- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 58 จดหมายจากบ้านมีค่าดั่งทองคำ
ตอนที่ 58 จดหมายจากบ้านมีค่าดั่งทองคำ
ตอนที่ 58 จดหมายจากบ้านมีค่าดั่งทองคำ
กฎหมายต้าหมิงระบุไว้ว่า: กฎเกณฑ์ว่าด้วยภาษีและการเกณฑ์แรงงาน... การเกณฑ์แรงงานแบ่งออกเป็น หลี่เจี่ย จวินเหยา และ จ๋าฟั่น รวมสามประเภท หากคิดคำนวณตามครัวเรือนเรียกว่า เจี่ยอี้ หากคิดคำนวณตามจำนวนบุรุษฉกรรจ์เรียกว่า เหยาอี้ หากเบื้องบนมีคำสั่งเกณฑ์กะทันหันนอกเหนือเวลาปกติเรียกว่า จ๋าอี้ ล้วนมีทั้งการเกณฑ์แรงงานและการจ้างแรงงานทดแทน ให้ที่ว่าการเมืองและอำเภอตรวจสอบทะเบียนราษฎรว่ามีประชากรมากน้อยเพียงใด มีทรัพย์สินมากน้อยเพียงใด เพื่อให้การเกณฑ์แรงงานเป็นไปอย่างเสมอภาคตามกำลัง
(เชิงอรรถผู้แปล: หลี่เจี่ย จวินเหยา จ๋าฟั่น (里甲、均徭、杂泛) ประเภทของการเกณฑ์แรงงานในสมัยหมิง เจี่ยอี้ คือการเกณฑ์ตามครัวเรือน เหยาอี้ คือการเกณฑ์ตามจำนวนชายฉกรรจ์ในบ้าน และ จ๋าอี้ คือการเกณฑ์งานจิปาถะหรือกะทันหัน)
แม้โจวซื่อจะพาเสิ่นซีเข้ามาอยู่ในเมืองแล้ว ทว่าทะเบียนสำมะโนครัวของคนในครอบครัวยังคงอยู่ที่หมู่บ้านเถาฮวา ดังนั้นหากมีการเกณฑ์แรงงานหรือเรียกเก็บภาษีใด ๆ ก็ยังคงต้องแบ่งสรรปันส่วนตามทะเบียนราษฎรของหมู่บ้านเถาฮวาอยู่ดี
ตามบัญชีสมุดปกเหลืองที่ทางการจัดทำขึ้น ในปีหน้าตระกูลเสิ่นต้องส่งคนไปรับการเกณฑ์แรงงานหนึ่งคน ความเห็นของฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อคือให้คัดเลือกคนจากลุงรองและลุงสามของเสิ่นซี เพราะต้องการเก็บเสิ่นหมิงซินลูกคนที่สี่และเสิ่นหมิงจวินลูกคนที่ห้าที่หาเงินเลี้ยงครอบครัวได้เอาไว้ ทว่าเห็นได้ชัดว่าเรื่องพรรค์นี้ฮูหยินเฒ่าก็ไม่อาจตัดสินใจเองโดยพลการได้
การที่ลุงสี่เสิ่นหมิงซินพาภรรยาเข้าเมืองมารับบุตรชายในครานี้ อันที่จริงก็มีเจตนาจะมาปรึกษาหารือกับเสิ่นหมิงจวินด้วยเช่นกัน
ช่วงปีใหม่เมื่อครอบครัวใหญ่กลับมารวมตัวกัน หากตกลงกันไม่ได้ ทางการย่อมต้องคัดเลือกผู้ที่ยังหนุ่มแน่นแข็งแรงไปเกณฑ์แรงงานก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งเสิ่นหมิงซินและเสิ่นหมิงจวินล้วนมีโอกาสถูกเลือกทั้งสิ้น บัดนี้เนื่องจากปัญหาเรื่องลิ่วหลางเสิ่นหยวน ทำให้บ้านสี่และบ้านห้าผิดใจกันอยู่บ้าง จึงยากจะรับประกันได้ว่าในตอนที่ครอบครัวปรึกษาหารือกัน จะไม่เกิดเรื่องยุ่งยากโดยไม่จำเป็นขึ้นมาอีก
