- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 100 เจ้าหญิงหิมะขาว
ตอนที่ 100 เจ้าหญิงหิมะขาว
ตอนที่ 100 เจ้าหญิงหิมะขาว
"ปัง—"
บานประตูพลันถูกผลักเปิดออกจากด้านนอกอย่างกะทันหัน หนิงเอ๋อร์สะดุ้งตกใจสุดขีด รีบดึงเสื้อผ้าที่ยังไม่ทันหลุดลุ่ยลงไปกองกับพื้นขึ้นมาปกปิดเรือนร่างอย่างลนลาน
ครั้นมองเห็นชัดเจนว่าผู้ที่พรวดพราดเข้ามาเป็นผู้ใด หนิงเอ๋อร์ก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ผู้ที่เข้ามาหาใช่ฮุ่ยเหนียงหรือโจวซื่อไม่ แต่เป็นหลินไต้กับลู่ซีเอ๋อร์ เด็กหญิงตัวน้อยทั้งสองกำลังจูงมือกันยืนอยู่หน้าประตู พลางกวาดสายตามองภาพเบื้องหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"คุณหนูทั้งสอง พวกท่าน..."
หนิงเอ๋อร์ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี จึงได้แต่รีบจัดแจงเสื้อผ้าของตนให้เข้าที่เข้าทางอย่างรวดเร็ว
หลินไต้เบะปากแก้มป่อง ชี้มือไปยังบานประตูอย่างขัดเคืองใจ "เจ้า... ออกไปเดี๋ยวนี้!"
หลินไต้ในยามนี้ช่างดูมีมาดกริยาประดุจนายหญิงใหญ่ของบ้าน เสิ่นซีมองดูท่าทางของนางแล้ว ชวนให้รู้สึกราวกับว่าเขากับหลินไต้เป็นสามีภรรยาที่อยู่กินกันมานาน แล้วจู่ ๆ ก็ถูกแม่สิงโตเหอตงจับได้คาหนังคาเขาว่านายท่านกำลังแอบลักลอบพลอดรักกับสาวใช้ในจวนอย่างไรอย่างนั้น
(เชิงอรรถผู้แปล: แม่สิงโตเหอตง (河东狮) สำนวนเปรียบเปรยถึงภรรยาที่ดุร้าย ขี้หึง และมีอำนาจเหนือสามี มาจากบทกวีของซูซื่อที่แต่งหยอกล้อสหายซึ่งเกรงกลัวภรรยา)
หนิงเอ๋อร์หน้าแดงก่ำ หยิบโคมไฟเดินออกจากห้องไปอย่างเก้อเขิน แม้แต่ประตูยังไม่ทันได้ปิด หลินไต้จึงเดินไปปิดบานประตู ก่อนจะหันขวับมาถลึงตาค้อนปะหลับปะเหลือกใส่เสิ่นซีอย่างแค้นเคือง
"พี่ไต้เอ๋อร์ พี่หนิงเอ๋อร์เข้ามาทำอันใดหรือเจ้าคะ?" ลู่ซีเอ๋อร์กะพริบตากลมโตปริบ ๆ มองหลินไต้ด้วยความฉงน
หลินไต้พองแก้มป่อง เอ่ยด้วยน้ำเสียงฮึดฮัด "นางมาเพื่อยั่วยวนพี่เสิ่นซีของเจ้าอย่างไรเล่า ต่อไปพี่เสิ่นซีก็จะไม่ยอมเล่นกับเจ้าแล้ว"
"ไม่เอานะ"
ลู่ซีเอ๋อร์รีบปล่อยมือจากหลินไต้ วิ่งหลุน ๆ ไปที่ขอบเตียงพลางคว้าชายผ้าห่มไว้แน่น "พี่เสิ่นซี วันหน้าข้าอยากเล่นกับท่าน ท่านอย่าเมินซีเอ๋อร์นะเจ้าคะ"
เสิ่นซีลอบยินดีในใจที่เด็กหญิงทั้งสองโผล่มาได้ทันท่วงที ครั้นได้ยินคำกล่าวนั้น เขาก็ยื่นมือไปหยิกพวงแก้มยุ้ย ๆ ของลู่ซีเอ๋อร์เบา ๆ "ข้าจะหักใจไม่ไยดีซีเอ๋อร์เด็กดีผู้น่ารักของข้าได้อย่างไรเล่า?"
ลู่ซีเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้นก็คลายความกังวลใจ วิ่งกลับไปดึงแขนหลินไต้ให้ตามมา "พี่ไต้เอ๋อร์ พวกเราขึ้นไปฟังพี่เสิ่นซีเล่านิทานบนเตียงด้วยกันดีหรือไม่เจ้าคะ?"
