- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 65 นามเดิมของมารดา
ตอนที่ 65 นามเดิมของมารดา
ตอนที่ 65 นามเดิมของมารดา
เพราะการหยั่งเชิงของเสิ่นซี สองวันต่อมาหลินไต้จึงไม่ยอมพูดคุยกับเขาเลย
เช้าวันที่ยี่สิบเจ็ดเดือนล่าเยวี่ย ภายในเมืองเกิดความวุ่นวายโกลาหล ประตูเมืองไม่ได้เปิดออกดังเช่นเคย ข่าวลือสารพัดแพร่สะพัดปลิวว่อนไปทั่ว ที่พอน่าเชื่อถือได้หน่อยคือข่าวที่ว่า แถบอำเภอเฉิงเซียงในมณฑลกว่างตงเกิดกบฏชาวบ้านครั้งใหญ่ กองกำลังกบฏส่วนหนึ่งได้หลบหนีเข้ามาในเขตเมืองถิงโจว มณฑลฝูเจี้ยน ทั้งในอำเภอเหลียนเฉิง ชิงหลิว และอำเภอหนิงฮว่า ล้วนมีร่องรอยของพวกกบฏปรากฏให้เห็น พ่อค้าวาณิชทั้งทางบกและทางน้ำต่างถูกปล้นสะดม
บัดนี้เส้นทางจากอำเภอหนิงฮว่ามุ่งหน้าสู่ตัวเมืองถิงโจวถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง บรรดาพ่อค้าวาณิชที่เดินทางจากตะวันตกของฝูเจี้ยนข้ามแดนไปยังเจียงซี ล้วนไม่กล้าใช้เส้นทางที่ผ่านเมืองถิงโจวนี้อีก
“อำเภอของเราโชคดีที่โรคระบาดจบลงก่อนที่จะลุกลามใหญ่โต จึงไม่บอบช้ำมากนัก บัดนี้พวกกบฏรู้ว่าที่นี่อุดมสมบูรณ์ จึงจ้องตาเป็นมันกับชิ้นปลามันชิ้นนี้ ว่ากันว่าเป้าหมายสูงสุดของพวกมันคือการตีฝ่าเข้าอำเภอหนิงฮว่า เพื่อปล้นชิงทรัพย์สินเงินทอง”
เมื่อประตูเมืองปิดสนิท ราษฎรต่างก็หวาดผวา เดิมทีเสิ่นหมิงจวินเตรียมตัวจะพาภรรยาและบุตรชายกลับบ้านเกิดในช่วงสองวันนี้ แต่ตอนนี้อย่าว่าแต่ประตูเมืองไม่เปิดเลย แม้แต่เส้นทางสัญจรก็ยังไม่ปลอดภัย ไม่รู้เลยว่าเขาจะวางแผนเช่นไรต่อไป
ร้านขายยาลู่ซื่อที่เพิ่งเปิดกิจการใหม่ เมื่อเกิดวิกฤตกบฏจนการสัญจรทั้งในและนอกเมืองถูกตัดขาด จึงไร้เงาลูกค้าแวะเวียนมาอุดหนุน ทำได้เพียงพึ่งพารายได้จากหน้าร้านเล็ก ๆ แห่งเดิมประคองตัวไปก่อน
“ท่านแม่ พวกเรายังจะกลับไปเยี่ยมท่านย่า ท่านลุง และท่านป้าสะใภ้อยู่หรือไม่ขอรับ?” เสิ่นซียืนอยู่หน้าประตูร้านขายยาเดิม ทอดสายตามองถนนที่เงียบสงบจนแทบจะไม่มีเงาคนเดินผ่าน พลางหันกลับมาถามโจวซื่อ
โจวซื่อกับฮุ่ยเหนียงกำลังปรึกษาหารือกันอยู่
เมื่อได้ยินคำถามของเสิ่นซี โจวซื่อก็ส่ายหน้า “ข้างนอกวุ่นวายถึงเพียงนี้ อย่างไรก็ต้องรอให้พายุลูกนี้พัดผ่านไปก่อน... ไว้ตอนเย็นพ่อเจ้ากลับมา ข้าจะลองปรึกษาเขาสักหน่อย หากรั้งอยู่ที่นี่ได้ก็คงดีที่สุด หากไม่มีเรื่องอันใดเจ้าก็ไปอ่านหนังสือที่หลังบ้านเถอะ มัวแต่เดินเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอก ระวังจะมีคนมาลักพาตัวเจ้าไป”
