- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 64 เสียดายมิได้พบพานยามยังไร้คู่ครอง
ตอนที่ 64 เสียดายมิได้พบพานยามยังไร้คู่ครอง
ตอนที่ 64 เสียดายมิได้พบพานยามยังไร้คู่ครอง
พริบตาเดียวก็ถึงวันที่ยี่สิบห้าเดือนล่าเยวี่ย
วันนี้โจวซื่อรั้งอยู่ดูแลกิจการที่ร้านเดิม โดยมีเสี่ยวอวี้อยู่ช่วยงาน ส่วนคนที่เหลือรวมถึงเสิ่นซีล้วนพากันไปเตรียมการเปิดร้านที่ร้านแห่งใหม่
เมื่อถึงยามเฉินสามเค่อ หน้าประตูร้านก็นำประทัดออกมาแขวนเตรียมไว้
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามเฉิน (辰时) คือช่วงเวลา 07.00 - 09.00 น. ส่วน เค่อ (刻) คือมาตราวัดเวลาโบราณ 1 เค่อเท่ากับ 15 นาที ยามเฉินสามเค่อจึงน่าจะตรงกับเวลาประมาณ 07.45 น.)
เพื่อสร้างบรรยากาศคึกคักครึกครื้น เสิ่นซีจึงให้ฮุ่ยเหนียงซื้อของขวัญชิ้นเล็กชิ้นน้อยมาแจกจ่ายตรงนั้น ประหนึ่งกำลังจัดงานมงคล ทั้งโปรยเหรียญทองแดง ทั้งไปซื้อหมูหันทั้งตัวจากร้านขายเนื้อพะโล้มาหั่นแจกจ่ายเนื้อกันสด ๆ หน้างาน
พอถึงยามซื่อ เสียงประทัดก็ดังสนั่นหวั่นไหว ผู้คนมามุงดูกันแน่นหน้าประตูร้าน โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่ามีของแจก คนก็ยิ่งหลั่งไหลมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อย ๆ มุงดูกันหลายชั้นจนในไม่ช้าถนนสายตะวันออกก็ถูกฝูงชนปิดกั้นจนแน่นขนัด
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามซื่อ (巳时) คือช่วงเวลา 09.00 - 11.00 น.)
ท่ามกลางฝูงชนที่เบียดเสียด ฮุ่ยเหนียงก็ให้คนนำป้ายชื่อ "ร้านขายยาลู่ซื่อ" ขึ้นแขวน ถือเป็นการตั้งชื่อร้านอย่างเป็นทางการ เดิมทีเสิ่นซีตั้งใจจะให้ใช้ชื่อว่า "ซุนซื่อ" มาตั้งเป็นชื่อร้าน ทว่าฮุ่ยเหนียงกลับยืนกรานปฏิเสธ แม้สามีของนางจะล่วงลับไปแล้ว ทว่าสถานะของอดีตสามีในใจนางก็ยังคงสูงส่งอยู่เสมอ
ตามที่ฮุ่ยเหนียงกล่าวไว้ คนเราต้องไม่ลืมรากเหง้า หากอดีตสามีไม่ทิ้งทรัพย์สินก้อนนี้ไว้ให้ นางกับบุตรีก็คงไม่มีชีวิตรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้
บริเวณหน้าประตูร้านคึกคักเป็นอย่างยิ่ง แรกเริ่มฮุ่ยเหนียงก็เบิกบานใจนัก ทว่าไม่นานนางก็ตระหนักได้ว่าผู้คนที่มามุงดูความครึกครื้นเหล่านี้ เพียงแค่มุ่งหวังจะกินเนื้อหมูหันที่แจกจ่ายและรอเก็บเหรียญทองแดงที่โปรยลงมาเท่านั้น ไม่มีผู้ใดก้าวเท้าเข้ามาอุดหนุนในร้านเลยแม้แต่คนเดียว
หนิงเอ๋อร์กับซิ่วเอ๋อร์ต่างสูดลมหายใจเรียกความกระปรี้กระเปร่า เดิมทีถลกแขนเสื้อเตรียมตัวลุยงานเต็มที่ ทว่าผ่านไปค่อนชั่วยาม ภายในร้านก็ยังคงว่างเปล่าไร้ผู้คน พวกนางจึงได้แต่ยืนทื่อเป็นลำไม้ไผ่อยู่ตรงนั้น
ฮุ่ยเหนียงเดินเข้าเดินออกอยู่หลายรอบ ท้ายที่สุดก็อดรนทนไม่ไหว ต้องเอ่ยถามเสิ่นซีที่นั่งนิ่งสงบอยู่ “เสี่ยวหลาง เจ้าดูสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ค่อยดีกระมัง? ด้านนอกคึกคักถึงเพียงนั้น เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดเข้ามาซื้อยาเลยเล่า?”
