พี่ จะมัวมาห่วงหนาวได้อย่างไรเล่าขอรับ"
เสิ่นซีส่ายหน้า คร้านจะต่อความยาวสาวความยืดกับเขาอีก ทั้งสองปรึกษาหารือกันครู่หนึ่ง เสิ่นซีให้หวังหลิงจือกลับเข้าไปจับตาดูที่บ้านก่อน รอจนกระทั่งเป้าหมายปรากฏตัว พวกเขาสองคนค่อยสมทบกันเพื่อสะกดรอยตาม
หวังหลิงจือกลับเข้าไปได้พักใหญ่ มองดูดวงตะวันคล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก ลูกจ้างระยะยาวของตระกูลหวังผู้หนึ่งที่อาศัยอยู่นอกเมืองก็เดินออกมาจากประตูหลัง คาดว่าคงฉวยโอกาสช่วงที่ประตูเมืองเปิดครึ่งชั่วยามยามพลบค่ำเพื่อเดินทางออกนอกเมือง
เสิ่นซีจับจ้องไปที่ประตูตาไม่กะพริบ ผ่านไปไม่นานเสิ่นหมิงจวินก็เดินออกมาเช่นกัน ทีแรกเขาก้มหน้าค้อมหลังเอ่ยเจรจากับพ่อบ้านหลิวด้วยความนอบน้อม ทว่าด้วยระยะห่างที่ไกลเกินไป เสิ่นซีจึงไม่อาจได้ยินว่าทั้งสองคุยเรื่องอันใดกัน ท้ายที่สุด เสิ่นหมิงจวินก็หาบไม้คานเปล่าเดินออกจากประตูไป มิใช่เส้นทางมุ่งหน้ากลับบ้าน แต่เป็นทิศทางมุ่งสู่ประตูเมืองฝั่งใต้ดังที่หวังหลิงจือว่าไว้ไม่ผิดเพี้ยน
"ท่านพ่อหนอท่านพ่อ ยามปกติท่านไม่ค่อยจะยอมกลับบ้าน ตกลงแล้วมันเพราะเหตุใดกันแน่" เสิ่นซียืนหลบมุมมองดูแผ่นหลังของเสิ่นหมิงจวินพลางส่ายหน้าทอดถอนใจ
ผ่านไปครู่หนึ่ง หวังหลิงจือก็ทำท่าลับ ๆ ล่อ ๆ เดินออกจากประตูหลัง รีบวิ่งมารวมตัวกับเสิ่นซี จากนั้นทั้งสองก็แอบสะกดรอยตามเสิ่นหมิงจวินไปติด ๆ
ก่อนหน้านี้เสิ่นซีไม่เคยมีประสบการณ์สะกดรอยตามผู้ใดมาก่อน ทว่าเห็นได้ชัดว่าเสิ่นหมิงจวินเองก็ไร้ซึ่งประสบการณ์ในการระวังตัวเช่นกัน เขาเอาแต่จ้ำอ้าวเดินไปข้างหน้าโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองด้านหลังเลยสักนิด
เสิ่นซีกับหวังหลิงจือแอบสะกดรอยตามอยู่ห่าง ๆ จะเร่งฝีเท้าขึ้นมาหน่อยก็ต่อเมื่อถึงหัวมุมถนนหรือทางแยกเท่านั้น เมื่อมองเห็นทิศทางที่เสิ่นหมิงจวินมุ่งหน้าไปอย่างชัดเจนแล้ว พวกเขาก็จะทำทีเป็นเดินเอ้อระเหยอยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อยสะกดรอยตามต่อไป
"ศิษย์พี่ ข้าได้ยินมาว่าแถวประตูเมืองฝั่งใต้นี้วุ่นวายนัก หากประเดี๋ยวพวกเราบังเอิญไปเจอพวกโจรลักเด็กเข้าจะทำอย่างไรเล่าขอรับ"
ยามนี้ประจวบเหมาะกับช่วงตลาดเย็นพอดี ในหนึ่งวันประตูเมืองจะเปิดเพียงเช้าและเย็นรอบละครึ่งชั่วยามเท่านั้น บรรดาร้านรวงที่ค้าขายฟืนไฟ พืชผักผลไม้ และข้าวสาร ล้วนต้องอาศัยช่วงเวลานี้ในการเติมสินค้า จึงกล่าวได้ว่าคลื่นฝูงชนนั้นหลั่งไหลมาดุจกระแสน้ำ ทะลักเข้าและสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว ช่วงเช้าตรู่และพลบค่ำเช่นนี้แหละ คือช่วงเวลาที่คึกคักที่สุดในตัวเมืองยามนี้
เสิ่นซีปรายตามองเขาแวบหนึ่งแล้วเอ่ย "ที่ข้าสอนวิชาตัวเบาให้เจ้านั้นเอาไว้ทำอันใดเล่า หากเจอพวกโจรลักเด็ก ต่อให้พวกเราสู้ไม่ได้แล้วจะวิ่งหนีไม่พ้นเชียวหรือ อย่าได้ฮึกเหิมให้ข้าศึก ข่มขวัญพวกเดียวกันเองสิ!"