แท้จริงแล้วเสิ่นซีก็ไม่ได้อยากกลับไปบ้านเกิดนัก ท่านย่าหลี่ซื่อตลอดจนบรรดาท่านลุงและท่านป้าสะใภ้ มักมีแผนการในใจและผลประโยชน์แอบแฝง การใช้ชีวิตในจวนใหญ่โตหลังนั้นช่างอึดอัดนัก ยิ่งไปกว่านั้น เขาเพิ่งข้ามภพมาได้เพียงปีกว่า คนที่ได้ชื่อว่าเป็นครอบครัวสายเลือดเดียวกัน นอกจากท่านแม่แล้ว แม้แต่เสิ่นหมิงจวินเขายังไม่ค่อยสนิทสนมด้วยเลย จึงยิ่งไม่ต้องพูดถึงความผูกพัน ดังนั้นการไม่กลับไปอาจจะเป็นเรื่องดีกว่า
ยามเที่ยงวัน บรรดาเจ้าหน้าที่ทางการเริ่มตระเวนเก็บภาษีปราบกบฏแบบเคาะประตูบ้าน ร้านรวงใดที่ขึ้นทะเบียนกับทางการ ล้วนต้องจ่ายเงินตรา เพื่อให้สำนักตระเวนส่วนท้องถิ่นนำไปเกณฑ์และฝึกฝนกองกำลังชาวบ้านเพื่อปราบปรามกบฏ เนื่องจากฮุ่ยเหนียงดูแลร้านสองแห่งพร้อมกัน นางจึงต้องเสียภาษีเป็นสองเท่า
เจ้าหน้าที่ที่มาหาถือว่าค่อนข้างสุภาพ เพราะรู้ว่าฮุ่ยเหนียงมีความสัมพันธ์อันดีกับใต้เท้านายอำเภอหานและเซี่ยจู่ปู้ ถึงขั้นยังเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี “นอกเมืองไม่ค่อยปลอดภัยนัก เส้นทางหลักที่มุ่งหน้าขึ้นเหนือสู่ตำบลซวงซีถูกพวกกบฏตัดขาดเสียแล้ว ได้ยินมาว่าถึงขั้นมีคนล้มตายด้วย”
เสิ่นซีฟังแล้วถึงกับสะท้านในใจ ส่วนโจวซื่อนั้นหน้าซีดเผือด ยิ่งยึดมั่นในความคิดที่จะไม่กลับไปมากกว่าเดิม
ฮุ่ยเหนียงจ่ายเงินไปโดยไม่ได้รู้สึกเสียดายเลยแม้แต่น้อย ในสายตาของนาง ขอเพียงเป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านและราชสำนัก ต่อให้ต้องควักกระเป๋าจ่ายบ้างก็ไม่เป็นไร
หลังจากส่งเจ้าหน้าที่กลับไปแล้ว ฮุ่ยเหนียงก็เอ่ยกับโจวซื่อด้วยท่าทีโล่งใจอยู่บ้าง “ดูท่าพี่สาวคงจะกลับไม่ได้แล้วล่ะ เกรงว่าคงต้องรั้งอยู่ในเมือง ฉลองปีใหม่ด้วยกันกับข้าเสียแล้ว”
เวลานี้โจวซื่อสีหน้ากลับมาเป็นปกติแล้ว นางหัวเราะร่วน “อยู่ต่อก็ดีเหมือนกัน อย่าว่าแต่หนทางกลับบ้านจะยากลำบากเลย หากหิมะตกลงมา ก็คงไม่อาจเดินทางกลับมาได้ในเร็ววัน ถึงอย่างไรข้าก็ต้องไปหารือกับเจ้าคนไร้มโนธรรมนั่นดู หากต้องรั้งอยู่ที่นี่จริง ๆ ก็ต้องจับจ่ายซื้อของเตรียมฉลองปีใหม่เสียหน่อย”