เสิ่นซีเพิ่งจะกระจ่างแจ้งแก่ใจว่า ที่แท้หลินไต้กับลู่ซีเอ๋อร์มาหาเขาก็เพื่อฟังนิทานนี่เอง แน่นอนว่าอาจเป็นไปได้เช่นกันที่มื้อค่ำหลินไต้ซดน้ำแกงหม้อไฟไปเสียเยอะ จึงอาศัยความฉลาดแกมโกงวิ่งมาขอนอนกับเสิ่นซี เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองเผลอฉี่รดที่นอนจริง ๆ จนความแตกไปถึงหูโจวซื่อว่าผลงานก่อนหน้านี้ล้วนเป็นฝีมือนาง
"ฮึ ข้าไม่ประสงค์จะนอนร่วมเตียงกับคนนิสัยไม่ดีหรอก"
หลินไต้แสร้งทำทีเป็นกระฟัดกระเฟียด ถึงขั้นหันหลังขวับ รอให้เสิ่นซีเป็นฝ่ายมาง้องอน
เสิ่นซีก้าวลงจากเตียง สวมรองเท้าเกี๊ยะไม้เดินลากเท้าเข้าไปหา สวมกอดเอวคอดกิ่วของหลินไต้จากเบื้องหลังพลางกลั้วหัวเราะ "ภรรยาตัวน้อย อย่าโกรธข้าเลยนะ ข้ากับพี่หนิงเอ๋อร์ไม่มีอันใดเกินเลยจริง ๆ เจ้าอย่าได้เข้าใจผิดไป ในใจข้ามีเพียงเจ้าผู้เดียวนะ"
หลินไต้ถูกเสิ่นซีสวมกอดไว้แน่นทว่ากลับมิได้ดิ้นรนขัดขืน แต่ไหนแต่ไรมาทั้งสองก็นอนร่วมเตียงเดียวกันอยู่แล้ว นางจึงเคยชินกับการล่วงเกินเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเสิ่นซีไปเสียแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นนางย่อมตระหนักดีว่าเมื่อเติบใหญ่ขึ้น นางก็ต้องตบแต่งเป็นภรรยาของเสิ่นซีอยู่ดี
"ใครเขาอยากไปอยู่ในใจเจ้ากัน ช่างหน้าไม่อายเสียจริง"
หลินไต้ปากแข็งกล่าวเช่นนั้น ทว่าสีหน้ากลับดูแช่มชื่นขึ้นเป็นกอง
เด็กหญิงเริ่มมีความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งก่อตัวขึ้นในใจ ทว่านางยังไม่เดียงสาพอที่จะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่ารัก เพียงแค่อยากจะอยู่เคียงข้างคลุกคลีกับเสิ่นซีให้นานขึ้น ไม่อยากถูกสตรีอื่นแย่งชิงตำแหน่งที่ควรจะเป็นของนางไปก็เท่านั้น
ลู่ซีเอ๋อร์ปรบมือแปะ ๆ ด้วยความตื่นเต้นดีใจ "เย้ ได้ฟังนิทานแล้ว พี่เสิ่นซี พี่ไต้เอ๋อร์ พวกเราขึ้นเตียงกันเถิดเจ้าค่ะ ข้าเริ่มจะหนาวแล้ว"
เสิ่นซีเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าเด็กหญิงทั้งสองสวมเพียงเสื้อผ้าตัวในบางเบาเข้ามา ชัดเจนว่าพวกนางคงผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องเรียบร้อยแล้วเกิดอยากฟังนิทานขึ้นมาจึงชวนกันวิ่งมาหา หาได้จงใจบุกมาจับชู้แต่อย่างใด
เสิ่นซีกับเด็กหญิงตัวน้อยทั้งสองปีนขึ้นเตียง ทั้งสามซุกตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มพร้อมกัน หลินไต้ขยับเข้าไปซบอิงแนบชิดข้างกายเสิ่นซีอย่างเป็นธรรมชาติ ลู่ซีเอ๋อร์จึงทำได้เพียงชะโงกหน้ามองเสิ่นซีข้ามไหล่ของหลินไต้ไป
"พี่เสิ่นซี ข้าก็อยากนอนพิงท่านบ้าง ข้าข้ามไปนอนฝั่งนู้นได้หรือไม่เจ้าคะ?" ลู่ซีเอ๋อร์รับรู้ถึงความเสียเปรียบของตำแหน่งที่ตนเองนอนอยู่อย่างรวดเร็ว นางขบเม้มริมฝีปากด้วยฟันซี่เล็ก ๆ พลางเอ่ยถาม
