เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 68 นำเถาฝูแผ่นใหม่สับเปลี่ยนแผ่นเก่า

ตอนที่ 68 นำเถาฝูแผ่นใหม่สับเปลี่ยนแผ่นเก่า

ตอนที่ 68 นำเถาฝูแผ่นใหม่สับเปลี่ยนแผ่นเก่า


(เชิงอรรถผู้แปล: นำเถาฝูแผ่นใหม่สับเปลี่ยนแผ่นเก่า (总把新桃换旧符) เป็นวรรคทองจากบทกวี "หยวนรื่อ" (元日) หรือวันขึ้นปีใหม่ ประพันธ์โดย หวังอานสือ กวีเอกแห่งราชวงศ์ซ่ง เปรียบเปรยถึงการละทิ้งสิ่งเก่าต้อนรับสิ่งใหม่ในวันเริ่มต้นปี)

มื้ออาหารค่ำวันส่งท้ายปีเก่าดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงดึกดื่น

แม้จะเป็นคนจากสองครอบครัว ทว่าเมื่อรวมกับสาวใช้ตัวน้อยทั้งสามคนที่เพิ่งมาตั้งรกรากอยู่ที่ร้านขายยาแล้ว ก็มีอิสตรีถึงหกคน กลับมีเด็กผู้ชายอย่างเสิ่นซีเพียงคนเดียว เรียกได้ว่าหยินเจริญหยางถดถอยอย่างแท้จริง

(เชิงอรรถผู้แปล: หยินเจริญหยางถดถอย (阴盛阳衰) สภาวะที่มีผู้หญิงหรือหยินมากกว่าผู้ชายหรือหยาง)

มื้อค่ำวันส่งท้ายปีเก่านี้ คนในครอบครัวล้วนกินกันอย่างเบิกบานใจยิ่งนัก หลังจากกินข้าวเสร็จ เนื่องจากต้องอยู่ข้ามปีจึงยังไม่ได้เข้านอนในทันที หากแต่พากันมารวมตัวอยู่ที่ห้องโถงด้านหลังร้านขายยา ผิงไฟจากกระถางไฟใบเล็ก ฮุ่ยเหนียงสะสางบัญชี โจวซื่อก็เย็บปักถักร้อย ส่วนเสิ่นซีในฐานะหัวโจกของเด็ก ๆ ก็เล่านิทานเรื่องความฝันในหอแดงที่ยังเล่าค้างไว้ต่อไป

เมื่อผู้ฟังมีมากขึ้น บรรยากาศย่อมคึกคักขึ้นตามธรรมชาติ

แรกเริ่ม ผู้ใหญ่อย่างฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อต่างคิดว่านิทานของเด็ก ต่อให้สนุกสนานเพียงใด ก็คงเป็นเพียงเรื่องแปลกประหลาดพิลึกพิลั่น ไม่ควรค่าแก่การรับฟังเลยแม้แต่น้อย

ทว่าหลังจากได้ฟังไปได้สักพัก ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อก็สุดจะหักห้ามใจมิให้จดจ่อไม่ได้ กระทั่งงานในมือก็หยุดลงอย่างไม่รู้ตัว ต่างตั้งอกตั้งใจฟังเรื่องราวอันน่าสนุกสนานในสวนต้ากวน

กระทั่งเมื่อเสิ่นซีเล่าถึงท่อนที่สนุกสนาน ฮุ่ยเหนียงยังเผลอเอ่ยปากถามขึ้นมาประโยคสองประโยคเป็นครั้งคราว นั่นยิ่งทำให้เสิ่นซีเล่าได้ละเอียดลออมากขึ้น กระทั่งชะตากรรมของบรรดาสาวใช้ที่เดิมทีไม่ได้ตั้งใจจะเล่าอย่างยวนยาง ฉิงเหวิน ซือฉี ตลอดจนความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างตระกูลเจี่ย ตระกูลเซวีย ตระกูลสื่อ และตระกูลหวัง รวมถึงความรุ่งเรืองที่ค่อย ๆ ถดถอยลง ก็ถูกบอกเล่าออกมาไม่ผิดเพี้ยนจากต้นฉบับแม้แต่น้อย