เพราะสถานการณ์ไม่สงบ ชาวเมืองส่วนใหญ่จึงหลบซ่อนอยู่แต่ในบ้าน ตรอกซอกซอยจึงเงียบสงัดไร้ผู้คน เมื่อเห็นว่าไม่มีลูกค้า ฮุ่ยเหนียงจึงปิดร้านตั้งแต่หัววัน
เสิ่นซีอยู่เล่นเป็นเพื่อนลู่ซีเอ๋อร์ที่ลานหลังบ้าน ส่วนหลินไต้นั่งทำแก้มป่องมองดูอยู่ด้านข้างอย่างไม่สบอารมณ์นัก
สาวใช้ทั้งสามคนที่เพิ่งมาใหม่ ซิ่วเอ๋อร์ผู้มีรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรงต้องรั้งอยู่ที่ร้านใหม่ เสี่ยวอวี้ติดตามฮุ่ยเหนียงไปเรียนรู้ชื่อสมุนไพร สรรพคุณ และปริมาณการจัดยา มีเพียงหนิงเอ๋อร์ที่คอยดูแลเจ้านายตัวน้อยทั้งสอง
“...คุณหนู ก้อนหินสกปรกเกินไปแล้ว อย่าจับเลยเจ้าค่ะ อากาศหนาวเย็นปานนี้ประเดี๋ยวต้องไปล้างมืออีก”
“...คุณหนู อย่าดื่มน้ำดิบเลยเจ้าค่ะ มิเช่นนั้นจะปวดท้องเอาได้ ข้าไปเอาน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วในโรงครัวมาให้ท่านดีกว่าเจ้าค่ะ”
“คุณหนู ท่านพักสักหน่อยเถิด บ่าวขอตัวไปเข้าห้องน้ำสักครู่ เดี๋ยวจะกลับมานะเจ้าคะ...”
หนิงเอ๋อร์ทำตัวราวกับเป็นแม่นมคนคอยดูแล ไม่ว่าลู่ซีเอ๋อร์จะขยับตัวทำสิ่งใด นางก็ล้วนจับตาดูอย่างใกล้ชิด
แรกเริ่มลู่ซีเอ๋อร์ก็ชอบอกชอบใจที่มีพี่สาวคอยอยู่เป็นเพื่อน ทว่าในเวลาต่อมานางกลับพบว่า พี่สาวคนนี้ไม่ได้มาเล่นเป็นเพื่อน แต่มาคอยขัดขวางไม่ให้นางเล่นสนุกต่างหาก
“พี่เสิ่นซี พวกเราไปบ้านท่านกับพี่ไต้เอ๋อร์กันเถอะเจ้าค่ะ พี่หนิงเอ๋อร์น่ารำคาญที่สุดเลย” ลู่ซีเอ๋อร์ทำหน้ามุ่ยน้อยใจจนน้ำตาแทบจะร่วงเผาะอยู่รอมร่อ ช่วงนี้นางไม่ว่าจะหยิบจับทำสิ่งใดก็ล้วนถูกหนิงเอ๋อร์คอยจู้จี้ขัดขวาง จึงรู้สึกไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย
เมื่อก่อนตอนที่ฮุ่ยเหนียงยุ่งอยู่กับการดูแลร้าน ลู่ซีเอ๋อร์ก็มักจะไม่มีใครคอยควบคุมดูแล นางจึงทำตัวตามสบาย อยากทำสิ่งใดก็ทำ ทว่าบัดนี้เดี๋ยวสิ่งนั้นก็ห้าม เดี๋ยวสิ่งนี้ก็ไม่ได้ ช่างน่าอึดอัดขัดใจแทบตาย
ในมุมมองของเสิ่นซี หนิงเอ๋อร์ก็แค่เป็นห่วงกลัวซีเอ๋อร์จะเกิดเรื่อง แล้วตนจะถูกฮุ่ยเหนียงผู้เป็นนายตำหนิเอาได้ ในฐานะสาวใช้ที่สูญเสียอิสรภาพ ย่อมต้องหวาดหวั่นกับชะตากรรมของตนเองเป็นธรรมดา หากทำผิดพลาดขึ้นมา ก็อาจถูกเจ้านายลงโทษหรือถูกขายทิ้งได้อย่างง่ายดาย
“ช่างเถอะ พวกเราอยู่ที่นี่แหละ ประเดี๋ยวข้าจะสอนเจ้ากับไต้เอ๋อร์คัดอักษรดีหรือไม่?”
