เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 70 ท่านพ่อมี "ชู้" หรือ?

ตอนที่ 70 ท่านพ่อมี "ชู้" หรือ?

ตอนที่ 70 ท่านพ่อมี "ชู้" หรือ?


ก่อนถึงวันที่สิบห้าเดือนอ้าย โดยพื้นฐานแล้วร้านรวงในตัวอำเภอจะยังไม่เปิดกิจการ ทว่าร้านขายยากลับเป็นข้อยกเว้น

แม้ปกติร้านขายยาจะปิดประตูแน่นหนา ทว่าหากผู้ใดเกิดล้มป่วยกะทันหันย่อมต้องรับการรักษา เมื่อตามหมอมาตรวจดูอาการและจัดเทียบยาแล้วก็ต้องมาจัดยา ดังนั้นร้านขายยาจึงอาจมีลูกค้าแวะเวียนมาได้ทุกเมื่อ จึงจำเป็นต้องมีคนรั้งอยู่คอยดูแล

แม้บัดนี้ฮุ่ยเหนียงจะดูแลร้านขายยาสองแห่งพร้อมกัน ทว่าชั่วคราวนี้ก็เปิดเพียงร้านเล็กแห่งเดิมไปก่อน ถึงอย่างไรเสียทางฝั่งร้านใหม่ก็ยังไม่มีผู้ใดมาอุดหนุน ส่งคนไปเฝ้าก็เปล่าประโยชน์

วันที่สองเดือนอ้าย ในที่สุดเสิ่นหมิงจวินก็กลับมาจากจวนตระกูลหวัง ประจวบเหมาะกับเป็นช่วงเที่ยงวันที่คนทั้งสองครอบครัวกำลังรวมตัวกันกินข้าวพอดี

โจวซื่อมองผ่านรอยแยกของประตูหลังร้านขายยา เห็นว่าคนที่มาเคาะประตูคือเสิ่นหมิงจวิน ทันทีที่เปิดประตูก็ดึงดันลากตัวเสิ่นหมิงจวินกลับเข้าบ้านไปด้วยความโมโห ดูท่าทางแล้วคงเตรียมจะเอาเรื่องเขาเป็นแน่

ฮุ่ยเหนียงเห็นท่าไม่ดี จึงผลักเสิ่นซีเบาๆ “เสี่ยวหลาง รีบกลับบ้านไปดูหน่อยเถิด หากท่านพ่อกับท่านแม่ของเจ้าทะเลาะกันคงไม่ดีแน่”

เสิ่นซีไม่แม้แต่จะเงยหน้า ยังคงคดข้าวในชามเข้าปากต่อไป น้ำเสียงเจือความไม่ใส่ใจอยู่หลายส่วน “แม้ปกติท่านแม่จะปากคอเราะรายไปบ้าง ทว่าอย่างมากก็แค่ด่าท่านพ่อไม่กี่คำ ไม่ถึงขั้นอาละวาดใหญ่โตหรอกขอรับ”

ฮุ่ยเหนียงขมวดคิ้วพินิจเสิ่นซี “เจ้าเป็นแค่เด็กตัวแค่นี้ กลับรู้เรื่องของผู้ใหญ่ดีนักนะ”

เสิ่นซียิ้มรับ มิได้อธิบายอันใด

ฮุ่ยเหนียงเห็นว่าใช้เสิ่นซีไม่ได้ผล จึงทำได้เพียงให้ซิ่วเอ๋อร์ไปดู ซิ่วเอ๋อร์รีบวิ่งตามออกไป ผ่านไปครู่ใหญ่ก็กลับมารายงาน “นายหญิง ท่านน้าโจวปิดประตูลงกลอนเสียสนิท ไม่ได้ยินเลยเจ้าค่ะว่าข้างในคุยอันใดกัน”

“เจ้าผลักประตูเข้าไปดูไม่ได้เชียวหรือ?” ฮุ่ยเหนียงบ่นอุบ

ซิ่วเอ๋อร์ทำปากยื่น รู้สึกน้อยใจอยู่บ้าง “ประตูลงกลอนจากด้านใน ข้าผลักไม่เข้าเจ้าค่ะ”