หากเป็นผู้ที่ไม่ได้คิดมาก ย่อมฟังนิทานของเสิ่นซีเพื่อความเพลิดเพลินฆ่าเวลา ทว่าหลินไต้กลับหลอมรวมความรู้สึกเข้าไปในนิทานอย่างหมดจด สีหน้าของนางแปรเปลี่ยนไปตามความรู้สึกยินดี โกรธ เศร้า และเบิกบานของหลินไต้อวี้ในนิทาน ส่วนเสี่ยวอวี้ที่เป็นคนค่อนข้างเงียบขรึมในหมู่สาวใช้ทั้งสาม อาจเพราะสะเทือนใจกับภูมิหลังของตนเอง ขอบตาจึงแดงเรื่อขึ้นมา

เมื่อนิทานดำเนินมาถึงช่วงกลาง แม้จะยังคงบรรยายถึงความมั่งคั่งรุ่งเรืองของสวนต้ากวน ทว่าก็เริ่มให้ความรู้สึกราวกับดวงตะวันอัสดงและดอกไม้ร่วงโรยที่ทุกสิ่งกำลังจะดับสูญ

เล่านิทานมาถึงตรงนี้ แม้แต่เสิ่นซีเองก็รู้สึกว่าแทบจะเล่าต่อไปไม่ไหวแล้ว เขาจึงตัดสินใจข้ามฉาก "หลินไต้อวี้เผาบทกวีตัดเยื่อใย เซวียเป่าไชออกเรือนเข้าพิธีวิวาห์" ไปก่อน แล้วหันมาเล่าเสริมในส่วนที่น่าสนุกสนานแทน เช่น ยายหลิวเข้าสวนต้ากวน เป่าไชจับผีเสื้อ หรือเซียงอวิ๋นเมามายหลับใหล

ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนแรกที่เอื้อนเอ่ยเล่านิทานเรื่องนี้ ผู้แต่งต้นฉบับอย่างเฉาเสวี่ยฉินอย่างน้อยก็ต้องรออีกตั้งสองร้อยกว่าปีกว่าจะเกิดมา ไม่มีผู้ใดมาแย่งลิขสิทธิ์กับเขาอยู่แล้ว เขาอยากจะเล่าเช่นไรก็ย่อมเล่าได้ตามใจชอบ

เสียงกลองตีบอกยามดังขึ้นสามครั้ง ฮุ่ยเหนียงลุกขึ้นมองดูท้องฟ้า ก่อนจะให้เสิ่นซีไปที่หลังบ้านเพื่อเตรียมประทัดสองพวงที่เตรียมไว้แต่เนิ่น ๆ ประเดี๋ยวพอถึงยามจื่อ จะได้เอาไปจุดที่ท้องถนน

(เชิงอรรถผู้แปล: ยามจื่อ (子时) คือช่วงเวลา 23.00 - 01.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการผลัดเปลี่ยนวันหรือเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ปีใหม่)

แม้คืนวันส่งท้ายปีเก่าเช่นนี้จะน่าเบื่อไปสักหน่อย ทว่าถึงอย่างไรก็ยังคึกคักกว่าการฉลองกันเองแค่ครอบครัวเดียวดังเช่นปีก่อน ๆ มากนัก ลู่ซีเอ๋อร์อายุยังน้อย ยังไม่ทันถึงเวลาก็เอนกายหลับไปในอ้อมอกของฮุ่ยเหนียงเสียแล้ว ฮุ่ยเหนียงจึงอุ้มนางกลับไปนอนที่ห้องก่อน พอเดินกลับออกมา ด้านนอกก็มีเสียงประทัดแว่วมาให้ได้ยินเลือนรางแล้ว

