- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 60 ซื้อสาวใช้
ตอนที่ 60 ซื้อสาวใช้
ตอนที่ 60 ซื้อสาวใช้
ช่วงบ่ายวันที่สิบแปดเดือนล่าเยวี่ย โจวซื่อเชิญหยาผัวสองคนที่หามาได้ให้มาพูดคุยเจรจากันที่ลานหลังร้านขายยา
อันที่จริงโจวซื่อก็มีความฉลาดแกมโกงอยู่บ้าง การที่นางเชิญหยาผัวมาพร้อมกันสองคน ก็เพื่อหวังจะให้ทั้งสองแข่งขันกันเองแล้วกดราคาให้ต่ำลง แท้จริงแล้วเป็นเพราะโรคระบาดใหญ่ทางตอนใต้ที่ผ่านมา ทำให้ครอบครัวทั่วไปกระทั่งบุตรชายยังแทบจะเลี้ยงไม่รอด ส่วนบุตรีนั้นแทบจะขายลดแลกแจกแถม... ขอเพียงมีคนยอมรับพวกนางไปเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ ต่อให้ในภายภาคหน้าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ถือว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันอีกต่อไป พวกเขาก็ยอมรับได้ทั้งสิ้น
ราคาสุดท้ายที่ตกลงกันได้คือ เด็กผู้หญิงคนละสิบตำลึง ล้วนเป็นสัญญาทาสสิบห้าปี อายุตั้งแต่สิบสี่ปีขึ้นไป ทว่าฮุ่ยเหนียงต้องเป็นผู้ไปคัดเลือกด้วยตนเอง
ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อปรึกษาหารือกันไว้แล้ว การซื้อคนในครั้งนี้ ประการแรกต้องเลือกคนที่มีเรี่ยวแรงแข็งขันทำงานได้ ประการที่สองคือต้องฉลาดเฉลียวหัวไว เรียนรู้เร็ว ถึงอย่างไรการทำร้านขายยาก็ไม่ได้มีเพียงแค่การแบกหาม ทว่ายังต้องมีความเฉียบแหลมว่องไวอยู่บ้าง หากสามารถอ่านออกเขียนได้บ้างเล็กน้อย หรืออย่างน้อยอ่านเทียบยาได้ชัดเจนก็จะยิ่งดี
หลังจากจ่ายเงินมัดจำแล้ว ฮุ่ยเหนียงเตรียมจะตามหยาผัวไปเลือกคน ทว่ากลับถูกเสิ่นซีดึงตัวหลบไปด้านข้าง "ท่านน้า หยาผัวพวกนั้นไม่ใช่คนดีอะไรหรอกนะขอรับ หากพวกนางเล่นตุกติกลักพาตัวท่านน้าไปขายด้วย จะทำอย่างไรเล่าขอรับ?"
พอฮุ่ยเหนียงได้ยิน ใบหน้าก็พลันซีดเผือดด้วยความหวาดกลัวทันที
คำพูดของเสิ่นซีมีเหตุผลมาก หยาผัวสองคนนั้นปากก็บอกว่าเด็กหญิงที่นำมาขายล้วนมาจากครอบครัวสุจริตชน ทว่าใครเล่าจะล่วงรู้ว่าเป็นความจริงหรือไม่?
"แล้ว... แล้วจะทำอย่างไรดีเล่า?"
