เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 67 มื้ออาหารพร้อมหน้า

ตอนที่ 67 มื้ออาหารพร้อมหน้า

ตอนที่ 67 มื้ออาหารพร้อมหน้า


วันรุ่งขึ้น หลินไต้ตามเสิ่นซีไปช่วยงานที่ร้านขายยา ทว่าเวลาทำงานกลับดูใจลอย สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ว่างเมื่อใดเป็นต้องเอาแต่นั่งเหม่อมองตะกร้าไม้ไผ่ใส่สมุนไพร

เสิ่นซียกสมุนไพรที่ตากแดดจนแห้งดีแล้วเข้ามา พอเห็นหลินไต้มีแววตาเลื่อนลอย ด้วยความสงสัยจึงยกมือขึ้นโบกไปมาตรงหน้านาง ทว่าแม่หนูน้อยกลับไม่กะพริบตาเลยแม้แต่น้อย

เสิ่นซีคิดในใจ เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ถูกสิ่งใดสูบวิญญาณไปแล้วหรืออย่างไร?

"นี่! ทำอันใดอยู่น่ะ?" เสิ่นซีตะโกนใส่หูหลินไต้ ทำเอานางสะดุ้งโหยงตกใจสุดขีด

"เจ้า... เจ้าจะทำอันใด?" หลินไต้สะดุ้งตื่นจากภวังค์เคลิบเคลิ้มหลงใหล นางทำปากยื่นพลางถลึงตาจ้องเสิ่นซีเขม็ง ทว่าหลังจากสบตากับเขาอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าของนางก็ค่อย ๆ อ่อนลง

เสิ่นซีเอ่ยว่า "ข้าต่างหากที่ต้องถามว่าเจ้าทำอันใดอยู่ ท่านแม่ให้เจ้าคัดแยกสมุนไพร นี่ก็ผ่านไปครึ่งค่อนวันแล้ว เจ้าเพิ่งจะคัดไปได้แค่นี้เองหรือ?"

"เอ๊ะ... ข้า..." หลินไต้ก้มมองตะกร้าไม้ไผ่ตรงหน้า ก่อนจะก้มหน้าลงด้วยความละอายใจ "ข้ากำลังคิดว่าตอนจบไต้อวี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ใครใช้ให้เจ้าเล่านิทานแค่นิดเดียวเล่า... ฮึ..."

เสิ่นซีย่อตัวลงช่วยหลินไต้คัดแยกสมุนไพร พลางเอ่ยปากบ่น "เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าแม่นางน้อยอย่างเจ้าชิงหลับไปก่อนเมื่อคืนนี้ จะให้ข้าเล่าต่อตอนเจ้าหลับไปแล้วงั้นหรือ เจ้าจะได้ยินหรืออย่างไร? ตั้งสติหน่อยเถิด หากท่านแม่มาเห็นเข้าเจ้าจะโดนดุเอานะ... หากอยากฟังนิทาน ไว้คืนนี้ข้าจะเล่าให้ฟังต่อ"

สีหน้าของหลินไต้ถึงได้ดูดีขึ้นมาบ้าง จากนั้นนางก็ตั้งใจทำงาน ทั้งสองร่วมมือกันอย่างเข้าขากัน ดูไปแล้วก็ราวกับคู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันก็ไม่ปาน

ตกบ่าย โจวซื่อก็ออกไปจับจ่ายซื้อของเตรียมฉลองปีใหม่ที่ตลาดกลับมา เนื่องจากนอกเมืองมีกลุ่มกบฏออกอาละวาด ร้านรวงจำนวนมากในเมืองจึงพากันปิดหนี ช่วงเวลาที่ควรจะค้าขายกันอย่างคึกคัก จึงซื้อของกลับมาได้ไม่มากนัก ทว่าอย่างน้อยก็ได้พวกไก่ เป็ด ปลา เนื้อสัตว์ ข้าวสาร และแป้งข้าวเหนียวกลับมาครบถ้วน แม้ราคาจะพุ่งสูงขึ้นกว่าปกติเกือบเท่าตัวก็ตาม

