- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 69 แสร้งเป็นหมูทว่ามิคิดกินพยัคฆ์
ตอนที่ 69 แสร้งเป็นหมูทว่ามิคิดกินพยัคฆ์
ตอนที่ 69 แสร้งเป็นหมูทว่ามิคิดกินพยัคฆ์
เช้าวันรุ่งขึ้น เสิ่นซีพะว้าพะวงอยู่แต่กับเรื่องจะเปลี่ยนชุนเหลียนหน้าประตู จึงรีบตื่นแต่ไก่โห่และรุดไปยังร้านขายยาของฮุ่ยเหนียง
ฮุ่ยเหนียงตื่นเช้าเป็นประจำทุกวัน เวลานี้นางกำลังปัดกวาดจัดร้านอยู่ พอได้ยินเสียงเคาะประตู มองผ่านช่องประตูด้านหลังเห็นว่าเป็นเสิ่นซี ก็รีบเปิดประตูให้ แววตาเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย “เสี่ยวหลาง ตื่นเช้าปานนี้ นอนอิ่มแล้วหรือ?”
“ท่านน้า จู่ๆ ข้าก็รู้สึกว่าชุนเหลียนที่เขียนเมื่อวานไม่ค่อยดีนัก หากผู้อื่นมาเห็นเข้าเกรงว่าจะหัวเราะเยาะเอาได้ ข้าว่าเขียนแผ่นใหม่ไปแขวนแทนดีกว่าขอรับ”
พูดจบ เสิ่นซีก็พุ่งหายวับไปราวกับควันไฟ วิ่งตรงดิ่งไปยังห้องโถงด้านหน้า ด้านหลังมีเสียงของฮุ่ยเหนียงดังไล่หลังมา “มีอันใดไม่ดีกัน แขวนไปแล้วยังจะเปลี่ยนอีก นั่นแหละถึงจะไม่ดี” ทว่าตัวนางกลับเดินตามเสิ่นซีเข้าไปด้านใน
เสิ่นซีเขียนชุนเหลียนอีกครั้ง คราวนี้เขาระมัดระวังขึ้นมาก แม้ลายมือจะยังดูงดงามไม่เลว ทว่าก็เป็นเพียงแค่ความเป็นระเบียบเรียบร้อยเท่านั้น
เสิ่นซีถอดบานประตูออก เตรียมจะเปลี่ยนชุนเหลียนแผ่นใหม่ ทว่ากลับเห็นหลงจู๊สวี่จากร้านขายภาพและอักษรพู่กัน ‘ซือกู่ไจ’ ที่อยู่ข้างบ้านกำลังยืนอยู่หน้าประตู ในมือของเขาถือชุนเหลียนอยู่แผ่นหนึ่ง ดูเหมือนกำลังเตรียมจะนำไปติด ทว่าเมื่อเห็นชุนเหลียนที่เสิ่นซีเขียนไว้เมื่อคืน เขากลับมีสีหน้าตกตะลึงระคนตื่นตาตื่นใจ บัดนี้กำลังเงยหน้าขึ้นเชยชมอย่างหลงใหล
“ดูไปแล้วคล้ายกับเป็นฝีพู่กันของปรมาจารย์อักษรวิจิตรท่านใดสักคน... ฮูหยินลู่ มีผลงานชิ้นเอกเช่นนี้แล้ว เหตุใดจึงต้องเปลี่ยนชุนเหลียนอีกเล่า?” หลงจู๊สวี่เห็นแผ่นอักษรในมือเสิ่นซี ก็เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
“ผลงานชิ้นเอก!?”