(เชิงอรรถผู้แปล: ฮึกเหิมให้ข้าศึก ข่มขวัญพวกเดียวกันเอง (长贼人志气灭自己威风) สำนวนเปรียบเปรยถึงการพูดจายกย่องความเก่งกาจของศัตรู แล้วกดข่มขวัญกำลังใจของฝ่ายตนเอง)
หวังหลิงจือพยักหน้าหงึกหงัก ในความรู้สึกของเขา ถ้อยคำนี้แฝงไว้ด้วยสัจธรรมอันลึกซึ้งยิ่งนัก ร่ำเรียนวิชายุทธ์ก็เพื่อผดุงคุณธรรมช่วยเหลือผู้คน จะไปหวาดกลัวพวกโจรผู้ร้ายได้อย่างไรกันเล่า ทว่าเขาเรียนวิชากับเสิ่นซีมาได้ครึ่งปีแล้ว ยังไม่มีโอกาสได้ 'สำแดงฝีมือ' เลยสักครา ยามนี้เขากลับนึกหวังให้ได้เผชิญหน้ากับพวกโจรลักเด็กเสียด้วยซ้ำ ถึงตอนนั้นจะได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับศิษย์พี่ ให้พอได้คันไม้คันมือบ้าง
ยามสะกดรอยตามเสิ่นซีระมัดระวังตัวเป็นอย่างยิ่ง ทว่าหากบังเอิญมีผู้คนสัญจรผ่านไปมา เขาก็ยังต้องแสร้งทำเป็นไม่มีอันใดเกิดขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ผู้อื่นมองว่าเป็นพวกหัวขโมยล้วงกระเป๋า
ในที่สุดก็มาถึงถนนสายหลักหน้าประตูเมือง เสิ่นหมิงจวินเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้น เพียงครู่เดียวก็มุดหายเข้าไปในตรอกซอมซ่อข้างถนนใหญ่ เสิ่นซีรีบตามไปดูให้แน่ชัด ก็เห็นเสิ่นหมิงจวินเดินไปหยุดอยู่หน้ากระท่อมหญ้าคาที่ปลูกสร้างขึ้นชั่วคราวตรงสุดตรอกริมกำแพงเมือง เขาผลักประตูเดินเข้าไป ท่าทางคุ้นชินเช่นนั้นมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าทำจนติดเป็นนิสัย
"คราวก่อนเจ้าตามมาถึงแค่ตรงนี้หรือ"
เสิ่นซีรออยู่อึดใจหนึ่งก็ไม่เห็นเสิ่นหมิงจวินเดินออกมา จึงหันไปถามหวังหลิงจือที่กำลังชะเง้อชะแง้มองอยู่ด้านข้าง
หวังหลิงจือกวาดสายตามองไปรอบด้านแล้วส่ายหน้า "ไม่ได้ตามมาถึงตรงนี้หรอกขอรับ ข้าตามมาแค่ปากตรอกด้านหน้าก็ไม่ได้ตามต่อแล้ว สถานที่แห่งนี้เงียบเหงาเปลี่ยวร้างนัก ข้าไม่กล้าเข้าไปลึกเกินไป"
เสิ่นซีพยักหน้า ในใจคาดเดาว่า หากบิดาแอบมีสตรีอยู่ข้างนอกจริง ก็ควรจะเช่าสถานที่ที่ดูดีกว่านี้ให้นางสักหน่อย อย่างไรเสียเงินที่มารดาฝากให้เขาส่งกลับบ้านในแต่ละเดือนก็ไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ หากเลี้ยงดูภรรยาลับแล้วให้พักอาศัยอยู่ในกระท่อมหญ้าคาซอมซ่อเช่นนี้ ผู้ใดจะยอมทนกัดก้อนเกลือกินอยู่กับเขาเล่า เกรงว่าคงหนีเตลิดเปิดเปิงไปตั้งนานแล้ว!
