เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 72 สวมบทท่านอาจารย์สอนเด็กหญิงน้อย

ตอนที่ 72 สวมบทท่านอาจารย์สอนเด็กหญิงน้อย

ตอนที่ 72 สวมบทท่านอาจารย์สอนเด็กหญิงน้อย


หลังเทศกาลซ่างหยวน อำเภอหนิงฮว่าก็กลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อย ร้านรวงส่วนใหญ่ล้วนเปิดประตูค้าขาย ทว่าประตูเมืองยังคงเปิดเพียงเช้าและเย็นรอบละครึ่งชั่วยาม ผู้คนที่เข้ามาในเมืองจะถูกเจ้าหน้าที่จากสำนักตระเวนและกองกำลังทหารตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันมิให้พวกกบฏลักลอบแฝงตัวเข้ามา

ตลอดเดือนอ้ายสถานศึกษาล้วนหยุดการเรียนการสอน เสิ่นซีจึงได้แต่อยู่ว่างเปล่าไร้เรื่องราวให้ทำในทุกวัน

แม้ร้านขายยาทั้งสองฝั่งจะเปิดทำการค้าขายพร้อมกัน ทว่ากลับไม่ยุ่งวุ่นวายนัก นาน ๆ ครั้งถึงจะต้องการให้เขาช่วยคัดแยกตัวยา แล้วค่อยนำตัวยาเหล่านั้นไปส่งให้โจวซื่อเก็บเข้าลิ้นชัก

เรื่องที่วานให้หวังหลิงจือคอยสะกดรอยตามเสิ่นหมิงจวินก่อนหน้านี้ยังคงไร้ข่าวคราว เสิ่นหมิงจวินยังคงรักษาความเคยชินในการกลับบ้านแบบสามวันดีสี่วันไข้ นานวันเข้า โจวซื่อก็คร้านจะบ่นด่าว่าเสิ่นหมิงจวินไร้มโนธรรมอีก ภายในบ้านจึงสงบสุขขึ้นมาก

เผลอประเดี๋ยวเดียวก็จวนจะสิ้นเดือน สถานศึกษากำลังจะเปิดเรียน โจวซื่อจึงจัดเตรียมพู่กัน หมึก กระดาษ และจานฝนหมึกไว้ให้เสิ่นซีจนพร้อมสรรพ

"ไอ้เด็กทึ่ม กระดาษที่ซื้อมาให้เจ้ามีไม่น้อยเชียว ทั้งยังราคาแพงลิบลิ่ว เจ้าจงใช้สอยอย่างประหยัดเถิด แล้ววันหน้ายามเจ้าสอนไต้เอ๋อร์กับซีเอ๋อร์เขียนหนังสือ ก็จงใช้กระดาษกับพู่กันเสียเถิด อย่าได้เอาแต่ใช้กิ่งไม้ขีดเขียนเลย"

แม้โจวซื่อจะปวดใจกับค่าพู่กันและกระดาษ ทว่าในเรื่องการเล่าเรียน นางกลับไม่เคยตระหนี่ถี่เหนียวกับเสิ่นซีเลยแม้แต่น้อย

เมื่อเสิ่นซีได้รับ 'ราชโองการให้ฟุ่มเฟือยได้' เขาจึงเริ่มใช้พู่กันและกระดาษสอนเด็กหญิงน้อยทั้งสองคัดลายมือ ทว่าเพียงแค่สอนท่าทางจับพู่กันก็สูญเสียเวลาไปโข ครั้นพวกนางจรดพู่กันขีดเขียนลงบนกระดาษ ผลลัพธ์กลับกลายเป็นลายมือไก่เขี่ยราวกับยันต์กันผีก็ไม่ปาน

เสิ่นซีเห็นแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าติด ๆ กัน ในมุมมองของเขา สู้กลับไปขีดเขียนบนพื้นหรือบนโต๊ะตัวเล็กตามเดิมเสียยังจะดีกว่าปล่อยให้สิ้นเปลืองกระดาษไปโดยเปล่าประโยชน์เช่นนี้

ลู่ซีเอ๋อร์เขย่าแขนเสิ่นซีไปมาพลางออดอ้อน "พี่ชายเสิ่นซีคัมภีร์สามอักษรที่ท่านสอน ข้าท่องจำได้ตั้งเยอะแล้ว ท่านสอนข้าเขียนบ้างได้หรือไม่"