หลังจากกินอาหารเย็นเสร็จ โจวซื่อก็ไปหาโรงเตี๊ยมแถวๆ ตรอก เพื่อจัดแจงให้ครอบครัวของเสิ่นหมิงซินทั้งสามคนได้เข้าพัก
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ตอนที่ครอบครัวของเสิ่นหมิงซินจะเดินทางออกจากอำเภอ โจวซื่อได้มอบของฝากให้มากมาย ทว่าเฝิงซื่อกลับไม่ค่อยจะซาบซึ้งนัก ถึงอย่างไรของที่นำกลับไปก็ต้องให้แม่เฒ่าเป็นผู้แบ่งปันอยู่ดี ด้วยความลำเอียงของหลี่ซื่อ ครอบครัวใหญ่ของลูกคนโตย่อมต้องได้ส่วนแบ่งมากที่สุด ส่วนครอบครัวสี่ย่อมได้เพียงน้อยนิด
ในสายตาของเฝิงซื่อ ยิ่งครอบครัวห้าที่อยู่ในเมืองมีชีวิตที่สุขสบายเพียงใด และนำเงินกลับบ้านไปมากเท่าใด ก็ยิ่งส่งผลเสียต่อครอบครัวของนางมากเท่านั้น การเกณฑ์แรงงานที่จะถูกกำหนดลงมาหลังปีใหม่ มีความเป็นไปได้สูงที่สามีของนางจะต้องเป็นผู้รับเคราะห์ ด้วยเหตุนี้นางจึงยิ่งมีอคติผูกใจเจ็บกับครอบครัวห้าลึกซึ้งยิ่งขึ้น
หลังจากส่งครอบครัวของเสิ่นหมิงซินกลับไปแล้ว โจวซื่อก็มาถึงร้านขายยา เห็นเพียงร้านเปิดประตูแล้ว แต่กลับมีลูกค้าโหรงเหรงเพียงไม่กี่คน เสิ่นซีกำลังช่วยฮุ่ยเหนียงตำยาสมุนไพร นางถอนหายใจแผ่วเบา เดินเข้าไปโบกมือพลางเอ่ยว่า "ร้านไม่ค่อยมีลูกค้า งานแค่นี้แม่ทำเองได้ เจ้ากลับไปทบทวนตำราเถอะ!"
เสิ่นซีเห็นมารดามีสีหน้าเคร่งเครียด ก็รู้ว่านางเข้าใจถึงผลกระทบอันร้ายแรงจากการล่วงเกินสองสามีภรรยาบ้านสี่แล้ว... เกรงว่าพอกลับไปถึงตระกูลเสิ่น นางจะต้องตกอยู่ในสภาวะโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งยิ่งกว่าเดิมเป็นแน่
การที่โจวซื่อไม่ยอมรับเสิ่นหยวนมาอยู่ด้วยนั้น ไม่ใช่เพราะนางเห็นแก่ตัวหรือตระหนี่ถี่เหนียว ทว่านางงานยุ่งมากจนดูแลไม่ไหวจริง ๆ การที่เสิ่นซีซึ่งเป็นบุตรชายของนางมาช่วยงานที่ร้านขายยาย่อมไม่มีปัญหา ทว่ากับเสิ่นหยวนนั้นแตกต่างออกไป ไม่แน่ว่าอาจก่อให้เกิดปัญหาอื่นตามมาอีก ประการที่สองคือ หากรับเสิ่นหยวนมาอยู่ด้วย แล้วเสิ่นหย่งจั๋วที่จะอายุครบสิบหกปีในปีหน้าเล่าจะทำอย่างไร? ในเมื่อเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน จะให้ทำตัวลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็คงไม่ได้!
เสิ่นซีวางสากตำยาลง ยืนขึ้นบิดขี้เกียจคราหนึ่ง ก่อนออกจากร้านยังได้ยินเสียงฮุ่ยเหนียงเอ่ยปลอบใจ "พี่สาวไม่ต้องกังวลใจไปหรอกเจ้าค่ะ เรื่องในครอบครัวถึงอย่างไรก็มีผู้อาวุโสคอยค้ำจุนอยู่ คงไม่ตกมาถึงเด็กรุ่นหลังหรอก..."
