เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 59 เสนอตั้งสมาคมการค้า

ตอนที่ 59 เสนอตั้งสมาคมการค้า

ตอนที่ 59 เสนอตั้งสมาคมการค้า


พริบตาเดียวก็ถึงวันที่สิบเจ็ดเดือนล่าเยวี่ย เสิ่นหมิงจวินก็กลับมาตามกำหนดการจริง ๆ โจวซื่อเดินทางไปรับด้วยตัวเองถึงจวนตระกูลหวัง ในที่สุดก็ได้พาสามีกลับบ้าน รอยยิ้มเบิกบานใจของนางสามารถมองเห็นได้แต่ไกล

"ไอ้เด็กทึ่ม มัวยืนเหม่ออะไรอยู่เล่า เพิ่งไม่ได้เจอกันแค่เดือนเดียวถึงกับจำบิดาตัวเองไม่ได้แล้วหรือ? รีบมาคารวะท่านพ่อของเจ้าเร็วเข้า" ดูเหมือนโจวซื่อจะลืมเลือนคำด่าทอที่เคยพร่ำบ่นสามีในช่วงที่ผ่านมาไปเสียสนิท พอนางเห็นเสิ่นซียืนอยู่หน้าประตู ก็ร้องทักทายมาแต่ไกล

เสิ่นหมิงจวินยังคงมีท่าทีเหมือนเช่นเคย เพียงแต่สีหน้าผ่องใสกว่าเดิม มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ดูท่าการที่ไม่ได้พบหน้าภรรยาและบุตรชายมาเนิ่นนาน พอกลับมาคราวนี้จึงมีความตื่นเต้นอยู่บ้าง

เสิ่นซีก้าวเข้าไปข้างหน้าอย่างว่าง่าย ร้องเรียก "ท่านพ่อ" คำหนึ่ง

เสิ่นหมิงจวินใช้มือลูบแก้มยุ้ย ๆ ของเสิ่นซี พยักหน้าด้วยความพอใจ พลางเอ่ยว่า "ไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่วัน เสี่ยวหลางก็ตัวสูงขึ้นอีกแล้ว เข้าไปข้างในเถอะ พ่อซื้อของดี ๆ มาฝากเจ้ากับไต้เอ๋อร์ด้วยนะ"

พอเดินเข้ามาในลานบ้าน หลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์ต่างก็อยู่ที่นั่น

หลินไต้คุ้นเคยกับเสิ่นหมิงจวินเป็นอย่างดีแล้ว ทว่าลู่ซีเอ๋อร์ที่จู่ ๆ ก็เห็นบุรุษแปลกหน้าเดินเข้ามา กลับจำเขาไม่ได้นัก นับตั้งแต่ครอบครัวเสิ่นย้ายมา นางเพิ่งจะเคยเห็นเสิ่นหมิงจวินแค่สามสี่ครั้งเท่านั้น เด็กน้อยความจำสั้น พอนางเจอคนแปลกหน้าก็รู้สึกกลัว จึงไปหลบอยู่ด้านหลังเสิ่นซี ชะโงกหัวเล็ก ๆ ออกมาลอบมองไม่หยุด

"นี่คือท่านพ่อของข้า เจ้าควรจะเรียกเขาว่า... ท่านลุง" เสิ่นซีเอ่ยอธิบายกับลู่ซีเอ๋อร์ด้วยรอยยิ้ม

ลู่ซีเอ๋อร์กะพริบตาปริบ ๆ ยังคงหลบอยู่หลังเสิ่นซี แหงนหน้ามองเสิ่นหมิงจวินแต่กลับไม่ยอมปริปากเอ่ยคำใด

โจวซื่อหัวเราะร่วน "ซีเอ๋อร์จำไม่ได้ก็ช่างเถอะ ไอ้เด็กทึ่ม เจ้าไปส่งซีเอ๋อร์กลับบ้านที แล้วบอกท่านน้าซุนของเจ้าด้วยว่าช่วงเช้าวันนี้แม่คงไม่ได้ไปช่วยงานที่ร้านแล้วนะ"

เสิ่นซีไปส่งลู่ซีเอ๋อร์กลับถึงร้านขายยา พอเล่าเรื่องราวที่บ้านให้ฮุ่ยเหนียงฟัง นางก็พลอยยินดีไปกับโจวซื่อด้วย "พ่อของเจ้ากลับมาก็ดีแล้ว มิเช่นนั้นแต่ละวันแม่ของเจ้าเอาแต่ด่าไปบ่นไป น้าฟังจนหูแทบจะด้านชาไปหมดแล้ว"

