- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 71 เทศกาลซ่างหยวน
ตอนที่ 71 เทศกาลซ่างหยวน
ตอนที่ 71 เทศกาลซ่างหยวน
เผลอประเดี๋ยวเดียวก็ล่วงเข้าสู่วันที่สิบห้าเดือนอ้าย รุ่งอรุณของวันนี้บรรยากาศภายในเมืองคึกคักขึ้นมากนัก ในช่วงเทศกาลปีใหม่หลายวันที่ผ่านมา นอกเหนือจากวันแรกของปีที่มีผู้คนออกไปเดินสายคารวะปีใหม่แล้ว เวลาอื่นตามท้องถนนล้วนเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยว
ยามเช้าตรู่มีหิมะโปรยปรายลงมาบางเบา อากาศหนาวเหน็บผิดปกติ ทว่าความหนาวเย็นนี้มิอาจลดทอนความกระตือรือร้นของราษฎรที่จะออกจากเรือนได้เลยแม้แต่น้อย
ดูราวกับว่าพวกกบฏนอกเมืองต่างก็กลับไปฉลองเทศกาลเช่นกัน วันนี้ประตูเมืองจึงตั้งใจเปิดให้นานขึ้นเป็นพิเศษอีกหนึ่งชั่วยาม และจะปิดลงในยามอู่ ทว่าชาวบ้านที่เข้ามาในเมือง หากต้องการจะเดินทางออกไปก็ต้องรอจนถึงยามเซินในช่วงบ่าย ถึงเวลานั้นประตูเมืองจะเปิดให้ผู้คนสัญจรเข้าออกได้เพียงครึ่งชั่วยาม ก่อนจะปิดลงอีกครา
(เชิงอรรถผู้แปล:
ยามอู่ (午时 - อู่สือ) คือการแบ่งเวลาแบบจีนโบราณ (1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมงสากล) โดยยามอู่จะตรงกับช่วงเวลา 11.00 น. - 13.00 น. หรือช่วงเที่ยงวัน
ยามเซิน (申时 - เซินสือ) ตรงกับช่วงเวลา 15.00 น. - 17.00 น. หรือช่วงบ่ายแก่ๆ)
จู่ ๆ ผู้คนมากมายก็ทะลักเข้ามาในเมือง โรงเตี๊ยมส่วนใหญ่ล้วนแน่นขนัด ร้านรวงต่างพากันเปิดประตูค้าขาย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีพ่อค้าแม่ขายมาตั้งแผงลอยอีกมากมาย ทุกคนล้วนกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมตัวต้อนรับงานเทศกาลซ่างหยวนในค่ำคืนนี้
ฮุ่ยเหนียงเล่าว่า ในวันนี้ของทุกปี ตัวอำเภอจะจัดงานเฉลิมฉลองอย่างครึกครื้น ทุกซอกทุกหลังคาเรือนจะต้องออกมาลอยโคมฟ้า ซึ่งนี่ก็นับเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในเทศกาลซ่างหยวนของชาวฮากกาในแถบฝูเจี้ยนเช่นกัน
(เชิงอรรถผู้แปล: ชาวฮากกา (客家人) หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ ชาวจีนแคะ)
โคมฟ้าก็คือโคมขงเบ้งนั่นเอง โครงสร้างขึ้นรูปด้วยตอกไม้ไผ่สาน ด้านนอกปะด้วยกระดาษ จากนั้นจึงนำเทียนไขชิ้นเล็ก ๆ ไปติดไว้ที่จุดศูนย์กลางด้านล่างเพื่อจุดไฟเตรียมปล่อยขึ้นฟ้า อันที่จริงมันก็คือบอลลูนลมร้อนขนาดเล็กนั่นแหละ หากโคมลอยขึ้นสู่เบื้องบนแล้วสามารถลอยไปได้สูงและไกล ก็หมายความว่าคำอธิษฐานที่ฝากฝังไว้อาจกลายเป็นจริงได้