"เรื่องนี้..." เสิ่นซีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

โดยทั่วไปแล้ว การที่เด็กคนหนึ่งจะเรียนรู้ตัวอักษรที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้จนแตกฉาน ต้องใช้เวลาประมาณสองถึงสี่ปี ซึ่งก็เทียบเท่ากับระดับการศึกษาขั้นต้นที่สามารถอ่านออกเขียนได้พื้นฐานโดยไม่ผิดเพี้ยน ขอเพียงเสิ่นซีสงบจิตสงบใจค่อย ๆ พร่ำสอนอย่างละเอียด ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี ก็สามารถทำให้หลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์จับพู่กันขีดเขียนได้ แม้ไม่อาจถึงขั้นเอ่ยปากเป็นบทกวี ทว่าการอ่านหนังสือหรือเขียนจดหมายย่อมไร้อุปสรรคขัดขวาง

แต่เสิ่นซีกลับไม่กล้ารับประกันว่าตนเองจะมีความอดทนอดกลั้นถึงเพียงนั้น ทว่าเมื่อสบเข้ากับแววตาเว้าวอนของลู่ซีเอ๋อร์ ประกอบกับแววตาปรารถนาของหลินไต้ ท้ายที่สุดเขาก็พยักหน้ารับคำ ทว่ากลับตัดสินใจเปลี่ยนเนื้อหาที่ใช้สอน อย่างไรเสียหากจะเรียนรู้ตัวอักษรใหม่ ใช้คัมภีร์พันอักษรย่อมเหมาะสมและสอดคล้องมากกว่า

"วันนี้ข้าจะไม่สอนคัมภีร์สามอักษรแล้ว เปลี่ยนมาสอนคัมภีร์พันอักษรให้พวกเจ้าดีหรือไม่"

(เชิงอรรถผู้แปล:

คัมภีร์สามอักษร (三字经 - ซานจื้อจิง) เป็นหนึ่งในแบบเรียนปฐมวัยที่สำคัญที่สุดของจีนโบราณ แต่งขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่ง เนื้อหาเขียนเป็นคำคล้องจองวรรคละสามตัวอักษรเพื่อให้เด็กท่องจำได้ง่าย สอดแทรกความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ปรัชญาขงจื๊อ จริยธรรม และการปฏิบัติตน

คัมภีร์พันอักษร (千字文 - เชียนจื้อเหวิน) เป็นตำราเรียนตัวอักษรจีนโบราณที่ใช้มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์เหลียง แต่งขึ้นโดยการคัดเลือกอักษรจีนจำนวน 1,000 ตัวที่ "ไม่มีตัวใดซ้ำกันเลย" มาผูกร้อยเรียงเป็นบทกวีวรรคละสี่ตัวอักษร เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้คำศัพท์ไปพร้อมกับความรู้รอบตัวเรื่องดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และสัจธรรมของชีวิต)

ลู่ซีเอ๋อร์ปรบมือส่งเสียงโห่ร้องยินดี สำหรับนางแล้ว จะเรียนสิ่งใดหาใช่เรื่องสำคัญ จุดสำคัญอยู่ที่ว่าเรียนกับผู้ใดต่างหาก ขอเพียงเป็นสิ่งที่เสิ่นซีสอน นางล้วนเต็มใจเรียนทั้งสิ้น ทางที่ดีที่สุดคือหลังจากสอนเสร็จเสิ่นซียังสามารถอยู่เป็นเพื่อนนางเล่นสนุกได้ นี่ต่างหากที่จะทำให้นางเบิกบานใจยิ่งขึ้น ทว่าทางฝั่งหลินไต้กลับมีข้อกังขา นางขมวดคิ้วมุ่น "อันใดคือคัมภีร์พันอักษรหรือ"

"ถึงเวลาพวกเจ้าก็จะรู้เอง ตอนนี้ข้าจะยังไม่สอนพวกเจ้าเขียนหนังสือ แต่ข้าจะเขียนประโยคลงไปก่อน จากนั้นค่อยสอนว่าแต่ละตัวคืออักษรใด พวกเจ้าแค่อ่านตามก็พอ รอจนคุ้นชินแล้ว ข้าค่อยสอนพวกเจ้าคัดทีละขีดทีละเส้น"