เสิ่นซีหัวเราะแหะ ๆ "อ้าว ท่านน้าก็รู้สึกเช่นเดียวกันหรือขอรับ... อันที่จริงตอนอยู่บ้านท่านแม่บ่นเยอะกว่านี้อีกนะขอรับ วัน ๆ เอาแต่ด่าท่านพ่อให้ข้าฟังว่าเขาเป็นคนไร้หัวใจ"

บางทีอาจเป็นเพราะได้ยินคำพูดทำนองนี้มามากแล้ว ฮุ่ยเหนียงจึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างรู้ใจ

ขณะที่นางกำลังจะหันหลังกลับไปทำงานต่อ จู่ ๆ เสิ่นซีก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหยุดฝีเท้าลงแล้วเอ่ยว่า "ท่านน้า ข้าได้ยินมาว่านายอำเภอหานแห่งอำเภอของเราใกล้จะได้เลื่อนขั้นไปรับตำแหน่งที่เขตหนานจื่อลี่แล้วขอรับ หลังปีใหม่นายอำเภอคนใหม่น่าจะเดินทางมารับตำแหน่ง"

"อ้อ"

ฮุ่ยเหนียงรู้สึกงุนงงอยู่บ้าง ครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงตอบกลับไปว่า "เรื่องนั้นก็คงไม่เกี่ยวกับพวกเรากระมัง?"

"จะบอกว่าไม่เกี่ยวได้อย่างไรกันเล่าขอรับ? นายอำเภอหานผู้นี้ได้รับการปูนบำเหน็จให้เลื่อนขั้นก็เพราะผลงานป้องกันโรคระบาดของท่านน้า ยามที่เขาอยู่ ทางที่ว่าการอำเภอย่อมต้องคอยดูแลอำนวยความสะดวกให้กับกิจการของท่านน้าอยู่แล้ว แต่พอเขาจากไป อาจมีบางคนเริ่มหมายตาร้านขายยาของเราขึ้นมา... หากร้านขายยาอื่นรวมหัวกันกดดันนายอำเภอคนใหม่ กิจการของท่านน้าก็คงจะทำได้ยากขึ้นนะขอรับ"

พอฮุ่ยเหนียงได้ฟังคำพูดของเสิ่นซี คิ้วเรียวก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

คำกล่าวของเสิ่นซีล้วนมีเหตุผล นายอำเภอหานมีความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์กับร้านขายยาของฮุ่ยเหนียง การสนับสนุนร้านขายยาของฮุ่ยเหนียงก็เท่ากับการปกป้องผลงานการบริหารของตนเอง เขาย่อมต้องทุ่มเทอย่างสุดกำลังอยู่แล้ว

ทว่ากับนายอำเภอคนใหม่ที่จะมารับตำแหน่งแทนนั้นย่อมแตกต่างออกไป นายอำเภอถือเป็นขุนนางระดับท้องถิ่นที่ต้องปกครองพื้นที่ สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อมารับตำแหน่งใหม่ก็คือการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับบรรดาผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น และขจัดปัจจัยความไม่มั่นคงทั้งหลายให้หมดสิ้นไป บัดนี้ในตัวอำเภอหนิงฮว่า ร้านขายยาของฮุ่ยเหนียงผูกขาดตลาดอยู่เพียงผู้เดียว บรรดาคู่แข่งการค้าย่อมต้องหาทางเข้าหานายอำเภอคนใหม่อย่างแน่นอน

"แล้ว... จะทำอย่างไรดีเล่า?"

ฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดอยู่นานก็รู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงสตรีเพศ ไม่มีทางที่จะไปต่อกรกับคนเหล่านั้นได้เลย จึงทำได้เพียงทอดสายตาขอความช่วยเหลือไปยังเสิ่นซี

เสิ่นซีเสนอแนะว่า "ท่านน้า ท่านมิสู้ขยายกิจการให้ใหญ่ขึ้นสักหน่อยเล่าขอรับ... ร้านนี้มีขนาดเล็กเกินไปแล้ว จำเป็นต้องขยายหน้าร้านให้กว้างขวางขึ้น เพื่อให้ดูโอ่อ่าภูมิฐานมีระดับ จากนั้นท่านก็ไปปรึกษาหารือกับหลงจู๊ร้านขายยาแห่งอื่นในเมือง ก่อตั้งสมาคมการค้าขึ้นมา ก่อนที่นายอำเภอคนใหม่จะมารับตำแหน่ง ท่านน้าต้องหาทางอุดช่องโหว่ไม่ให้พวกมันฉวยโอกาสเล่นตุกติกได้เสียก่อน มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้ท่านน้ายืนหยัดได้อย่างมั่นคงไม่เพลี่ยงพล้ำ"