"ได้สิ"
เมื่อได้รับอนุญาตจากเสิ่นซี ลู่ซีเอ๋อร์ก็ปีนข้ามร่างหลินไต้หวังจะเข้าไปนอนด้านในด้วยความดีใจ ทว่าในจังหวะที่ก้าวข้ามไปนั้นกลับสะดุดเข้ากับขาของเสิ่นซี ร่างเล็ก ๆ จึงล้มคะมำกระแทกพื้นกระดานเตียงเข้าอย่างจัง
"อูย เจ็บจัง"
ลู่ซีเอ๋อร์ลูบศีรษะที่โขกเข้ากับขอบเตียงปอย ๆ น้ำตาคลอเบ้าเกือบจะปล่อยโฮออกมา
เสิ่นซีรีบขยับเข้าไปนวดคลึงหน้าผากให้นาง เด็กน้อยผู้นี้วันหนึ่ง ๆ ต้องมีเหตุให้หกล้มหกลุกอยู่หลายหน นั่นก็เป็นเพราะความซุกซนวิ่งซนไปทั่วทั้งวันโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของนางนั่นเอง
"ข้าคลึงให้นะ วันหลังก็อย่าได้ซุ่มซ่ามเช่นนี้อีก ท่านแม่ไม่อยู่บ้าน หากล้มเจ็บขึ้นมาจะไม่มีผู้ใดล่วงรู้นะ" เสิ่นซีประคองศีรษะของลู่ซีเอ๋อร์ให้นอนหนุนบนหมอน มือก็ลูบหน้าผากของนางเบา ๆ ลู่ซีเอ๋อร์พลันส่งเสียงอู้อี้ออดอ้อนในลำคอทันที
หลินไต้ที่มองอยู่ด้านข้างรู้สึกขัดหูขัดตาประหนึ่งได้กลิ่นน้ำส้มสายชู "นี่ สรุปจะเล่านิทานหรือไม่เล่า?"
(เชิงอรรถผู้แปล: น้ำส้มสายชู มาจากสำนวน "กินน้ำส้มสายชู" (吃醋) หมายถึง อาการหึงหวง มีที่มาจากเกร็ดประวัติศาสตร์ยุคราชวงศ์ถังที่ภรรยาขุนนางยอมดื่มน้ำส้มสายชูที่ฮ่องเต้หลอกว่าเป็นยาพิษ เพื่อแลกกับการไม่ให้สามีรับอนุภรรยา)
"ภรรยาตัวน้อย เจ้ารีบร้อนแล้วหรือ? ซีเอ๋อร์ รีบลุกขึ้นนั่งเร็วเข้า พวกเราจะเริ่มเล่านิทานกันแล้ว"
เสิ่นซีตั้งใจจะประคองลู่ซีเอ๋อร์ให้ลุกขึ้นนั่ง ทว่าเด็กน้อยกลับเจ้าเล่ห์นัก มุดพรวดเข้าไปซุกอยู่ในอ้อมอกของเสิ่นซี แหงนหน้าขึ้นมองเสิ่นซีกับหลินไต้ "ข้านอนฟังนิทานเช่นนี้ก็พอแล้วเจ้าค่ะ"
พริบตานั้นเสิ่นซีพลันเกิดความรู้สึกราวกับว่าพวกเขากำลังสวมบทบาทเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกที่มีกันสามคน เขาและหลินไต้เป็นสามีภรรยา ส่วนลู่ซีเอ๋อร์คือบุตรีตัวน้อยที่น่าทะนุถนอม หรือไม่ก็... เด็กหญิงทั้งสองคือภรรยาตัวน้อยของเขาทั้งคู่ แต่ภาพจินตนาการนั้นช่างงดงามเกินไปจนเขาไม่กล้าคิดเตลิดเปิดเปิงไปไกลกว่านี้ เกรงว่าจิตใจจะว้าวุ่นจนพานข่มตาหลับไม่ลงตลอดทั้งคืน
"พวกเจ้าอยากฟังนิทานเรื่องอันใดเล่า?" เสิ่นซีเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
"ข้าอยากฟังความฝันในหอแดง"
"ตือโป๊ยก่ายสนุกกว่าตั้งเยอะ"
เด็กหญิงทั้งสองโพล่งขึ้นมาแทบจะพร้อมเพรียงกัน
หลินไต้มักจะเฝ้าใฝ่ฝันถึงเรื่องราวความรักระหว่างเจี่ยเป่าอวี้และหลินไต้อวี้ในความฝันในหอแดงอยู่เสมอ หลังจากที่นางได้ฟังนิทานเรื่องนี้ นางก็ดื่มด่ำไปกับเนื้อเรื่องจนเอาตนเองเข้าไปสวมบทบาท ความรู้สึกผูกพันอาลัยอาวรณ์ที่มีต่อเสิ่นซีก็ยิ่งทวีความลึกซึ้ง ราวกับว่าความฝันในหอแดงได้สอนให้นางรู้จักทะนุถนอมคนข้างกายอย่างไรอย่างนั้น