ในแหล่งที่อยู่อาศัยของชาวฮากกาในฝูเจี้ยน แทบทุกครอบครัวล้วนทำโคมฟ้าเป็น ทว่าก็มีคนหัวใสจำนวนไม่น้อยที่ชิงทำโคมฟ้าสีสันสวยงามสะดุดตาเอาไว้ล่วงหน้า เพื่อนำมาวางขายในเทศกาลซ่างหยวน ซึ่งกิจการก็ไปได้สวยทีเดียว หากสภาวะอำนวย ผู้คนก็จะเขียนถ้อยคำอวยพรฝากไปถึงญาติมิตรแดนไกลลงบนโคมฟ้าด้วย
ฮุ่ยเหนียงจัดเตรียมข้าวของเอาไว้แต่เนิ่น ๆ แล้ว ให้คนทั้งสองบ้านร่วมแรงร่วมใจกันทำโคมสักลูกก็เพียงพอแล้ว อย่างไรเสียโครงสร้างของโคมฟ้าก็ยังมีความซับซ้อนอยู่บ้าง ในบรรดาสมาชิกครอบครัวมีเพียงฮุ่ยเหนียงคนเดียวที่ทำเป็น และก็มีเพียงนางที่มีกะจิตกะใจจะทำเรื่องพรรค์นี้
กว่าจะทำเสร็จก็ล่วงเข้าสู่ยามเที่ยงวัน หน้าที่เขียนตัวอักษรจึงตกเป็นของเสิ่นซี เสิ่นซีบรรจงเขียนถ้อยคำที่ฝากฝังความปรารถนาของคนทั้งครอบครัวลงบนแถบกระดาษแผ่นเล็ก แล้วนำไปแขวนไว้ที่ขอบล่างของโคมฟ้า ถือเป็นการเสร็จสิ้นภารกิจอันยิ่งใหญ่
ตกบ่าย เสิ่นหมิงจวินที่หายหน้าหายตาไปสองวันเต็มก็กลับมาถึงบ้านในที่สุด ทว่าพำนักอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เขาก็อ้างว่าทางจวนนายท่านตระกูลหวังกำลังยุ่งวุ่นวายกับเทศกาลซ่างหยวน แล้วจากไปอย่างเร่งรีบอีกครา
โจวซื่อด่าทอสาปแช่งไม่หยุดปาก ทว่าลึก ๆ แล้วนางกำลังตำหนิที่เสิ่นหมิงจวิน ‘ไม่รู้ความ’ นางอุตส่าห์แต่งเนื้อแต่งตัวเสียสวยพริ้ง ก็เพื่อรอให้เสิ่นหมิงจวินกลับมาอยู่เป็นเพื่อนนางดี ๆ สักครา ผลสุดท้ายเสิ่นหมิงจวินก็มาไวไปไวเหมือนเช่นเคย
สองวันมานี้เสิ่นซีไม่เห็นหน้าค่าตาหวังหลิงจือเลย ตอนนี้คนครอบครัวใหญ่ต่างกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมตัวสำหรับงานเทศกาลโคมไฟซ่างหยวนในค่ำคืนนี้ เขาจึงไม่มีกะจิตกะใจจะวิ่งไปหาหวังหลิงจือเพื่อถามไถ่ว่าภารกิจสำเร็จลุล่วงไปถึงไหนแล้ว
หลังกินมื้อค่ำเสร็จ ฮุ่ยเหนียงกับโจวซื่อก็พาสมาชิกทุกคนในครอบครัวเดินออกจากบ้าน
ตัวอำเภอหนิงฮว่าถูกแม่น้ำซีซีซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำชุ่ยเจียงแบ่งออกเป็นฝั่งใต้และฝั่งเหนือของเมือง ทั้งสองฝั่งเชื่อมต่อกันด้วยสะพานโซ่วหนิงและสะพานหลงเหมิน ในจำนวนนี้ สะพานหลงเหมินถูกริเริ่มสร้างขึ้นเมื่อยี่สิบสองปีก่อนโดยอี้เหยียนจง ผู้เป็นราษฎรผู้ทรงธรรมประจำอำเภอ เมื่อแปดปีก่อนอำเภอหนิงฮว่าเผชิญพายุฝนตกหนักติดต่อกันถึงสิบวันจนเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ ตัวอำเภอได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทว่าสะพานทั้งสองแห่งกลับยืนหยัดผ่านการทดสอบอันโหดร้ายมาได้
แม่น้ำซีซีไหลผ่านตัวอำเภอหนิงฮว่าจากทิศตะวันออกเฉียงใต้คดเคี้ยวไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเป็นระยะทางหลายลี้ ก่อนจะไปบรรจบกับแม่น้ำตงซี กลายเป็นแม่น้ำชุ่ยเจียงซึ่งเป็นสาขาสำคัญบริเวณต้นน้ำของแม่น้ำหมิ่นเจียง