"ท่านแม่ ท่านซื้อของมามากมายปานนี้เพื่ออันใดกันขอรับ เรากินกันไม่หมดหรอก" เสิ่นซีกวาดตามองของที่โจวซื่อซื้อมา นอกจากของกินก็คือของกินทั้งสิ้น

โจวซื่อจัดเก็บข้าวของไปพลางดุด่าไปพลาง "เจ้าไอ้เด็กเหม็นนี่จะไปรู้อันใด นี่เรียกว่าตุนเสบียงเผื่อยาก... บางทีหลังปีใหม่พวกกบฏนอกเมืองอาจจะอาละวาดหนักขึ้น ถึงตอนนั้นหากคิดจะซื้อหาเสบียงและเนื้อสัตว์ในเมืองก็คงลำบากแสนเข็ญ รีบเก็บของแล้วยกกลับไปเถอะ ถึงอย่างไรในร้านก็ไม่มีลูกค้าอยู่แล้ว ประเดี๋ยวท่านน้าซุนของเจ้าก็คงจะกลับมาจากร้านใหม่ ตกบ่ายเราจะได้ปัดกวาดเช็ดถูบ้าน เพื่อเตรียมต้อนรับปีใหม่"

โจวซื่อเรียกเสี่ยวอวี้ที่ยืนว่างอยู่หน้าโต๊ะบัญชีให้มาช่วยกันยกของกลับไปยังลานบ้านตระกูลเสิ่น

แม้ตามหลักแล้วสาวใช้คนใหม่ทั้งสามจะมีฐานะเป็นคนงานของร้านขายยา ทว่าโดยพื้นฐานแล้ว ไม่ว่าครอบครัวใดจะมีเรื่องให้ทำก็ล้วนเรียกใช้พวกนางได้ตามใจชอบ ทั้งสามคนก็มิกล้ามีปากเสียงบ่นแม้แต่ครึ่งคำ

เมื่อจัดแจงทุกอย่างเสร็จสิ้น โจวซื่อก็อยากจะออกไปที่หัวถนนเพื่อหาคนที่เดินทางไปทางหมู่บ้านเถาฮวา จะได้ฝากความไปบอกฮูหยินเฒ่าว่าจะไม่กลับไปแล้ว ทว่าเดินหาอยู่นานก็ไม่พบผู้ใด พอสอบถามดูให้ละเอียดจึงได้รู้ว่าพวกกบฏกำลังอาละวาดอย่างหนัก เมื่อวานก็มีขบวนพ่อค้าถูกปล้น ไม่เพียงมีคนตายไปห้าคน แต่ยังมีสตรีอีกสี่คนถูกฉุดคร่าไป บัดนี้จึงไม่มีผู้ใดกล้าก้าวเท้าออกจากเมืองอีกแล้ว

เสิ่นซีพอจะมองสถานการณ์ออกทะลุปรุโปร่งแล้ว ใต้เท้านายอำเภอหานคนปัจจุบันมีความดีความชอบเรื่องจัดการโรคระบาดจึงถูกสั่งย้ายไปรับตำแหน่งที่หนานจิง เห็นอยู่ว่าจะต้องออกเดินทางในเร็ววันนี้ เขาจึงย่อมไม่อยากยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวรับเผือกร้อนเรื่องกบฏ หวังจะปัดภาระไปให้นายอำเภอคนใหม่ ทว่านายอำเภอคนใหม่ก็ต้องรอจนพ้นช่วงปีใหม่ถึงจะมารับตำแหน่ง ดังนั้นต่อให้ทางการจะประกาศว่าจะปราบปรามกบฏ ก็เป็นเพียงการตะโกนป่าวร้องให้ดูน่าเกรงขาม และออกมาเก็บเงินภาษีอย่างเบิกบานใจเท่านั้น ทว่าบรรดามือปราบของที่ว่าการอำเภอและคนของสำนักตระเวนกลับไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวอันใดเลย

(เชิงอรรถผู้แปล: สำนักตระเวน (巡检司 - สวินเจี่ยนซือ) หน่วยงานระดับล่างของราชวงศ์หมิงและชิง มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ปราบปรามโจรผู้ร้าย และตรวจตราจุดยุทธศาสตร์สำคัญในท้องถิ่น)

'สำนักตระเวน' ริเริ่มขึ้นในยุคห้าวงศ์สิบรัฐ รุ่งเรืองในยุคซ่งทั้งสองสมัย และราชวงศ์หยวนก็ยังคงสืบทอดระบบมาจากซ่งและจิน โดยทั่วไปจะเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นชั่วคราวเพื่อดูแลพื้นที่ห่างไกลและมีผู้คนอาศัยอยู่เบาบาง นอกจากจะไม่มีอำนาจตัดสินใจทางการปกครองแล้ว ก็ไม่มีหัวหน้าหน่วยงานประจำ หน้าที่หลักจึงเน้นหนักไปที่การทหารเป็นส่วนใหญ่ ครั้นถึงราชวงศ์หมิงก็ยังคงยึดถือรูปแบบเดิม ทว่าได้เพิ่มอำนาจบริหารจัดการเข้าไปด้วย

(เชิงอรรถผู้แปล: ยุคห้าวงศ์สิบรัฐ (五代十国 - อู่ไต้สือกั๋ว) ยุคแห่งความแตกแยกและวุ่นวายทางการเมืองของจีน (ค.ศ. 907-960) คั่นอยู่ระหว่างการล่มสลายของราชวงศ์ถังและการสถาปนาราชวงศ์ซ่ง เป็นยุคที่มีการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ขึ้นมาปกครองทางภาคเหนือถึง 5 ราชวงศ์ และมีแคว้นอิสระตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่ตามพื้นที่รอบนอกอีก 10 รัฐ)

ปฐมจักรพรรดิจูหยวนจางเคยมีพระราชโองการถึงสำนักตระเวนทั่วหล้าว่า "เจิ้นตั้งสำนักตระเวนไว้ตามด่านศุลกากรและจุดข้ามแม่น้ำ เพื่อรักษาเส้นทางสำคัญ ตรวจตราคนชั่วร้ายและสิ่งหลอกลวง หวังให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข พ่อค้าวาณิชเดินทางไร้อุปสรรค" จากตรงนี้ย่อมเห็นได้ไม่ยากว่า ด่านสำคัญและจุดยุทธศาสตร์คือสถานที่หลักในการจัดตั้งสำนักตระเวน ภายหลังยังได้ขยายไปตั้งตามเหมืองแร่ ศูนย์กลางการค้า พื้นที่รอยต่อระหว่างชนเผ่า เขตแดนระหว่างเมืองหรืออำเภอ พื้นที่ห่างไกลจากศูนย์กลางการปกครอง และจุดรวมตัวของผู้อพยพเร่ร่อนตามลำดับ

(เชิงอรรถผู้แปล: ปฐมจักรพรรดิจูหยวนจาง (朱元璋 - จูหยวนจาง) พระนามเดิมของจักรพรรดิหงอู่ ปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งราชวงศ์หมิง ทรงเป็นผู้นำกองกำลังขับไล่ราชวงศ์หยวนของชาวมองโกลที่ปกครองแผ่นดินจีนในขณะนั้น และรวบรวมแผ่นดินให้กลับมาเป็นปึกแผ่นได้อีกครั้ง - เจิ้น (朕) คำสรรพนามบุรุษที่หนึ่งที่จักรพรรดิจีนใช้เรียกแทนพระองค์เอง (เทียบเท่าคำว่า "เรา" หรือ "ข้าพเจ้า") เริ่มใช้มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฉินโดยจิ๋นซีฮ่องเต้กำหนดให้เป็นคำสงวนเฉพาะสำหรับองค์จักรพรรดิเท่านั้น) 