(เชิงอรรถผู้แปล: เจี่ยเป่าอวี้ และ หลินไต้อวี้ (贾宝玉, 林黛玉) พระเอกและนางเอกในวรรณกรรมความฝันในหอแดง ผู้มีชะตากรรมความรักที่ลึกซึ้งทว่ารันทด)
ส่วนทางด้านลู่ซีเอ๋อร์นั้น เป็นเพราะก่อนหน้านี้เสิ่นซีเคยเล่าเรื่องซุนหงอคงอาละวาดแดนสวรรค์ ต่อด้วยการคุ้มครองพระถังซัมจั๋งไปอัญเชิญพระไตรปิฎกที่ชมพูทวีปให้ฟัง แต่เรื่องที่น่าแปลกก็คือ เด็กน้อยผู้นี้กลับไม่ค่อยสนใจซุนหงอคง พระถังซัมจั๋ง หรือซัวเจ๋งสักเท่าใดนัก ทว่ากลับให้ความสนใจ 'หมูเดินได้' ตัวนั้นเป็นพิเศษ
เสิ่นซีทอดถอนใจ "เรื่องที่พวกเจ้าอยากฟังไม่เหมือนกัน แล้วข้าควรจะเล่าเรื่องใดดีเล่า?"
"พี่เสิ่นซีไม่เอ็นดูข้าแล้ว..."
ลู่ซีเอ๋อร์เริ่มงัดไม้ตายออดอ้อนออกมาใช้ ส่วนหลินไต้ที่อยู่อีกฝั่งก็ไม่ยอมน้อยหน้า เด็กหญิงทั้งสองต่างฉุดรั้งแขนของเสิ่นซีเอาไว้พร้อมกัน คนหนึ่งทำหน้าตาน้อยเนื้อต่ำใจ ส่วนอีกคนก็มองมาด้วยสายตาตัดพ้อเง้างอน ทำเอาเสิ่นซีตกที่นั่งลำบาก เลือกไม่ถูกว่าจะตามใจผู้ใดดี
ตามใจคนพี่ก็ขัดใจคนน้อง หากเลือกเล่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็รังแต่จะทำให้อีกคนต้องขุ่นข้องหมองใจ ทางออกที่ดีที่สุดเห็นทีคงต้องหานิทานเรื่องใหม่ที่ถูกอกถูกใจเด็กหญิงทั้งสองคนมาเล่าเสียแล้ว
"เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ข้าจะเล่านิทานเรื่อง 'เจ้าหญิงหิมะขาวกับคนแคระทั้งเจ็ด' ให้พวกเจ้าฟัง เป็นอย่างไร?"
เสิ่นซีกล่าวด้วยรอยยิ้ม ในใจเริ่มดีดลูกคิดรางแก้ว นิทานเรื่องนี้ไม่เพียงมีเรื่องราวความรักใคร่เสน่หาตามที่หลินไต้ปรารถนาจะฟัง ทว่ายังมีภูตผีปีศาจตามรสนิยมของลู่ซีเอ๋อร์ ช่างเหมาะสมลงตัวพอดิบพอดี
ทว่าลู่ซีเอ๋อร์และหลินไต้กลับไม่ซาบซึ้งในน้ำใจ ยังคงดึงดันจะให้เขาเล่า 'ความฝันในหอแดง' และ 'ไซอิ๋ว' ให้จงได้
เสิ่นซีปั้นหน้าขรึม งัดเอาความน่าเกรงขามของบุรุษชาตรีออกมาใช้ "ตกลงข้าเป็นคนเล่าหรือพวกเจ้าเป็นคนเล่ากันแน่? ข้าจะเล่าเรื่อง 'เจ้าหญิงหิมะขาวกับคนแคระทั้งเจ็ด' หากฟังจนจบแล้วพวกเจ้ารู้สึกว่าไม่สนุก ข้าค่อยเปลี่ยนไปเล่าเรื่องอื่น"
แม้ปกติแล้วเด็กหญิงตัวน้อยทั้งสองจะซุกซนเอาแต่ใจไปบ้าง ทว่าคำพูดของเสิ่นซีกลับใช้ได้ผลชะงัดนัก เมื่อลู่ซีเอ๋อร์กับหลินไต้เห็นเสิ่นซีมีท่าทีไม่สบอารมณ์ ทั้งคู่ก็พากันหุบปากเงียบอย่างว่าง่าย
เสิ่นซีตีหน้าขรึมจริงจัง เริ่มต้นเปิดฉากเล่านิทานของตน "กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีปราสาทอยู่หลังหนึ่ง ภายในปราสาทมีเจ้าหญิงผู้เลอโฉมพำนักอยู่..."