ฮุ่ยเหนียงยิ้มตาหยีพลางเอ่ย "เสี่ยวหลาง เจ้าเป็นลูกผู้ชายเพียงคนเดียวในบ้าน เรื่องจุดประทัดก็ขอมอบหมายให้เจ้าก็แล้วกัน"

เสิ่นซีมองดูซิ่วเอ๋อร์ที่ตัวสูงใหญ่และแข็งแรงกว่าเขามากซึ่งยืนอยู่ด้านข้าง พลางเอ่ยอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก "ให้พี่ซิ่วเอ๋อร์ไปจุดไม่ดีกว่าหรือขอรับ?"

ฮุ่ยเหนียงอธิบายด้วยรอยยิ้ม "ให้เจ้าไปจุดนั่นแหละเหมาะสมที่สุดแล้ว เพื่อความเป็นสิริมงคล... หวังว่าปีหน้าเจ้าจะโรคภัยไม่กล้ำกราย เติบโตอย่างแข็งแรง อีกอย่าง ในบ้านมีเพียงเจ้าที่เล่าเรียนหนังสือ หวังว่าเจ้าจะเรียนได้สำเร็จ และทำให้แม่ของเจ้าได้เสวยสุขโดยเร็ว"

คราวนี้เสิ่นซีจึงไม่บ่ายเบี่ยงอีกต่อไป

คนทั้งครอบครัวถือประทัดเดินออกไปยังท้องถนนด้านนอกด้วยความเบิกบานใจ ไม่จำเป็นต้องหาที่แขวน เพียงแค่วางประทัดลงบนพื้น เสิ่นซีใช้มือข้างหนึ่งปิดหู ส่วนอีกข้างถือธูปก้าวเข้าไปจุดชนวน

ท่ามกลางเสียงดังเปรี้ยงปร้าง แสงไฟจากประทัดก็สาดส่องลงบนใบหน้าที่เปื้อนยิ้มของทุกคน

หลินไต้หัวเราะพลางยกมือขึ้นปิดหู ส่วนซิ่วเอ๋อร์ หนิงเอ๋อร์ และเสี่ยวอวี้กลับมีสีหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน ดูมีความสุขยิ่งนัก

จุดประทัดเสร็จสิ้น ก็ถึงเวลาเปลี่ยนยันต์เถาฝู

(เชิงอรรถผู้แปล: ยันต์เถาฝู (桃符) ป้ายไม้ท้อที่วาดรูปหรือเขียนชื่อเทพเจ้าทวารบาล ใช้แขวนหน้าประตูบ้านในวันขึ้นปีใหม่เพื่อป้องกันภูตผีปีศาจ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของการติดชุนเหลียนในเวลาต่อมา)

ยันต์เถาฝูนั้นปรากฏขึ้นตั้งแต่ก่อนยุคราชวงศ์ฉินและฮั่น ในช่วงปีใหม่ ผู้คนจะนำแผ่นไม้ท้อสองแผ่นไปแขวนไว้ที่ด้านซ้ายและขวาของประตูใหญ่ บนนั้นจะวาดหรือแกะสลักรูปของ 'เสินถู' และ 'อวี้เหล่ย' สองมหาเทพปราบภูตผีเอาไว้

(เชิงอรรถผู้แปล: เสินถูและอวี้เหล่ย (神荼、郁垒) เทพเจ้าทวารบาลหรือเทพรักษาประตูตามคติความเชื่อโบราณของจีน มีหน้าที่ปราบปรามและจับกุมภูตผีปีศาจ)