(เชิงอรรถผู้แปล: แม่น้ำหมิ่นเจียง (闽江) แม่น้ำสายใหญ่และสำคัญที่สุดในมณฑลฝูเจี้ยน)
เพื่อให้แน่ใจในความปลอดภัยของตัวเมือง ตัวอำเภอหนิงฮว่าจึงได้ตั้งประตูน้ำไว้สองแห่งทางทิศเหนือและทิศใต้บนแม่น้ำซีซี ประตูน้ำแต่ละแห่งประกอบด้วยลูกกรงเหล็กสามชั้น แบ่งเป็นชั้นหน้า ชั้นกลาง และชั้นหลัง ควบคุมการเปิดปิดโดยทหารบนหอสังเกตการณ์เหนือทกำแพงเมืองทั้งสองฝั่งแม่น้ำ หากมีพ่อค้าวานิชล่องเรือทวนน้ำมาตามแม่น้ำหมิ่นเจียงเพื่อมุ่งตรงเข้าสู่ท่าเรือในตัวอำเภอ ยามที่แล่นผ่านประตูน้ำก็จะต้องชำระค่าธรรมเนียมก้อนโต
ไม่ว่าจะเป็นการลอยโคมฟ้าในเทศกาลซ่างหยวน หรือลอยกระทงในเทศกาลจงหยวน ชาวเมืองก็ล้วนแต่พากันมารวมตัวปล่อยลอยที่ริมแม่น้ำซีซีแห่งนี้
(เชิงอรรถผู้แปล: เทศกาลจงหยวน (中元节) หรือเทศกาลสารทจีน เป็นเทศกาลเซ่นไหว้บรรพบุรุษและวิญญาณไร้ญาติ)
ท้องฟ้าในวันนั้นมีหิมะโปรยปรายลงมาบางเบา ผิวน้ำในแม่น้ำจับตัวเป็นน้ำแข็ง ทว่าเนื่องจากชั้นน้ำแข็งยังไม่หนาพอ จึงไม่มีผู้ใดกล้าลงไปในแม่น้ำ
สองฝั่งแม่น้ำคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมืดฟ้ามัวดิน ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่รู้กัน โคมฟ้าจะต้องรอจนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนดแล้วจึงจุดไฟขึ้นพร้อมกัน ว่ากันว่าทำเช่นนี้จึงจะดูเป็นผู้มีจิตศรัทธาแรงกล้า การที่ทุกคนอธิษฐานร่วมกันถึงจะสามารถดลบันดาลให้สวรรค์เบื้องบนรับรู้ได้
คนเยอะ เด็กก็เยอะตาม ผู้ใหญ่ต่างเฝ้าจับตาดูบุตรหลานของตนอย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันไม่ให้พลัดตกลงไปในแม่น้ำ แม่น้ำซีซีมีความกว้างราวยี่สิบจั้ง จุดที่ลึกที่สุดลึกถึงหนึ่งจั้งครึ่ง หากร่วงหล่นลงไปย่อมอันตรายอย่างยิ่ง ต่อให้เด็ก ๆ ในแถบหมิ่นเจ้อส่วนใหญ่จะว่ายน้ำเป็น แต่การตกลงไปในโพรงน้ำแข็งกลางฤดูหนาวอันเหน็บหนาวเช่นนี้ ย่อมไม่มีทางรอดตะเกียกตะกายขึ้นมาได้
(เชิงอรรถผู้แปล:
จั้ง (丈) มาตราวัดความยาวของจีน 1 จั้งมีค่าเท่ากับ 10 ฉื่อ หรือประมาณ 3.33 เมตร แม่น้ำกว้าง 20 จั้งและลึก 1 จั้งครึ่งเทียบเท่ากับกว้างราว 66 เมตร ลึกประมาณ 5 เมตร
หมิ่นเจ้อ (闽浙) คำเรียกรวมอาณาเขตมณฑลฝูเจี้ยนและมณฑลเจ้อเจียง)
เมื่อเสียงกลองตีบอกยามดังขึ้น ยามเจี่ยก็มาถึง ในที่สุดก็สามารถปล่อยโคมได้เสียที
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามเจี่ย (甲夜) หรือยามแรกของคืน อยู่ในช่วงเวลาประมาณ 19.00 - 21.00 น.)