แม้ว่าการขยับเข้าไปใกล้อีกนิดจะเสี่ยงต่อการถูกจับได้ทุกเมื่อ ทว่าเสิ่นซีก็ยังคงแข็งใจเดินเข้าไป สิ่งที่เขาคิดก็คือต้องฉวยโอกาสนี้ทำให้ความจริงกระจ่างแจ้งให้จงได้ มิเช่นนั้นเขาคงนอนหลับไม่สนิทเป็นแน่
พอไปถึงหน้ากระท่อมฟาง เสิ่นซีก็ชะโงกหน้าเข้าไปมองด้านใน ทว่าสิ่งที่เห็นกลับเป็นลานเรือนที่ล้อมรอบด้วยรั้วไม้ไผ่สาน มองแวบเดียวก็รู้ว่าซอมซ่อทรุดโทรมยิ่งนัก เรือนสองหลังที่ตั้งเรียงรายกันล้วนเตี้ยม่อต้อ ภายในลานเรือนมีฝูงเป็ดไก่อยู่กันเป็นกระจุก ที่แท้เสิ่นหมิงจวินก็กำลังนั่งยอง ๆ ให้อาหารพวกมันอยู่นี่เอง ตรงมุมลานหลังรั้วไม้ไผ่ เป็นเล้าหมูที่ก่อขึ้นจากก้อนหิน ด้านในเลี้ยงหมูไว้สองตัว
นอกเหนือจากนี้ ก็ไม่เห็นเงาร่างของสตรีแม้แต่ผู้เดียว มีเพียงเสิ่นหมิงจวินที่กำลังง่วนอยู่กับการทำงานเพียงลำพัง
"เอ๊ะ!? เสี่ยวหลาง เจ้า... มาได้อย่างไรกัน"
ในเมื่อไม่พบว่าบิดามีสตรีอื่น เสิ่นซีจึงรู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ อีกต่อไป เขายืนอยู่หลังรั้วไม้ไผ่ไม่ได้จากไปไหน เสิ่นหมิงจวินง่วนอยู่พักใหญ่ถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าเสิ่นซีกับหวังหลิงจือคุณชายน้อยตระกูลหวังกำลังยืนอยู่ด้านนอก
เสิ่นซียิ้มขื่นพลางเอ่ยถาม "ท่านพ่อ ยามปกติที่ท่านไม่ยอมกลับบ้าน ก็เพื่อมาง่วนอยู่กับของพวกนี้หรอกหรือ"
"ข้า..."
เสิ่นหมิงจวินรู้สึกเสียหน้าอยู่บ้าง เขาคาดไม่ถึงเลยว่าบุตรชายจะแอบตามมาได้ หลายเดือนมานี้เขาถามตัวเองแล้วว่าปกปิดไว้ได้เป็นอย่างดี โจวซื่อไม่เคยระแคะระคายเลยสักนิดว่าเขาแอบมาทำอาชีพเสริมอยู่ข้างนอก
เสิ่นซีผลักประตูรั้วไม้ไผ่เดินเข้าไปด้านใน
ฝูงเป็ดไก่ในลานเรือนพอเห็นคนเดินเข้ามา ก็พากันวิ่งหนีแตกตื่นไปทั่วสารทิศ โชคดีที่รั้วไม้ไผ่สานไว้สูงและแน่นหนายิ่งนัก ต่อให้คิดจะวิ่งหนีออกไปก็เป็นเรื่องยาก
หลังจากกวาดตามองจนทั่ว เสิ่นซีก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ ที่แท้การที่ท่านพ่อไม่ดูแลครอบครัว ก็มิใช่เพราะแอบเลี้ยงดูหญิงอื่นอยู่ข้างนอก ทว่ากำลังหมกมุ่นอยู่กับ 'ฟาร์มปศุสัตว์' ของเขานี่เอง!