แล้ว 'ยันต์เถาฝู' วิวัฒนาการมาเป็นชุนเหลียนได้อย่างไร? ตามที่หวงซิวแห่งราชวงศ์ซ่งได้บันทึกไว้ในตำรา 'เม่าถิงเค่อฮว่า': ในยุคห้าวงศ์สิบรัฐ เมื่อถึงช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ราชวงศ์โฮ่วสู่จะแจกจ่ายยันต์เถาฝูให้แต่ละประตูวังคู่หนึ่ง โดยทั่วไปจะเขียนอักษร 'หยวน เฮิง ลี่ เจิน' สี่ตัวเอาไว้ ในเวลานั้น รัชทายาทแห่งโฮ่วสู่ทรงเชี่ยวชาญด้านบทกวีและ "ถนัดการเขียนอักษร" จึงทรงเขียนอักษรแปดตัวว่า "สวรรค์ประทานสิริมงคล ปฐพีต้อนรับวสันต์ยั่งยืน" ลงบนยันต์เถาฝูที่จวนเช่อซวินในวังของพระองค์ "เพื่อแสดงถึงความงดงามทางอักษรศาสตร์" ผู้คนทั่วไปต่างยกย่องให้สิ่งนี้เป็นชุนเหลียนคู่แรกของแผ่นดินจีน

(เชิงอรรถผู้แปล: 'เม่าถิงเค่อฮว่า' (茅亭客话) เป็นตำราภาษาจีนโบราณ บันทึกโดย หวงซิว (黄休) นักวิชาการในสมัยราชวงศ์ซ่ง รวบรวมเรื่องราวเบ็ดเตล็ด เกร็ดความรู้ ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตผู้คนในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวในยุคห้าวงศ์สิบรัฐและราชวงศ์ซ่ง มีคุณค่าอย่างยิ่งในการศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมประเพณีจีนโบราณ) 

ล่วงเข้าสู่ยุคราชวงศ์ซ่ง ตามที่บันทึกไว้ใน 'ซ่งสือ บทว่าด้วยเบญจธาตุ': ในสมัยราชวงศ์ซ่ง เมื่อถึงวันสิ้นปี "จะมีพระราชบัญชาฯ ให้บัณฑิตฮั่นหลินประพันธ์คำลงบนยันต์เถาฝู พอถึงเวลาฤกษ์ ก็ให้นำไปวางไว้ซ้ายขวาของประตูห้องบรรทม" ในบันทึก 'เมิ่งเหลียงลู่' ก็ระบุไว้เช่นกันว่าในคืนส่งท้ายปีเก่าจะมีการ "ตอกยันต์เถาฝู เปลี่ยนป้ายวสันต์" ยันต์เถาฝูและป้ายวสันต์เหล่านี้ก็คือรูปแบบดั้งเดิมของชุนเหลียนนั่นเอง โจวมี่แห่งราชวงศ์ซ่งได้บันทึกไว้ใน 'กุ่ยซินจ๋าฉือ' ว่า: หวงเชียนจือได้แต่งคำกลอนคู่เขียนลงบนยันต์เถาฝูไว้ว่า "เข้าสู่ปีใหม่เป็นเช่นไรเล่า ทุกสรรพสิ่งล้วนราบรื่นดีงามเช่นนั้นแล" การเขียนคำกลอนคู่ลงบนยันต์เถาฝูจึงค่อย ๆ พัฒนากลายเป็นค่านิยมที่แพร่หลายในยุคนั้น

(เชิงอรรถผู้แปล:

'ซ่งสือ บทว่าด้วยเบญจธาตุ' (宋史·五行志 - ซ่งสือ อู่สิงจื้อ) 'ซ่งสือ' คือพงศาวดารทางการของราชวงศ์ซ่ง ส่วน 'บทว่าด้วยเบญจธาตุ' (อู่สิงจื้อ) เป็นหมวดหนึ่งในพงศาวดารที่มักใช้บันทึกปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ฤดูกาล ภัยพิบัติ ลางมงคล-อัปมงคล ตลอดจนวิถีชีวิตประเพณี ซึ่งคนโบราณเชื่อว่าล้วนมีความเชื่อมโยงกับความสมดุลของธาตุทั้งห้า (ไม้ ไฟ ดิน ทอง น้ำ) และชะตากรรมของบ้านเมือง

