- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 63 ขยายกิจการ
ตอนที่ 63 ขยายกิจการ
ตอนที่ 63 ขยายกิจการ
คำพูดของเสิ่นซีท้ายที่สุดก็สัมฤทธิผล
ฮุ่ยเหนียงตกลงใจเลือกหน้าร้านที่ถนนสายตะวันออก ดังที่เสิ่นซีกล่าวไว้ ผู้คนสัญจรไปมาแถบถนนสายเหนือค่อนข้างซับซ้อน ครอบครัวทั้งสองล้วนมีแต่อิสตรีและเด็กเป็นหลัก หากต้องเดินทางไปทำการค้าที่นั่นย่อมมีเรื่องไม่สะดวกมากมาย โดยเฉพาะหลายคราที่ต้องยุ่งวุ่นวายจนถึงค่ำมืดกว่าจะได้กลับ ระหว่างทางย่อมหลีกเลี่ยงความไม่ปลอดภัยไม่ได้
ทว่าถนนสายตะวันออกนั้นต่างออกไป ถนนหนทางฝั่งนั้นสะอาดสะอ้านกว้างขวาง อีกทั้งห่างจากหัวถนนไปเพียงครึ่งลี้ก็คือที่ว่าการอำเภอ แม้ผู้คนสัญจรจะบางตาไปสักหน่อย แต่ก็ทดแทนด้วยความปลอดภัย ทั้งยังช่วยให้ผู้ที่มารอตรวจโรคพลอยรู้สึกอุ่นใจไปด้วย
(เชิงอรรถผู้แปล: ลี้ (里) มาตราวัดระยะทางของจีน 1 ลี้มีระยะทางประมาณ 500 เมตร ระยะทางครึ่งลี้จึงเทียบเท่ากับระยะประมาณ 250 เมตร หรือราวๆ สองถึงสามร้อยเมตร)
“อาศัยช่วงปลายปี พวกเราจัดแจงร้านให้เรียบร้อย จะได้ย้ายเข้าไปไว ๆ หน่อย”
ฮุ่ยเหนียงเบิกบานใจยิ่งนัก นี่คือการขยายกิจการร้านขายยาเป็นครั้งแรก การสามารถทำให้ทรัพย์สินที่สามีทิ้งไว้ให้นางกับบุตรีเจริญงอกงามขึ้นได้ ทำให้นางรู้สึกคลายใจไปได้เปลาะหนึ่ง
ปากบอกว่าจะย้ายไป ทว่าทางฝั่งร้านเก่าก็ไม่ได้ทอดทิ้ง เดิมทีดูแลแค่ร้านเดียวก็ยังรู้สึกว่าคนไม่ค่อยจะพออยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงยามแบ่งคนออกเป็นสองฝั่ง ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อในฐานะผู้ดูแลร้านขายยา จึงทำได้เพียงแยกกันเฝ้าร้านคนละแห่ง
โจวซื่อไม่รู้หนังสือ จึงต้องให้เสี่ยวอวี้รั้งอยู่ช่วยงาน ส่วนฮุ่ยเหนียงนั้นปกติเรื่องบัญชีและเทียบยานางล้วนจัดการเองได้ จึงเพียงแค่พาซิ่วเอ๋อร์ที่พึ่งพาแรงกายได้ติดสอยห้อยตามไปก็พอ
เสิ่นซีตามฮุ่ยเหนียงกับโจวซื่อไปดูร้านมาแล้ว หน้าร้านกว้างขวางโอ่อ่าสว่างไสวจริง ๆ ตัวอาคารเป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสไม่มีพื้นที่สูญเปล่า ทว่าลานหลังบ้านค่อนข้างคับแคบ มีห้องหับอยู่สองสามห้อง แต่นอกจากห้องเก็บของกับห้องน้ำแล้ว ก็ไม่มีพื้นที่สำหรับพักอาศัยเลยแม้แต่น้อย
ที่เดียวพอจะใช้พักผ่อนได้บ้างคือห้องโถงด้านหลังของร้าน ทว่าพื้นที่ก็ไม่ได้กว้างขวางนัก แค่คิดจะตั้งเตาไฟสักเตาก็ยังยากลำบาก
“ท่านน้า ข้าดูแล้วที่นี่น่าจะต้องมีคนคอยดูแล ตอนกลางคืนพวกเราต้องทิ้งคนไว้เฝ้าร้านหรือไม่ขอรับ?” เสิ่นซีเอ่ยเสนอแนะกับฮุ่ยเหนียงหลังจากเดินสำรวจจนทั่ว
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ารับ “ยังคงเป็นเสี่ยวหลางที่คิดอ่านรอบคอบ ทว่าบ้านเราก็ไม่มีบุรุษเสียด้วยสิ ข้าว่ามิสู้ให้ซิ่วเอ๋อร์มานอนค้างที่นี่ตอนกลางคืนก็แล้วกัน ตั้งเตียงให้นางสักหลังในห้องโถงด้านหลัง กินข้าวเย็นเสร็จค่อยให้ข้ามมานอน... หากนางไม่เต็มใจ ก็ค่อยให้นางผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมานอนกับหนิงเอ๋อร์และเสี่ยวอวี้”