ฮุ่ยเหนียงค้อนขวับใส่ซิ่วเอ๋อร์ ทว่าก็ไม่ได้เป็นกังวลกับสามีภรรยาตระกูลเสิ่นอีก ให้นั่งลงกินข้าวต่อไป

ปกติฮุ่ยเหนียงคุ้นชินกับนิสัยของโจวซื่อดี รู้ว่าพี่สาวของตนผู้นี้เป็นคนประเภทปากร้ายใจดี แม้ในใจจะคอยบ่นด่าสามีอยู่เสมอ ทว่ายิ่งบ่นมากเท่าใด ก็ยิ่งห่วงใยมากเท่านั้น นางคาดคเนว่าต่อให้เจอกันแล้วจะทะเลาะเบาะแว้ง ทว่าอย่างมากก็แค่ทะเลาะกันหัวเตียง คืนดีกันปลายเตียง

(เชิงอรรถผู้แปล: ทะเลาะกันหัวเตียง คืนดีกันปลายเตียง (床头打架床尾和) สำนวนเปรียบเปรยถึงคู่สามีภรรยาที่ทะเลาะกันเพียงชั่วครู่ ไม่นานก็กลับมาคืนดีกันและมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งดังเดิม)

ทว่านางก็ยังอดไม่ได้ที่จะปรายตามองเสิ่นซีแวบหนึ่ง นึกแปลกใจว่าเหตุใดเสิ่นซีถึงได้ทะลุปรุโปร่งในนิสัยใจคอของบิดามารดาตนเองถึงเพียงนี้? ลองมองดูบุตรีของนางสิ อายุห่างจากเสิ่นซีไม่ถึงสองปี ทว่าซีเอ๋อร์กลับเป็นแค่เด็กน้อยที่ไม่ประสีประสาอันใดเลย ในขณะที่เสิ่นซีกลับมีหัวคิดเฉียบแหลมเสียจนผู้ใหญ่ยังสู้ไม่ได้

ตลอดทั้งบ่าย ฮุ่ยเหนียงอยู่ดูแลที่ร้านขายยา ทว่ากลับมีคนมาเคาะประตูซื้อยาเพียงคนเดียว จวนจะพลบค่ำ ฮุ่ยเหนียงเริ่มไม่วางใจ กำลังจะให้เสิ่นซีกลับไปดูให้รู้แน่ ทว่าโจวซื่อกลับจัดแจงปอยผมข้างแก้มพลางเดินกลับมา บนใบหน้าไม่มีร่องรอยของความโกรธเคืองเลยสักนิด ไม่ดูเหมือนคนที่เพิ่งทะเลาะกันมาเลย

“พี่สาวไม่เป็นอันใดก็ดีแล้ว ข้ายังกลัวว่าพี่สาวจะต่อว่าพี่เขย จนลุกลามเกิดปากเสียงกันเสียอีก” ฮุ่ยเหนียงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก

บนใบหน้าโจวซื่อเจือความขัดเขินอยู่บ้าง “เจ้าคนไร้มโนธรรมนั่น มีบ้านกลับไม่ยอมกลับ บอกว่าทางจวนตระกูลหวังยุ่งมาก ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาวุ่นวายเรื่องอันใด ฟังจากน้ำเสียงของเขา ช่วงนี้เศรษฐีหวังกำลังปวดหัวอย่างหนัก ไม่เพียงแต่คนในครอบครัวจะต้องคดีความ ซ้ำยังมาเจอโรคระบาดกับกบฏอีก รู้สึกว่าอำเภอหนิงฮว่าไม่ใช่สถานที่ที่จะอยู่ได้นาน จึงคิดจะขายที่ดินนอกเมืองทิ้ง แล้วพาทั้งครอบครัวย้ายไปอยู่หูกว่างแทน”

เสิ่นซีเอ่ยถามด้วยความตกใจ “ท่านแม่ฟังมาจากท่านพ่อหรือขอรับ? เหตุใดข้าถึงไม่เคยได้ยินเรื่องนี้เลย?”

“เจ้าเป็นแค่เด็ก จะไปสืบข่าวพวกนี้มาได้อย่างไร? หรือท่านพ่อของเจ้าจะมาหลอกข้ากันล่ะ? บางทีเศรษฐีหวังอาจจะแค่อยากอยู่ใกล้บุตรชายที่ติดคุกอยู่กระมัง ผู้ใดจะไปรู้เล่า?”