น้ำเสียงของเสิ่นซีเนิบนาบเชื่องช้า เด็กหญิงทั้งสองตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ ครั้นเสิ่นซีเล่าถึงตอนที่เจ้าหญิงถูกแม่มดเฒ่าซึ่งปลอมตัวเป็นแม่ค้าเร่หลอกล่อให้หลงกล จนถูกรัดด้วยเชือกรัดเสื้อสีสันสดใสจนสิ้นสติไป เด็กหญิงทั้งสองก็เบิกตากลมโตตื่นตระหนก และเมื่อเล่ามาถึงตอนที่เจ้าหญิงหิมะขาวกัดกินผลผิงกั่วอาบยาพิษจนหลับใหลไม่ได้สติ ถูกบรรจุร่างลงในโลงผลึกแก้ว เด็กน้อยทั้งสองก็ร้อนใจจนแทบจะปล่อยโฮออกมา
(เชิงอรรถผู้แปล: ผิงกั่ว (苹果) คือชื่อเรียกผลแอปเปิลในภาษาจีน)
นิทานเรื่องเจ้าหญิงหิมะขาวมิได้ยืดยาวเฉกเช่นไซอิ๋วหรือความฝันในหอแดง เพื่อดึงดูดความสนใจของเด็กหญิงทั้งสอง เสิ่นซีจึงด้นสดแต่งเติมเนื้อหาเฉพาะกิจเข้าไปมากมาย ทั้งเรื่องเจ้าชายรูปงามขี่ม้าขาวมาเยือน ตลอดจนปักษาศักดิ์สิทธิ์บนสรวงสวรรค์ที่สามารถดลบันดาลคำอธิษฐานของมนุษย์ให้เป็นจริง สรุปแล้วล้วนเป็นการหยิบยกเอาเรื่องราวประหลาดพิสดารสารพัดสารพันมายำรวมกัน ทำเอาเด็กหญิงทั้งสองที่รับฟังอยู่ถึงกับเคลิบเคลิ้มหลงใหลไปตาม ๆ กัน
"แล้วต่อจากนั้นเป็นอย่างไรหรือเจ้าคะ?"
เสิ่นซียิ่งเล่าก็ยิ่งอ่อนล้า อย่างไรเสียเขาก็ตรากตรำลำบากมาตลอดทั้งวัน ร่างกายจึงเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเต็มที
เดิมทีเสิ่นซีตั้งใจจะใช้นิทานกล่อมเด็กหญิงทั้งสองให้หลับใหล ทว่าเล่าไปเล่ามากลับพบว่าพวกนางยิ่งฟังก็ยิ่งตาสว่างกระปรี้กระเปร่า ครั้นลองตรึกตรองดูให้ดี ในช่วงกลางวันพวกนางล้วนว่างเว้นไร้ภารกิจ หากง่วงงุนก็ล้มตัวลงนอนได้ทุกเมื่อ ทว่าตัวเขาจะฟุบหลับในสถานศึกษาตามอำเภอใจมิได้เป็นอันขาด มิเช่นนั้นไม้เรียวของซูอวิ๋นจงอาจฟาดลงมาได้ทุกเมื่อ
"ต่อจากนั้น เจ้าชายก็ขี่วิหคสวรรค์มาช่วยเจ้าหญิงออกไปได้สำเร็จ และทั้งสองก็ครองรักกันอย่างมีความสุขตราบนานเท่านาน" เสิ่นซีงัดเอามุกจบแบบสำเร็จรูปที่เขามักใช้เป็นประจำเวลาเล่านิทานมาตัดจบบท
หลินไต้ขมวดคิ้วมุ่น "มิใช่เจ้าชายขี่ม้าขาวหรอกหรือ? เหตุใดจึงเปลี่ยนไปขี่วิหคสวรรค์ได้เล่า?"