ฮุ่ยเหนียงประหลาดใจอยู่บ้าง นางพินิจพิเคราะห์ชุนเหลียนที่แขวนอยู่สองฝั่งประตูอย่างละเอียด ด้วยความรู้ความเข้าใจอันตื้นเขินด้านศิลปะพู่กัน นางย่อมไม่มีทางรู้เลยว่าลายมือของเสิ่นซีแผ่นนี้โดดเด่นล้ำเลิศถึงเพียงใด
เสิ่นซีไม่มีอารมณ์จะมาเสวนาไร้สาระกับหลงจู๊สวี่ รอจนฮุ่ยเหนียงทาแป้งเปียกเสร็จ เขาก็ปีนขึ้นไปบนม้านั่งที่ซิ่วเอ๋อร์ยกมาให้ นำชุนเหลียนแผ่นใหม่ไปแปะทับลงบนแผ่นเก่า ปากก็เอ่ยว่า “ของบ้านท่านลุงสวี่ย่อมต้องดีกว่าแน่ขอรับ... พวกเราแค่รู้สึกว่าเขียนได้ไม่ดี กลัวจะเป็นที่ขบขันของผู้เชี่ยวชาญ จึงได้นำแผ่นใหม่มาเปลี่ยน”
ท่านลุงสวี่ยิ้มบางๆ ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา แล้วจึงเริ่มลงมือติดชุนเหลียนของตนเอง
เสิ่นซีนำชุนเหลียนแผ่นใหม่แขวนเสร็จก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ปล่อยให้ลายมือแผ่นนั้นอวดสายตาผู้คนอยู่ด้านนอกนานเกินไปนัก หากถูกผู้อื่นมาเห็นเข้า เรื่องราวคงจะอธิบายได้ยากยิ่ง
หากเป็นเรื่องความรู้ ยังพอจะใช้ข้ออ้างว่ามีความจำล้ำเลิศมาอธิบายได้ ทว่าศิลปะพู่กันนั้นจำเป็นต้องอาศัยการฝึกฝนสั่งสมมาแบบวันแล้ววันเล่า เขาเพิ่งจะเริ่มหัดเขียนหนังสือได้ไม่นาน ย่อมไม่มีทางอธิบายให้สมเหตุสมผลได้เลย
ช่วงเช้าเสิ่นซีกวาดเศษกระดาษสีแดงของประทัดหน้าประตูตามคำสั่งของโจวซื่ออย่างว่านอนสอนง่าย ผ่านไปไม่นานเปลือกตาบนและล่างก็เริ่มทะเลาะกัน เขาจึงตัดสินใจกลับไปนอนหลับเอาแรงสักตื่น
จวนจะเที่ยงวัน เสิ่นซีก็ถูกหลินไต้เขย่าปลุกให้ตื่น
“ตื่นเร็ว รีบตื่นเข้า ที่ร้านขายยาเกิดเรื่องแล้ว... คนของทางการมา ดูเหมือนว่ายันต์เถาฝูที่เจ้าเขียนเมื่อคืนจะมีปัญหาอันใดสักอย่าง” ใบหน้าเล็กๆ ของหลินไต้เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
เสิ่นซีใจหายวาบ นี่เปลี่ยนชุนเหลียนแผ่นใหม่ไปแล้วยังจะเกิดเรื่องอีกหรือ? เขารีบสวมเสื้อผ้า วิ่งเหยาะๆ ไปจนถึงหน้าประตูร้านขายยา ทว่ากลับเห็นใต้เท้านายอำเภอหานที่กำลังจะพ้นจากตำแหน่ง โดยมีหลงจู๊สวี่ยืนอยู่เคียงข้าง กำลังสั่งให้มือปราบลอกชุนเหลียนแผ่นใหม่ที่เสิ่นซีเพิ่งแปะทับลงไปเมื่อเช้าออก และกำลังยืนเชยชมลายมือที่ซ่อนอยู่ด้านใน
“ใต้เท้านายอำเภอ ท่านดูตัวอักษรนี้สิขอรับ ข้าพูดไม่ผิดใช่หรือไม่? ลายมือนี้จะมองอย่างไรก็เปี่ยมไปด้วยความลึกล้ำทางอักษรศิลป์หลายส่วน” หลงจู๊สวี่เอ่ยด้วยท่าทีภาคภูมิใจ ราวกับว่าตนเองได้ค้นพบของวิเศษล้ำค่าอันใดก็ไม่ปาน
ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อยืนมองอยู่ด้านข้าง บนถนนมีผู้คนมามุงดูกันไม่น้อย จู่ๆ นายอำเภอก็ปรากฏตัวขึ้น ประกอบกับเป็นวันชิวอิกที่ผู้คนออกมาเยี่ยมเยียนอวยพรปีใหม่ บนถนนจึงมีคนมากกว่าวันปกติ ไม่นานนักฝูงชนก็พากันมามุงดูกันหลายชั้นจนเบียดเสียดแน่นขนัด
(เชิงอรรถผู้แปล: วันชิวอิก (初一 - ชูอี) หมายถึง วันที่ 1 ของเดือนตามปฏิทินจันทรคติจีน ในบริบทนี้หมายถึงวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 1 หรือ "วันตรุษจีน" ซึ่งถือเป็นวันเริ่มต้นปีใหม่ (คนไทยเชื้อสายจีนมักเรียกว่า "วันเที่ยว") ตามธรรมเนียมแล้ว ผู้คนจะสวมเสื้อผ้าใหม่และออกไปเยี่ยมเยียนญาติผู้ใหญ่หรือมิตรสหายเพื่ออวยพรปีใหม่)
เสิ่นซีลอบถอนหายใจ ท้ายที่สุดก็ยังสะเพร่าเลินเล่อไปสินะ ก่อนหน้านี้ตอนที่แปะชุนเหลียนแผ่นใหม่ ฮุ่ยเหนียงต้องการจะประหยัดแป้งเปียก จึงทาแค่ขอบรอบนอกของกระดาษสีแดงเท่านั้น พอแปะทับลงไปเช่นนี้ จึงง่ายดายที่ผู้อื่นจะลอกออกมาได้ โดยที่ลายมือด้านในไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย
นายอำเภอหานดูเสร็จ ก็หันไปกล่าวกับฮุ่ยเหนียงด้วยความพึงพอใจ “ลู่ซุนซื่อ ลายมือแผ่นนี้น่าจะเป็นฝีพู่กันของยอดนักปราชญ์ท่านใดเป็นแน่ มีกลิ่นอายของหมี่หนานกวาน หนึ่งในสี่ยอดนักเขียนพู่กันแห่งราชวงศ์ซ่ง อันได้แก่ ซู หวง หมี่ และไช่... เขียนได้ดี เขียนได้ดียิ่งนัก ทว่าไม่ทราบว่าเป็นฝีมือของผู้ใด จะเชิญเขาออกมาตวัดพู่กันให้ข้าได้ประจักษ์เป็นบุญตาสักหน่อยได้หรือไม่?”
(เชิงอรรถผู้แปล: หมี่หนานกวาน (米南官) คือฉายาของ หมี่ฝู (米芾) หนึ่งใน สี่ยอดนักเขียนพู่กันแห่งราชวงศ์ซ่ง (苏黄米蔡 - ซู หวง หมี่ ไช่) ซึ่งประกอบด้วย ซูซื่อ หวงถิงเจียน หมี่ฝู และไช่เซียง หมี่ฝูมีความเชี่ยวชาญการเขียนอักษรแบบตัวบรรจงแกมหวัดและอักษรหวัดเป็นพิเศษ)
หมี่หนานกวาน ก็คือ หมี่ฝู มหาปราชญ์ด้านอักษรวิจิตรแห่งราชวงศ์ซ่ง ผู้เชี่ยวชาญการเขียนอักษรตัวบรรจงแกมหวัดเป็นพิเศษ แม้ลายมือของเสิ่นซีจะยังห่างชั้นกับหมี่ฝูอยู่บ้าง ทว่าก็เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณอันลึกล้ำ
คราวนี้ฮุ่ยเหนียงถึงกับมึนงงไปแปดทิศ
เมื่อวานตอนที่เสิ่นซีขีดเขียนอักษรนางก็เป็นคนยืนมองดูอยู่กับตา แม้นางจะมองว่าตัวอักษรนั้นดูแปลกตาไปบ้าง ทว่าก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันงดงามวิจิตรถึงเพียงใด ดังนั้นเมื่อเช้าตอนที่เสิ่นซียืนกรานจะขอเปลี่ยนชุนเหลียน นางจึงไม่ได้ปฏิเสธ
ทว่า เมื่อเช้าหลงจู๊สวี่ก็เอาแต่เอ่ยปากชมเปาะ บัดนี้แม้แต่ใต้เท้านายอำเภอก็ยังชื่นชมอย่างออกหน้าออกตา นางไม่รู้เลยว่าควรจะกล่าวสิ่งใดดีแล้ว