เสิ่นซีกลับรู้สึกว่าเรื่องนี้ทะแม่งๆ ชอบกล ก่อนสิ้นปีเขายังเพิ่งจะเจอกับหวังหลิงจืออยู่เลย หวังหลิงจือไม่เห็นจะเอ่ยถึงเรื่องนี้เลยสักนิด อีกอย่าง ในยุคสมัยนี้การย้ายถิ่นฐานทั้งตระกูลถือเป็นการทรยศบรรพบุรุษลืมรากเหง้า หากไม่ถึงขั้นจนตรอก ย่อมไม่มีทางใช้ทางเลือกสุดท้ายเช่นนี้แน่  เสิ่นซีลองนึกย้อนดูให้ละเอียด ดูเหมือนว่าตระกูลหวังจะไม่มีแม้แต่ศาลบรรพชนในอำเภอหนิงฮว่าด้วยซ้ำ หรือว่าตระกูลหวังจะไม่ใช่คนพื้นเพดั้งเดิมที่นี่ การอพยพครั้งนี้คือการย้ายกลับถิ่นฐานเดิมกัน?

“แล้วท่านพ่อจะตามพวกเขาไปด้วยหรือไม่ขอรับ?” เสิ่นซีรีบซักไซ้

โจวซื่อใช้นิ้วจิ้มหน้าผากเสิ่นซีอย่างแรง “ไอ้เด็กเหม็นนี่ไม่รู้จักคิดอ่านเลยหรืออย่างไร? ท่านพ่อของเจ้าไปรับจ้างทำงานให้ตระกูลหวัง ไม่ได้ขายตัวเป็นทาสให้ตระกูลหวังเสียหน่อย พวกเขาจะย้ายไป แล้วท่านพ่อของเจ้าจะตามไปเพื่อการใด? อย่างมากก็แค่ให้ท่านพ่อของเจ้าเลิกทำเสีย พวกเราก็เปลี่ยนไปหาเลี้ยงชีพทางอื่น ออกจากตระกูลหวังแล้วจะขาดใจตายหรืออย่างไร?”

“เมื่อก่อนตอนอยู่ชนบทยังไม่รู้ พอเข้าเมืองมาถึงได้เห็นว่าตระกูลหวังมักจะจิกหัวใช้ท่านพ่อของเจ้าทำนู่นทำนี่ เข้มงวดกับเขาเกินไปนัก หากย้ายไปแล้วก็ไม่มีอันใดให้น่าเสียดายหรอก”

เสิ่นซีไม่ได้กล่าวอันใดอีก เขารู้ดีว่าต่อให้พูดไปท่านแม่ก็คงไม่รับฟังอยู่ดี

เรื่องตระกูลหวังจะย้ายหรือไม่ย้ายก็เรื่องหนึ่ง ทว่าพฤติกรรมผิดปกติของท่านพ่อในช่วงนี้ กลับทำให้เสิ่นซีรู้สึกว่าท่านพ่อคล้ายกับมีเรื่องอันใดให้ต้องพะว้าพะวง ไม่แน่ว่าอาจจะมีหญิงอื่นอยู่นอกบ้านก็เป็นได้ ทว่าเรื่องพรรค์นี้หากไม่มีหลักฐานจะพูดส่งเดชไม่ได้ ต่อให้เขาจับได้คาหนังคาเขาจริง ก็พูดออกไปไม่ได้ มิเช่นนั้นคนทั้งครอบครัวคงได้บ้านแตกสาแหรกขาดเป็นแน่

'สตรีไร้ความสามารถคือคุณธรรม' เมื่อก่อนเสิ่นซียังไม่ค่อยเข้าใจนัก แท้จริงแล้วในยุคสมัยที่บุรุษเป็นใหญ่สตรีต่ำต้อยเช่นนี้ กลับถือเป็นสัจธรรมฟ้ากำหนด ยิ่งสตรีไร้ความสามารถและวิสัยทัศน์มากเท่าใด ก็ยิ่งต้องพึ่งพาสามีมากเท่านั้น ต่อให้สามีจะมีหญิงอื่นอยู่นอกบ้าน เพื่อความสงบสุขของครอบครัวก็ต้องกลืนเลือดทนฝืน กระทั่งสามีรับอนุภรรยาเข้าบ้านก็ยังไม่อาจปริปากบ่น เพราะสตรีหากขาดสามีไป ย่อมไม่อาจมีชีวิตรอดได้เลย