'เมิ่งเหลียงลู่' (梦粱录 - มิ่งเหลียงลู่) บันทึกโบราณสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ ประพันธ์โดย อู๋จื้อหมู่ (吴自牧) รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับสภาพสังคม วิถีชีวิต วัฒนธรรม และเทศกาลประเพณีต่างๆ ในเมืองหลินอัน (หางโจว) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของซ่งใต้ในยุคนั้น เพื่อรำลึกถึงความรุ่งเรืองในอดีต 

'กุ่ยซินจ๋าฉือ' (癸辛杂识) ตำราประเภทบันทึกปกิณกะช่วงปลายราชวงศ์ซ่งถึงต้นราชวงศ์หยวน ประพันธ์โดย โจวมี่ (周密) รวบรวมเกร็ดประวัติศาสตร์ นิทานพื้นบ้าน ขนบธรรมเนียม และเรื่องราวเบ็ดเตล็ดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในยุคนั้น ถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าในการศึกษาเรื่องราวสมัยซ่งใต้)

มาจนถึงรัชศกหงจื้อแห่งต้าหมิงในปัจจุบัน ชุนเหลียนที่เขียนบนกระดาษได้เข้ามาแทนที่การเขียนลงบนยันต์เถาฝูมานานแล้ว ดังนั้น หากมองในแง่หนึ่ง ยันต์เถาฝูก็คือชุนเหลียนนั่นเอง

ฮุ่ยเหนียงมองเสิ่นซีพลางกล่าว "เดิมทีข้ากะว่าจะรอให้ใกล้ถึงปีใหม่ค่อยไปจ้างคนเขียนชุนเหลียนที่แผงขาย นึกไม่ถึงว่าพวกกบฏจะก่อความวุ่นวาย เดินหาจนทั่วก็ไม่เจอคนรับจ้างเขียนเลย เสี่ยวหลาง ในบ้านมีเพียงเจ้าที่เป็นผู้รู้หนังสือ เรื่องเขียนชุนเหลียนขอมอบหมายให้เจ้าก็แล้วกัน เขียนให้เป็นระเบียบสักหน่อย เวลาเอาไปแขวนจะได้ดูงดงามสบายตา"

เสิ่นซีพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม

การเขียนชุนเหลียนไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับเขา ชาติก่อนเขามักจะเขียนอยู่เป็นประจำ เพื่อนร่วมชั้น มิตรสหาย ตลอดจนเพื่อนร่วมงานต่างก็รู้ดีว่าเขาลายมือสวย พอถึงช่วงปีใหม่ทีไรก็มักจะมาขอให้เขาตวัดพู่กันเขียนให้เสมอ เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เสิ่นซีก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าหมองลงเล็กน้อย ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นการเกิดใหม่ ชาติภพแปรเปลี่ยน หลายสิ่งหลายอย่างจึงให้ความรู้สึกราวกับเคยเห็นทะเลกว้างใหญ่

(เชิงอรรถผู้แปล: เคยเห็นทะเลกว้างใหญ่ (曾经沧海) ย่อมาจากบทกวีของหยวนเจิ่นที่ว่า "เคยเห็นทะเลกว้างใหญ่ย่อมเมินมองผืนน้ำ" เปรียบเปรยถึงผู้ที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตหรือเหตุการณ์ยิ่งใหญ่มามากมาย ย่อมมีมุมมองที่เปลี่ยนไปและไม่ยึดติดกับสิ่งธรรมดาสามัญอีก)

การจะเขียนชุนเหลียนให้ออกมาดีนั้นค่อนข้างยาก หากว่ากันตามตรง ชุนเหลียนที่ดีจะต้องสอดคล้องกับความเป็นจริงและบอกเล่าบริบทของยุคสมัยได้ ทว่าอย่างไรเสียก็เป็นเพียงการเขียนเพื่อความเป็นสิริมงคล เสิ่นซีจึงจรดพู่กันเขียนไปว่า "สิริมงคลสมดั่งใจวาสนามาเยือนถึงหน้าประตู อนาคตงดงามมั่งคั่งเทพแห่งโชคลาภมาเยือน" ชั่วขณะนั้นเขาลืมยั้งมือ ตวัดพู่กันรวดเดียวจบโดยไม่มีสะดุด ลายมือตัวบรรจงแกมหวัดเช่นนี้ จะใช่สิ่งที่เด็กน้อยคนหนึ่งเขียนออกมาได้อย่างไรกัน?