โจวซื่อเห็นสถานการณ์เริ่มไม่สู้ดี จึงรีบก้าวออกไปอธิบาย “เรียนใต้เท้านายอำเภอ บุตรชายของข้าเพิ่งจะเริ่มเบิกปัญญาเข้าเรียนได้เพียงไม่กี่วัน ลายมือย่อมเชิดหน้าชูตาไม่ได้ ใต้เท้าคงจะมองผิดไปกระมังเจ้าคะ?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของใต้เท้านายอำเภอหานพลันแข็งค้างไปชั่วขณะ เขาหันกลับมาหรี่ตามองพินิจเสิ่นซีที่ยืนอยู่หน้าประตู
แม้เขาจะเป็นถึงนายอำเภอ ส่วนเสิ่นซีเป็นเพียงเด็กน้อยวัยเจ็ดขวบ ทว่าเขากลับจดจำเสิ่นซีได้เป็นอย่างดี ก่อนหน้านี้ตอนที่เสิ่นซีประดิษฐ์สูบเป่าลมและมอบบทงิ้วให้ เซี่ยจู่ปู้ก็เคยเอ่ยปากชมว่าเสี่ยวหลางแห่งตระกูลเสิ่นผู้นี้แม้อายุยังน้อยทว่ากลับมีไหวพริบแพรวพราวอยู่ไม่น้อย ต่อมาเมื่อเซี่ยตั๋วในฐานะผู้แทนพระองค์เดินทางมาตรวจราชการเรื่องการจัดการโรคระบาดที่อำเภอหนิงฮว่า ก็เป็นเสิ่นซีผู้นี้นี่แหละที่ลงมือสาธิตการปลูกฝีด้วยตนเอง ซึ่งตอนนั้นเขาก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย
ทว่าเขาไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ ว่าเสิ่นซีที่อายุเพียงเท่านี้ จะสามารถเขียนตัวอักษรที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณและท่วงทำนองของปรมาจารย์ด้านอักษรวิจิตรออกมาได้
หานเสียกำลังเอ่ยถามฮุ่ยเหนียง แม้โจวซื่อจะเป็นฝ่ายตอบแทน ทว่าในใจเขาก็ยังคงรู้สึกไม่สบอารมณ์นัก สีหน้ามืดครึ้มลง ทว่ายังดีที่พอจะรักษาความสง่าผ่าเผยเอาไว้ได้ ไม่ว่าจะกล่าวเช่นไร การที่เขาได้เลื่อนขั้นในครั้งนี้ก็เป็นเพราะความดีความชอบของฮุ่ยเหนียง เขาจึงไม่ถึงขั้นพลิกหน้ากลับคำในทันที
ในมุมมองของหานเสีย บทงิ้วตลอดจนภาพวาดและอักษรพู่กันที่เคยมอบให้กับหลินจ้งเยี่ย ซึ่งบัดนี้ได้ย้ายไปรับตำแหน่งรองเจ้ากรมพิธีการฝ่ายซ้ายแห่งนครหนานจิงแล้วนั้น ล้วนมีส่วนช่วยไม่น้อยในการเลื่อนขั้นครั้งนี้ ดังนั้นก่อนออกเดินทาง เขาจึงอยากมาแวะเวียนที่ร้าน 'ซือกู่ไจ' เผื่อจะได้ของวิเศษติดไม้ติดมือกลับไปสักชิ้นสองชิ้น ทว่ากลับบังเอิญได้ยินหลงจู๊สวี่เอ่ยถึงชุนเหลียนที่แขวนอยู่สองฝั่งประตูร้านขายยาข้างๆ ว่างดงามราวกับเป็นฝีพู่กันของปรมาจารย์ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงตามมาดู และพบว่าการมาเยือนครั้งนี้ไม่สูญเปล่าจริงๆ
"ลู่ซุนซื่อ ข้ากำลังจะพ้นจากตำแหน่งนายอำเภอหนิงฮว่า เดิมทีตั้งใจจะเรียกชุมนุมบรรดาคหบดีและปัญญาชนในอำเภอเพื่อจัดงานเลี้ยงอำลา ทว่าน่าเสียดายที่เบื้องบนเร่งรัดมาอย่างกะทันหัน เกรงว่าภายในหนึ่งถึงสองวันนี้คงต้องออกเดินทางแล้ว ไม่ทราบว่าเจ้าจะมอบชุนเหลียนแผ่นนี้ให้ข้า เพื่อให้ข้านำกลับไปพิจารณาอย่างละเอียดได้หรือไม่?"
