- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 66 ความฝันในหอแดงของหลินไต้
ตอนที่ 66 ความฝันในหอแดงของหลินไต้
ตอนที่ 66 ความฝันในหอแดงของหลินไต้
(เชิงอรรถผู้แปล: ความฝันในหอแดง (红楼梦 - หงโหลวเมิ่ง) หนึ่งในสี่สุดยอดวรรณกรรมจีน ตัวละครเอกหญิงมีชื่อว่า "หลินไต้อวี้" ซึ่งพ้องกับชื่อ "หลินไต้")
เสิ่นซีใช้แปรงสีฟันอย่างง่ายที่ทำจากขนหมูป่าจุ่มเกลือสีฟันบ้วนปาก แล้วไปล้างหน้าล้างเท้าที่ห้องครัว จากนั้นจึงค่อยกลับเข้าห้องของตน
ภายใต้แสงตะเกียงน้ำมันสลัว หลินไต้กำลังพับเสื้อผ้า พอได้ยินเสียงเสิ่นซีเปิดประตู นางก็หันกลับมาปรายตามองแวบหนึ่ง ก่อนจะหยิบเสื้อผ้าที่พับเสร็จแล้วไปจัดวางในตู้เสื้อผ้าอย่างเป็นระเบียบด้วยความคล่องแคล่วชำนาญ เนื่องจากปกติแล้วโจวซื่องานรัดตัว หน้าที่ซักผ้าและพับเก็บเสื้อผ้าในบ้านจึงตกเป็นของนางแทบทั้งสิ้น
“ภรรยาตัวน้อย หายโกรธเถิดนะ ประเดี๋ยวข้าจะเล่านิทานให้เจ้าฟังดีหรือไม่? เจ้าอยากฟังเรื่องอันใด ข้าก็จะเล่าเรื่องนั้นให้เจ้าฟัง” เสิ่นซีฉีกยิ้มประจบประแจงพลางเอ่ยถาม
“ฮึ”
หลินไต้แค่นเสียงฮึดฮัดเบา ๆ สะบัดหน้าหนี จงใจไม่มองหน้าเสิ่นซี
ผ่านไปครู่ใหญ่ เสิ่นซีกลับไม่ส่งเสียงอันใดออกมา หลินไต้รู้สึกผิดสังเกต จึงหันหน้ากลับมา ปลายคางก็ชนเข้ากับหน้าผากของเสิ่นซีพอดิบพอดี
“เจ้า... เจ้ามาอยู่ข้างหลังข้าตั้งแต่เมื่อใด?” หลินไต้ลูบปลายคางตนเองพลางเอ่ยถามอย่างขัดใจ
“ข้าอยากจะหอมแก้มเจ้าสักหน่อย กำลังจะเขย่งเท้าพอดี ใครจะรู้ว่าเจ้าจะหันหน้ากลับมาเสียก่อนเล่า” บนใบหน้าของเสิ่นซีเจือด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
หลินไต้นึกถึงเรื่องที่เสิ่นซีเคยขู่ไว้ว่า แค่หอมแก้มก็จะทำให้ตั้งครรภ์ขึ้นมาได้ นางก็พลันตื่นตระหนกสุดขีด รีบพุ่งตัวไปที่ขอบเตียง คว้าหมอนใบเล็กของตนมาแนบอกไว้แน่น เพื่อเป็นเกราะกำบังการ 'รุกราน' ของเสิ่นซีในขั้นต่อไป ใบหน้าเล็ก ๆ ซีดเผือด “เจ้า... เจ้าอย่าเข้ามานะ”
“หากเจ้ายอมยกโทษให้ ข้าก็จะไม่เข้าไป แต่หากเจ้ายอมเล่าเรื่องชาติกำเนิดของเจ้าให้ข้าฟัง ข้าขอรับรองว่าวันหน้าจะไม่รังแกเจ้าอีกเลย” เสิ่นซีเพิ่งค้นพบว่าหลินไต้หวาดกลัวการถูกเขาหอมแก้มถึงเพียงนี้ จึงฉวยโอกาสตีงูตามไม้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงแกมข่มขู่