เสิ่นซีรู้ดีว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดในการสอนเด็กหญิงน้อยทั้งสองให้รู้จักตัวหนังสือก็คือการไม่มีตำราเรียน ตำราที่เขากำลังเล่าเรียนอยู่ในยามนี้คือคัมภีร์หลุนอวี่ ทว่าคัมภีร์หลุนอวี่นั้นหาได้เหมาะสมที่จะนำมาใช้เป็นตำราเบิกปัญญาสำหรับเด็กหญิงน้อยทั้งสองไม่

(เชิงอรรถผู้แปล: คัมภีร์หลุนอวี่ (论语) ตำราที่รวบรวมคำสอนของขงจื๊อ เป็นตำราเล่มแรกที่อาจารย์ในสถานศึกษาใช้สอนเสิ่นซี)

ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาสอนคัมภีร์สามอักษร ก็ใช้วิธีท่องจำโดยมิได้มีการบันทึกลงบนกระดาษเป็นชิ้นเป็นอัน ตอนนี้กระดาษที่โจวซื่อซื้อมาให้มีเหลือเฟือ ขอเพียงวันธรรมดาใช้สอยอย่างประหยัดสักหน่อย การคัดลอก คัมภีร์พันอักษร จากความทรงจำออกมาสักสองเล่มก็มิใช่เรื่องยากเย็นอันใด อีกอย่าง ในมือเขายังมีเงินเก็บส่วนตัวอยู่ อย่างมากหากกระดาษหมดลงก็ค่อยไปซื้อหามาใหม่ก็สิ้นเรื่อง

เมื่อมีคัมภีร์พันอักษรฉบับคัดลายมือ การสอนหนังสือให้เด็กหญิงน้อยทั้งสองก็มีเป้าหมายที่ชัดเจนและตรงจุดยิ่งขึ้น

“ฟ้าดินสีทึบเหลือง จักรวาลกว้างใหญ่ไพศาล ตะวันจันทราเต็มดวงและคล้อยต่ำ หมู่ดาวเรียงรายแผ่กระจาย...”

(เชิงอรรถผู้แปล: ฟ้าดินสีทึบเหลือง จักรวาลกว้างใหญ่ไพศาล... (天地玄黄,宇宙洪荒...) วรรคเปิดของคัมภีร์พันอักษร กล่าวถึงปรัชญาการกำเนิดของสรรพสิ่งและปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์)

เสิ่นซีสาธิตการอ่านออกเสียงให้ฟังสองสามประโยคเป็นตัวอย่าง ให้หลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์ท่องจำจนขึ้นใจ จากนั้นจึงคัดลอกเนื้อหาที่เกี่ยวข้องลงไปเพื่อให้พวกนางเทียบเคียงดูทีละตัว ทว่าใครจะล่วงรู้ หลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์อาศัยเพียงท่องจำอย่างเอาเป็นเอาตายก็พอถูไถไปได้ แต่พอต้องดึงตัวอักษรแต่ละตัวแยกออกมาจากประโยค พวกนางกลับจดจำไม่ได้เสียแล้ว เวลาผ่านไปราวหนึ่งถึงสองชั่วยาม ตัวอักษรใหม่เหล่านั้นก็ยังคงถูกพวกนางนำมาจับแพะชนแกะสลับตัวกันมั่วไปหมด

เสิ่นซีครุ่นคิดพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมไม่ใช่หนทางที่ดี ตัวอักษรจีนตัวเต็มนับว่าเขียนยากจำยากอย่างแท้จริง จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนเสียใหม่ เช่น การนำระบบพินอินเข้ามาใช้

พินอินเป็นระบบการใช้อักษรละตินเพื่อระบุเสียงอ่านของตัวอักษรจีน ในยุคก่อนที่พินอินจะถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ต่อให้คนผู้หนึ่งร่ำเรียนจนผมหงอกขาวก็ไม่อาจจดจำตัวอักษรได้หมดทุกตัว

นับตั้งแต่ยุคชุนชิวจ้านกั๋วไปจนถึงราชวงศ์ฉินและราชวงศ์ฮั่น ผู้คนล้วนนิยมใช้วิธีจื๋ออิน กล่าวคือการนำเอาตัวอักษรที่มีเสียงอ่านเหมือนกันมากำกับเสียงอ่านให้กับอักษรอีกตัวหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ ในเอกสารโบราณมากมายจึงปรากฏอักษรทงเจี่ยให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง จวบจนกระทั่งช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก จึงค่อย ๆ ก่อกำเนิดวิธีฝ่านเชี่ยขึ้นมา นั่นก็คือการใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะที่ว่า อักษรจีนหนึ่งตัวเท่ากับหนึ่งพยางค์ และในหนึ่งพยางค์สามารถแบ่งออกเป็นสามส่วน ได้แก่ พยัญชนะต้น สระ และวรรณยุกต์ ผ่านการวิเคราะห์เสียงพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ แล้วใช้อักษรจีนสองตัวมาประสมเป็นเสียงอ่าน