ในเมื่อฮุ่ยเหนียงเห็นพ้อง เสิ่นซีก็ไม่พูดสิ่งใดให้มากความอีก
ยามที่ฮุ่ยเหนียงนำเรื่องนี้ไปบอกกล่าวกับซิ่วเอ๋อร์ เดิมทียังแอบกังวลว่าเด็กสาวอาจจะติดความคึกคัก ไม่อยากถูกทิ้งให้อยู่เฝ้าร้านตามลำพัง คาดไม่ถึงว่าซิ่วเอ๋อร์กลับดีใจยิ่งนัก... การต้องอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกับนายท่าน ทุกหนแห่งล้วนต้องคอยระวังคำสั่ง ทำสิ่งใดก็เกรงกลัวว่าจะขาดตกบกพร่อง ซิ่วเอ๋อร์เป็นคนเหนือ นิสัยใจคอเปิดเผยตรงไปตรงมา การอยู่คนเดียวจึงไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวอันใด ซ้ำยังรู้สึกว่าเงียบสงบดีเสียอีก
เมื่อตกลงเรื่องร้านได้แล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือหาช่างไม้มาสั่งทำโต๊ะบัญชี ตู้ขนาดใหญ่ และลิ้นชักสำหรับจัดเก็บสมุนไพร เห็นอยู่ว่าจวนจะถึงเทศกาลเสี่ยวเหนียนแล้ว นอกจากฮุ่ยเหนียงจะวุ่นวายอยู่กับเรื่องร้านใหม่ นางยังต้องปลีกเวลามาทำบัญชีให้ร้านเก่าอีก ทุกวันล้วนยุ่งจนเท้าไม่ติดพื้น
(เชิงอรรถผู้แปล: เทศกาลเสี่ยวเหนียน (小年) คือเทศกาลเล็กช่วงก่อนถึงวันปีใหม่จีน หรือที่มักเรียกกันว่า 'วันส่งเสด็จเทพเจ้าเตาไฟ' ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านจะเริ่มปัดกวาดทำความสะอาดบ้านเรือนและเตรียมตัวต้อนรับตรุษจีน)
เสิ่นซีไม่มีภาระอันใดให้จัดการ จึงขบคิดหาวิธีว่าควรจะป่าวประกาศเช่นไร เพื่อให้ชาวเมืองทุกคนได้รับรู้ว่าร้านใหม่ของฮุ่ยเหนียงได้ฤกษ์เบิกม่านเปิดกิจการแล้ว
วันที่ยี่สิบสองเดือนล่าเยวี่ย ทางฝั่งร้านใหม่ก็จัดแจงข้าวของจนเกือบจะเรียบร้อยดีแล้ว
วันนี้ ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อได้พาเสิ่นซีไปพบกับเถ้าแก่ร้านขายยาแห่งอื่น ๆ ในเมือง เพื่อหารือเรื่องการก่อตั้งสมาคมการค้าร้านขายยา
สมาคมการค้านั้นถือเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับดินแดนทุรกันดารห่างไกลความเจริญเช่นนี้ เดิมทีกิจการร้านขายยาในเมืองนอกจากร้านของฮุ่ยเหนียงแล้ว ล้วนซบเซาอย่างหนัก พอได้รู้ว่าฮุ่ยเหนียงเต็มใจที่จะก่อตั้งสมาคมการค้าในรูปแบบ "การร่วมทุน" ซึ่งมีแบบแผนรัดกุม การค้าขายก็สามารถช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ ในด้านการกำหนดราคาก็ไม่ถึงขั้นต้องมาห้ำหั่นแข่งขันกันเองจนตลาดปั่นป่วน คนส่วนใหญ่จึงล้วนแสดงความเห็นชอบ มีเพียงหนึ่งหรือสองคนที่ไม่อยากตอบตกลง แต่สุดท้ายก็ต้องยอมจำนนต่อสภาพการค้าที่ฝืดเคืองในปัจจุบัน และจำใจเข้าร่วมไปในที่สุด
ด้วยเหตุนี้ สมาคมการค้าร้านขายยาจึงได้ถือกำเนิดขึ้นในอำเภอหนิงฮว่าอย่างเป็นทางการ