เสิ่นซีหัวเราะร่วน “ท่านน้า ท่านอย่าเพิ่งร้อนใจไป... ท่านลองคิดดูสิขอรับ วันนี้ร้านเราเพิ่งจะเปิดกิจการ หากผู้ใดต้องการซื้อยา มีหรือจะไม่แวะเวียนไปร้านประจำที่คุ้นเคยเล่า? ผู้คนที่อยู่บนถนนเหล่านี้ล้วนมาเพื่อดูความครึกครื้น ไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยอันใด พวกเขาจะเข้ามาอุดหนุนได้อย่างไรกัน?”
ฮุ่ยเหนียงมีท่าทีทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง “เช่นนั้น... เงินของพวกเรามิใช่จ่ายไปเปล่า ๆ หรอกหรือ?”
“ไม่เปล่าประโยชน์หรอกขอรับ อย่างน้อยก็ทำให้ชาวเมืองล้วนรู้ว่าท่านน้ามาเปิดร้านขายยาที่ฝั่งตะวันออกแล้ว เช่นนี้หากใครต้องการซื้อยา เขาก็จะจำได้และแวะเวียนมา กิจการร้านขายยาเป็นการค้าแบบน้ำซึมบ่อทราย ค่อยเป็นค่อยไป จะมารีบร้อนเอาผลทันตาเห็นไม่ได้หรอกขอรับ หากท่านน้าเป็นกังวลจนล้มหมอนนอนเสื่อไป ข้ากลับไปคงไม่รู้จะอธิบายกับท่านแม่อย่างไรแน่”
ฮุ่ยเหนียงแค่นเสียงดุอย่างไม่จริงจังนัก “ไอ้เด็กเหม็นนี่ยังมีกะจิตกะใจมาล้อท่านน้าเล่นอีก... เฮ้อ ช่างเถอะ ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล หากไม่มีอาการเจ็บป่วย ผู้ใดจะวิ่งมาซื้อยากันเล่า นั่นมิใช่การแช่งตัวเองหรอกหรือ? หวังเพียงว่าวันนี้จะไม่ได้ขายไม่ออกแม้แต่รายเดียว มิเช่นนั้นคงขายหน้าแย่ หนิงเอ๋อร์ ที่นี่ไม่มีเรื่องให้ต้องทำมากนัก เจ้ากลับไปดูแลซีเอ๋อร์ก่อนเถิด หากร้านฝั่งนู้นคนเยอะ เจ้าก็คอยช่วยท่านน้าโจวของเจ้าด้วยล่ะ”
“เจ้าค่ะ นายหญิง”
หนิงเอ๋อร์ขานรับ แล้วจึงเดินกลับไปยังร้านเดิม
รอจนคนเดินลับไปแล้ว เสิ่นซีก็ชะโงกหน้าเข้าไปถาม “ท่านน้า ท่านปล่อยให้หนิงเอ๋อร์กลับไปเช่นนี้ ไม่กลัวว่านางจะหนีไประหว่างทางหรือขอรับ?”