ฮุ่ยเหนียงปรายตามองหยาผัวสองคนที่รออยู่ที่ประตูหลังลานบ้านด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวล
"ท่านน้า หากจะไปก็ต้องหาคนไปเป็นเพื่อนเยอะ ๆ หน่อยขอรับ ทางที่ดีควรไปว่าจ้างจับกังแถวนี้ไปเป็นเพื่อนด้วยสักสองสามคน ถึงอย่างไรก็เป็นคนในอำเภอเดียวกัน รู้หัวนอนปลายเท้ากันดี พวกเขาคงไม่ไปเข้าข้างคนต่างถิ่นพวกนั้นหรอกขอรับ" ในที่สุดเสิ่นซีก็เสนอแนะ
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ารับ รีบนำเรื่องนี้ไปบอกกล่าวแก่โจวซื่อ
โจวซื่อก็เห็นด้วยเช่นกัน เดิมทีให้ฮุ่ยเหนียงไปคนเดียวก็พอแล้ว ทว่าโจวซื่อไม่วางใจจึงตัดสินใจไปเป็นเพื่อนด้วย จากนั้นทั้งสองก็ออกไปว่าจ้างจับกังร่างกายกำยำมาสองสามคนเพื่อร่วมเดินทางไปด้วย
ตอนที่ฟ้าใกล้จะมืด โจวซื่อและฮุ่ยเหนียงก็กลับมาเสียที ด้านหลังของพวกนางมีเด็กสาวสามนางเดินตามมาด้วย เมื่อก้าวพ้นประตู ฮุ่ยเหนียงก็จุดตะเกียงน้ำมันจนสว่างไสว ก่อนจะหมุนตัวกลับไปปิดบานประตูไม้
"ท่านแม่ ท่านน้า ในที่สุดพวกท่านก็กลับมาเสียที ข้าหิวจนไส้กิ่วแล้วนะขอรับ" เสิ่นซีฟุบหลับอยู่ที่โต๊ะบัญชีตื่นหนึ่งแล้ว เวลานี้เขากำลังขยี้ตา พลางอาศัยแสงไฟจากตะเกียงน้ำมันลอบสังเกตสตรีแปลกหน้าทั้งสามคน
เด็กสาวสามคนที่ซื้อมา เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งราวกับขอทาน มีเพียงใบหน้าที่ถูกล้างจนสะอาดสะอ้าน น่าจะเป็นเพราะหยาผัวต้องการให้ขายออกได้ง่ายจึงจงใจล้างหน้าล้างตาให้พวกนาง แต่ละคนล้วนสะพายห่อผ้าใบเล็ก ๆ ที่เก่าคร่ำคร่า
ในบรรดาสามคนนี้ มีอยู่คนหนึ่งที่รูปร่างบึกบึนกำยำเป็นพิเศษ ส่วนสูงราว ๆ ห้าฉื่อหนึ่งชุ่น ผิวสีแทนคล้ำ ท่อนแขนและท่อนขาใหญ่โตราวกับเจดีย์เหล็ก ทว่าอีกสองคนกลับดูบอบบางกว่ามาก คนหนึ่งยืนบีบชายเสื้อด้วยความหวาดหวั่น ดูท่าทางหวาดกลัวคนแปลกหน้ายิ่งนัก ทว่ารูปร่างหน้าตากลับนับว่าหมดจดงดงามทีเดียว
(เชิงอรรถผู้แปล: ฉื่อและชุ่น (寸) มาตราวัดความยาวย่อยของจีน โดย 10 ชุ่นเท่ากับ 1 ฉื่อ ส่วนสูง 5 ฉื่อ 1 ชุ่น เทียบเท่ากับความสูงประมาณ 170 เซนติเมตร)
"มา นั่งลงก่อนสิ!"
ฮุ่ยเหนียงเอ่ยทักทายเด็กสาวทั้งสาม หมายความให้พวกนางหาเก้าอี้นั่งลงตามสบาย ทว่าเด็กสาวทั้งสามจะมีขวัญกล้าปานนั้นเชียวหรือ? ยังคงก้มหน้างุดยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย!
"พวกเจ้าจงถือเสียว่าที่นี่เป็นบ้านของพวกเจ้าเองเถิด ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกเจ้าต้องตกระกำลำบากหรอก นอกจากจะมีที่กินที่อยู่ให้แล้ว ต่อไปในแต่ละเดือนข้าจะให้เงินเดือนพวกเจ้าคนละหนึ่งเฉียนด้วย ไม่ต้องรอให้ครบสิบห้าปีหรอก หากอายุถึงวัยอันควร ข้าก็จะหาคนแต่งงานออกเรือนให้พวกเจ้าเอง พรุ่งนี้ข้าจะไปขึ้นทะเบียนราษฎรให้พวกเจ้าที่ว่าการอำเภอ ต่อไปพวกเราก็คือครอบครัวเดียวกันแล้ว"