“เขียนได้งดงามยิ่งนัก”

โจวซื่อมองดูด้วยความเบิกบานใจ “รีบอ่านให้ฟังหน่อยสิว่า บนนั้นเขียนว่าอันใด?”

เสิ่นซีอึกอักเล็กน้อย เอ่ยว่า “แผ่นนี้เขียนได้ไม่ดีนัก เขียนใหม่ดีกว่าขอรับ”

ฮุ่ยเหนียงที่อยู่ด้านข้างหัวเราะ “แม้ลายมือของเสี่ยวหลางจะเขียนหวัดไปสักหน่อย แต่ก็เป็นระเบียบเรียบร้อยดี ความหมายเรื่องสิริมงคลสมดั่งใจ อนาคตงดงามมั่งคั่งก็เป็นลางดี เอาแผ่นนี้ไปแขวนเถิด”

เสิ่นซีรู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง

ฮุ่ยเหนียงไม่รู้วิธีชื่นชมศิลปะการเขียนพู่กัน จึงคิดว่าลายมือ 'ตัวบรรจงแกมหวัด' ของเขาคือการเขียนแบบลวก ๆ ลายมือชั้นเลิศที่อย่างน้อยต้องอาศัยการฝึกฝนมาเป็นสิบยี่สิบปีถึงจะเขียนออกมาได้เช่นนี้ หากเอาไปแขวนแล้วมีผู้เชี่ยวชาญมาเห็นเข้า เกรงว่าคงจะเกิดปัญหาเป็นแน่

ทว่าเสิ่นซีก็ไม่ได้กังวลมากนัก ถึงอย่างไรอำเภอหนิงฮว่าก็ตั้งอยู่ในดินแดนห่างไกลความเจริญ มีคนไม่มากนักที่จะเข้าถึงความลึกล้ำของศิลปะพู่กัน ไว้ตอนเช้าตื่นมาค่อยเขียนแผ่นใหม่แล้วแอบเอาไปเปลี่ยนก็สิ้นเรื่อง

เสียงกลองตีบอกยามดังขึ้นสี่ครั้ง หมายความว่าล่วงเข้าสู่ยามโฉ่วแล้ว บัดนี้ถือเป็นการเข้าสู่ปีใหม่อย่างเป็นทางการ ในที่สุดคนทั้งครอบครัวก็ก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการอยู่ข้ามปี นั่นคือการอวยพรปีใหม่

(เชิงอรรถผู้แปล: ยามโฉ่ว (丑时) คือช่วงเวลา 01.00 - 03.00 น.)

ฮุ่ยเหนียงเบิกบานใจยิ่งนัก นางแจกอั่งเปาให้ทุกคนคนละซอง และนางก็ทำตามสัญญาโดยมอบอั่งเปาซองโตให้เสิ่นซีซองหนึ่ง พอรับมาก็รู้สึกหนักอึ้งคามือ เสิ่นซีอดไม่ได้ที่จะคลำดู รูปทรงของมันคล้ายกับใบไม้ทองคำที่คหบดีใหญ่ซึ่งมาปลูกฝีเคยมอบให้ก่อนหน้านี้ไม่มีผิด

น่าเสียดายที่พอเสิ่นซีกลับมาถึงบ้านในตรอกด้านหลัง ยังไม่ทันจะได้เปิดดูว่าของในซองอั่งเปาคือสิ่งใด อั่งเปาของเขากับหลินไต้ก็ถูกโจวซื่อ "ริบ" ไปเสียแล้ว โดยอ้างชื่อสวยหรูว่ารับฝากไว้ให้