ฮุ่ยเหนียงในฐานะผู้ริเริ่ม ย่อมกลายเป็นผู้นำของสมาคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นนี้แล้วในวันหน้า หากผู้ใดในอำเภอหนิงฮว่าคิดจะก้าวเข้ามาทำกิจการร้านขายยา ล้วนต้องผ่านความเห็นชอบจากสมาคมเสียก่อน แม้แต่การเจรจาขอซื้อสมุนไพรจากพ่อค้าคนกลาง ทางสมาคมก็จะเป็นผู้ออกหน้ากว้านซื้อในปริมาณมหาศาลรวดเดียว ซึ่งจะสามารถกดราคาต้นทุนให้ต่ำลงมาได้
แม้ฮุ่ยเหนียงจะเป็นเพียงอิสตรี ทว่าหลังจากผ่านการขัดเกลามาตลอดครึ่งปี นางก็หยัดยืนกลายเป็นสตรัแกร่งที่สามารถรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบระเบียบและรู้หลบรู้หลีกผ่อนสั้นผ่อนยาว
รอจนหารือทุกเรื่องราวลุล่วงแล้ว ฮุ่ยเหนียงก็ลุกขึ้นกล่าวลาบรรดาเถ้าแก่ที่อยู่ในงาน พร้อมกับบอกกล่าวเรื่องที่ร้านขายยาแห่งใหม่ของตนกำลังจะเปิดกิจการให้ทุกคนได้รับทราบ
หลังจากจัดการเรื่องเตรียมการก่อตั้งสมาคมการค้าลุล่วงแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเปิดร้านใหม่
ฮุ่ยเหนียงจงใจเลือกฤกษ์งามยามดี เตรียมเปิดกิจการอย่างเป็นทางการในวันที่ยี่สิบห้าเดือนล่าเยวี่ย
วันนี้มีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง คือตรงกับวันนัดตลาดของอำเภอหนิงฮว่าพอดี ผู้คนพลุกพล่านคึกคัก ชาวบ้านที่เข้าเมืองมาก็มีจำนวนมาก ขอเพียงป่าวประกาศโฆษณาให้เหมาะสม ร้านที่เปิดใหม่ย่อมโด่งดังในชั่วข้ามคืน สร้างความฮือฮาได้อย่างแน่นอน
สิ่งที่ต้องทำในเวลานี้คือการขนย้ายสมุนไพรไปล่วงหน้า จากนั้นก็ว่าจ้างคนงานให้เพียงพอสำหรับเตรียมป้ายร้านตลอดจนเรื่องจุดประทัด ช่วงหลายวันนี้ฮุ่ยเหนียงจึงยุ่งวุ่นวายตั้งแต่เช้าจรดค่ำมืด
ส่วนเสิ่นซีก็ไม่ได้อยู่เฉย สิ่งแรกที่เขาทำคือเขียนใบปลิว จากนั้นก็ไปหาร้านรับพิมพ์ ก่อนจะนำไปจ้างคนแจกจ่ายในเมือง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ในการป่าวประกาศให้เป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวาง
เรื่องนี้เสิ่นซีไม่ได้บอกกล่าวกับท่านแม่ของเขาและฮุ่ยเหนียง ถึงอย่างไรในมือเขาก็มีเงินอยู่ แม้อายุจะยังน้อยทำให้ไม่สะดวกออกหน้าจัดการหลาย ๆ เรื่อง ทว่าเขาเป็นคนทำสิ่งใดล้วนมีขอบเขตรู้หนักเบา จึงให้หวังหลิงจือไปเรียกบ่าวรับใช้จากจวนตระกูลหวังมาคนหนึ่ง เพียงแค่สั่งการตามขั้นตอนก็สามารถจัดการจนเสร็จสิ้นได้
เสิ่นซีกับหวังหลิงจือคอยจับตาดูตั้งแต่ต้นจนจบ รอจนทำใบปลิวเสร็จ หวังหลิงจือก็รับมาส่งมอบให้เสิ่นซี
ด้วยสติปัญญาและสมองของหวังหลิงจือ ย่อมไม่มีทางรู้เลยว่าเสิ่นซีกำลังจะทำสิ่งใด
“ศิษย์พี่ หลายวันนี้ท่านทำตัวลึกลับซับซ้อนนัก ทำของพวกนี้ไปจะมีประโยชน์อันใด? ดูท่าทางแล้วก็ไม่เห็นจะเหมือนคัมภีร์วิทยายุทธ์เลยนะขอรับ” หวังหลิงจือทำหน้ามุ่ยพลางจ้องมองตัวอักษรที่เขียนเบียดเสียดอัดแน่นอยู่บนใบปลิว บางตัวเขาก็พอจะรู้จัก แต่ส่วนใหญ่แล้วล้วนมองจนตาลายก็ยังอ่านไม่ออกสักตัว
