- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 61 สมาชิกใหม่ของบ้าน
ตอนที่ 61 สมาชิกใหม่ของบ้าน
ตอนที่ 61 สมาชิกใหม่ของบ้าน
จู่ๆ ที่บ้านก็มีสมาชิกใหม่เพิ่มมาถึงสามคน จึงจำเป็นต้องจัดหาที่หลับที่นอนให้เรียบร้อยโดยเร็ว ทว่านี่เป็นช่วงกลางฤดูหนาวเหน็บ แถมยังเป็นยามวิกาล การตระเตรียมสิ่งใดล้วนฉุกละหุกไปเสียหมด
ฮุ่ยเหนียงเข้าไปค้นหาในห้องของตนอยู่พักใหญ่ ก่อนจะหอบเอาเครื่องนอนชุดหนึ่งออกมา นางจัดการสะสางพื้นที่ในห้องหูที่อยู่ติดกับห้องเก็บของหลังบ้าน ทว่ามีเตียงเพียงเตียงเดียว ย่อมไม่พอให้นอนเบียดกันได้
ฮุ่ยเหนียงรู้สึกเหนื่อยล้าเล็กน้อย นางทรุดตัวลงนั่งพักพลางเอ่ยกับโจวซื่อ “เป็นเพราะรีบร้อนเกินไปแท้ๆ ก่อนจะพารับตัวพวกนางมา ข้าก็ยังไม่ได้คิดเลยว่าจะจัดสรรที่อยู่ให้อย่างไร”
เสิ่นซีที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยเตือน “ท่านแม่ บ้านเรามีเตียงตั้งสามหลังไม่ใช่หรือขอรับ ปกติไต้เอ๋อร์ก็นอนกับข้า ว่างอยู่เตียงหนึ่ง มิสู้ให้พี่เสี่ยวอวี้ไปพักที่บ้านเราเถิด”
โจวซื่อครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว “เช่นนั้นก็ได้ ให้พวกนางมีที่หลับที่นอนไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน เดี๋ยวข้าไปบอกเสี่ยวอวี้ให้กลับไปพร้อมกับแม่ลูกเรา มีคนเพิ่มมาอีกคน ตอนกลางคืนจะได้อุ่นใจขึ้นบ้าง เพียงแต่... คงให้อยู่ถาวรไม่ได้ น้องสาวก็รู้ว่าฝั่งบ้านข้าไม่ค่อยสะดวกเท่าใดนัก”
ฮุ่ยเหนียงแย้มยิ้ม นางย่อมรู้ดีว่าโจวซื่อกำลังกังวลเรื่องใด
สถานการณ์ฝั่งบ้านตระกูลเสิ่นนั้นต่างจากที่ร้านขายยา เพราะยังมีบุรุษอยู่ แม้ตอนนี้เสิ่นหมิงจวินจะกลับไปทำงานที่อำเภอหนิงฮว่า และมักจะไม่ค่อยอยู่บ้าน แต่ถึงอย่างไรเขาก็ต้องกลับมานอนที่บ้านอยู่ดี
จู่ๆ ในบ้านมีเด็กสาววัยสิบสี่สิบห้าเพิ่มเข้ามา ใครจะรับประกันได้ว่าจะไม่มีเรื่องไม่งามอันใดเกิดขึ้น
ฮุ่ยเหนียงหัวเราะเบาๆ “พี่สาวคิดมากไปแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะให้คนมาจัดเตรียมห้องหับให้เรียบร้อย แล้วค่อยให้เสี่ยวอวี้ย้ายกลับมา”
โจวซื่อได้ยินเช่นนั้นจึงค่อยเบาใจลง
เมื่อเดินกลับมายังส่วนหน้าของร้านขายยา เด็กสาวทั้งสามที่เดิมนั่งอยู่ก็รีบลุกขึ้นยืนต้อนรับพร้อมกัน สีหน้าท่าทางล้วนเต็มไปด้วยความนอบน้อมและเกร็งเครียด