(เชิงอรรถผู้แปล: สมาคมการค้า (商会 - ซางฮุ่ย) เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มพ่อค้าหรือผู้ประกอบการธุรกิจประเภทเดียวกันหรือในพื้นที่เดียวกัน เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร กำหนดมาตรฐานการค้า และปกป้องผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งช่วยป้องกันการผูกขาดหรือการถูกเอาเปรียบจากคู่แข่งและขุนนางท้องถิ่น)

แม้ฮุ่ยเหนียงจะมีพรสวรรค์ในการค้าขายอยู่บ้าง ทว่านางก็ยังไม่ค่อยเข้าใจคำพูดของเสิ่นซีนัก

แนวคิดเรื่องสมาคมการค้านั้น ในยุคราชวงศ์หมิงแทบจะไม่มีปรากฏให้เห็น คนในสายอาชีพเดียวกันล้วนเป็นศัตรูคู่แข่งกัน ต่างฝ่ายต่างแย่งชิงผลประโยชน์ จะมารวมตัวกันทำมาค้าขายช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้อย่างไร?

รอจนเสิ่นซีอธิบายรายละเอียดอย่างชัดเจนแล้ว ฮุ่ยเหนียงก็ส่ายหน้าปฏิเสธ "พวกมันจะยอมฟังข้าได้อย่างไร?"

"ยังไม่แน่หรอกขอรับ!"

เสิ่นซียิ้มบาง ๆ วิเคราะห์สถานการณ์อย่างฉะฉานประหนึ่งกุนซือ "บัดนี้สถานการณ์ได้เปรียบล้วนอยู่ในมือท่านน้า ข่าวที่ว่านายอำเภอหานกำลังจะย้ายไปนั้นแพร่สะพัดอยู่เพียงในวงแคบ ๆ หากพวกมันต้องการอยู่รอด ก็จำต้องฟังท่านน้า หากท่านน้าลงมือในเวลานี้ การรวบรวมร้านขายยาทั้งหลายเข้าด้วยกันก็ไม่ใช่เรื่องยากนัก รอจนรวบรวมเสร็จสิ้น ต่อให้นายอำเภอคนใหม่จะมารับตำแหน่ง พวกมันก็ไม่อาจเอ่ยสิ่งใดได้ กิจการก็ดำเนินต่อไป ในภายภาคหน้าคำพูดของท่านน้าย่อมยังมีน้ำหนัก หากมีผู้ใดไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไปยุยงปลุกปั่นนายอำเภอคนใหม่ ท่านน้าที่มีทั้งสถานะและเส้นสาย เพื่อรักษาสถานการณ์ในท้องถิ่นให้สงบมั่นคง นายอำเภอย่อมทำได้เพียงไว้หน้าท่านน้า และอาจถึงขั้นลงมือจัดการพวกที่คิดเล่นตุกติกเหล่านั้นเสียด้วยซ้ำขอรับ"

หลังจากฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดอย่างรอบคอบแล้ว ในใจก็ยังคงไม่คลายความกังวล

แม้เรื่องที่เสิ่นซีกล่าวมาจะดูซับซ้อน ทว่าก็ไม่ได้ทำความเข้าใจยากนัก

บัดนี้แม้ฮุ่ยเหนียงจะมีฉายาว่า "หมอเทวดาหญิง" ทว่าแท้จริงแล้วนางก็เป็นเพียงสตรีเพศคนหนึ่ง ในยุคสมัยที่บุรุษเป็นใหญ่สตรีต่ำต้อยเช่นนี้ ขอเพียงนายอำเภอคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง กิจการของฮุ่ยเหนียงก็อาจต้องพังพินาศลง

ทว่าหากฮุ่ยเหนียงเป็นฝ่ายลงมือรวบรวมร้านค้าสมุนไพรในเมืองเข้าด้วยกัน แล้วขึ้นเป็นผู้นำของ "สมาคมการค้า" เช่นนั้นนางก็จะเป็นผู้กุมหางเสือของร้านขายยาทั้งหมดในเมือง หากมีผู้ใดไปฟ้องร้องต่อนายอำเภอคนใหม่ ก็เท่ากับเป็นการขัดต่อผลประโยชน์ของกลุ่มสมาคมการค้า เพียงนายอำเภอคนใหม่ชั่งน้ำหนักดูสักนิด ก็ย่อมรู้ว่าควรจะเข้าข้างผู้ใด