(เชิงอรรถผู้แปล:

อักษรทงเจี่ย (通假字) อักษรยืมเสียงหรืออักษรใช้แทนกัน มักพบในเอกสารโบราณที่ผู้เขียนใช้อักษรพ้องเสียงเขียนแทนอักษรตัวจริงที่อาจจะเขียนยากกว่าหรือนึกไม่ออกในเวลานั้น

วิธีฝ่านเชี่ย (反切注音) วิธีประสมเสียง โดยใช้อักษรจีนสองตัวมาประสมกัน ตัวแรกแทนเสียงพยัญชนะต้น ตัวหลังแทนเสียงสระและวรรณยุกต์)

การที่เสิ่นซีนำพินอินเข้ามาใช้ เมื่อเทียบกับสองวิธีข้างต้นแล้ว ย่อมง่ายดายกว่ากันมากโข ขอเพียงจดจำตัวอักษรทั้งยี่สิบหกตัวให้ขึ้นใจ จากนั้นก็แยกแยะเป็นพยัญชนะต้นและสระ แล้วเสริมด้วยวรรณยุกต์ เท่านี้ก็สามารถเรียนรู้ตัวอักษรได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

เสิ่นซีตัดสินใจว่าอย่างไรเสียก็ควรสอนเด็กหญิงน้อยทั้งสองเรียนพินอินเสียก่อน แล้วค่อยเรียนคัมภีร์พันอักษร เช่นนี้หากภายภาคหน้าพบเจอตัวอักษรที่ไม่รู้จัก ก็สามารถใช้พินอินมาเขียนกำกับแทนได้อย่างไร้รอยต่อ

"จดจำตัวอักษรทั้งยี่สิบสี่ตัวนี้ไว้ให้ขึ้นใจ คัดลอกให้มากรอบหน่อย ภายหลังข้าจะทดสอบ หากสอบได้คะแนนดีก็จะมีรางวัลให้ หากสอบได้ย่ำแย่ก็ต้องถูกลงโทษ ไม่เพียงแต่จะงดให้เล่นสนุกเท่านั้น แต่ยังต้องคัดเพิ่มอีกหลายรอบ จนกว่าจะจดจำได้ขึ้นใจอย่างถ่องแท้"

ในยามที่เสิ่นซีกำลังสอนหนังสือเด็กหญิงน้อยทั้งสองอยู่นั้น หนิงเอ๋อร์ที่กำลังทำความสะอาดอยู่ในลานเรือนด้านหลังก็มีท่าทีใจลอยไม่จดจ่อ ดูจากหน้าตาท่่าทางแล้ว นางคงกำลังแอบท่องจำเนื้อหาที่เสิ่นซีสอนอยู่ในใจเช่นกัน

เสิ่นซีค้นพบมานานแล้วว่าแท้จริงหนิงเอ๋อร์เป็นคนมีไหวพริบไม่เบา หน้าที่ประจำวันของนางคือการซักผ้า กวาดพื้น และทำอาหาร ไปพร้อม ๆ กับการดูแลลู่ซีเอ๋อร์ เรื่องนี้ทำให้นางมีเวลาเล่าเรียนมากกว่าซิ่วเอ๋อร์และเสี่ยวอวี้ ทุกคราที่เสิ่นซีเปิดสอนหนังสือ นางก็จะกลายสภาพเป็นศิษย์แอบฟังไปโดยปริยาย

หลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์ฟุบหน้าลงบนโต๊ะตัวเล็กเพื่อคัดลอกตารางพินอิน เสิ่นซีเองก็กำลังขีดเขียนเช่นกัน เขาต้องการอาศัยช่วงเวลาก่อนที่สถานศึกษาจะเปิดเรียน นำเนื้อหาทั้งหมดที่คิดจะสอนเด็กหญิงน้อยทั้งสองมารวบรวมเรียบเรียงเป็นตำรา เพื่อที่ว่ายามเขาไปเล่าเรียนที่สถานศึกษา เด็กหญิงน้อยทั้งสองก็ยังสามารถศึกษาด้วยตนเองได้ รอจนเขากลับมาแล้วค่อยนำส่วนที่ไม่เข้าใจมาอธิบายให้พวกนางฟัง เช่นนี้ก็จะสามารถทำได้โดยไม่เสียเวลาเปล่า