ฮุ่ยเหนียงส่งยิ้มให้ “ข้าบอกแล้วว่าให้คิดเสียว่าเป็นบ้านของพวกเจ้าเอง ในครัวมีเตาไฟ ฟืนก็มีเตรียมไว้พร้อมสรรพ ทั้งยังมีถังไม้อาบน้ำ พวกเจ้าไปต้มน้ำอาบเปลี่ยนเสื้อผ้ากันก่อนเถิด พอชำระล้างร่างกายเสร็จ ข้าจะจัดที่นอนให้ คืนนี้ฉุกละหุกนัก พวกเจ้าก็ถูไถนอนกันไปก่อน ไว้พรุ่งนี้ข้าจะจัดแจงให้ดีกว่านี้”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ นายหญิง” เด็กสาวทั้งสามประสานเสียงตอบพร้อมกัน
ฮุ่ยเหนียงลอบถอนหายใจ พอได้ยินคำเรียกขานว่า ‘นายหญิง’ นางก็รู้สึกอึดอัดชอบกล แต่ถึงกระนั้น นางก็เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้จริงๆ และเด็กสาวทั้งสามที่ซื้อตัวมาก็มีฐานะเป็นเพียงสาวใช้คอยรับใช้ เมื่อคิดได้ว่าคงไม่อาจทำให้เด็กทั้งสามกลมกลืนกับคนในบ้านได้ในชั่วข้ามคืน สู้ค่อยเป็นค่อยไป ปล่อยให้เวลาซึมซับไปเองจะดีกว่า นางจึงไม่บังคับให้พวกนางเปลี่ยนคำเรียกขานอีก
(เชิงอรรถผู้แปล: นายหญิง (奶奶 - ไหน่ไน) ในสมัยหมิงและชิง บ่าวไพร่จะนิยมเรียกภรรยาเอกหรือสตรีเจ้าของจวนว่า "ไหน่ไน" ซึ่งคำนี้แปลตรงตัวได้ว่า "คุณย่า/คุณยาย" ฮุ่ยเหนียงที่ยังอายุไม่มากจึงรู้สึกอึดอัดและขัดเขินเมื่อถูกเรียกเช่นนี้)
เวลานี้คนในบ้านยังไม่มีข้าวตกถึงท้องเลยสักคน เด็กสาวทั้งสามหยิบเสื้อผ้าผลัดเปลี่ยนออกจากห่อผ้าใบเล็กของตน แล้วเดินไปต้มน้ำเตรียมอาบ โจวซื่อกลับไปทำมื้อเย็นที่บ้านในตรอกด้านหลังก่อน ส่วนฮุ่ยเหนียงก็ง่วนอยู่กับการปูที่นอน
เวลานั้นเอง หลินไต้กับลู่ซีเอ๋อร์ก็ผลุบโผล่ออกมาจากที่ใดก็สุดรู้... เด็กหญิงทั้งสองวิ่งเล่นในลานบ้านจนเหนื่อยจึงปีนขึ้นเตียงไปนอนเล่น คุยจ้อกแจ้กกันไปมาจนเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่ทราบ กระทั่งได้ยินเสียงความวุ่นวายจึงเพิ่งงัวเงียตื่นขึ้น พอลงจากเตียงได้ก็ค่อยๆ ย่องเข้ามาหาเสิ่นซีราวกับลูกหนูตัวน้อย
ลู่ซีเอ๋อร์มองดูเด็กสาวทั้งสามที่กำลังยุ่งอยู่ก้นครัวหลังบ้าน พลางเอ่ยถาม “พี่เสิ่นซี พวกนางคือใครหรือเจ้าคะ?”
“พวกนางคือพี่สาวที่จะมาเล่นกับเจ้าในวันข้างหน้าอย่างไรเล่า ประเดี๋ยวแม่ของเจ้าก็คงแนะนำให้รู้จักเองแหละ” เสิ่นซีตอบด้วยรอยยิ้มตาหยี
ลู่ซีเอ๋อร์กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ “ดีจังเลย ต่อไปก็มีพี่สาวมาเล่นด้วยเพิ่มตั้งหลายคน คิกคิก พี่ไต้เอ๋อร์ ท่านดีใจหรือไม่?”