ภารกิจหลักของสำนักตระเวนคือการตรวจตราผู้คนที่สัญจรไปมา ขณะเดียวกันก็มีหน้าที่ตรวจสอบผู้ที่เดินทางออกนอกพื้นที่โดยไม่มีหนังสือเบิกทาง จับกุมไส้ศึก สกัดจับทหารที่หนีทัพและนักโทษแหกคุก ปราบปรามการลักลอบค้าของเถื่อน และรักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อให้พ่อค้าวาณิชเดินทางสัญจรได้ตามปกตินั่นเอง

ทว่าทหารของสำนักตระเวนก็มิใช่กองทัพในเครื่องแบบเต็มยศ หากแต่คล้ายคลึงกับกองกำลังชาวบ้านเสียมากกว่า หากให้ไปจับกุมพวกพ่อค้าลักลอบขายเกลือเถื่อนสักสองสามคนก็พอไหว แต่หากต้องรับมือกับกลุ่มกบฏที่มีการจัดตั้งและมีอาวุธครบมือแล้วล่ะก็ แต่ละคนล้วนเอาแต่หลบอยู่ด้านหลัง ไม่มีผู้ใดกล้าพุ่งทะยานออกไปเป็นทัพหน้าอย่างแน่นอน

ช่วงบ่าย ฮุ่ยเหนียงก็กลับมาจากร้านใหม่ตั้งแต่เนิ่นๆ ซ้ำยังพกพาเอาซิ่วเอ๋อร์ที่เดิมทีต้องรั้งอยู่เฝ้าร้านกลับมาด้วย คนทั้งครอบครัวเริ่มลงมือปัดกวาดเช็ดถูบ้านเรือน เพื่อเตรียมต้อนรับวันตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงในอีกสองวันข้างหน้า

สำหรับพื้นที่รอบนอกเช่นนี้ เดิมทีงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนจะมีกิจกรรมมากมายตลอดทั้งปี ตั้งแต่วันชิวอิกไปจนถึงเทศกาลซ่างหยวนในวันที่สิบห้า ล้วนคึกคักเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะงานเทศกาลโคมไฟในวันซ่างหยวน เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่คึกคักที่สุดในรอบปีของเมืองเลยก็ว่าได้

(เชิงอรรถผู้แปล: เทศกาลซ่างหยวน (上元节) หรือเทศกาลหยวนเซียว ตรงกับวันที่ 15 ค่ำเดือน 1 ตามปฏิทินจันทรคติจีน เป็นเทศกาลโคมไฟที่ชาวเมืองจะออกมาชมโคมไฟและทายปริศนา ถือเป็นการสิ้นสุดการฉลองปีใหม่จีนอย่างเป็นทางการ)

ทว่าเพราะโรคระบาดเพิ่งจะผ่านพ้นไป ซ้ำนอกเมืองยังมีกลุ่มกบฏออกอาละวาด ตรุษจีนปีนี้จึงเงียบเหงาซบเซาเป็นพิเศษ แม้แต่ร้านรวงสองข้างทางส่วนใหญ่ก็ยังไม่นำโคมแดงมงคลออกมาแขวนประดับประดาดังเช่นปีก่อนๆ

วันสิ้นปี เดิมทีโจวซื่อเฝ้าคอยให้เสิ่นหมิงจวินรีบกลับมาฉลองวันส่งท้ายปีเก่าร่วมกัน ทว่ากระทั่งจวนจะพลบค่ำ เสิ่นหมิงจวินถึงเพิ่งจะวานให้คนมาส่งข่าว บอกว่าทางจวนนายท่านมีธุระรัดตัว แม้แต่ช่วงปีใหม่ก็กลับมาไม่ได้ ความเบิกบานใจของโจวซื่อที่พุ่งสูงปรี๊ดมาแต่แรกพลันดิ่งวูบลงสู่จุดเยือกแข็งในพริบตา