เริ่มแรกก็ทยอยปล่อยกันสองสามลูก พอถึงตอนหลังแทบจะกลายเป็นเวลาเดียวกัน โคมฟ้าทั้งหมดต่างถูกจุดไฟ แล้วทยอยลอยละล่องขึ้นสู่แผ่นฟ้า กระดาษสีสันลวดลายละลานตาเหล่านั้น ประหนึ่งว่ากำลังสวมใส่อาภรณ์ชุดใหม่ให้กับท้องนภา ผู้คนที่ปล่อยโคมฟ้าต่างยืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ พร่ำสวดภาวนาต่อสวรรค์เบื้องบนด้วยความเลื่อมใสศรัทธา พริบตานั้นทั้งอำเภอตกอยู่ในความเงียบสงบ
หลังจากปล่อยโคมฟ้าเสร็จสิ้น คลื่นฝูงชนริมแม่น้ำซีซีก็เริ่มบางตาลง ผู้คนจำนวนมากต่างหลั่งไหลมุ่งหน้าไปเดินตลาดกลางคืนตามท้องถนน เสิ่นซีเองก็เดินตามฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อไปดูตลาดกลางคืนเช่นกัน แผงลอยที่ปลูกสร้างขึ้นชั่วคราวเหล่านั้น ส่วนใหญ่มักจะขายของกินและของเล่น ทว่ากิจกรรมรื่นเริงที่เขาคาดหวังว่าจะได้เห็น อย่างการเชิดสิงโต เชิดมังกร เดินต่อขา หรือทายปริศนาโคมไฟ กลับไม่มีให้เห็นเลยสักนิด ช่างแตกต่างไปจากเทศกาลซ่างหยวนในความทรงจำของเขาอย่างสิ้นเชิง
วันนี้คนของที่ว่าการอำเภอดูเคร่งเครียดเป็นพิเศษ การลอยโคมฟ้านั้นก่อให้เกิดอัคคีภัยได้ง่าย โคมฟ้าที่ล่องลอยอยู่บนแผ่นฟ้าเหล่านั้น ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าพวกมันจะลอยไปตกที่ใด หลายลูกเมื่อลอยขึ้นไปแล้วเจอลมเหนือพัดกระหน่ำก็จะเอียงกะเท่เร่จนไฟไหม้ลุกลาม ร่วงหล่นลงมาราวกับลูกไฟก็ไม่ปาน
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เสิ่นซีก็จงใจรั้งอยู่ในลานเรือนเพื่อสังเกตดูว่ามี ‘ลูกไฟ’ ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าเช่นนั้นหรือไม่ แต่เห็นได้ชัดว่าเขากังวลมากเกินไป โคมฟ้าในยุคสมัยนี้คุณภาพย่ำแย่ยิ่งนัก โคมฟ้าที่ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าเหล่านั้น เพียงไม่นานก็จะถูกลมแรงพัดจนไฟดับไปเอง ประกอบกับคุณภาพของกระดาษก็ไม่สู้ดี ต่อให้เกิดไฟไหม้ กว่าจะตกลงมาถึงพื้นดินก็คงเผาไหม้จนมอดไหม้ไปหมดสิ้นแล้ว
"เสี่ยวหลาง รีบเข้ามาเร็วเข้า มากินหยวนเซียวกันได้แล้ว!" เสียงของโจวซื่อดังแว่วมา
"อ้อ ข้าไปเดี๋ยวนี้ขอรับ!"