หลินไต้ทำหน้าตึงไม่ปริปากพูดแม้แต่ครึ่งคำ ดูออกชัดเจนว่านางไม่ได้ยินดีนัก
ตามหลักแล้ว หลินไต้ก็เป็นเด็กที่โจวซื่อเก็บมาเลี้ยงดู เดิมทีควรจะต้องทำงานปัดกวาดเช็ดถูเสมือนคนรับใช้ในบ้าน เพียงแต่โจวซื่อตั้งใจจะฟูมฟักนางให้เป็นสะใภ้เลี้ยงมาตั้งแต่ต้น จึงคอยทะนุถนอมดูแลเป็นพิเศษ หากวันหน้าในบ้านมีสาวใช้เพิ่มมาอีกตั้งสามคน ใครจะรับประกันได้ว่าโจวซื่อจะไม่เปลี่ยนใจ สัญชาตญาณของนางจึงสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามในทันที
ผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดโจวซื่อก็ทำกับข้าวเสร็จ
จู่ๆ บ้านก็มีคนเพิ่มมาอีกสามคน แม้ว่านอกจากเสิ่นซีแล้วจะมีแต่สตรี ทว่าหลายปากหลายท้องเช่นนี้ก็ต้องใช้เวลาเตรียมอาหารไม่น้อย
มื้อค่ำนั้นเรียบง่าย มีเพียงข้าวสวยนึ่งกระบุงไม้ไผ่ กับข้าวสองอย่างคือเต้าหู้ทอดผัดพริกและปลาเต้าซี่นึ่ง ล้วนเป็นอาหารที่พอจะเห็นคราบน้ำมันและเนื้อสัตว์อยู่บ้าง
(เชิงอรรถผู้แปล: ปลาเต้าซี่นึ่ง (豆豉蒸鱼 - โต้วฉื่อเจิงอวี๋) อาหารจีนที่นำปลาไปนึ่งกับ "เต้าซี่" (豆豉 - ถั่วเหลืองดำหมักเกลือจนมีสีดำและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว) ซึ่งเป็นเครื่องปรุงรสโบราณยอดนิยมของจีนที่ให้รสเค็มและกลมกล่อม มักนึ่งผสมกับขิงและกระเทียมเพื่อดับกลิ่นคาวปลาและเพิ่มความหอม)
เมื่อโจวซื่อหิ้วกล่องใส่อาหารเดินมาถึง นางก็เอ่ยอย่างกังวล “กับข้าวแค่นี้เกรงว่าจะไม่อิ่มท้อง เอาไว้ข้ากลับไปทำมาเพิ่มอีกหน่อยดีหรือไม่?”
ฮุ่ยเหนียงกวาดตามองก่อนจะตอบ “น่าจะพอแล้วล่ะ ในครัวยังมีแป้งทอดต้นหอมที่เหลือจากเมื่อวานอยู่อีกสองสามชิ้น หากไม่พอก็เอาไปอุ่นแล้วยกมาวางรวมกัน พวกเราส่วนใหญ่ก็เป็นอิสตรีกับเด็ก ตามหลักแล้วกินกันไม่มากหรอก ข้าก็แค่กลัวว่าตอนพวกนางอยู่กับหยาผัวจะกินไม่อิ่ม เลยอาจจะกินเยอะไปสักหน่อย... เสี่ยวหลาง ไปเรียกพวกนางมากินข้าวเถิด”
“ขอรับ”
เสิ่นซีขานรับ ก่อนจะวิ่งหายวับไปราวกับควันไฟตรงไปยังหลังบ้าน เมื่อเห็นว่าไฟในครัวยังสว่างอยู่ เขาก็เดินดุ่มๆ เข้าไปโดยไม่ทันคิด
เพิ่งก้าวพ้นประตูเข้าไปก็พลันได้ยินเสียงกรีดร้อง “ว้าย!” ดังลั่น ที่แท้เด็กสาวทั้งสามเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ และกำลังผลัดกันใช้ผ้าซับเช็ดเนื้อตัวให้กันอยู่
เสิ่นซีถึงกับหน้าชาดิก รู้สึกทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ
แม้เด็กสาวทั้งสามจะอายุไม่มาก แต่ก็ย่างเข้าสิบสี่สิบห้ากันแล้ว ย่อมรู้จารีตชายหญิงไม่พึงแตะต้องหรือใกล้ชิดกันเป็นอย่างดี อีกทั้งเรือนร่างก็ไม่ได้ราบเรียบเหมือนเด็กหญิงตัวน้อยอีกต่อไป ล้วนเริ่มเติบโตเป็นสาวกันบ้างแล้ว
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น!? เกิดอันใดขึ้น!?”
ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อได้ยินเสียงร้องจึงรีบวิ่งเข้ามา เมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้าจึงค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก
ฮุ่ยเหนียงขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยว่า “ไม่มีเรื่องอันใดร้ายแรงเสียหน่อย อย่าตื่นตูมไปเลย... มิเช่นนั้นเพื่อนบ้านจะนึกว่าบ้านเราเกิดเรื่องอันใดขึ้น! เสี่ยวหลางไม่ใช่คนอื่นคนไกล ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเป็นแค่เด็กผู้ชายคนหนึ่ง ถูกเขาเห็นเข้าแล้วจะเป็นไรไป? รีบแต่งตัวให้เรียบร้อยเถิด ได้เวลาไปกินข้าวแล้ว”
เด็กสาวทั้งสามยืนเอามือปิดบนปิดล่าง เสี่ยวอวี้กับหนิงเอ๋อร์ดูอับอายและน้อยใจนัก เบะปากน้ำตาคลอเบ้า มีเพียงซิ่วเอ๋อร์ที่ไม่ได้ใส่ใจเรื่องพรรค์นี้นัก ซ้ำยังหันไปปลอบประโลมเด็กสาวอีกสองคนข้างๆ “เมื่อก่อนที่บ้านมีน้องๆ เยอะแยะ เรื่องแบบนี้เห็นจนชินแล้ว นายหญิงเอ่ยปากแล้ว พวกเรารีบเถอะ”
เสิ่นซีถอยกลับออกไปนอกประตู ฮุ่ยเหนียงลูบหัวเขาพลางกล่าว “บ้านเรามีสตรีเพิ่มมาอีกหลายคน เสี่ยวหลาง เวลาเจ้าจะเข้าออกก็ระวังตัวหน่อย จะได้ไม่เกิดเรื่องผิดพลาดอันใดขึ้น”
เสิ่นซีก้มหน้าลงด้วยความละอายใจ เอ่ยอ้อมแอ้ม “อ้อ ข้าทราบแล้วขอรับ”
เมื่อถึงเวลาที่คนทั้งบ้านมานั่งล้อมวงกินข้าว ซิ่วเอ๋อร์ผู้นั้นช่างไม่รู้จักคิดอ่านเอาเสียเลย เพิ่งมาถึงก็ถือเอาที่นี่เป็นบ้านของตน ไม่สนใจสายตาผู้ใด คดข้าวคีบกับคำโตเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนเสี่ยวอวี้และหนิงเอ๋อร์กลับดูระแวดระวังตัว เอาแต่ประคองชามเขี่ยเมล็ดข้าวเข้าปาก ไม่กล้าแม้แต่จะยื่นมือไปคีบกับข้าว
“คีบกับข้าวสิ บ้านเราไม่ใช่คหบดีร่ำรวยอันใด พวกเจ้าก็อย่าได้รังเกียจเลย ยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ แค่กินอิ่มท้องได้ก็ไม่ง่ายแล้ว” ฮุ่ยเหนียงรำพึงรำพันเล็กน้อย
เสี่ยวอวี้จึงค่อยๆ กล้าใช้ตะเกียบคีบกับข้าวอย่างกล้าๆ กลัวๆ ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบก็ไม่กล้าเงยหน้ามองผู้ใด ส่วนหนิงเอ๋อร์ที่ดูมีไหวพริบอยู่บ้างกลับไม่ยอมแตะต้องกับข้าวในจานเลย ซ้ำยังเป็นคนแรกที่วางตะเกียบและชามลง... เพียงแค่นี้ เสิ่นซีก็พอมองออกว่าเด็กสาวผู้นี้เพิ่งมาถึงก็มีลวดลายความคิดซ่อนอยู่บ้างแล้ว
กินข้าวเสร็จก็ล่วงเข้าสู่ยามรอยต่อซวีไฮ่ ถึงเวลาเข้านอนแล้ว
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามรอยต่อซวีไฮ่ (戌亥之交) ช่วงเวลาสับเปลี่ยนระหว่างยามซวี (19.00 - 21.00 น.) และยามไฮ่ (21.00 - 23.00 น.) หรือเวลาประมาณ 21.00 น.)