เสิ่นซีและฮุ่ยเหนียงต่างก็ช่วยกันเอ่ยปลอบโยนไปหลายประโยค

ปากของโจวซื่อเอาแต่พร่ำบ่นด่าทอ ทว่าแท้จริงแล้วในใจกลับกำลังเป็นห่วงเสิ่นหมิงจวิน ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าเรื่องราวออกจะไม่ชอบมาพากลอยู่บ้าง ก่อนหน้านี้ที่ติดตามหวังชางเนี่ยเดินทางไปยังเมืองอู่ชางในหูกว่างเพื่อเยี่ยมเยียนคุณชายใหญ่ตระกูลหวังที่ถูกจับขังคุกจนไม่ได้กลับบ้านก็แล้วไปเถอะ แต่บัดนี้แม้แต่ช่วงตรุษจีนก็ยังไม่กลับมา ทั้งที่อยู่ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าวเดิน จะพูดอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้น

ด่าก็ส่วนด่า โกรธเคืองก็ส่วนโกรธเคือง ทว่าท้ายที่สุดโจวซื่อก็ต้องยอมจำนนต่อความเป็นจริง แท้จริงแล้วการที่เสิ่นหมิงจวินไม่กลับมา สำหรับทั้งสองครอบครัวก็ถือเป็นเรื่องดีเช่นกัน ถึงอย่างไรทางฝั่งฮุ่ยเหนียงก็ปรารถนาที่จะได้ฉลองปีใหม่ร่วมกับบ้านตระกูลเสิ่นอย่างพร้อมหน้า ทว่าฮุ่ยเหนียงก็เป็นเพียงสตรีม่าย หากเสิ่นหมิงจวินกลับมาก็คงมีเรื่องให้กระอักกระอ่วนใจอยู่หลายประการ

ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองครอบครัวจึงตระเตรียมมื้ออาหารค่ำวันส่งท้ายปีเก่าร่วมกัน

เมื่อฟ้ามืด ฮุ่ยเหนียงก็ให้ซิ่วเอ๋อร์ที่มีรูปร่างสูงใหญ่และปีนป่ายที่สูงได้ นำโคมไฟขึ้นไปแขวนไว้ที่หน้าประตู

ตรุษจีนปีนี้ไม่มีความคึกคักเลยสักนิด หลังจากท้องฟ้ามืดมิดลง ทั้งในเมืองและนอกเมืองกลับไม่มีผู้ใดจุดประทัดเลยสักราย ทว่าไม่ว่าคืนวันจะมืดมนเงียบเหงาเพียงใด เมื่อถึงยามจื่ออันเป็นช่วงเวลาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ฮุ่ยเหนียงก็ตัดสินใจว่าจะจุดประทัดสักหน่อย เพื่อความเป็นสิริมงคลและเพื่อเป็นความหวังในปีหน้าฟ้าใหม่

(เชิงอรรถผู้แปล: ยามจื่อ (子时) คือช่วงเวลา 23.00 - 01.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการผลัดเปลี่ยนวันหรือเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ปีใหม่)

เมื่ออาหารมื้อค่ำวันส่งท้ายปีทำเสร็จ ก็ดูไม่ต่างจากวันปกติเท่าใดนัก ดินแดนทางใต้เน้นรับประทานข้าวเป็นหลัก ในวันปีใหม่จึงไม่ต้มเกี๊ยว ทว่าจะเป็นการนึ่งขนมเข่ง ห่อบ๊ะจ่าง และปั้นข้าวปั้นแทน