"ขอบพระคุณนายหญิงทั้งสองที่เมตตารับเลี้ยงพวกเราเจ้าค่ะ"
เด็กสาวทั้งสามคุกเข่าลงพร้อมกัน โขกศีรษะขอบคุณ
โจวซื่อฟังแล้วก็ขมวดคิ้ว "นายหญิงอะไรกัน ฟังแล้วแปร่งหูนัก ต่อไปให้เรียกนางว่าท่านหลงจู๊ ส่วนข้า... ก็เรียกท่านน้าก็แล้วกัน"
ฮุ่ยเหนียงเดินเข้าไปพยุง ให้เด็กสาวทั้งสามลุกขึ้นยืน พลางพิจารณารูปร่างหน้าตาของพวกนางทีละคน
"ต่อไปเรื่องการดูแลร้านขายยานี้ ก็คงต้องพึ่งพาพวกเจ้าแล้วล่ะ เมื่อครู่เร่งรีบนัก จึงมองเห็นไม่ถนัดนัก ซ้ำยังไม่ทันได้ถามชื่อพวกเจ้าเลย บอกชื่อของพวกเจ้ามาทีละคนสิ"
ดรุณีคนกลางที่ดูจะไม่งดงามหมดจดทว่าก็ไม่ถึงกับหยาบกระด้าง รูปร่างหน้าตาจัดว่าธรรมดาที่สุด เอ่ยขึ้นว่า "พวกเรา... ไม่มีชื่อเจ้าค่ะ ขอนายหญิงโปรดประทานชื่อให้ด้วย"
"ไม่มีชื่อ? แล้วแซ่อะไรก็สมควรจะรู้บ้างสิ?" ฮุ่ยเหนียงประหลาดใจเล็กน้อย แม้ในยุคสมัยนี้กฎเกณฑ์จารีตจะเข้มงวด ทว่าเด็กผู้หญิงก็สมควรจะต้องมีชื่อเรียกของตนเอง เหมือนอย่างนางเองที่มีชื่อฮุ่ยเหนียง
เด็กสาวทั้งสามส่ายหน้าพร้อมกัน ทำให้ฮุ่ยเหนียงยิ่งรู้สึกประหลาดใจ นางคิดอยู่นานก็คิดไม่ออก จึงเอ่ยว่า "ไม่มีชื่อย่อมไม่ดีแน่ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ข้าจะตั้งชื่อให้พวกเจ้า... แต่จะตั้งว่าอะไรดีนะ? เสี่ยวหลาง เจ้ากำลังเรียนหนังสืออยู่ ความรู้ของเจ้าก็ดีเลิศ ช่วยท่านน้าคิดหน่อยสิ"
ฮุ่ยเหนียงกล่าวจบ ก็หันหน้าไปทางเสิ่นซีที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะบัญชี พลางกวักมือเรียก
"ข้าหรือ? ไม่ค่อยดีกระมังขอรับ?"
เสิ่นซีหัวเราะร่วน "ท่านน้า ท่านตั้งส่งเดชไปเถอะ อาเมา อาโก่ว อะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละขอรับ"
(เชิงอรรถผู้แปล: อาเมา อาโก่ว (阿猫阿狗) คำเรียกส่งเดชในภาษาจีน แปลตรงตัวว่า หมาแมว หมายถึง นามสมมติทั่ว ๆ ไป หรือใครก็ได้ ไม่ได้สลักสำคัญอันใด)
โจวซื่อด่าทอ "ไม่รู้จักจริงจังเสียบ้าง พวกนางเป็นเด็กสาวตัวน้อยๆ จะให้ตั้งชื่อเช่นนั้นได้อย่างไร? วันหน้าให้คนอื่นเรียกเจ้าว่าอาเมา อาโก่ว เอาหรือไม่เล่า? ท่านน้าถามเจ้า เจ้าก็รีบ ๆ ตอบมาสิ"
เสิ่นซีพิจารณาเด็กสาวทั้งสามอย่างละเอียดอีกครั้ง คนที่ดูบึกบึนหน่อย น่าจะเป็นบุตรีชาวนา คิ้วเข้มตาโต รูปร่างหน้าตาไม่มีความงดงามหมดจดเลยสักนิด ซื้อมาก็เพื่อใช้แรงงานโดยเฉพาะ ดังคำกล่าวที่ว่าขาดสิ่งใดก็ให้เติมสิ่งนั้น ดังนั้นเสิ่นซีจึงเอ่ยว่า "พี่สาวท่านนี้ดูราวกับเด็กผู้ชาย เช่นนั้นก็ให้ชื่อว่า ซิ่วเอ๋อร์ (หมดจดงดงาม) ก็แล้วกัน"
โจวซื่อถลึงตาใส่ "ไอ้เด็กเหม็น หน้าตาเหมือนเด็กผู้ชายก็ให้ชื่อซิ่วเอ๋อร์ หากหน้าตาเหมือนเด็กผู้หญิง ไม่ต้องให้ชื่อเถี่ยต้านเลยหรืออย่างไร?"