(เชิงอรรถผู้แปล: ตีงูตามไม้ (打蛇随棍上) สำนวนหมายถึง ฉวยโอกาสตามน้ำหรืออาศัยจังหวะที่มีความได้เปรียบเพื่อบรรลุเป้าหมาย)
หลินไต้ทำหน้าเหวอไปชั่วขณะ ขบคิดอยู่ตั้งนานกว่าจะตระหนักได้ นางพยักหน้ารับพลางกล่าว “เจ้าอยากรู้ ข้าบอกเจ้าก็ได้ แต่เจ้าห้ามเอาไปบอกท่านแม่เด็ดขาดนะ”
“แน่นอนสิ ข้าเป็นคนรักษาสัจจะจะตายไป... เจ้าดูสิ เรื่องที่ข้าหอมแก้มเจ้า ข้ายังไม่เคยเอาไปบอกท่านแม่เลย”
หลินไต้ก้มหน้าลง ฟันขาวสะอาดขบเม้มริมฝีปากล่าง ท่าทางอึกอักคล้ายอยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้า ท้ายที่สุดนางก็รวบรวมความกล้าเอ่ยออกมา
“ข้า... เมื่อก่อนข้าก็มีทั้งท่านพ่อและท่านแม่ ท่านพ่อท่านแม่ดีต่อข้ามาก ข้ายังมีพี่ชายอีกคนหนึ่ง อายุมากกว่าข้าสามปี เขาก็ดีต่อข้ามากเช่นกัน ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น ฤดูหนาวเมื่อปีกลาย จู่ ๆ ท่านพ่อก็ถูกคนกลุ่มหนึ่งจับตัวไป... คนพวกนั้นดุร้ายยิ่งนัก สวมเสื้อผ้าหน้าตาก็ประหลาดชอบกล...”
เสิ่นซีซักไซ้ “เช่นนั้นเจ้าลองบอกมาสิ ว่าเสื้อผ้าของพวกเขาประหลาดอย่างไร?”
หลินไต้ขมวดคิ้วพยายามนึกย้อน ผ่านไปครู่หนึ่งนางก็ส่ายหน้า ทว่าภายใต้การเร่งเร้าของเสิ่นซี นางจึงเอ่ยอธิบายตะกุกตะกักออกมา เสิ่นซีลอบถอนหายใจในใจ แม้คำบอกเล่าของหลินไต้จะกระท่อนกระแท่นจับใจความได้ยาก ทว่าลักษณะผู้ที่มาจับกุมบิดาของหลินไต้ย่อมเป็นองครักษ์เสื้อแพรที่สวมชุดเฟยอวี๋และสะพายดาบซิ่วชุนอย่างไม่ต้องสงสัย
(เชิงอรรถผู้แปล: องครักษ์เสื้อแพร หรือ จิ่นอีเว่ย (锦衣卫) เป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์และหน่วยสืบราชการลับในสมัยราชวงศ์หมิง ขึ้นตรงต่อองค์ฮ่องเต้ มีอำนาจเด็ดขาดในการสืบข่าว จับกุม ไต่สวน และลงโทษผู้ต้องสงสัยหรือผู้กระทำผิดได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมหรือศาลของทางการปกติ เป็นหน่วยงานที่สร้างความหวาดกลัวให้แก่เหล่าขุนนางและราษฎรในยุคนั้นเป็นอย่างมาก - ชุดเฟยอวี๋ (飞鱼服) หรือชุดปลามังกร เครื่องแบบพระราชทานสำหรับขุนนางระดับสูงหรือองครักษ์เสื้อแพรที่มีความดีความชอบ - ดาบซิ่วชุน (绣春刀) ดาบประจำกายขององครักษ์เสื้อแพร มีลักษณะใบดาบโค้งเล็กน้อย เหมาะสำหรับการฟันและแทง)
คดีที่ถึงขั้นต้องเคลื่อนย้ายองครักษ์เสื้อแพร ย่อมไม่ใช่คดีเล็ก ๆ เป็นแน่!