“หนีหรือ? จะหนีไปที่ใดได้เล่า? เราให้ที่กินที่อยู่เลี้ยงดูนางอย่างดี ตอนนี้ทะเบียนราษฎรของนางก็ตกอยู่ในเมืองแล้ว หากก้าวพ้นจากอำเภอนี้ไป นางย่อมไม่มีทางไปต่อได้ ซิ่วเอ๋อร์ เจ้าก็อย่ามัวแต่ยืนบื้ออยู่เลย ออกไปดูสิว่าผู้คนด้านนอกกลับกันไปหรือยัง ในถาดยังมีเหรียญทองแดงเหลืออยู่อีกหน่อย เอาออกไปโปรยให้หมดเถอะ”
ฮุ่ยเหนียงอยู่นิ่งไม่ได้ ร้านใหม่เปิดกิจการ ภายในใจนางนั้นตึงเครียดมากเพียงใดก็ไม่ต้องพูดถึง
ส่วนเสิ่นซีก็เพียงยืนดูความครึกครื้นอยู่ด้านข้าง
ล่วงเลยช่วงเที่ยงไปแล้ว ก็ยังทำมาค้าขายไม่ได้เลยสักราย ฮุ่ยเหนียงโบกไม้โบกมือพลางเอ่ย “เสี่ยวหลาง เจ้าก็กลับไปเถอะ ที่นี่มีข้ากับซิ่วเอ๋อร์ก็พอแล้ว”
“อ้อ ขอรับท่านน้า เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อนนะขอรับ”
เสิ่นซีเดินออกจากร้านขายยา แท้จริงแล้วภายในใจเขาก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง หรือว่าการป่าวประกาศยังไม่ดีพอ ถึงทำให้ร้านขายยามีแต่ความคึกคักทว่าไร้เงาลูกค้าเช่นนี้?
พอกลับมาถึงร้านขายยาเดิม ภายในร้านก็ไม่วุ่นวายนัก โจวซื่อกำลังบอกตำแหน่งที่วางสมุนไพรกับเสี่ยวอวี้ แม้โจวซื่อจะไม่รู้หนังสือ ทว่าการขายยากลับสั่งสมประสบการณ์มาไม่น้อย สมุนไพรชนิดใดเหมาะกับเทียบยาใด เก็บไว้ในลิ้นชักไหน และต้องเตรียมปริมาณเท่าใด นางล้วนบอกเล่าออกมาได้อย่างคล่องแคล่วราวกับท่องตำรา
เสิ่นซีกวาดตามองสองสามแวบก็ผละตัวออกมา เพราะที่นี่ก็ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเขา นอกจากจะไปง่วนอยู่กับการคัดตัวอักษรและวาดภาพแล้ว เขายังต้องขบคิดถึงเรื่องการป่าวประกาศโฆษณาร้านขายยาในขั้นต่อไปด้วย
เมื่อตะวันรอนใกล้ค่ำ ฮุ่ยเหนียงก็กลับมา บนใบหน้าเจือแววผิดหวัง โจวซื่อเดินเข้าไปรับหน้า พลางเอ่ยถาม “เป็นอย่างไรบ้างน้องสาว กิจการฝั่งนู้นไม่ค่อยดีหรือ?”
“ไม่ดีเลยล่ะ!”
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ารับ ถอนหายใจพลางกล่าว “ดีที่ช่วงบ่ายทำมาค้าขายได้รายหนึ่ง มีคนมาสอบถามเรื่องยา ซ้ำยังบอกว่ารู้มาจากประกาศที่ติดไว้ที่อื่น ข้ายังงุนงงอยู่เลยว่าเขากำลังพูดเรื่องอันใด”
โจวซื่อหัวเราะร่วน “การเริ่มต้นมักยากเสมอ ตอนนี้สามารถเปิดทำการค้าได้สักรายก็ถือเป็นเรื่องดีแล้ว เมื่อก่อนทั้งวันหัวปั่นจนไม่มีเวลาพัก ตอนนี้ได้มีเวลาว่างพักผ่อนหายใจบ้าง ถือว่าทำใจให้สบายไว้ก่อนเถิด”
ฮุ่ยเหนียงมิได้กล่าวอันใดอีก ร้านใหม่เพิ่งเปิดกิจการ การไม่มีลูกค้าขาประจำย่อมยากลำบากอยู่บ้าง นางเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้ว เพียงแต่คนเราล้วนมีความมักใหญ่ใฝ่สูง นางยิ่งปรารถนาให้ลูกค้าหลั่งไหลมาเนืองแน่นตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้านใหม่ ทว่าหากเป็นเช่นนั้น ย่อมหมายความว่าผู้คนในเมืองล้มป่วยกันมากมาย สำหรับคนจิตใจดีมีเมตตาเช่นนางแล้ว การคิดเช่นนี้กลับดูโหดร้ายเกินไปนัก
รอจนหนิงเอ๋อร์ทำมื้อค่ำเสร็จสรรพ คนทั้งครอบครัวก็มานั่งล้อมวงกันที่โต๊ะแปดเซียน ฮุ่ยเหนียงกำชับเป็นพิเศษ “ประเดี๋ยวอย่าลืมเอาข้าวไปส่งให้ซิ่วเอ๋อร์ด้วยล่ะ นางวุ่นวายมาทั้งวัน ป่านนี้คงหิวแย่แล้ว”
เสิ่นซีหัวเราะร่วน “ท่านน้า ไหนบอกว่าไม่มีลูกค้าอย่างไรเล่าขอรับ? ไม่มีลูกค้าแล้วยังจะยุ่งอีกหรือ?”