เมื่อกลับมาถึงบ้านในตรอกด้านหลัง หลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์กำลังวิ่งเล่นกันอยู่ในลานบ้าน วัน ๆ พวกเด็กผู้หญิงก็ไม่มีเรื่องอันใดให้ทำ เรี่ยวแรงก็ไม่มี จะให้เป็นลูกมือช่วยหยิบจับก็ไม่สันทัด แท้จริงแล้วนอกจากเล่นสนุกก็ไม่มีสิ่งใดให้ทำอีก
นาน ๆ ครั้งหลินไต้ยังพอจะช่วยเป็นลูกมือในครัวทำกับข้าวได้บ้าง ส่วนลู่ซีเอ๋อร์นั้นนอนเต็มอิ่มแล้วก็เล่น เล่นเหนื่อยแล้วก็กิน กินอิ่มแล้วก็นอน ใช้ชีวิตอย่างไร้กังวลในแต่ละวัน เป็นเพราะการมาของเสิ่นซีและหลินไต้ ทำให้ลู่ซีเอ๋อร์มีนิสัยร่าเริงขึ้นมาก ยามพบหน้าเสิ่นซี นางมักจะชอบวิ่งวนรอบตัวพี่ชายผู้นี้อยู่เสมอ
"พี่เสิ่นซี ท่านมาสอนคัมภีร์สามอักษรให้พวกเราหน่อยสิเจ้าคะ"
พอเห็นเสิ่นซีก้าวพ้นประตูเข้ามา ลู่ซีเอ๋อร์ก็รีบวิ่งเข้ามาพัวพันทันที
เสิ่นซีลูบศีรษะนางเบา ๆ เอ่ยว่า "ข้ายังมีธุระ พวกเจ้าเล่นกันไปก่อนเถอะ รอข้ากลับมาแล้วค่อยสอนพวกเจ้า อย่าออกไปข้างนอกล่ะ ข้างนอกอันตรายมาก โดยเฉพาะไต้เอ๋อร์ ช่วงนี้ในเมืองเหมือนจะมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังตามหาครอบครัวขุนนางต้องโทษที่พลัดหลง หากไม่มีเรื่องอันใดก็อย่าออกไปเด็ดขาด"
พอหลินไต้ได้ยิน บนใบหน้าก็ปรากฏแววหวาดผวาขึ้นมาเล็กน้อย
เมื่อเสิ่นซีเห็นดังนั้นก็พอจะคาดเดาเรื่องราวได้คร่าว ๆ เขาหมุนตัวเดินออกจากประตูไป สั่งให้หลินไต้ปิดประตูให้แน่นหนา
เสิ่นซีเดินไปหาหวังหลิงจือที่เล้าหมูร้างหลังจวนตระกูลหวัง เนื่องจากช่วงปีใหม่นี้หวังหลิงจือได้หยุดเรียน ไม่ต้องไปสถานศึกษา จึงได้นัดแนะกับเสิ่นซีไว้ล่วงหน้าว่าจะมาเล่นด้วยกัน อันที่จริงเสิ่นซีอยากจะมาสืบข่าวเรื่องท่านพ่อจากหวังหลิงจือต่างหาก
พอมาถึงเล้าหมู หวังหลิงจือก็มารออยู่ก่อนแล้ว เขากำลังถือไม้ไผ่แทนดาบร่ายรำกระบี่อยู่ กระบวนท่าที่ร่ายรำออกมาดูมีสง่าราศีไม่เบาทีเดียว
เพลงดาบชุดนี้ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า 'เพลงกระบี่คุนหลุนยี่สิบสี่ท่า' เป็นเพลงกระบี่ที่เสิ่นซีเคยเรียนมาจากครูมวยท่านหนึ่งตอนที่ไปขุดค้นทางโบราณคดีที่อู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยในอดีต เพลงกระบี่ทั้งชุดมีท่วงท่าที่กว้างขวาง ทรงพลัง เน้นการโจมตีเป็นหลัก การแทงนั้นดุดันและเฉียบคม ก้าวย่างและท่วงท่าพลิกแพลงได้หลากหลาย ครอบคลุมพื้นที่กว้าง การเคลื่อนไหวต่อเนื่องไม่ขาดสาย ราวกับเมฆลอยน้ำไหล
หลังจากหวังหลิงจือได้เรียนรู้วรยุทธ์ขั้นพื้นฐานแล้ว ก็รู้สึกว่ายังไม่หนำใจ จึงคอยตามตื๊อเสิ่นซีไม่เลิกรา เสิ่นซีทนรำคาญไม่ไหว จึงจำใจต้องถ่ายทอดเพลงกระบี่ที่ใช้สำหรับออกกำลังกายในชาติที่แล้วชุดนี้ให้ ผลปรากฏว่าพอหวังหลิงจือได้เรียนก็ราวกับได้ของล้ำค่า ฝึกฝนอย่างหมกมุ่นหลงใหล
เมื่อเห็นเสิ่นซี หวังหลิงจือก็ร่ายรำเพลงกระบี่ให้ดูตั้งแต่ต้นจนจบ เริ่มตั้งแต่กระบวนท่าเตรียมพร้อม ผ่านกระบวนท่า 'ธูปหนึ่งก้านชูฟ้า' 'แหวกหญ้าหาอสรพิษ' 'ผ่าภูผาจมไม้หอม' เรื่อยไปจนถึง 'มังกรเขียวเหินเวหา' และกระบวนท่าเก็บดาบ พอรำเสร็จก็หอบหายใจแฮ่ก ๆ เช็ดเหงื่อที่ผุดพรายเต็มหน้าพลางเอ่ยถามว่า "ศิษย์พี่ ท่านว่าข้าฝึกเป็นอย่างไรบ้าง?"