(เชิงอรรถผู้แปล: สัจธรรมฟ้ากำหนด (天经地义) กฎเกณฑ์ที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ไม่อาจโต้แย้ง)

ทว่าโจวซื่อในยามนี้แตกต่างจากตอนที่เพิ่งเข้าเมืองมาใหม่ๆ แล้ว นางคอยช่วยงานที่ร้านขายยา หาเงินได้มากกว่าเสิ่นหมิงจวินเสียอีก ทว่าโจวซื่อผู้ยึดมั่นในจารีตสตรี ก็ยังคงมอบเงินส่วนใหญ่ที่หามาได้ให้กับสามี เพื่อให้เขาส่งกลับไปที่ชนบท หากเสิ่นหมิงจวินนำเงินก้อนนี้ไปเลี้ยงดูสตรีอื่นนอกบ้าน พอโจวซื่อรู้เข้าก็ใช่ว่าจะยอมทน ถึงตอนนั้นหากต้องไหแตกแล้วก็ทุบให้แหลก โจวซื่อก็อาจจะต้องครองตัวเป็นม่ายเหมือนกับฮุ่ยเหนียงก็เป็นได้

(เชิงอรรถผู้แปล: ไหแตกแล้วก็ทุบให้แหลก (破罐子破摔) สำนวนหมายถึง ปล่อยให้แย่ลงไปอีกเพราะเห็นว่าเสียหายไปแล้ว)

เสิ่นหมิงจวินแวะกลับบ้านมาอยู่ได้แค่สองสามชั่วยามก็รีบจากไป โจวซื่อไม่ได้ระแวงสงสัยอันใด ตั้งแต่วันที่สองเดือนอ้ายจนถึงวันที่สิบสอง เสิ่นหมิงจวินเพียงแค่แวะกลับมาดูบ้านเป็นครั้งคราว ในช่วงเวลานั้นมีเพียงคืนเดียวที่ค้างแรม เวลาอื่นล้วนกลับมาตอนกลางวัน อยู่ได้ไม่นานก็จากไป แม้แต่ข้าวก็ยังไม่ได้กินด้วยกัน

เสิ่นซีรู้สึกว่าเรื่องราวชักจะซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ หากเป็นนิสัยแต่ก่อนของเขา คงสะกดรอยตามไปสืบให้รู้เรื่องตั้งนานแล้ว ทว่าประการหนึ่งก็กลัวว่าจะแหวกหญ้าให้งูตื่น ประการที่สองคือหากสืบรู้ความจริงแล้วกลับยิ่งจัดการได้ยาก ด้วยเหตุนี้เขาจึงลังเลมาโดยตลอด

วันที่สิบสามเดือนอ้าย หวังหลิงจือแอบหนีออกมาหาเสิ่นซีเพื่อเล่นสนุก เสิ่นซีจึงเอ่ยถามหวังหลิงจือว่าครอบครัวเขาจะย้ายบ้านแล้วหรือไม่ หวังหลิงจือเบิกตากว้าง งุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูกไปชั่วขณะ

“ศิษย์พี่ ข้าไม่เห็นเคยได้ยินท่านพ่อพูดเลยว่าจะย้ายบ้านน่ะ หลายวันนี้ที่บ้านก็ไม่ได้ยุ่งอันใด พ่อบ้านหลิวก็กลับไปฉลองปีใหม่ที่บ้าน ไม่เห็นหน้าเขามาหลายวันแล้ว”

ในที่สุดเสิ่นซีก็แน่ใจแล้วว่าท่านพ่อกำลังโกหก เขาจึงมอบหมาย "ภารกิจ" พิเศษประการหนึ่งให้หวังหลิงจือ โดยให้เขาสะกดรอยตามเสิ่นหมิงจวิน เพื่อดูว่าแท้จริงแล้วเขาไปที่ใดกันแน่ หวังหลิงจือรู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง “ให้ข้าสะกดรอยตามท่านพ่อของท่านออกไป เกรงว่าจะไม่ค่อยดีกระมัง? หากถูกคนจับได้คงอับอายแย่...”