ฮุ่ยเหนียงเลียนแบบน้ำเสียงดุด่าของโจวซื่อ “ไอ้เด็กเหม็นนี่ เจ้าช่างปากเปราะนักนะ”
ทว่าแตกต่างจากโจวซื่อ ทุกครั้งที่ฮุ่ยเหนียงดุด่าเสิ่นซี บนใบหน้านางล้วนประดับด้วยรอยยิ้ม แฝงความเอ็นดูและเมตตาอยู่หลายส่วน ราวกับคู่รักกำลังต่อล้อต่อเถียงกันก็ไม่ปาน
ระหว่างกินข้าว โจวซื่อก็เอ่ยขึ้น “น้องสาว ข้าปรึกษากับเจ้าคนไร้มโนธรรมนั่นแล้ว เตรียมตัวว่าอีกสองวันจะกลับชนบท เกรงว่าถึงตอนนั้นร้านนี้คงเหลือแค่เจ้าเพียงลำพังแล้วล่ะ”
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ารับ
สำหรับเรื่องที่ครอบครัวตระกูลเสิ่นทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต้องกลับไปฉลองปีใหม่ที่ชนบทนั้น นางรู้ดีมาตั้งแต่ต้น หากมิใช่เพราะตอนนี้นางกลายเป็นคนไร้บ้าน นางเองก็หวังจะได้กลับบ้านเกิดเมืองนอน ได้ไปเยี่ยมเยียนพบปะญาติพี่น้องเช่นกัน
“แล้วพี่สาวจะกลับมาเมื่อใดหรือ?”
โจวซื่อตอบ “น่าจะใช้เวลาไม่นานนักหรอก... ตามธรรมเนียมปีก่อน ๆ เจ้าคนไร้มโนธรรมนั่นพอถึงวันที่เจ็ดวันที่แปดก็ต้องกลับมาช่วยทางจวนนายท่านทำงานแล้ว พ้นช่วงปีใหม่ไปที่บ้านก็ไม่มีธุระอันใด ข้าอยู่ต่อก็ทำอะไรไม่ได้ สู้ตามเขากลับเข้าเมืองมาเลยดีกว่า”
เสิ่นซีโพล่งขึ้นมา “ท่านแม่ ข้าอยู่เป็นเพื่อนท่านน้าซุนในเมืองได้หรือไม่ขอรับ?”
“ไอ้เด็กเหม็น ครอบครัวเรากลับกันหมด แล้วเจ้าจะรั้งอยู่คนเดียวหมายความว่าอย่างไร? ขืนกลับไปมีหวังท่านย่าของเจ้าได้เทศนาข้าหูชาพอดี!” โจวซื่อด่ากราด ไม่ได้มีความเกรงใจเหมือนอย่างฮุ่ยเหนียงเลยสักนิด
เสิ่นซีบ่นอุบอิบอย่างไม่สบอารมณ์ “ก็ข้าทนคิดถึงท่านน้ากับซีเอ๋อร์ไม่ได้นี่นา”
ฮุ่ยเหนียงหัวเราะเบา ๆ “เสี่ยวหลาง เจ้ามีน้ำใจเช่นนี้น้าก็ดีใจแล้ว ช่วงปีใหม่ล้วนต้องกลับไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว อีกอย่าง ปีใหม่นี้น้าก็ไม่ได้โดดเดี่ยวเสียหน่อย ยังมีพวกซิ่วเอ๋อร์ทั้งสามคนอยู่เป็นเพื่อน กลับไปแล้วก็ฝากความคิดถึงไปให้ท่านย่าของเจ้าแทนข้าด้วยล่ะ อยู่บ้านก็อย่าซุกซนให้มากนัก รอเจ้ากลับมา น้าจะเตรียมอั่งเปาซองโตไว้ให้ เป็นรางวัลที่เจ้าช่วยเหลืองานน้าตั้งมากมาย”
เสิ่นซีจำต้องรับคำ ทว่าในใจกลับคิดว่า นางช่างเป็นสตรีที่แสนดีเสียนี่กระไร ไม่ว่าจะเรื่องใดก็คิดอ่านได้อย่างรอบคอบ ทั้งยังมีเมตตาอารี ไร้ที่ติโดยแท้
เสียดายมิได้พบพานยามไร้คู่ครอง!