เสิ่นซีจัดการรวบรวมตารางตัวอักษรให้เข้าที่เข้าทางเสียก่อน จากนั้นจึงลงมือเขียนคัมภีร์พันอักษรจากความทรงจำจนครบถ้วนทุกถ้อยกระบวนความ

ในขณะที่เขียน เขาก็กำกับพินอินให้กับตัวอักษรทุกตัว เพื่อให้แตกต่างจากสำเนียงท้องถิ่น เสิ่นซีจึงใช้พินอินกำกับเสียงอ่านถึงสองแบบ คือแบบกวนฮว่าทางเหนือ และแบบภาษาฮากกา

(เชิงอรรถผู้แปล: กวนฮว่า (官话) ภาษาราชการ หรือภาษาจีนแมนดารินที่ใช้กันเป็นหลักในทางภาคเหนือ)

หลังจากเสิ่นซีเขียนคัมภีร์พันอักษรเสร็จสิ้น เขาก็เริ่มคัดลอกคัมภีร์สามอักษร และตบท้ายด้วยคัมภีร์ร้อยแซ่

(เชิงอรรถผู้แปล: คัมภีร์ร้อยแซ่ (百家姓) ตำราเบิกปัญญาที่รวบรวมนามสกุลของชาวจีน เอาไว้ใช้สอนเด็กให้รู้จักตัวอักษรผ่านชื่อแซ่)

รอจนคัดลอกซานไป่เชียนออกมาจนครบ เขาก็รู้สึกว่ายังต้องการ 'ตำราขั้นกว่า' ที่อ่านเข้าใจง่ายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอีกสักเล่ม เพื่อให้การอ่านหนังสือของหลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์มีความต่อเนื่อง

(เชิงอรรถผู้แปล: ซานไป่เชียน (三百千) คำเรียกรวมตำราเบิกปัญญายอดฮิตทั้งสามเล่ม ได้แก่ คัมภีร์สามอักษร คัมภีร์ร้อยแซ่ และคัมภีร์พันอักษร)

ครุ่นคิดไปมา เสิ่นซีก็รู้สึกว่าคัมภีร์โย่วเสวียฉยงหลิน นั้นเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง

(เชิงอรรถผู้แปล: คัมภีร์โย่วเสวียฉยงหลิน (幼学琼林) ตำราสารานุกรมสำหรับเด็กที่เริ่มแต่งในสมัยปลายราชวงศ์หมิงและชำระเพิ่มเติมในราชวงศ์ชิง รวบรวมความรู้รอบตัวและสุภาษิตไว้มากมาย)

คัมภีร์โย่วเสวียฉยงหลินนั้นประพันธ์ขึ้นโดยเฉิงอวิ่นเซิงชาวซีชางในช่วงปลายราชวงศ์หมิง ครั้นถึงรัชศกเจียชิ่งแห่งราชวงศ์ชิงก็ได้โจวเซิ่งม่ายมาช่วยเสริมเติมแต่งเนื้อหาบางส่วน เนื้อหาทั้งเล่มล้วนร้อยเรียงขึ้นด้วยประโยคสัมผัสคู่ จึงทำให้อ่านออกเสียงได้อย่างลื่นไหลและจดจำได้ง่าย

"ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ตำราเล่มนี้มีเนื้อหากว้างขวางครอบคลุมสรรพสิ่ง การศึกษาผ่านตำราเล่มนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้แตกฉานในสำนวนและเกร็ดประวัติศาสตร์ แต่ยังได้เรียนรู้เรื่องราวของบุคคลสำคัญในยุคโบราณของจีน ดาราศาสตร์และภูมิศาสตร์ กฎมณเฑียรบาลและระบบการปกครอง จารีตประเพณี วัฏจักรการเกิดแก่เจ็บตาย งานมงคลสมรสและงานศพ สิงสาราสัตว์และพฤกษา ขุนนางบุ๋นบู๊ในราชสำนัก อาหารการกินและเครื่องใช้สอย สมบัติล้ำค่าในพระราชวัง การสอบเคอจวี่ ตลอดจนเรื่องราวของภูตผีปีศาจ ลัทธิเต๋าและศาสนาพุทธ รวมไปถึงเนื้อหาในด้านอื่น ๆ อีกมากมายหลายแขนง"