ฮุ่ยเหนียงได้ยินเช่นนั้นก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ก็แค่ชุนเหลียนแผ่นเดียว อย่างมากก็แค่เขียนแผ่นใหม่ขึ้นมาแทนก็สิ้นเรื่อง
นางรีบสั่งให้ซิ่วเอ๋อร์ไปลอกกระดาษออก ทว่านายอำเภอหานกลับโบกมือห้าม ส่งสัญญาณให้ซือเหยียที่ติดตามอยู่ข้างกายเป็นคนเข้าไปลอกตัวอักษรแทน เพราะเกรงว่าความงุ่มง่ามของซิ่วเอ๋อร์จะทำให้ตัวอักษรเสียหายได้
(เชิงอรรถผู้แปล: ซือเหยีย (师爷) ผู้ช่วยส่วนตัวหรือที่ปรึกษาของขุนนาง มักเชี่ยวชาญกฎหมายและงานเอกสาร)
รอจนนำชุนเหลียนลงมาถือไว้ในมือ หานเสียก็พินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด เอ่ยปากชมไม่ขาดปาก "ต้องเป็นฝีพู่กันของปรมาจารย์อย่างแน่นอน ของวิเศษโดยแท้! ลู่ฮุ่ยเหนียง ข้าจะไม่เอาเปรียบเจ้า ประเดี๋ยวข้าจะให้คนนำชุนเหลียนชั้นดีสองแผ่นมามอบให้"
ฮุ่ยเหนียงรีบเอ่ย "ไม่ต้องเจ้าค่ะ ไม่ต้อง ใต้เท้านายอำเภอหากชื่นชอบ ก็เชิญนำไปได้เลยเจ้าค่ะ"
หานเสียเผยสีหน้า 'ถือว่าเจ้ายังรู้ความ' ก่อนจะพาคนจากไป ตลอดทางยังคงคุยโวโอ้อวดกับซือเหยียไม่หยุดปากว่าตัวอักษรแผ่นนี้งดงามวิจิตรเพียงใด
ฝูงชนที่มุงดูต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่ ก่อนจะค่อยๆ แยกย้ายกันไป
รอจนผู้คนจากไปจนหมด คนทั้งครอบครัวก็กลับเข้าไปในร้าน โจวซื่อถลึงตาใส่เสิ่นซีพลางเอ่ย "บอกมานะ ว่าตกลงมันเกิดเรื่องอันใดขึ้น? เหตุใดถึงไปดึงดูดความสนใจของใต้เท้านายอำเภอมาได้?"
เสิ่นซีมองไปทางฮุ่ยเหนียง เวลานี้ฮุ่ยเหนียงเองก็จ้องมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความฉงนและเคลือบแคลงใจเช่นกัน
เสิ่นซีทำหน้าตาใสซื่อไร้เดียงสา "ท่านแม่ ท่านน้า ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นเหมือนกัน... เมื่อวานตอนที่ข้าเขียนตัวอักษร พวกท่านก็เห็นอยู่กับตา ข้าไม่ได้ไปเอามาจากข้างนอกเสียหน่อย ใต้เท้ากลับดึงดันจะบอกว่าเป็นฝีพู่กันของปรมาจารย์ บางทีเขาอาจจะแก่จนตาฝาดแล้วมองผิดไปกระมังขอรับ?"
ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้าแผ่วเบา "ชาวบ้านตาดำๆ อย่างพวกเราดูภาพวาดและอักษรพู่กันไม่เป็นก็ยังพอฟังขึ้น ทว่านั่นคือขุนนางบิดามารดาของอำเภอเรา ได้ยินมาว่าใต้เท้านายอำเภอหานโปรดปรานของพวกนี้ยิ่งนัก ก่อนหน้านี้ยังไปซื้อภาพวาดและอักษรพู่กันจากร้านข้างๆ กลับไปตั้งหลายชิ้น เขาเป็นผู้รู้ซึ้งถึงการชื่นชมศิลปะ ตามหลักแล้วไม่มีทางที่จะมองพลาดไปได้หรอก"
(เชิงอรรถผู้แปล: ขุนนางบิดามารดา (老父母 / 父母官) คำเรียกรวมขุนนางท้องถิ่นผู้ปกครองราษฎร เปรียบเสมือนบิดามารดาที่ดูแลราษฎร)
เสิ่นซีแสร้งบ่ายเบี่ยง "สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง หรือบางทีใต้เท้านายอำเภออาจจะหลงตัวเองว่ามีรสนิยมสูงส่ง ถึงได้มองพลาดไปก็เป็นได้ ข้ารู้สึกจริงๆ นะขอรับว่าชุนเหลียนเมื่อวานเขียนได้ไม่ดีเลย ท่านแม่ว่าจริงหรือไม่ขอรับ?"