ตลอดหนึ่งปีมานี้ กิจการร้านขายยาของฮุ่ยเหนียงถือว่าไปได้สวย แม้ในช่วงปลายปีจะควักเงินเช่าร้านใหญ่ และยังซื้อตัวสาวใช้มาอีกสามคน ทว่าในมือก็ยังมีเงินเหลือเก็บอยู่บ้าง

มื้อค่ำวันส่งท้ายปีวันนี้อุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อลงมือเข้าครัวด้วยตนเอง ลานบ้านทั้งสองแห่ง เตาไฟสองเตาถูกจุดทำกับข้าวและหุงข้าวไปพร้อมๆ กัน นอกเหนือจากเด็กๆ แล้ว ทุกคนในบ้านล้วนไปช่วยงานกันหมด

เด็กน้อยสองคนอย่างหลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์ ยกม้านั่งตัวเล็กมานั่งลงที่ห้องโถงด้านหลังร้านขายยา นั่งล้อมวงฟังเสิ่นซีเล่านิทานเรื่องความฝันในหอแดง

สำหรับลู่ซีเอ๋อร์ที่อายุยังไม่ถึงหกขวบ นิทานเรื่องนี้ดูจะลึกซึ้งเกินวัยไปสักหน่อย นางจึงฟังพอเข้าใจคร่าวๆ จากนั้นก็ผสมโรงตีโพยตีพายไปตามเรื่องตามราว ส่วนหลินไต้นั้นทำตัวราวกับสตรีขี้ระแวงที่กำลังน้อยอกน้อยใจ นางแทนตัวเองเป็นนางเอกของเรื่อง ราวกับว่าชีวิตอันเป็นภาพลวงตาในนิทานคือสิ่งที่นางจะต้องเผชิญในวันข้างหน้า

“...หวังฟูเหรินประคองกอดเป่าอวี้ เห็นเพียงใบหน้าของเขาซีดเผือดลมหายใจรวยริน ท่อนล่างสวมกางเกงผ้าโปร่งสีเขียวที่เต็มไปด้วยคราบเลือด นางทนไม่ไหวจึงแก้สายรัดเอวออกดู ตั้งแต่ก้นไปจนถึงหน้าแข้ง มีทั้งรอยเขียวรอยม่วง รอยหนังถลอกปอกเปิก แทบไม่มีชิ้นดีเลยแม้แต่น้อย นางจึงอดไม่ได้ที่จะปล่อยโฮออกมาอย่างสุดเสียง...”

หลินไต้กะพริบตาปริบๆ ก่อนจะโพล่งออกมาว่า “สมน้ำหน้า ใครใช้ให้เขาดื้อรั้นไม่ตั้งใจเล่าเรียนเองเล่า”

เสิ่นซีอดไม่ได้ที่จะกระอมกระแอมไอออกมา ปฏิกิริยาของเด็กหญิงตัวน้อยช่างแตกต่างจากคนทั่วไปเสียจริง จุดที่ควรจะให้ความสนใจ ไม่ใช่ควรจะเป็นปฏิกิริยาของเป่าไชกับไต้อวี้หรอกหรือ?

อ้อ หรือไม่หลินไต้ก็อาจจะถือเอาตนเองเป็นไต้อวี้ไปแล้ว จึงได้เอ่ยความรู้สึกของนางออกมาแทน

“กินข้าวได้แล้ว มากินข้าวเร็วเข้า รีบไปล้างมือเสียสิ หากชักช้ากินกันหมดแล้วจะไม่มีส่วนของพวกเจ้าเอานะ” เวลานั้นเอง โจวซื่อก็เดินเข้ามาเรียก มื้ออาหารพร้อมหน้าครั้งแรกของทั้งสองครอบครัวที่มารวมตัวกันอย่างเบิกบานใจ จึงได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

จบบทที่ ตอนที่ 67 มื้ออาหารพร้อมหน้า

คัดลอกลิงก์แล้ว