แม้เสิ่นซีจะอายุยังน้อย ทว่าชาติก่อนเขาเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ย่อมรู้ดีว่าจะต้องทำเช่นไรถึงจะเอาใจคุณครูและเพื่อนร่วมชั้นได้ การจะหลอกล่อให้เด็กหญิงตัวน้อยที่ไร้เดียงสาอย่างลู่ซีเอ๋อร์มาเดินตามต้อย ๆ นั้น ถือเป็นเรื่องง่ายดายเสียยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ
ลู่ซีเอ๋อร์ปรบมือด้วยความดีใจ “ดีเจ้าค่ะ ดีเจ้าค่ะ ข้าชอบเรียนคัดอักษรกับพี่เสิ่นซีที่สุดเลย”
นางวิ่งไปยกม้านั่งตัวเล็กตรงมุมห้องมา นั่งจุ้มปุ๊กอยู่ข้างโต๊ะตัวเตี้ย สองมือเท้าคาง ทอดสายตาจ้องมองเสิ่นซีด้วยความเลื่อมใสประหนึ่งนักเรียนที่ตั้งใจรอฟังคำสอน
“ดูให้ดีล่ะ ตัวอักษรไม่กี่ตัวที่ข้าจะสอนเจ้า ล้วนเป็นคำที่มักจะใช้กันอยู่บ่อย ๆ”
เสิ่นซีหยิบกิ่งไม้เล็ก ๆ มาจุ่มน้ำ แล้วขีดเขียนลงบนโต๊ะไม้ ลู่ซีเอ๋อร์เบิกตากว้างจดจ้องมองดู เวลานั้นเองหนิงเอ๋อร์ก็กลับมาจากห้องน้ำ นางยืนมองเสิ่นซีคัดอักษรอยู่อีกด้านอย่างตั้งใจ นางรู้ดีว่าเสิ่นซีร่ำเรียนอยู่ในสถานศึกษา ไม่ใช่การขีดเขียนส่งเดช จึงตั้งใจลอบจดจำ
เสิ่นซีหันหน้ากลับไป พอดีกับที่เห็นหนิงเอ๋อร์กำลังใช้นิ้วชี้มือขวาขีดเขียนลงบนฝ่ามือซ้ายของตนเอง เขาอดไม่ได้ที่จะลอบพยักหน้าในใจ ดูท่าสาวใช้คนนี้จะมีความใฝ่รู้อยู่ไม่น้อย
ตกกลางคืน เสิ่นหมิงจวินก็กลับมาจากจวนตระกูลหวัง โจวซื่อจึงปรึกษาหารือกับเขาว่าตกลงสิ้นปีนี้จะกลับหมู่บ้านเถาฮวาหรือไม่ เสิ่นหมิงจวินถอดถอนใจ “ถึงอย่างไรก็เป็นช่วงใกล้สิ้นปี หากไม่กลับไป ท่านแม่คงเป็นกังวลแน่... ข้าได้ยินมาว่าพวกกบฏนั่นเพียงแค่ดักปล้นอยู่ตามถนนหลวง หากพวกเราลัดเลาะไปตามเส้นทางภูเขา ก็ไม่น่าจะเกิดเรื่องอันใดหรอก”
โจวซื่อเริ่มไม่พอใจ “นี่ท่านเห็นว่าชีวิตพวกเราไม่มีค่าหรืออย่างไร? หากบังเอิญไปเจอพวกกบฏเข้า ท่านลองบอกมาสิว่าเราจะทำอย่างไร จะเอาชีวิตไปประเคนให้พวกมันงั้นหรือ? เรื่องกบฏวุ่นวายก็เห็นกันอยู่ทนโท่ ต่อให้พวกเราไม่กลับไป มีหรือที่ท่านแม่จะมาค่อนขอดเอาได้? ที่ท่านยืนกรานจะฝ่าอันตรายกลับไปให้ได้ หรือเป็นเพราะเงินที่พวกเราส่งเสียให้มันน้อยเกินไป ถึงต้องรีบกลับไปสะสางบัญชีกันในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้?”