เวลานี้กิจการร้านขายยาแห่งอื่นในเมืองล้วนไม่สู้ดี ทุกร้านต่างต้องไว้หน้าฮุ่ยเหนียง จึงนับเป็นช่วงเวลาอันประเสริฐยิ่งนักที่จะรวบรวมร้านขายยาก่อตั้งเป็นสมาคมการค้า

และเมื่อรวบรวมร้านขายยาเข้าด้วยกัน การที่ฮุ่ยเหนียงจะใช้หน้าร้านเล็ก ๆ เช่นปัจจุบันทำมาค้าขายย่อมไม่เหมาะสมอีกต่อไป จำเป็นต้องขยายขนาดร้านให้กว้างขวางขึ้น

ฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดอยู่นาน จึงเอ่ยว่า "โรคระบาดเพิ่งผ่านพ้นไปได้ไม่นาน ร้านรวงที่ว่างเปล่าในเมืองก็มีอยู่ไม่น้อย การจะเช่าร้านนั้นไม่ยากนัก ทว่าพวกเราไม่มีคนช่วยงานนี่สิ ลำพังแค่อาศัยข้ากับแม่ของเจ้า จะไปรับมือไหวได้อย่างไร? หากจะจ้างคนมาช่วย สำหรับแม่ม่ายลูกกำพร้าอย่างพวกเราก็คงไม่เหมาะสม เฮ้อ... ใครใช้ให้ข้าเกิดมาอาภัพเช่นนี้เล่า?"

ฮุ่ยเหนียงรู้สึกโศกเศร้าหมองหม่น ปัญหาเฉพาะหน้าในตอนนี้คือการขยายกิจการ ซึ่งย่อมต้องใช้คนมาช่วยงานมากขึ้น เดิมทีการจ้างคนมาทำงานในร้านขายยาสักสองสามคนไม่ใช่เรื่องยาก ทว่าฮุ่ยเหนียงเป็นแม่ม่าย จะจ้างบุรุษย่อมไม่ได้เด็ดขาด ส่วนหากจะจ้างสตรี จะมีสตรีบ้านใดเล่าที่ยินยอมเผยโฉมหน้าต่อผู้คนออกมาทำงานนอกบ้านเหมือนเช่นโจวซื่อ?

โจวซื่อในฐานะผู้ร่วมหุ้นของร้านขายยา นางเป็นคนจัดจ้านไม่ใส่ใจเรื่องพรรค์นี้ ทว่าสตรีบ้านอื่นหาได้มีความกล้าเช่นนางไม่ มิเช่นนั้นคงต้องถูกผู้อื่นชี้หน้าด่าทอลับหลังอย่างแน่นอน

สำหรับเรื่องนี้ เสิ่นซีก็ไม่มีวิธีที่ดีอันใดเช่นกัน เขากับหลินไต้ยังเป็นเพียงเด็กน้อย ไม่อาจช่วยเหลือสิ่งใดได้ การออกความคิดเห็นยังพอทำได้ ทว่าในเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยเหล่านั้นเขาก็รู้สึกเหนื่อยหน่ายที่จะรับมือ

เมื่อกลับมาถึงบ้าน โจวซื่อก็ทำกับข้าวเสร็จแล้ว ครอบครัวสี่คนนั่งล้อมวงกันที่โต๊ะแปดเซียน กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างเบิกบานใจ

(เชิงอรรถผู้แปล: โต๊ะแปดเซียน (八仙桌) โต๊ะอาหารทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่)

หลังจากกินข้าวเที่ยง โจวซื่อก็ไล่เด็กน้อยทั้งสองออกมาอีกครั้ง รอจนตะวันเกือบจะตกดิน เสิ่นหมิงจวินจึงได้เดินทางกลับจวนตระกูลหวังไปอย่างอารมณ์ดี โจวซื่อก็มาช่วยงานที่ร้านขายยาด้วยสีหน้าผ่องใส

ท้ายที่สุด ฮุ่ยเหนียงก็นำข้อเสนอของเสิ่นซีไปเล่าให้โจวซื่อฟัง

โจวซื่อฟังแล้วก็พยักหน้าหงึกหงัก "ที่ไอ้เด็กทึ่มพูดมาก็มีเหตุผลทีเดียว นายอำเภอคนใหม่ใครจะรู้ว่าเป็นคนเช่นไร? หากเป็นพวกโลภมากเห็นแก่เงิน กิจการของพวกเราก็คงทำต่อไปไม่ได้แน่! อันที่จริงเรื่องขาดคนช่วยงานนั้นจัดการได้ง่ายมาก อย่างมากพวกเราก็ไปซื้อสาวใช้กลับมาสักสองสามคน ต่อไปไม่เพียงแต่ร้านจะมีคนช่วยดูแล พวกเด็ก ๆ ก็จะได้มีคนคอยดูแลด้วยมิใช่หรือ?"