“แล้วหลังจากนั้นเล่า?” เสิ่นซีซักไซ้ไล่เลียงต่อ
หลินไต้สะอื้นไห้ “ข้ากับท่านแม่ถูกขังอยู่ในคุก ข้าไม่รู้เลยว่าพี่ชายหายไปที่ใด หลังจากนั้น คนประหลาดพวกนั้นก็ใช้เชือกมัดข้า ท่านแม่ และยังมีพี่สาวอีกหลายคน ไล่ต้อนพวกเราให้ออกเดินทาง... ข้าไม่รู้ว่าพวกเขาจะพาพวกเราไปที่ใด ในใจหวาดกลัวยิ่งนัก ท่านแม่ก็ได้แต่คอยปลอบประโลมข้า”
“พวกเราเดินทางกันตลอดเวลา ไม่มีวันไหนได้หยุดพักเลย มีอยู่คืนหนึ่ง พวกเจ้าหน้าที่ทางการรังแกพี่สาวคนหนึ่ง อาศัยจังหวะที่ไม่มีคนเฝ้ายาม ท่านแม่จึงพาข้าหลบหนีออกมา พวกเราหนีกันอยู่สามสี่วัน ด้านหลังก็มีทหารหลวงไล่ตามมา ท่านแม่จึงเอาข้าไปซ่อนไว้ในถ้ำ แล้วตัวท่านก็วิ่งออกไปเพื่อล่อพวกทหารหลวงไปทางอื่น”
“ข้ารออยู่ในถ้ำหลายวัน ก็ยังไม่เห็นท่านแม่กลับมา ด้วยความหิวโหยและหนาวเหน็บ ข้าจึงจำใจต้องออกมาหาของกิน เดินสะเปะสะปะอย่างคนเลื่อนลอยไม่รู้ทิศรู้ทาง กระทั่งมาถึงนอกตำบลแห่งหนึ่ง ข้าก็ทนรับไม่ไหวอีกต่อไป อดไม่ได้ที่จะคุกเข่าร่ำไห้อยู่ตรงนั้น คาดไม่ถึงว่าจะได้มาพบกับเจ้าและท่านแม่คนปัจจุบัน...”
หลินไต้พูดด้วยน้ำเสียงเชื่องช้า บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของตนเองจนหมดเปลือก ใบหน้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ในตอนท้ายนางถึงกับสะอื้นไห้จนพูดไม่ออก
เสิ่นซีไม่ได้มีความคิดจะทำร้ายผู้ใด เขาเพียงแค่อยากรู้เรื่องราวในอดีตของหลินไต้ เพื่อจะได้แน่ใจว่าภูมิหลังของนางจะไม่นำภัยอันตรายมาสู่ครอบครัวของตนก็เท่านั้น
“ไม่เป็นไรแล้ว ตอนนี้เจ้าก็มีทั้งท่านพ่อและท่านแม่แล้วมิใช่หรือ? ท่านพ่อกับท่านแม่ล้วนรักและเอ็นดูเจ้านะ” เสิ่นซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและสนิทสนม
หลินไต้เงยหน้าขึ้นมองเสิ่นซีแวบหนึ่ง ก่อนจะทำปากยื่น “ไม่จริงเสียหน่อย ท่านพ่อท่านแม่ล้วนเป็นของเจ้า ไม่ใช่ของข้า ที่พวกเขาตามใจข้าเอ็นดูข้าในตอนนี้ ทั้งหมดก็เป็นเพราะเจ้าต่างหาก!”