เสิ่นหมิงจวินรีบอธิบาย “น้องหญิง ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นเสียหน่อย”
โจวซื่อโกรธจนหันหลังให้ “ข้าก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้ท่านแสดงความกตัญญู ทว่าความกตัญญูนี้จะแสดงออกเมื่อใดไม่ได้เชียวหรือ? ทุกปีไม่ว่าจะตอนหว่านไถฤดูใบไม้ผลิหรือเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง มีครั้งใดบ้างที่ข้าเกียจคร้านละเลย? แม้แต่ตอนที่ย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวท่านแม่ก็ยังให้คนมาตามข้ากลับไปทำงาน ราวกับว่าที่บ้านขาดข้าไปสักคนแล้วจะไม่มีผู้ใดทำการทำงานได้กระนั้นแหละ ซ้ำเรื่องที่ไอ้เด็กทึ่มของเราจะได้เข้าเรียน ท่านแม่ถึงกับถ่อมาถึงในเมืองด้วยตนเอง หากไม่ใช่เพราะไอ้เด็กทึ่มมันฮึดสู้ เกรงว่าป่านนี้ก็คงไม่ได้ร่ำเรียนหนังสือแล้ว...”
โจวซื่อย่อมอัดอั้นตันใจ ยิ่งพูดก็ยิ่งปวดร้าว ท้ายที่สุดก็ถึงกับยกมือขึ้นปาดน้ำตา
เสิ่นหมิงจวินรีบปลอบประโลมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นนัก
เดิมทีโจวซื่อก็รู้สึกเคืองเสิ่นหมิงจวินที่ไม่ค่อยดูแลครอบครัวอยู่ก่อนแล้ว บัดนี้ยังมาเห็นสามีเอาแต่ห่วงใยผูกพันกับมารดาและบรรดาพี่ชายของเขาอีก ความเศร้าโศกจึงประดังประเดเข้ามาจนถึงกับปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจกลั้น
“เหอเอ๋อร์ เจ้าอย่าร้องไห้เลย ปีนี้พวกเราไม่กลับไปแล้วดีหรือไม่? เดี๋ยวข้าจะวานให้คนเขียนจดหมายส่งกลับไป ฝากฝังความเสียหน่อยก็สิ้นเรื่อง...”
เดิมทีเสิ่นซีตั้งใจจะเข้าไปเกลี้ยกล่อม ทว่ากลับนึกไม่ถึงว่าจะได้ยินในสิ่งที่ไม่ควรได้ยินเข้า เขาขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ชื่อ "เหอเอ๋อร์" นี้น่าจะเป็นชื่อเดิมสมัยยังไม่ออกเรือนของท่านแม่กระมัง
(เชิงอรรถผู้แปล: ชื่อเดิมสมัยยังไม่ออกเรือน (闺名 - กุยหมิง) หรือชื่อตัวของสตรีจีนโบราณ ถือเป็นเรื่องส่วนตัวและเป็นความลับ มักจะให้รู้เฉพาะบุคคลในครอบครัวใกล้ชิด หรือสามีภรรยาเท่านั้น การเปิดเผยให้ผู้อื่นรู้ถือเป็นเรื่องผิดจารีตและเสียมารยาทอย่างยิ่ง)
เขาข้ามภพมายังโลกนี้ได้ปีกว่าแล้ว นี่ยังเป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินท่านพ่อเรียกชื่อเดิมของท่านแม่ ดูท่าเสิ่นหมิงจวินคงจะร้อนใจจนเผลอหลุดปากออกมาเป็นแน่
“ลูกก็อยู่ตรงนี้ ท่านพูดจาเหลวไหลอันใดออกมา? ไอ้เด็กทึ่ม เจ้าได้ยินอะไรหรือไม่?”
ในยุคสมัยนี้ ชื่อเดิมสมัยยังไม่ออกเรือนถือเป็นความลับขั้นสุดยอดของสตรี มักจะถูกเรียกขานก็ต่อเมื่อคู่สามีภรรยาพรอดรักกันบนเตียงเท่านั้น โจวซื่อหน้าแดงก่ำด้วยความขัดเขิน นางเช็ดน้ำตาไปพลาง ถลึงตาจ้องมองเสิ่นซีอย่างเอาเรื่องไปพลาง
“มะ... ไม่ได้ยินอันใดเลยขอรับ” เสิ่นซียกมือเกาหัว ทำได้เพียงแสร้งทำเป็นไขสือ
โจวซื่อตวาดแหวอย่างไม่สบอารมณ์ “ไม่ได้ยินก็รีบไปล้างหน้าล้างเท้า แล้วเข้าห้องไปนอนเสียสิ!”