เสิ่นซีครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงเอ่ยแก้ตัว "ม้าขาวถูกเวทมนตร์ของแม่มดเฒ่าสาปให้หายไปแล้วน่ะสิ เจ้าชายจึงทำได้เพียงขี่วิหคสวรรค์ อีกอย่าง วิ่งอยู่บนพื้นดินย่อมไม่รวดเร็วเท่าโผบินอยู่บนท้องนภา มิใช่หรือ?"
ทางด้านลู่ซีเอ๋อร์เองก็มีข้อสงสัยเช่นกัน "พี่เสิ่นซี แล้วคนแคระทั้งเจ็ดล่ะเจ้าคะ? เจ้าชายกับเจ้าหญิงทอดทิ้งพวกเขากระนั้นหรือ?"
เสิ่นซีอยากจะตอบเหลือเกินว่า เจ้าหญิง เจ้าชาย และคนแคระทั้งเจ็ด ล้วนใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขพร้อมหน้าพร้อมตา ทว่าหากกล่าวเช่นนั้นก็เกรงว่าจะเป็นการปลูกฝังค่านิยมที่ผิดเพี้ยน สร้างมุมมองการใช้ชีวิตและมุมมองความรักที่ไม่ถูกต้องให้แก่เด็กน้อย
"ในท้ายที่สุด คนแคระทั้งเจ็ดก็รวมร่างกันกลายเป็นเจ้าหญิงผู้เลอโฉมอีกพระองค์หนึ่ง และได้ใช้ชีวิตร่วมกับเจ้าชาย ทั้งสามคนครองรักกันอย่างมีความสุข"
เสิ่นซีสมองแล่นไวหลุดปากพูดโพล่งออกไป อย่างไรเสียนิทานเรื่องนี้เขาก็เป็นคนเล่า จะปั้นน้ำเป็นตัวแต่งเติมอย่างไรย่อมได้ทั้งสิ้น
หลินไต้ไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง "จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร? เจ้าชายกับเจ้าหญิงเขารักกันอยู่แท้ ๆ แต่เจ้ากลับจับเจ้าหญิงอีกองค์มาอยู่กับเจ้าชาย ฮึ เห็นได้ชัดว่าเจ้ากำลังแต่งเรื่องส่งเดช"
ทว่าลู่ซีเอ๋อร์ที่อยู่ข้าง ๆ กลับดีอกดีใจกระโดดโลดเต้น "ไม่ใช่นะเจ้าคะ เช่นนี้เจ้าชายก็จะมีเจ้าหญิงสองพระองค์ในคราวเดียว เหมือนกับพี่เสิ่นซีที่มีพี่ไต้เอ๋อร์ แล้วก็มีซีเอ๋อร์น้อยด้วย ดังนั้นพี่เสิ่นซีก็คือเจ้าชายอย่างไรเล่าเจ้าคะ"
หลินไต้สะบัดหน้าหนีด้วยความขุ่นเคือง ไม่ยอมสบตาเสิ่นซี คล้ายกับว่ากำลังแง่งอนอีกแล้ว ทว่าบนเตียงกว้างนี้มีหมอนเพียงใบเดียว นางจึงจำต้องนอนหนุนหมอนร่วมกับเสิ่นซีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"ซีเอ๋อร์เด็กดี นิทานจบแล้ว ถึงเวลานอนแล้ว วันนี้ให้เจ้าชายอยู่เป็นเพื่อนส่งเจ้าหญิงผู้เลอโฉมทั้งสองเข้านอน ดีหรือไม่?"