เดิมทีเสิ่นซีพิมพ์ใบปลิวก็เพื่อจะให้คนนำไปเดินแจกตามท้องถนน ทว่าต่อมาเขากลับฉุกคิดถึงปัญหาอันน่าปวดหัวขึ้นมาได้ประการหนึ่ง ผู้คนในยุคสมัยนี้ร้อยละเก้าสิบล้วนไม่รู้หนังสือ หากเอาไปแจกจ่ายตามท้องถนนก็คงกลายเป็นเพียงเรื่องตลกขบขัน ดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนแผนกะทันหัน
“เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว ตอนนี้ไปหาแป้งเปียกมาให้ข้าสักหน่อย เราสองคนจะเอาของพวกนี้ไปตระเวนแปะให้ทั่วเมือง หากทำได้ดี ข้าจะสอนยอดวิชาวิทยายุทธ์เพิ่มให้เจ้าอีกสองกระบวนท่า”
หวังหลิงจือพอได้ยินก็ดีใจเป็นล้นพ้น รีบวิ่งกลับบ้านไปหาแป้งเปียกมา จากนั้นก็วิ่งหน้าตั้งตามเสิ่นซีออกไปติดใบปลิว เริ่มจากทิศใต้ของเมืองไปยังทิศตะวันตก จากทิศตะวันตกไปทิศเหนือ และสุดท้ายก็วนผ่านทิศตะวันออกกลับมายังทิศใต้อีกครั้ง ตลอดเส้นทาง ขอเพียงเป็นจุดที่ดูสะดุดตา ทันทีที่เสิ่นซีชี้มือ หวังหลิงจือก็จะถือถังไม้ใส่แป้งเปียกพุ่งเข้าไปหาโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ป้ายแป้งเปียกเสร็จสรรพ เสิ่นซีก็ตามไปแปะใบปลิวทับลงไป เป็นอันเสร็จสิ้นการติดป้ายโฆษณาเล็ก ๆ หนึ่งจุด
จากนั้นทั้งสองก็รีบเผ่นหนีออกจากที่เกิดเหตุ ไปยังสถานที่เป้าหมายต่อไปเพื่อติดใบปลิวต่อ
เพียงช่วงเวลาบ่ายคล้อย ทั้งสองก็ติดใบปลิวไปได้ถึงหกสิบกว่าแผ่น รอจนกลับมาถึงเล้าหมูร้างหลังจวนตระกูลหวัง หวังหลิงจือก็เหนื่อยหอบจนหายใจแทบไม่ทันแล้ว
“แฮ่ก ศิษย์พี่... ท่านว่าพวกเราทำแบบนี้... จะมีประโยชน์อันใด? นี่ยังไม่ใช่การฝึกวิทยายุทธ์เสียหน่อย... อื้ม แต่ศิษย์พี่ยังคงยอดเยี่ยมที่สุด... เดินมาทั้งบ่าย... กลับไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยสักนิด”
เสิ่นซีไม่ใช่ไม่เหนื่อย เพียงแต่เขารู้ว่าเวลาใดควรเร่ง เวลาใดควรผ่อน หวังหลิงจือวิ่งไม่หยุดมาตลอดทั้งบ่าย พละกำลังย่อมสูญเสียไปอย่างมหาศาล ในขณะที่เสิ่นซีส่วนใหญ่จะเดินทอดน่องสบาย ๆ ดังนั้นเขาจึงดูสงบนิ่งเยือกเย็นไม่เหนื่อยหอบ
“กลับไปแล้วอย่าได้ปริปากบอกผู้อื่นเชียวล่ะ อ๊ะ นี่เป็นค่าเหนื่อยของเจ้า รับไปสิ”
ท้ายที่สุดเสิ่นซีก็มอบเงินหนึ่งเฉียนให้หวังหลิงจือเป็นค่าตอบแทน แม้หวังหลิงจือจะเป็นถึงคุณชายน้อยตระกูลหวัง แต่ปกติแล้วหวังชางเนี่ยก็ไม่ได้ให้เงินค่าขนมเขามากนัก โดยเฉพาะนี่คือเงินที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของตนเอง ประสบการณ์เช่นนี้จึงเป็นเรื่องแปลกใหม่และน่าตื่นเต้นหาใดเปรียบ ด้วยเหตุนี้ หลังจากรับเงินจากเสิ่นซีมาแล้ว เขาก็เดินกลับบ้านไปด้วยความเบิกบานใจ
(เชิงอรรถผู้แปล: เงินหนึ่งเฉียน (一钱银子) มาตราชั่งน้ำหนักเงินตราของจีนโบราณ 1 เฉียน เท่ากับ 1 ใน 10 ของ 1 ตำลึง)
ส่วนเสิ่นซีก็เก็บข้าวของให้เรียบร้อย แล้วเดินทางกลับบ้าน