(เชิงอรรถผู้แปล: เถี่ยต้าน (铁蛋) แปลว่า ไข่เหล็ก เป็นชื่อเล่นพื้นบ้านที่นิยมตั้งให้เด็กผู้ชายในชนบทเพื่อให้เลี้ยงง่ายและมีร่างกายแข็งแรงทนทาน)
ทว่าฮุ่ยเหนียงกลับพยักหน้าด้วยความพอใจ "ชื่อนี้ดีทีเดียว เกิดเป็นเด็กผู้หญิงก็สมควรมีความงดงามหมดจดอยู่บ้าง เสี่ยวหลาง เจ้าว่าต่อสิ"
เสิ่นซีมองไปยังดรุณีคนกลางที่มีรูปร่างสมส่วน หว่างคิ้วและดวงตาแฝงความเฉียบแหลมว่องไว เอ่ยว่า "พี่สาวท่านนี้วางตัวสง่างามเหมาะสม กิริยามารยาทรู้หนักเบา มิสู้ให้ชื่อว่า หนิงเอ๋อร์ (สงบเสงี่ยม) ดีหรือไม่?"
"อืม ก็ดีเหมือนกัน" ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ารับ "ต่อไปก็เรียกนางว่าหนิงเอ๋อร์ก็แล้วกัน"
สุดท้ายเสิ่นซีก็หันไปมองดรุณีคนที่ตัวเล็กที่สุด ทว่ามีรูปร่างหน้าตางดงามยิ่งนัก ซ้ำยังมีท่าทีหวาดคนแปลกหน้า คาดเดาว่านางไม่น่าจะมาจากครอบครัวชาวบ้านธรรมดา เสิ่นซีพิจารณานางอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยว่า "ท่านน้า ข้าเห็นว่าบุคลิกท่าทางของนางดูคล้ายกับไต้เอ๋อร์อยู่ถึงหกเจ็ดส่วน มิสู้ให้ชื่อนางว่า เสี่ยวอวี้ ดีหรือไม่ขอรับ?"
เสิ่นซีเพิ่งจะเอ่ยปากจบ ทางด้านโจวซื่อก็เริ่มด่าทอขึ้นมาอีก "ไอ้เด็กบ้า หน้าตาเหมือนไต้เอ๋อร์ก็ต้องชื่อเสี่ยวอวี้ (หยกน้อย) งั้นหรือ? เช่นนั้นหากหน้าตาเหมือนแม่ของเจ้าอย่างข้า สมควรจะให้ชื่อว่าอะไรเล่า? ไม่ได้ ไม่ได้ ชื่อพวกนี้ต้องเปลี่ยนใหม่ให้หมด เสียแรงที่ท่านน้าซุนอุตส่าห์เห็นว่าเจ้าได้เล่าเรียนมาบ้าง ดูสิว่าเจ้าตั้งชื่อพรรค์ใดออกมา?"
เด็กสาวทั้งสามมองดูนายหญิงน้อยดุด่าคุณชายน้อยตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ ในใจต่างลอบคาดเดากันไปต่าง ๆ นานาว่าครอบครัวนี้มีความสัมพันธ์กันเช่นไรแน่
ก่อนมาที่นี่พวกนางไม่กล้าเอ่ยปากถามให้มากความ พอมาถึงที่หมายถึงได้พบว่า ลำพังแค่นายหญิงก็มีถึงสองคนแล้ว ซ้ำยังมีคุณชายน้อยที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัยอีกคนหนึ่ง ปฏิกิริยาแรกของพวกนางคือคนตรงหน้านี้น่าจะเป็นครอบครัวเดียวกัน ฮุ่ยเหนียงกับโจวซื่ออาจจะเป็นภรรยาหลวงและอนุภรรยา ดูท่าทางแล้วก็รักใคร่กลมเกลียวกันดี
เด็กสาวผู้มีใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น "ชื่อที่คุณชายน้อยตั้งให้ไพเราะยิ่งนัก บ่าวขอน้อมรับเจ้าค่ะ"
ฮุ่ยเหนียงก็ช่วยพูดสนับสนุนอยู่ด้านข้าง "พี่สาวอย่าได้โมโหเสี่ยวหลางไปเลย เป็นข้าเองที่ให้เขาตั้งชื่อให้เด็กพวกนี้ ชื่อเสี่ยวอวี้ก็เพราะดีออก เด็กคนนี้หน้าตาจิ้มลิ้มหมดจด ฟังจากที่หยาผัวบอก นางยังรู้หนังสือด้วย... เสี่ยวอวี้ เจ้าอ่านหนังสือออกใช่หรือไม่?"