เสิ่นซีเดินกลับเข้ามาในห้องอันแสนอบอุ่น เพียงไม่นานคนทั้งสองบ้านซึ่งรวมถึงสาวใช้ทั้งสามคน ก็มานั่งล้อมวงกันพร้อมหน้าพร้อมตาที่โต๊ะแปดเซียน เพื่อกินบัวลอยด้วยกัน
ฮุ่ยเหนียงกินบัวลอยไปได้สองลูกก็วางตะเกียบลง บนใบหน้าแฝงเร้นความกังวลใจอยู่หลายส่วน "พรุ่งนี้ร้านใหม่ฝั่งนู้นก็จะต้องเปิดประตูค้าขายแล้ว หวังว่ากิจการจะเจริญรุ่งเรืองนะ"
โจวซื่อขานรับอยู่ด้านข้าง ในฐานะหลงจู๊รองของร้านขายยา โจวซื่อไม่มีข้อเสนอแนะอันใดที่เป็นชิ้นเป็นอันเกี่ยวกับการค้าขายนัก สิ่งที่นางคิดมีเพียงการทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดเท่านั้น
กินบัวลอยเสร็จ ฮุ่ยเหนียงก็เอ่ยขึ้นมาจู่ ๆ ว่า "ช่างน่าเบื่อหน่ายนัก เสี่ยวหลาง นิทานที่เจ้าเล่าเมื่อวันก่อนสนุกดียิ่ง วันนี้พวกเราทุกคนล้วนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา เจ้าลองเล่าให้ฟังอีกรอบเถิด"
หลินไต้จ้องมองเสิ่นซีด้วยความอยากรู้อยากเห็น อันที่จริงเรื่องราวความฝันในหอแดง เสิ่นซีได้เล่าจนจบไปแล้ว นางจึงอยากรู้ว่าเสิ่นซียังมีเรื่องใดให้เล่าอีก
แท้จริงแล้ววรรณกรรมความฝันในหอแดง ทั้งเรื่อง เสิ่นซีเพียงแค่คัดสรรเอาเนื้อหาสำคัญมาผูกร้อยเป็นนิทานเล่าให้หลินไต้ฟังเท่านั้น สำหรับตอนจบอันแสนรันทดของเรื่องราวทั้งหมด เขาหาได้บอกกล่าวแก่หลินไต้ตามตรงไม่ เฉกเช่นเดียวกับนิทานเรื่องอื่น ๆ ที่เคยเล่ามา ตอนจบย่อมเป็นพระเอกนางเอกครองรักกันอย่างมีความสุขตลอดไป
เสิ่นซีนำเนื้อเรื่องส่วนต้นที่เคยเล่าไปแล้วมาเล่าใหม่อีกครา หลินไต้ยังคงตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ เนื่องจากสิ่งที่เสิ่นซีเล่าออกมานั้นมิได้เหมือนกับเนื้อหาคราวก่อนเสียทีเดียว
ฟังอยู่ราวหนึ่งชั่วยาม ฮุ่ยเหนียงก็ทอดถอนใจออกมาบ้าง "พี่สาว ข้าก็ไม่ค่อยเห็นเสี่ยวหลางออกไปเตร็ดเตร่ที่ใด เหตุใดจึงไปรับฟังเรื่องราวที่จับใจถึงเพียงนี้มาได้เล่า หรือว่าเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ในบ้านเล่าให้เขาฟังกัน"
โจวซื่อปัดเศษกากยาที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้าพลางเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ "ไอ้เด็กเหม็นผู้นี้ไปเรียนรู้เรื่องบ้าบอพวกนี้มาจากที่ใดก็สุดรู้ ผู้ใดจะเคยเล่านิทานอะไรให้มันฟังกัน หากจะเป็นไปได้ก็คงเป็นนายท่านเฒ่าที่โปรดปรานมันผู้นั้นกระมังที่เล่าให้ฟัง"
ฮุ่ยเหนียงได้ฟังดังนั้นจึงคลายความสงสัยลง
เรื่องสำคัญที่สุดยามที่คนทั้งครอบครัวมารวมตัวกันก็ยังคงเป็นการคัดแยกตัวยา รอจนเสียงกลองตีบอกยามดังขึ้นสามครา จึงค่อยวางมือจากงานแล้วแยกย้ายกันไปพักผ่อน เดิมทีซิ่วเอ๋อร์ต้องไปนอนเฝ้าที่ร้านใหม่ฝั่งนู้น ทว่าเนื่องจากด้านนอกมีหิมะโปรยปราย ฮุ่ยเหนียงจึงรั้งตัวนางให้อยู่ค้างด้วยกัน