เสิ่นซีใช้นิ้วเขี่ยจมูกรั้น ๆ ของลู่ซีเอ๋อร์พลางกล่าวกลั้วรอยยิ้ม
"เจ้าค่ะ"
ลู่ซีเอ๋อร์ดีใจเป็นล้นพ้น ปกตินางต้องนอนคนเดียว ทว่าวันนี้กลับมีหลินไต้กับเสิ่นซีมาอยู่เป็นเพื่อน ในสายตาของนาง พี่เสิ่นซีของนางนั้นเก่งกาจรอบด้านราวกับมีอิทธิฤทธิ์กว้างขวาง นางจึงถือวิสาสะสวมกอดเสิ่นซี ดึงดันจะซุกตัวนอนในอ้อมกอดของเขาให้จงได้
(เชิงอรรถผู้แปล: มีอิทธิฤทธิ์กว้างขวาง (神通广大) สำนวนจีนเปรียบเปรยถึงผู้ที่มีความสามารถเหนือธรรมดา สามารถจัดการแก้ไขปัญหาได้ทุกเรื่องราว)
คืนนั้นเสิ่นซีหลับ ๆ ตื่น ๆ นอนไม่ค่อยสนิทนัก กลางดึกต้องคอยแกะมือของลู่ซีเอ๋อร์ที่รัดแน่นจนเกินไปออกอยู่หลายหน ทว่าพอพลิกตัวหันไปงีบหลับได้เพียงครู่เดียว ก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้งในสภาพแทบขาดอากาศหายใจ และต้องคอยผลักร่างของลู่ซีเอ๋อร์ออกไปอีกครา
"สมน้ำหน้า ใครใช้ให้เจ้าเล่าเรื่องเจ้าหญิงสององค์กันเล่า"
เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อตื่นขึ้นมา หลินใต้มองดูขอบตาดำคล้ำของเสิ่นซีพลางกล่าวเจือกระแสเสียงตัดพ้อเง้างอนแบบสตรี
เสิ่นซีส่ายหน้ายิ้มขื่น พละกำลังของเด็กตัวน้อยนี่ช่างเหลือล้นเสียจริง เมื่อเขาตื่นขึ้นมา บนเตียงก็เหลือเพียงเขาแค่คนเดียวเสียแล้ว
เสิ่นซีเพิ่งจะสวมเสื้อผ้าเสร็จและกำลังจะผลักประตูออกไปล้างหน้าบ้วนปาก จังหวะนั้นลู่ซีเอ๋อร์ก็หอบเอาบทนิทานที่ฮุ่ยเหนียงมักจะอ่านเป็นประจำวิ่งเข้ามาในห้องด้วยท่าทีเบิกบานใจ "พี่เสิ่นซี ท่านแม่ชอบอ่านหนังสือพวกนี้ แต่ข้าอ่านไม่ออก ท่านเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่เจ้าคะ?"
เสิ่นซีร้องโอดครวญในใจ เพิ่งจะตื่นนอนแท้ ๆ เด็กน้อยก็มาเซ้าซี้ให้เขาเล่านิทานอีกแล้ว ราวกับว่าชีวิตเขานอกจากเล่านิทานแล้วก็ไม่มีงานการอื่นให้ทำอีก
"ไม่ได้หรอก ข้ายังต้องไปสถานศึกษาอีกนะ! เอาเช่นนี้แล้วกัน รอให้ข้าสอนหนังสือเจ้าเพิ่มอีกสักหน่อย แล้วเจ้าก็ค่อยเอาไปอ่านเอง ดีหรือไม่" เสิ่นซีหมายจะปลอบประโลมลู่ซีเอ๋อร์ ทว่ากลับเรียกความไม่พอใจจากเจ้าตัวเล็กแทน ริมฝีปากจิ้มลิ้มเม้มเข้าหากันแน่น ขาดเพียงแค่ยังไม่ทันได้ลงไปนอนดิ้นออดอ้อนเท่านั้น
เสิ่นซีทอดถอนใจแผ่วเบา หากเด็กหญิงทั้งสองรู้หนังสือมากกว่านี้ เขาก็คงจะเบาแรงไปได้มากโข พวกนางอยากจะอ่านนิทานเรื่องอันใด ก็เพียงแค่นำไปตีพิมพ์ออกมาให้พวกนางอ่านให้จุใจก็สิ้นเรื่อง ทว่าการร่ำเรียนเขียนอ่านนั้นมิอาจสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน หากจะมุ่งหวังให้เด็กหญิงทั้งสองอ่านหนังสือได้ด้วยตนเอง อย่างน้อยก็ต้องรอไปอีกหลายปี
'หากมีนิทานภาพก็คงจะดี ไม่ว่าเด็กจะอายุเท่าใดก็สามารถดูภาพแล้วเข้าใจเนื้อหาคร่าว ๆ ได้' จู่ ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวเสิ่นซี ราวกับเขามองเห็นหนทางรับทรัพย์มหาศาลทอดตัวอยู่เบื้องหน้า