พอฮุ่ยเหนียงได้ยินคำกล่าวนี้ก็เบิกเนตรสว่างไสวขึ้นมาทันที ในเมื่อตอนนี้จ้างคนไม่ได้ เช่นนั้นก็เลิกคิดเรื่องจ้างคน แล้วใช้วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุด... นั่นคือการซื้อตัวคน

(เชิงอรรถผู้แปล: เบิกเนตรสว่างไสว (眼前一亮) ได้เห็นสิ่งแปลกใหม่หรือเกิดความคิดบรรเจิดจนตื่นตาตื่นใจ ในที่นี้คือเกิดความคิดหรือมองเห็นหนทางแก้ไขปัญหา)

ทว่าพอคิดให้ละเอียด ฮุ่ยเหนียงก็เริ่มหนักใจอีกครั้ง "แล้วคนพวกนี้... จะไปซื้อหามาจากที่ใดเล่า?"

โจวซื่อมองไปทางประตูพลางครุ่นคิด "น่าจะไม่ยากนะ! พวกเราลองไปสืบดูก่อน ดูว่าในเมืองมีหยาผัวอยู่ที่ใดบ้าง ได้ยินมาว่าทางใต้มีโรคระบาดรุนแรง หลายครอบครัวหมดหนทางทำกิน ต้องขายบุตรบุตรี พวกเราไปซื้อพวกนางกลับมาก็ถือว่าเป็นการต่อชีวิตให้พวกนาง รอให้พวกนางเติบโตขึ้นอีกหน่อย ค่อยหาบ้านให้พวกนางแต่งงานออกเรือนไป แบบนี้ไม่ดีหรอกหรือ?"

(เชิงอรรถผู้แปล: หยาผัว (牙婆) คือสตรีที่มีอาชีพเป็นแม่ค้าคนกลางหรือนายหน้าค้ามนุษย์ ทำหน้าที่จัดหาและซื้อขายบ่าวไพร่ ทาส หรือเด็ก)

เสิ่นซีได้ฟังแล้ว ในใจก็เกิดความรู้สึกแปลกประหลาดพิกล

หยาผัว คือสตรีในยุคโบราณที่ยึดอาชีพเป็นนายหน้าค้ามนุษย์เพื่อแสวงหากำไร จัดเป็นหนึ่งในอาชีพสตรีดั้งเดิมอย่าง 'สามชียายหกแม่สื่อ' ปกติแล้วหากครอบครัวใดต้องการขายบุตรบุตรี ก็ล้วนต้องไปพึ่งพาหยาผัวเพื่อหาช่องทางทั้งสิ้น

(เชิงอรรถผู้แปล: สามชียายหกแม่สื่อ (三姑六婆) อาชีพของสตรีโบราณเก้าประเภทที่มักคลุกคลีกับผู้คนหลายระดับ มักใช้ในเชิงลบ หมายถึงสตรีที่ชอบสอดรู้สอดเห็นหรือทำอาชีพที่ไม่ค่อยมีเกียรตินัก)

โรคระบาดที่กวาดล้างไปในครานี้ ในบางพื้นที่ของแถบหลิ่งหนานแทบจะตายกันล้างหมู่บ้าน เด็กกำพร้าไร้บิดามารดาเหล่านั้นเมื่อไปพึ่งพาญาติพี่น้อง จุดจบมักจะน่าเวทนายิ่งนัก ส่วนใหญ่ล้วนถูกนำไปให้หยาผัวเพื่อขายทิ้ง

น่าเสียดายที่ทั้งโจวซื่อและฮุ่ยเหนียงต่างก็ไม่มีประสบการณ์ในการซื้อขายมนุษย์ จึงทำได้เพียงเสาะหาช่องทางด้วยตนเอง

ผลปรากฏว่าผ่านไปไม่ถึงหนึ่งวัน โจวซื่อและฮุ่ยเหนียงก็สามารถติดต่อกับหยาผัวสองคนที่เดินทางมาหาผู้ซื้อในตัวอำเภอหนิงฮว่าได้สำเร็จ ทั้งสองคนล้วนเดินทางมาจากทางใต้ ได้ยินว่าเขตเมืองถิงโจวรอดพ้นจากโรคระบาดใหญ่มาได้ และมีบางครอบครัวต้องการซื้อสาวใช้ จึงได้เดินทางมาลองเสี่ยงดวงดู

จบบทที่ ตอนที่ 59 เสนอตั้งสมาคมการค้า

คัดลอกลิงก์แล้ว