(เชิงอรรถผู้แปล: เสียดายมิได้พบพานยามไร้คู่ครอง"(恨不相逢未嫁时) เป็นวรรคทองจากบทกวี 'เจี๋ยฟู่อิ๋น' (节妇吟) ของจางจี๋ กวีสมัยราชวงศ์ถัง ต้นฉบับเดิมเป็นคำรำพึงของสตรีออกเรือนแล้วที่จำใจปฏิเสธไมตรีจากบุรุษอื่น ทว่าในที่นี้เสิ่นซียืมประโยคนี้มาพลิกแพลงใช้รำพึงถึงฮุ่ยเหนียง)
หากฮุ่ยเหนียงยังไม่ได้ออกเรือน เขาย่อมสามารถรอจนตนเองเติบใหญ่แล้วค่อยสู่ขอนางได้ เหตุใดตอนนี้จึงทำได้เพียงเฝ้ามองอย่างเลื่อนลอยเช่นนี้เล่า?
ตกกลางคืนเมื่อกลับถึงบ้าน เสิ่นซีก็รีบซุกตัวเข้าไปในผ้าห่มตั้งแต่หัวค่ำ ภายในใจกลับเอาแต่คิดถึงใบหน้างดงามสงบเสงี่ยมของฮุ่ยเหนียง
“นี่ เหตุใดเจ้าไม่เล่านิทานแล้วเล่า?”
หลินไต้กอดหมอนใบเล็กเอนตัวลงนอนข้าง ๆ เสิ่นซี พลางเอ่ยประท้วงด้วยความขัดใจเล็กน้อย
เสิ่นซีพลิกตัวกลับมา ตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์นัก “เหตุใดทุกครั้งต้องเป็นข้าที่เล่านิทานด้วยเล่า เหตุใดเจ้าไม่เล่าให้ข้าฟังบ้าง?”
“เจ้า... เจ้า...”
หลินไต้พูดอ้ำอึ้งอยู่สองคำ ท้ายที่สุดก็ตอบว่า “ก็ข้าเล่าไม่เป็นนี่นา”
เสิ่นซีเอียงคอหันไปมอง พินิจพิเคราะห์เด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังทำปากยื่นด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ “เช่นนั้นก็เล่าเรื่องชาติกำเนิดของเจ้าให้ข้าฟังเสียสิ อย่าบอกนะว่าเจ้าจำไม่ได้ ข้าเองก็รู้เรื่องมาไม่น้อยหรอกนะ ท่านพ่อของเจ้าเมื่อก่อนน่าจะเป็นขุนนางใหญ่ในราชสำนัก ภายหลังทำความผิด ไม่รู้ว่าถูกตัดหัวหรือถูกจับขังคุก ทำให้ครอบครัวของเจ้าถูกหางเลขไปด้วย ในฐานะทายาทของขุนนางต้องโทษ เจ้าหนีรอดมาได้อย่างไรกัน?”
หลินไต้ฟังจนตกตะลึงจนอ้าปากตาค้าง ไม่รู้เลยว่าความลับของตนถูกเสิ่นซีล่วงรู้ไปตั้งแต่เมื่อใด
ท้ายที่สุดนางก็ฟาดหมอนใส่ร่างเสิ่นซีอย่างแรง โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเพราะถูกจี้ใจดำ “เจ้าคนบ้า ข้าจะไม่สนใจเจ้าอีกแล้ว!”
พูดจบหลินไต้ก็กอดหมอนเดินออกไปนอนที่ห้องโถงด้านนอก ทว่าพอก้าวพ้นประตูไปถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าโจวซื่อเอาเครื่องนอนไปให้เสี่ยวอวี้ห่มที่ร้านขายยาแล้ว นางจึงทำได้เพียงกอดหมอนเดินกลับมา ซุกตัวลงในผ้าห่มอีกครั้ง ทว่ากลับนอนหันหลังให้เสิ่นซี ไม่ว่าเขาจะพูดสิ่งใดนางก็ไม่ไยดีแม้แต่น้อย