ภายในตำรายังมีคำคมและคติเตือนใจอีกมากมาย ขอเพียงถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ให้แก่หลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์ เด็กหญิงน้อยทั้งสองก็จะได้เรียนรู้วิถีแห่งการครองตนบนโลกไปพร้อม ๆ กับการเรียนรู้อักษร ทำให้พวกนางมีความรู้ความเข้าใจต่อโลกใบนี้ได้อย่างกระจ่างชัดยิ่งขึ้น ซึ่งย่อมเป็นผลดีต่อการเติบโตของพวกนาง

เสิ่นซีคิดจะทำก็ลงมือทำทันที เพียงสองวัน เขาก็เรียบเรียงคัมภีร์โย่วเสวียฉยงหลินจนเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งจำนวนตัวอักษรนั้นมีมากกว่าคัมภีร์สามอักษร คัมภีร์พันอักษร และคัมภีร์ร้อยแซ่ รวมกันเสียอีก

เพื่อความเรียบง่าย เสิ่นซีจึงตัดทอนประเพณีพื้นบ้านบางส่วนที่ไม่ค่อยได้พบเจอออกไป พร้อมกับปรับเปลี่ยนตัวอักษรบางตัวให้เขียนง่ายขึ้น ต่อให้เป็นเช่นนั้น เวลาผ่านไปสองวันเขาก็เหนื่อยล้าแทบขาดใจ อย่างไรเสียก็ต้องบรรจงเขียนลงกระดาษทีละแผ่น ๆ ทั้งยังต้องจัดหน้าและเย็บเล่มให้เป็นหนังสือ ท้ายที่สุดก็ทำออกมาสองชุด ชุดหนึ่งมอบให้หลินไต้ อีกชุดหนึ่งมอบให้ลู่ซีเอ๋อร์

ยามที่เสิ่นซีส่งมอบตำราทั้งสองเล่มให้แก่เด็กหญิงน้อยทั้งสอง เขากำชับเป็นพิเศษว่าให้พวกนางเก็บรักษาไว้ให้ดี อย่างไรเสียเขาก็ไม่ได้มีเรี่ยวแรงมากมายนัก ทางที่ดีที่สุดคืออย่าให้ตำราขาดวิ่นก่อนที่แม่หนูน้อยทั้งสองจะเรียนรู้จนแตกฉาน ทว่าเมื่อมองดูคุณภาพของกระดาษแล้ว ดูเหมือนว่าคำขอนี้จะมีความยากลำบากอยู่ไม่น้อย

ลู่ซีเอ๋อร์รับหนังสือไป ก็ประคองมันเดินเข้าห้องไปด้วยความดีอกดีใจ ใครจะคาดคิดว่าเพิ่งจะก้าวพ้นประตูห้องก็หกล้มคะมำ ไม่เพียงแต่เนื้อตัวจะเลอะเทอะมอมแมม แม้แต่สมุดตำราก็ยังร่วงหล่นลงพื้นจนเปรอะเปื้อนฝุ่นดิน

เสิ่นซีเห็นภาพนั้นแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้ายิ้มขื่น รู้สึกราวกับความพยายามของตนสูญเปล่าไปโดยสิ้นเชิง

เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง จะไปรู้จักทะนุถนอมข้าวของได้อย่างไรกันเล่า? ดูจากการที่ลู่ซีเอ๋อร์ตื่นนอนมาด้วยสภาพเนื้อตัวสะอาดสะอ้าน ทว่าพอตกกลางคืนทั่วทั้งร่างกลับต้องมอมแมมเปื้อนฝุ่นอย่างแน่นอนนั้น ก็ย่อมดูออกแล้วว่า แม่หนูน้อยที่ขาดแคลนความรักจากบิดาผู้นี้ ยามปกติแล้วสิ่งที่นางชื่นชอบที่สุดก็คือการวิ่งเล่นสนุกสนาน ถึงขั้นที่ว่าแม้แต่การเล่าเรียนหนังสือก็ยังถูกนางนับรวมให้เป็นส่วนหนึ่งของการละเล่นไปด้วย

จบบทที่ ตอนที่ 72 สวมบทท่านอาจารย์สอนเด็กหญิงน้อย

คัดลอกลิงก์แล้ว