ทว่าการจะให้เขาวาดภาพลายเส้นแบบเต็มรูปแบบนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ หากใช้นวนิยายอย่าง 'ซัวงักฉวนจ้วน' และ 'ถงหลินจ้วน' มาเป็นเค้าโครงวาดนิทานภาพ ความยาวของเรื่องราวนั้นมากเกินไป ย่อมเกินขีดความสามารถของเขา ทว่าหากเป็นสมุดภาพต่อเนื่องล่ะก็ สถานการณ์ย่อมแตกต่างออกไป
สมุดภาพต่อเนื่องนั้น ในแต่ละหน้าต้องการเพียงฉากเดียวและภาพเพียงหนึ่งภาพ ด้านล่างแนบคำบรรยายสั้น ๆ ปล่อยให้เรื่องราวดำเนินไปตามภาพวาดที่ปรากฏ ต่อให้เป็นผู้ที่ไม่รู้หนังสือแม้แต่ตัวเดียว เมื่อได้เห็นสมุดภาพต่อเนื่องก็ยังพอจะคาดเดาเนื้อหาคร่าว ๆ ได้ว่ากำลังดำเนินไปในทิศทางใด
ยิ่งไปกว่านั้น ข้อดีอันดับหนึ่งของสมุดภาพต่อเนื่องก็คือ การสอดแทรกความรู้ในความบันเทิง สามารถนำมาใช้เป็นตำราสอนเด็กหญิงทั้งสองให้อ่านออกเขียนได้ การมีทั้งรูปภาพและเนื้อหานิทานควบคู่กัน ย่อมสามารถกระตุ้นความสนใจในการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ได้ดีกว่าการท่องจำ 'คัมภีร์สามอักษร' 'คัมภีร์พันอักษร' 'คัมภีร์ร้อยแซ่' หรือแม้กระทั่ง 'คัมภีร์โย่วเสวียฉยงหลิน' ที่เขาเป็นคนเรียบเรียงขึ้นเสียอีก
"ซีเอ๋อร์ เจ้านี่ช่างฉลาดเฉลียวเสียจริง" เสิ่นซีลิงโลดในใจ ด้วยความลืมตัวจึงชะโงกหน้าเข้าไปหอมแก้มลู่ซีเอ๋อร์ฟอดใหญ่
ลู่ซีเอ๋อร์เบิกตากว้าง ยังไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวก็ถูกจู่โจมขโมยหอมแก้มไปเสียแล้ว ทว่านางก็มิได้รู้สึกว่ามีสิ่งใดไม่เหมาะสม เพียงแค่ยกมือขึ้นลูบแก้มข้างที่โดนหอมปอย ๆ
เสิ่นซีรีบเข้าไปในห้องเพื่อเล่าความคิดริเริ่มนี้ให้ฮุ่ยเหนียงที่กำลังเตรียมตัวไปเปิดร้านค้าแห่งใหม่ฟัง เมื่อฮุ่ยเหนียงได้ฟังก็รู้สึกว่าเป็นความคิดที่น่าสนใจยิ่งนัก ทว่าสีหน้าของนางกลับฉายแววลำบากใจ
"เสี่ยวหลาง แม้น้าจะเพิ่งก้าวเข้ามาคลุกคลีในแวดวงการพิมพ์หนังสือได้ไม่นานนัก ทว่าก็พอจะรู้หลักการอยู่บ้าง การพิมพ์ตัวอักษรนั้นค่อนข้างเรียบง่าย ขอเพียงใช้แม่พิมพ์ตัวเรียงก็สำเร็จลุล่วงได้ ทว่าการจะพิมพ์ภาพวาดนั้นเล่า จะมีวิธีการพิมพ์อย่างไรกัน?"
เสิ่นซีอยากจะโพล่งออกไปเหลือเกินว่าท่านช่างตื่นตูมไปได้ ในยุคสมัยนี้กรรมวิธีการพิมพ์ภาพวังวสันต์นั้นพัฒนาจนเป็นรูปเป็นร่างมาตั้งนานแล้ว เพียงแค่ใช้แม่พิมพ์ไม้แกะสลักแบบตายตัวก็สามารถพิมพ์ภาพออกมาได้แล้ว
(เชิงอรรถผู้แปล: ภาพวังวสันต์ (春宫图) ภาพวาดเชิงสังวาสหรือภาพจิตรกรรมอีโรติกของจีนโบราณ มักใช้เป็นตำราเพศศึกษาหรือเพื่อความบันเทิง)
"ท่านน้าวางใจเถิด มีข้าอยู่ทั้งคน ปัญหาเรื่องทักษะและวิธีการนั้นข้าสามารถแก้ไขได้อย่างแน่นอน ขอเพียงท่านน้าเห็นด้วยว่าความคิดนี้ยอดเยี่ยม วันหน้าพวกเราลองลงมือทำกันดูสักตั้งก็ไม่เสียหายนะขอรับ"