โจวซื่อขมวดคิ้ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความสับสนงุนงง "แม้ข้าจะไม่รู้หนังสือ ทว่าดูจากตัวอักษรที่เจ้าเขียนเมื่อวานแล้ว มันก็ช่างขี้ริ้วขี้เหร่จริงๆ นั่นแหละ เทียบกับที่เจ้าเขียนอยู่ทุกวันยังไม่ได้เลย ไม่รู้เหมือนกันว่าใต้เท้านายอำเภอใช้ตาข้างไหนมอง ถึงได้ดึงดันจะบอกว่าแผ่นเมื่อวานของเจ้าเขียนได้ดี หรือบางทีเขาอาจจะถูกผีสางเข้าสิงไปแล้วจริงๆ"
(เชิงอรรถผู้แปล: ผีสางเข้าสิง (魔障) อาการสติเลื่อนลอย หรือกระทำผิดแผกไปจากปกติราวกับถูกสิ่งลี้ลับสิง)
เดิมทีเป็นเรื่องยากที่จะอธิบาย ทว่าเมื่อผ่านคำพูดของโจวซื่อประโยคนี้ แม้แต่ฮุ่ยเหนียงก็เริ่มจะครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย ในที่สุดเสิ่นซีก็แสร้งสะเพร่าเลินเล่อทำเนียนเปลี่ยนเรื่อง บอกว่าจะเขียนชุนเหลียนแผ่นใหม่ไปแปะ ฮุ่ยเหนียงจึงยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปชั่วคราว ทว่าหลังจากที่เสิ่นซีเขียนชุนเหลียนที่ดูเรียบง่ายเป็นระเบียบเรียบร้อยออกไปแปะแล้ว นางก็ยังคงลอบมองเสิ่นซีอยู่เป็นระยะ
หากเป็นเพียงเด็กธรรมดาทั่วไป ฮุ่ยเหนียงย่อมไม่มีความเคลือบแคลงใจมากมายถึงเพียงนี้ อย่างมากก็คงคิดว่าเป็นเพราะใต้เท้านายอำเภอหานมองพลาดไปเอง ทว่าพรสวรรค์ที่เสิ่นซีเผยให้เห็นเป็นครั้งคราวนั้น มันช่างโดดเด่นเหนือผู้คนมากเกินไปจริงๆ
ฮุ่ยเหนียงไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า ในยามที่โรคระบาดปะทุขึ้น นางจะสามารถกลายเป็น 'หมอเทวดาหญิง' ที่ราษฎรต่างพากันเล่าลือสรรเสริญผ่านการปลูกฝีได้ กระทั่งยังได้รับโอกาสให้เข้าเฝ้าผู้แทนพระองค์ นี่มันเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่เพียงใดกัน?
และผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมดนี้ ก็คือเสิ่นซีทั้งสิ้น
ถึงอย่างไรความคิดของฮุ่ยเหนียงก็ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง แม้ในใจนางจะเคลือบแคลงสงสัย ทว่าก็คิดเพียงว่าเบื้องหลังของเสิ่นซีน่าจะมีผู้มีวิชาคอยชี้แนะ ชายชราที่เสิ่นซีเคยเอ่ยถึงก่อนหน้านี้ จึงกลายเป็นเพียงคำอธิบายเดียวที่สมเหตุสมผล
ในที่สุดก็ผ่านพ้นเรื่องชุนเหลียนไปได้ เสิ่นซีแอบลิงโลดในใจ เขาคอยตักเตือนตนเองว่าวันหน้าจะต้องระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเวลาใดก็ไม่อาจประมาทได้เป็นอันขาด