เสี่ยวอวี้อายุน้อยที่สุดในบรรดาสามคน เพิ่งจะสิบสี่ปี นางเดินตามโจวซื่อกลับไปยังลานบ้านตระกูลเสิ่น ส่วนหนิงเอ๋อร์กับซิ่วเอ๋อร์รั้งอยู่เบียดนอนเตียงเดียวกันที่นี่
ทางฝั่งร้านขายยามีสตรีเพิ่มมาอีกสองคน ตอนที่โจวซื่อจะกลับจึงรู้สึกไม่ค่อยวางใจนัก ถึงอย่างไรซิ่วเอ๋อร์กับหนิงเอ๋อร์ก็เพิ่งมาใหม่ หากพวกนางเกิดคิดร้ายขึ้นมา ใครจะรับประกันได้ว่ากลางดึกพวกนางจะไม่ทำอันตรายฮุ่ยเหนียงและซีเอ๋อร์ ทว่าฮุ่ยเหนียงกลับมองโลกในแง่ดี ในเมื่อตัดสินใจซื้อตัวทั้งสามมาแล้ว นางก็เชื่อใจพวกนาง และให้โจวซื่อพาเสี่ยวอวี้กลับไปอย่างสบายใจ
เมื่อกลับถึงบ้าน โจวซื่อก็กำชับเสิ่นซีและหลินไต้ไปสองสามประโยค ใจความคือเสี่ยวอวี้จะพักอยู่ที่นี่แค่คืนเดียว ให้พวกเขาถูไถทนเอาหน่อย
เสิ่นซีย่อมไม่ปริปากบ่น ทว่าถึงอย่างไรเสี่ยวอวี้ก็มาแย่งที่นอนของหลินไต้ เดิมทีหลินไต้สมัครใจจะนอนเตียงเดียวห่มผ้าผืนเดียวกับเสิ่นซี แต่ตอนนี้กลับถูกบังคับให้สละที่นอนของตนให้ผู้อื่น ความรู้สึกย่อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นางเอาแต่ก้มหน้าไม่พูดไม่จา ทว่าผู้คนก็ยังสังเกตเห็นได้ว่านางไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
หลังจากล้างหน้าบ้วนปากอย่างลวกๆ โจวซื่อก็เข้าไปจัดแจงที่หลับที่นอนให้เสี่ยวอวี้ในห้องเล็กน้อย ก่อนจะกลับห้องไปนอน
ตอนที่เสิ่นซีกับหลินไต้เดินผ่านห้องโถงด้านนอกเพื่อจะเข้าไปในห้องด้านใน จู่ๆ หลินไต้ก็เอ่ยปากข่มขู่ “เจ้า... คืนนี้ห้ามเข้ามาข้างในนะ เข้าใจหรือไม่?”