เสิ่นซีปั้นหน้าขรึม “ก็คิดเสียว่าเป็นภารกิจฝึกฝนที่ศิษย์พี่มอบหมายให้ก็แล้วกัน เพื่อดูว่าเจ้าจะสามารถสะกดรอยตามคนโดยไม่ให้ถูกจับได้หรือไม่ นี่ก็ถือเป็นวิธีหนึ่งในการทดสอบว่าวิชาตัวเบาของเจ้าก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว เมื่อก่อนท่านอาจารย์ก็ทดสอบข้าเช่นนี้เหมือนกัน”

“จริงหรือ?”

นัยน์ตาของหวังหลิงจือพลันเปล่งประกายขึ้นมาทันที ทว่าไม่นานเขาก็พบปัญหาประการหนึ่ง “แต่ศิษย์พี่ ท่านยังไม่ได้สอนวิชาตัวเบาให้ข้าเลยนี่นา ยอดวิชาขั้นสูงปานนี้ ท่านเคยบอกว่าจะรอให้วิทยายุทธ์ของข้าก้าวหน้าครั้งใหญ่เสียก่อนถึงจะสอนให้ไม่ใช่หรือ? ยังไม่ได้สอนแล้วจะให้ทดสอบอันใดเล่า?”

เดิมทีเรื่องสอนวิทยายุทธ์ของเสิ่นซีก็เป็นแค่ข้ออ้างหลอกเด็ก นึกไม่ถึงว่าหวังหลิงจือจะปักใจเชื่อมาโดยตลอด ซ้ำยังฝึกฝนอย่างหนักหน่วง กระทั่งยังดูมีความก้าวหน้าอย่างน่าประหลาดอีกด้วย

เวลานี้เขาจึงทำได้เพียงสอนเคล็ดวิชาตัวเบาบางส่วนที่เคยเห็นจากสื่อสังคมในชาติก่อนให้หวังหลิงจือไป เช่น การวิ่ง การวิ่งบนเสาไม้ การวิ่งบนอิฐ วิชาเกร็งลมปราณที่ศีรษะ ตลอดจนการถ่วงถุงทรายไว้ที่ข้อมือและข้อเท้า ค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักเพื่อให้ร่างกายรับภาระมากขึ้น จากนั้นก็สอนให้หวังหลิงจือรู้จักการเดินย่องฝีเท้า เพื่อให้เวลาสะกดรอยตามจะได้ไม่เกิดเสียงดัง

หวังหลิงจือปักใจเชื่อเป็นตุเป็นตะ ฟังไปพลางร้องอุทานด้วยความอัศจรรย์ใจไม่ขาดปาก

เสิ่นซียกมือขึ้นปาดเหงื่อเย็นเยียบ ลอบทอดถอนใจในใจ เด็กน้อยนี่หลอกง่ายเสียจริง รอจนเขาโตขึ้น ไม่รู้ว่าจะมาเคียดแค้นตนเองหรือไม่

“ในเมื่อสอนเจ้าไปแล้ว กลับไปก็ต้องหมั่นฝึกฝนให้มาก และอย่าลืมเรื่องสะกดรอยตามท่านพ่อของข้าด้วยล่ะ... ถึงอย่างไรเขาก็ไม่รู้ว่าข้ากับเจ้าคบหากัน ต่อให้ถูกเขาเห็นเข้า เจ้าก็แค่แสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็พอ แต่ห้ามซัดทอดมาถึงข้าเด็ดขาด ท่านอาจารย์เคยสั่งสอนไว้ ต่อให้ต้องตกอยู่ในคุกตะราง ก็ห้ามทรยศศิษย์ร่วมสำนักเป็นอันขาด”

หวังหลิงจือตบหน้าอกฉาดใหญ่ พยักหน้ารับอย่างหนักแน่น “ศิษย์พี่โปรดวางใจเถิด ข้ารู้ว่าต้องทำเช่นไร จะไม่มีวันทำให้ศิษย์พี่ต้องผิดหวังกับการฟูมฟักสั่งสอนอย่างแน่นอน”

พูดจบเขาก็วิ่งหายวับไปราวกับควันไฟ

จบบทที่ ตอนที่ 70 ท่านพ่อมี "ชู้" หรือ?

คัดลอกลิงก์แล้ว