“เข้าไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้เช้าตื่นมายังต้องไปที่หน้าประตูร้านขายยา เพื่อกวาดเศษกระดาษสีแดงของประทัดบนพื้นอีก” โจวซื่อทำหน้าตาราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา ก่อนจะยัดซองอั่งเปาเก็บไว้ในอกเสื้อ

“ท่านแม่ นั่นมันเศษกระดาษมงคลไม่ใช่หรือขอรับ เหตุใดต้องกวาดด้วยเล่า?”

โจวซื่อด่าสวน “ไอ้เด็กเหม็นขี้เกียจทำงานแล้วยังจะหาข้ออ้าง... ผู้ใดบอกว่าเป็นของมงคลกัน ให้เจ้ากวาดเจ้าก็ไปกวาดสิ เลิกพูดมากได้แล้ว ดึกป่านนี้แล้ว รีบไปนอน!”

เสิ่นซีแลบลิ้นปลิ้นตา ก่อนจะเดินตามหลินไต้เข้าไปด้านใน

เสิ่นซีเพิ่งจะถอดเสื้อผ้าซุกตัวเข้าใต้ผ้าห่ม หลินไต้ก็วิ่งเข้ามา ทำหน้าตาลึกลับพลางเอ่ย “ก่อนหน้านี้ข้าเห็นท่านแม่ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้พวกเราด้วย พรุ่งนี้เช้าพวกเราจะได้ใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ใช่หรือไม่?”

นับตั้งแต่หลินไต้ระบายความในใจให้เสิ่นซีฟัง ท่าทีที่นางมีต่อเสิ่นซีก็ดีขึ้นมาก ถึงขนาดยอมเป็นฝ่ายมาบอกเล่าความลับที่ตนไปเห็นมาให้เขาฟังก่อน

เสิ่นซีหาวหวอด เอ่ยว่า “พรุ่งนี้เช้าตื่นมาก็รู้เองนั่นแหละ วันนี้เล่านิทานจนข้าคอแทบจะแหบแห้งอยู่แล้ว รีบนอนพักผ่อนเอาแรงก่อนเถอะ... เจ้าก็นอนได้แล้ว หากพรุ่งนี้เช้าตื่นไม่ไหว ท่านแม่จะดุเอานะ”

คราวนี้ถึงตาหลินไต้แลบลิ้นปลิ้นตาบ้างแล้ว

นางไม่ได้รู้สึกง่วงนอนสักเท่าใด คนทั้งครอบครัวอยู่ข้ามปีกันอย่างคึกคักครึกครื้น ความง่วงงุนจึงปลิวหายไปตั้งนานแล้ว เดิมทีหลินไต้ยังคิดจะกลับมาให้เสิ่นซีแอบเปิดเตาเล็กเล่านิทานเรื่อง ความฝันในหอแดง ในส่วนที่เหลือให้นางฟัง ใครจะรู้ว่าเสิ่นซีกลับดึงดันจะเข้านอนให้ได้ นางจึงรู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง

(เชิงอรรถผู้แปล: แอบเปิดเตาเล็ก (开小灶) เป็นสำนวนหมายถึง การให้สิทธิพิเศษ หรือการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษแบบส่วนตัว)

ทว่าเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเสิ่นซีเล่านิทานมาทั้งคืนแล้ว ป่านนี้คงจะเหนื่อยล้าเต็มที ท้ายที่สุดหลินไต้จึงไม่ได้ไปปลุกกวนใจเขา นางหลับตาลง ก่อนจะเข้าสู่นิทราไปตอนไหนก็สุดจะรู้

จบบทที่ ตอนที่ 68 นำเถาฝูแผ่นใหม่สับเปลี่ยนแผ่นเก่า

คัดลอกลิงก์แล้ว