เสิ่นซีทอดถอนใจแผ่วเบา มิน่าเล่าหลินไต้ถึงต้องทำตัวเป็นเด็กดีเชื่อฟังต่อหน้าโจวซื่อและเสิ่นหมิงจวิน แท้จริงแล้วนางกังวลว่าในวันข้างหน้าจะถูกโจวซื่อทอดทิ้งนั่นเอง ท้ายที่สุดแล้วนางก็เป็นเพียงสะใภ้เลี้ยงตัวน้อยที่โจวซื่อรับมาอุปการะ หากวันหน้านางไม่อาจเป็นลูกสะใภ้ได้ตามมาตรฐานของโจวซื่อ นางก็จะต้องสูญเสียทุกสิ่งที่เพียบพร้อมอยู่ในบัดนี้ไปจนสิ้น
เสิ่นซีแย้มยิ้มพลางเอื้อมมือไปเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าเล็ก ๆ ของหลินไต้ ทว่าหลินไต้ไม่ทันตั้งตัวจึงผงะถอยหลังร่นจนเกือบจะพลัดตกจากเตียง
โชคดีที่เสิ่นซีตาไวคว้าร่างนางไว้ได้ทันท่วงที เขาเอ่ยปลอบโยนซ้ำ ๆ “ภรรยาตัวน้อย ต่อให้ท่านพ่อท่านแม่ไม่รักเจ้า แต่เจ้าก็ยังมีข้ามิใช่หรือ? รอให้เจ้าโตขึ้นอีกสักหน่อย พวกเราจะหอมแก้มกันทุกวัน วันหน้าข้าจะเป็นสามีของเจ้า และเจ้าก็จะเป็นภรรยาของข้า”
ในที่สุดหลินไต้ก็ยิ้มออกทั้งน้ำตา นางแลบลิ้นปลิ้นตาใส่พลางเอ่ย “ไม่รู้จักอาย”
แม้จะดูเหมือนกำลังดุด่า ทว่าน้ำเสียงและสีหน้ากลับดูสนิทสนมคุ้นเคยกับเสิ่นซีมากขึ้นหลายส่วน
เสิ่นซีปีนขึ้นเตียง ให้หลินไต้นอนอยู่ด้านใน แล้วเริ่มเล่านิทาน... ครั้งนี้ นิทานที่เสิ่นซีเล่าคือเรื่อง ความฝันในหอแดง อันเป็นเรื่องราวความรักระหว่างเจี่ยเป่าอวี้และหลินไต้อวี้ เนื่องจากนางเอกของเรื่องมีชื่อต่างจากหลินไต้เพียงอักษรเดียว พอนางได้ฟังจึงรู้สึกแปลกใหม่ยิ่งนัก
(เชิงอรรถผู้แปล: ความฝันในหอแดง (红楼梦 - หงโหลวเมิ่ง) หนึ่งในสี่สุดยอดวรรณกรรมจีน ประพันธ์โดยเฉาเสวี่ยฉินในสมัยราชวงศ์ชิง (ราชวงศ์ถัดจากราชวงศ์หมิง) เล่าถึงความรักอันรันทดและความเสื่อมสลายของตระกูลใหญ่ นางเอกของเรื่องชื่อ "หลินไต้อวี้" ซึ่งพ้องกับชื่อ "หลินไต้" ของตัวละคร)
“เจ้าหลอกข้าใช่หรือไม่ เหตุใดนางถึงชื่อไต้อวี้เล่า?”
“คำถามนี้ข้าก็ตอบยากแฮะ บางทีอาจเป็นเพราะเจ้ากับนางมีวาสนาต่อกันกระมัง แท้จริงแล้วชะตากรรมของไต้อวี้ช่างน่าสงสารนัก ตอนอายุหกขวบมารดาก็ด่วนจากไป ภายหลังบิดาก็มาล้มป่วยเสียชีวิตไปอีกคน นางจึงต้องไปอาศัยอยู่ที่บ้านท่านยาย สถานที่แห่งนั้นมีชื่อว่าสวนต้ากวน ภายในนั้นมีคุณหนูและสาวใช้หน้าตางดงามมากมาย มีทั้งภูเขาจำลอง ศาลาพักพิง เรือนตึกและศาลาริมน้ำ ช่างงดงามตระการตาจับใจยิ่งนัก...”