เสี่ยวอวี้หวาดกลัวอยู่บ้าง แต่ก็ยังพยักหน้าด้วยความประหม่า นางยืนอยู่หน้าเตียง ไม่กล้าแม้แต่จะนั่งลง หลินไต้ยังคิดจะพูดอะไรอีก ทว่ากลับถูกเสิ่นซีดึงตัวเข้าไปในห้องเสียก่อน พร้อมกับปล่อยม่านตกลงมา
“นางเพิ่งมาถึง เหตุใดเจ้าต้องรังแกนางด้วยเล่า?” เสิ่นซีบ่นอุบอิบ
หลินไต้ทำปากยื่น “ขะ... ข้าไปรังแกนางตั้งแต่เมื่อใด? ฮึ่ม มิสู้เจ้าออกไปนอนกับนางเลยสิ คนบ้า”
เสิ่นซีคิดในใจ เด็กหญิงผู้นี้ช่างพาลหาเรื่องไร้เหตุผล ดูเหมือนจะหึงหวงเสี่ยวอวี้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยกระมัง ลืมไปสิ้นแล้วหรือว่าปกติผู้ใดกันที่คอยตั้งแง่หาเรื่องเขาอยู่ตลอดเวลา นอกจากตอนที่ออดอ้อนให้เขาเล่านิทานถึงจะยอมพูดจาอ่อนหวานด้วยสักสองสามคำ เวลาอื่นล้วนทำหน้าบึ้งตึง ราวกับพร้อมตั้งท่าเตรียมจะวิ่งแจ้นไปฟ้องท่านแม่อยู่ตลอด
“เอาล่ะๆ นางเป็นเพียงสาวใช้ที่ท่านน้าซุนซื้อตัวมา วันหน้าต้องช่วยงานที่ร้านขายยา ย่อมไม่เหมือนกับเจ้า... เจ้าเป็นภรรยาตัวน้อยของข้านี่นา”
เสิ่นซีพูดพลางยื่นมือไปโอบเอวหลินไต้
“ไม่รู้จักอาย ผู้ใดบอกว่าจะแต่งให้เจ้าในวันหน้ากัน?”
ความขุ่นเคืองบนใบหน้าหลินไต้พลันมลายหายไปจนสิ้น นางยิ้มอย่างขัดเขินก่อนจะผลักเสิ่นซีออก แล้วปีนขึ้นไปนอนด้านในเตียง “เจ้านอนข้างนอก”
เสิ่นซีส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ดูท่าการที่บ้านมี ‘พี่สาว’ เพิ่มมาอีกคน จะไม่ใช่เรื่องดีเสียแล้ว เขาล้มตัวลงนอน คราวนี้หลินไต้ไม่ได้ออดอ้อนให้เขาเล่านิทานอีก และเข้าสู่นิทราไปอย่างรวดเร็ว
เสิ่นซีหลับตาครุ่นคิดเรื่องราวต่างๆ ในใจ ผ่านไปเนิ่นนาน ด้านนอกเหมือนจะมีความเคลื่อนไหวแผ่วเบา เขาจึงอดไม่ได้ที่จะลุกจากเตียง คลำทางฝ่าความมืดไปที่ริมประตู
พลันเห็นเสี่ยวอวี้ที่เพิ่งได้บ้านใหม่ กำลังสวมเสื้อผ้านั่งอยู่บนขอบเตียงโดยยังไม่ได้ถอดรองเท้า นางกำลังกอดห่อผ้าใบเล็ก สะอื้นไห้เสียงแผ่ว
เสิ่นซีมองออกว่า แม้เสี่ยวอวี้จะไร้บ้านเหมือนกับหลินไต้ ทว่าเสี่ยวอวี้ไม่ได้เข้มแข็งเท่าหลินไต้
บางทีอาจเป็นเพราะเสี่ยวอวี้อายุมากกว่า จึงรู้ความมากกว่า และตระหนักถึงความรันทดในวันข้างหน้ากับความยากลำบากของชีวิตได้ชัดเจนกว่า นางถึงได้ร่ำไห้ออกมาอย่างปวดร้าวปานนี้