เสี่ยวอวี้พยักหน้ารับ "เมื่อก่อนท่านพ่อเคยสอนข้าเจ้าค่ะ คัมภีร์พันอักษรข้าเรียนมาจนเกือบจะครบทั้งหมดแล้ว"
ฮุ่ยเหนียงหัวเราะขึ้นมา "นึกไม่ถึงเลยว่าเด็กคนนี้จะมาจากตระกูลบัณฑิต น่าเสียดายที่ปีนี้ข้าวยากหมากแพง ทางเหนือแม่น้ำฮวงโหกับแม่น้ำหวยเหอก็เกิดอุทกภัย ทางใต้ยังเกิดโรคระบาดอีก... เสี่ยวอวี้ ต่อไปเจ้าก็ประจำอยู่ที่โต๊ะบัญชี คอยช่วยท่านน้าของเจ้าจัดยา ส่วนหนิงเอ๋อร์ก็ให้อยู่หลังเรือนคอยปัดกวาดเช็ดถู ต่อไปงานจิปาถะในบ้านก็มอบให้เจ้าจัดการก็แล้วกัน"
"บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ" หนิงเอ๋อร์ลูกตาดำกลอกกลิ้งไปมา ย่อตัวคารวะรับคำ
สุดท้ายซิ่วเอ๋อร์ผู้มีร่างกายกำยำบึกบึนก็เอ่ยถามขึ้น "นายหญิง แล้วข้าต้องทำสิ่งใดเจ้าคะ?"
ฮุ่ยเหนียงพิจารณาซิ่วเอ๋อร์ พลางเอ่ยถาม "ฟังจากสำเนียงของเจ้า น่าจะมาจากทางเหนือใช่หรือไม่? อ้อ จริงสิ ข้ายังไม่ได้ถามเจ้าเลย บ้านของเจ้าอยู่ที่ใดกัน?"
"ตอบนายหญิง บ้านของข้าอยู่ที่เหอหนานเจ้าค่ะ ทางนั้นเกิดน้ำท่วมใหญ่ พ่อแม่จมน้ำตายกันหมด ข้าถูกญาติพี่น้องขายมาทางใต้ ให้มาทำงานในจวนเศรษฐีใหญ่ ผลปรากฏว่าไปอยู่ได้ไม่กี่วัน ในหมู่บ้านก็เริ่มเกิดโรคระบาด คนจวนนายท่านตายกันไปค่อนจวน ที่เหลือก็หนีไปพึ่งพาญาติมิตร ข้าก็เลยถูกขายมาอยู่ที่นี่แหละเจ้าค่ะ"
ฮุ่ยเหนียงทอดถอนใจด้วยความเวทนา "ฟังดูแล้วชะตาชีวิตของเจ้านั้นแสนจะตกระกำลำบากนัก ที่บ้านของพวกเจ้ายังมีใครเหลืออยู่อีกบ้างหรือไม่?"
เด็กสาวทั้งสามส่ายหน้าพร้อมกัน
ฮุ่ยเหนียงคิดในใจ ในเมื่อกระทั่งชื่อแซ่ของตนเองยังไม่มี ที่บ้านก็คงไม่มีใครเหลืออยู่แล้วกระมัง เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน วันหน้าเวลาเรียกใช้งานจะได้ไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลังให้มากความ
นางหารู้ไม่ว่านี่คือสิ่งที่หยาผัวกำชับเด็กสาวทั้งสามไว้อย่างเป็นพิเศษ ในเมื่อถูกขายให้ผู้อื่นแล้วก็ต้องลืมเรื่องราวในอดีตให้หมดสิ้น ต่อไปหากนายท่านดีต่อเจ้า นั่นก็ถือเป็นวาสนาของเจ้า ทว่าหากปฏิบัติกับเจ้าไม่ดี นั่นก็ถือว่าเป็นคราวเคราะห์ของเจ้าเอง
ที่หยาผัวสั่งสอนสิ่งเหล่านี้ ก็เพื่อความสะดวกในการควบคุมดูแล ให้พวกที่ถูกขายเป็นทาสเหล่านี้รู้จักปล่อยวางและยอมรับชะตากรรม อย่าได้คิดลอบหลบหนีไป หากชื่อเสียงเสียหาย ภายหน้าหยาผัวก็จะทำมาหากินได้ยากแล้ว