เมื่อกลับมาถึงบ้านในตรอกด้านหลัง หลินไต้ยังคงมีท่าทีใจลอยอยู่บ้าง หรืออาจจะเป็นเพราะได้ฟังเรื่องราวความฝันในหอแดงอีกครั้งจึงเกิดความสะเทือนใจ พอเข้ามาในห้อง หลินไต้ก็ดึงรั้งตัวเสิ่นซีไว้จู่ ๆ แล้วเอ่ยถาม "ก่อนหน้านี้เจ้าเคยบอกว่าเจี่ยเป่าอวี้ถูกเฆี่ยนตี เช่นนั้นหลินไต้อวี้ได้ไปเยี่ยมเขาหรือไม่"
เสิ่นซียิ้มรับ เนื้อเรื่องท่อนนี้ยามที่เล่าคราวก่อนถูกเขาข้ามไปเพราะคำว่า ‘สมควรแล้ว’ ของหลินไต้ บางทีอาจเป็นเพราะภายหลังนางตระหนักได้ว่าเป่าอวี้กับไต้อวี้ในนิทานต่างรักใคร่กันด้วยใจจริง หลินไต้จึงอดไม่ได้ที่จะซักถามถึงเนื้อหาก่อนหน้านั้น
ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เสิ่นซีจะเล่าเนื้อหาท่อนนี้ให้หลินไต้ฟังต่อไป
หลังจากเป่าอวี้ถูกเฆี่ยนตี ทุกคนต่างพากันไปเยี่ยมเยียนและแสดงน้ำใจกันยกใหญ่ เพื่อเป็นการสร้างภาพให้เจี่ยหมู่ดู อย่างเช่นเป่าไชก็ถึงขั้น ‘ประคอง’ ยามาเยี่ยมไข้ด้วยตนเอง ไม่ยอมให้สาวใช้ทำแทน ซึ่งนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยแล้ว ยังแฝงเจตนาป่าวประกาศให้ผู้อื่นรับรู้อยู่กลาย ๆ ยามที่มาเยี่ยมก็แทบจะหลั่งน้ำตา ทว่าท้ายที่สุดกลับกลายเป็นการตักเตือนสั่งสอนเป่าอวี้ ว่าที่เจ้าต้องเผชิญเคราะห์กรรมเช่นนี้ อย่าได้ไปโทษผู้อื่น จงทบทวนดูเสียก่อนว่าตัวเจ้าเองมีข้อบกพร่องอันใดหรือไม่ อีกทั้งหลักการอันยิ่งใหญ่เหล่านี้ นางล้วนเอ่ยสั่งสอนต่อหน้าเป่าอวี้และเหล่าสาวใช้อย่างเปิดเผย
ส่วนหลินไต้อวี้นั้นเล่า กลับเป็นคนสุดท้ายที่มาเยี่ยม ทั้งยังแอบมาอย่างเงียบ ๆ ดวงตาคู่ที่ร้องไห้จนบวมเป่งราวกับลูกท้อ ตลอดจนคำตักเตือนอันแสนจนใจและรันทดที่ว่า ‘นับแต่นี้ไปเจ้าก็จงปรับเปลี่ยนนิสัยเสียเถิด’ ล้วนถ่ายทอดความรักที่ไต้อวี้มีต่อเป่าอวี้ออกมาจนหมดสิ้น
ทว่าการแสดงออกทางอารมณ์อันซับซ้อนถึงเพียงนี้ สำหรับเด็กหญิงวัยสิบขวบคนหนึ่งแล้ว ดูจะลึกซึ้งเกินไปเสียหน่อย
เสิ่นซีครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ย "ไต้อวี้ย่อมต้องไปเยี่ยมอยู่แล้ว เจ้าลองคิดดูสิ เป่าอวี้ถูกตีจนย่ำแย่ถึงเพียงนั้น แทบจะเอาชีวิตไม่รอดอยู่รอมร่อ นางจะหักใจไม่ไปเยี่ยมเชียวหรือ ก็มีแต่คนจิตใจเย็นชาอย่างเจ้านั่นแหละ ถึงได้มองว่าที่เป่าอวี้ถูกตีนั้นสมควรแล้ว"
"ใครใช้ให้เป่าอวี้ซุกซนนักเล่า ก็เหมือนเจ้านั่นแหละ หากเจ้าถูกตีข้าก็คงรู้สึกว่าสมควรโดนแล้วเช่นกัน"
หลินไต้เชิดหน้าขึ้นพลางยื่นปากบ่นอุบอิบ รอจนขึ้นเตียงซุกตัวเข้าใต้ผ้าห่มแล้ว จู่ ๆ นางก็หันหน้ามาถามอีกครา "ที่เป่าอวี้ถูกเฆี่ยน เป็นเพราะเขาไม่ตั้งใจเรียนหนังสือจริง ๆ หรือ"