เสิ่นซีเล่านิทานด้วยน้ำเสียงเนิบช้า หลินไต้ก็ตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ เพราะชื่อของนางกับนางเอกในนิทานต่างกันเพียงแค่อักษรเดียว ประกอบกับเสิ่นซีเริ่มเล่าจากตอนที่หลินไต้อวี้ก้าวเท้าเข้าสู่สวนต้ากวนเป็นครั้งแรก หลินไต้จึงดื่มด่ำกลมกลืนไปกับเรื่องราวได้อย่างรวดเร็ว
ทว่าเมื่อเสิ่นซีเอ่ยชื่อพระเอกของเรื่องอย่าง "เจี่ยเป่าอวี้" ออกมา หลินไต้ก็พลันเอ่ยขึ้นมาราวกับกระจ่างแจ้งแก่ใจ “ที่แท้ก็มีคำว่า 'อวี้' เหมือนกันนี่เอง”
เสิ่นซีถลึงตาใส่นางแวบหนึ่ง “ตกลงเจ้าจะฟังนิทานอยู่หรือไม่? ข้ากำลังเล่าอย่างออกรส กลับถูกเจ้าขัดจังหวะเสียได้... เจ้าจะไปสนทำไมว่าเขาชื่ออะไร?”
หลินไต้หัวเราะพลางแลบลิ้นปลิ้นตา ความขุ่นมัวจากการพูดถึงชาติกำเนิดเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น นางเบิกบานใจพลางเร่งเร้า “เจ้าก็รีบเล่าสิว่า ไอ้เจ้าคนชื่ออวี้อะไรนั่น เป็นคนเลวหรือไม่?”
เสิ่นซีคิดในใจว่าความคิดอ่านของเด็กหญิงตัวน้อยช่างแตกต่างจากผู้คนทั่วไปจริงเชียว หรืออาจเป็นเพราะภูมิหลังชาติกำเนิดทำให้นางเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ดังนั้นพอได้ยินชื่อคนแปลกหน้า จึงตัดสินจากสัญชาตญาณก่อนเลยว่าเป็น "คนเลว" หรือ "คนดี"
เสิ่นซีเล่าเรื่องความฝันในหอแดงของเขาต่อไป เนื้อเรื่องไม่ได้ซับซ้อนเหมือนต้นฉบับ เพียงแค่ดึงเอาเรื่องราวความรักอันแสนรันทดและลึกซึ้งมาบอกเล่าเท่านั้น ทว่าวรรณกรรมความฝันในหอแดงนั้นยาวเหยียดเหลือเกิน เสิ่นซีเล่าไปได้ค่อนชั่วยาม เพิ่งจะผ่านไปได้แค่ไม่กี่บท เวลานี้หลินไต้ก็หลับปุ๋ยไปอย่างมีความสุขเสียแล้ว
ในห้วงนิทรา บนใบหน้าของแม่หนูน้อยประดับด้วยรอยยิ้มอันสงบสุข ราวกับว่านางได้หลอมรวมเข้าไปในนิทาน กลายเป็นหลินไต้อวี้ผู้นั้น ต่อให้ต้องสูญเสียบิดามารดาไป ก็ยังมีท่านยายคอยรักใคร่เอ็นดู และยังมีเป่าอวี้คอยทะนุถนอม
เมื่อทอดสายตามองใบหน้างดงามดั่งหยกของหลินไต้ที่กำลังหลับใหลอย่างอ่อนช้อยราวกับดอกไห่ถังหลับใหลในวสันตฤดู ภายในใจของเสิ่นซีก็พลันสงบเยือกเย็นยิ่งนัก
(เชิงอรรถผู้แปล: ดอกไห่ถังหลับใหลในวสันตฤดู (海棠春睡 - ไห่ถังชุนซุ่ย) เป็นสำนวนกวีที่เปรียบเปรยถึงสตรีรูปงามที่กำลังหลับใหลอย่างงดงามน่าทะนุถนอม มีที่มาจากบทกวีที่จักรพรรดิถังเสวียนจงทรงใช้เปรียบเปรยความงามของหยางกุ้ยเฟยยามเมามายไม่ได้สติ)
เขาอยากจะปกป้องดูแลเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ให้ดี ให้นางได้มีชีวิตวัยเด็กที่บริสุทธิ์และเปี่ยมสุข ทว่าการจะทะนุถนอมนางให้ดีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องอาศัยความรักใคร่เอ็นดูจากเขาทั้งกายและใจจึงจะสัมฤทธิผล