นับเป็นคำถามที่ตอบยากอีกแล้ว แท้จริงแล้วสาเหตุที่เป่าอวี้ถูกเฆี่ยนตียกใหญ่นั้นซับซ้อนยิ่งนัก ในบรรดาสาเหตุเหล่านั้น มีทั้งเรื่องที่เป่าอวี้มีท่าทีหงอยเหงาเกียจคร้านยามเข้าพบเจี่ยอวี่ชุน จนทำให้เจี่ยเจิ้งผู้เป็นบิดาเกิดความไม่พอใจ ทั้งยังมีเรื่องที่เป่าอวี้ไปคบค้าสมาคมกับฉีกวานจนสร้างความกริ้วโกรธให้แก่ท่านอ๋องจงซุ่น ชักนำความวุ่นวายทางการเมืองมาให้เจี่ยเจิ้งโดยไร้สาเหตุ ทว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดกลับเป็นการที่เจี่ยหวนยุยงตะล่อมด้วยความเท็จ ใส่ไคล้ว่าเป่าอวี้บีบคั้นจินช่วนเอ๋อร์จนต้องปลิดชีพตนเอง
ทว่าหากหยิบยกเรื่องเหล่านี้มาอธิบายก็คงจะยืดยาวนัก คาดว่าต่อให้เล่าไปสักหนึ่งหรือสองชั่วยามก็คงไม่จบ ทว่าเมื่อเผชิญกับสายตาอันเปี่ยมด้วยความคาดหวังของหลินไต้ เขาก็ไม่อาจไม่ตอบ กระนั้นเสิ่นซีก็ฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก เขายิ้มรับแล้วเอ่ยว่า "เป็นเพราะเป่าอวี้แอบไปหอมแก้มพี่สาวบ้านข้าง ๆ พี่สาวบ้านข้าง ๆ ตั้งครรภ์ จึงกระโดดบ่อน้ำฆ่าตัวตายอย่างไรเล่า"
"หา?"
หลินไต้เบิกตากลมโตสบตากับเขา ผ่านไปครู่ใหญ่จึงพยักหน้า "เช่นนั้นก็สมควรถูกตีแล้วจริง ๆ หากเจ้ามาหอมแก้มข้า ข้าก็จะกระโดดบ่อน้ำเช่นกัน... คิกคิก ข้าไม่โง่ถึงเพียงนั้นหรอกน่า ข้าเคยถามท่านน้าซุนแล้ว นางบอกว่าเด็กผู้ชายหอมแก้มเด็กผู้หญิงไม่มีทางตั้งครรภ์ได้ เจ้านี่ชอบโป้ปดหลอกลวงข้าอยู่เรื่อยเชียว"
เสิ่นซีได้แต่ยิ้มเจื่อน ในใจลอบคิดว่าฮุ่ยเหนียงช่างรู้จักอบรมสั่งสอนแม่หนูน้อยคนนี้เสียจริง ต่อแต่นี้ข้ออ้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เขาใช้ข่มขู่หลินไต้ก็มลายหายไปสิ้น จะอาศัยแค่นิทานมาเอาอกเอาใจแม่หนูน้อยผู้นี้อย่างเดียวเห็นทีจะไม่ได้การเสียแล้ว
ยามที่ใกล้จะเคลิ้มหลับ จู่ ๆ หลินไต้ก็เอ่ยขึ้นมาราวกับกำลังตกอยู่ในห้วงภวังค์ "ข้าอยากฝันเห็นท่านแม่ ไม่รู้ว่าจะฝันถึงหรือไม่ ข้าคิดถึงท่านแม่เหลือเกิน"
ท้ายที่สุดหลินไต้ก็จ้องมองเสิ่นซี ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายเปี่ยมไปด้วยความหวัง นางคลี่ยิ้มเบิกบานให้แก่เสิ่นซี แล้วจู่ ๆ ก็ยื่นหน้าเข้ามาประทับริมฝีปากลงบนริมฝีปากของเสิ่นซี "วันหน้าวันตาตั้งใจเล่านิทานให้ข้าฟังดี ๆ เล่า ห้ามหลอกลวงข้าอีกเป็นอันขาด"
เสิ่นซีพลันรู้สึกขึ้นมาว่า หลินไต้ในห้วงยามนี้ช่างงดงามบริสุทธิ์ดุจดั่งนางฟ้าตัวน้อย คุ้มค่าให้เขาใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อทะนุถนอมและปกป้องดูแลนาง