"ก็งั้น ๆ แหละ"
เสิ่นซีตอบส่ง ๆ ไปประโยคหนึ่ง แล้วเอ่ยถามต่อ "พ่อของเจ้ากลับมาหรือยัง?"
หวังหลิงจือส่ายหน้า ก่อนจะเสริมขึ้นว่า "ข้าถามท่านน้าแล้ว ท่านบอกว่าอีกสองสามวันท่านพ่อก็น่าจะกลับมาแล้วล่ะ ศิษย์พี่ ข้าฝึกเพลงกระบี่จนคล่องแล้ว เมื่อใดท่านจะพาข้าไปพบท่านอาจารย์เสียทีเล่า?"
สิ่งที่ทั้งสองให้ความสนใจนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เสิ่นซีไม่อยากทำลายความฝันอันยิ่งใหญ่ของเด็กหนุ่มที่อยากจะเป็นจอมยุทธ์ จึงเอ่ยเพียงว่า "ไว้มีโอกาสค่อยว่ากัน" แล้วก็ไม่พูดถึงเรื่องวรยุทธ์อีก
พอตกเที่ยงกลับมาถึงบ้าน โจวซื่อก็ถือจดหมายฉบับหนึ่งมาให้เสิ่นซีด้วยความดีใจ เอ่ยว่า "พ่อของเจ้าฝากคนส่งจดหมายกลับมา เจ้ารีบอ่านดูสิว่าในนั้นเขียนว่าอย่างไรบ้าง?"
"ท่านแม่ เหตุใดท่านไม่ให้ท่านน้าช่วยอ่านให้เล่า? ท่านน้าก็รู้หนังสือนี่ขอรับ!"
โจวซื่อตบฉาดเข้าที่หน้าผากของเสิ่นซี "ท่านน้าซุนของเจ้าเป็นแม่ม่าย ซ้ำยังมีบุตรีติดมาด้วย ข้าจะหาเรื่องไปกระตุ้นเตือนความช้ำใจของนางทำไมเล่า! รีบอ่านเร็วเข้า มิเช่นนั้นจะให้เจ้าเรียนหนังสือไปทำไมฮึ?"
เสิ่นซีไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของมารดานัก เขาเปิดซองจดหมายหยิบกระดาษออกมาอ่าน จึงได้รู้ว่าท่านพ่อติดตามหวังชางเนี่ยนายท่านตระกูลหวังไปยังเมืองอู่ชางฝู่ในมณฑลหูกวาง เพื่อเยี่ยมเยียนบุตรชายที่ถูกคุมขังอยู่ในคุก ในจดหมายบอกว่าตามกำหนดการแล้วราววันที่สิบเจ็ดสิบแปดก็น่าจะกลับมาถึง ให้โจวซื่อไม่ต้องเป็นห่วง
เมื่อเสิ่นซีบอกเล่าเนื้อหาในจดหมายให้ฟัง โจวซื่อก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นปาดน้ำตา "ไอ้คนไร้หัวใจ เดินทางไกลก็ไม่บอกกล่าวคนที่บ้านสักคำ กลับปล่อยให้พวกเราต้องเป็นห่วงเป็นใยเขาสารพัด"
"ท่านแม่ ท่านพ่อก็บอกแล้วไงขอรับ ว่าเป็นเพราะนายท่านตระกูลหวังออกเดินทางกะทันหัน ท่านพ่อจึงกลับมาบอกกล่าวไม่ทัน... ท่านแม่ อย่าเสียใจไปเลยขอรับ"
ในที่สุดโจวซื่อก็คลายความกังวลที่มีต่อสามีลง ใบหน้าพลันผ่องใส นางฮัมเพลงเบา ๆ แล้วเดินเข้าครัวไปทำกับข้าว พอทำเสร็จก็ตักกับข้าวแต่ละอย่างใส่ลงในกล่องข้าว ให้เสิ่นซีนำไปส่งให้ฮุ่ยเหนียงที่ร้านขายยา
บัดนี้ทั้งสองครอบครัวสนิทสนมกลมเกลียวประหนึ่งครอบครัวเดียวกัน หลายวันมานี้ที่โจวซื่อไม่มีข่าวคราวของสามี ก็ถือได้ว่านางได้ลองลิ้มรสการเป็นม่ายขันหมากอยู่ช่วงหนึ่ง นางจึงรู้สึกหัวอกเดียวกันกับฮุ่ยเหนียงอยู่บ้าง
ตกบ่าย เสิ่นซีแวะไปดูภาพวาดที่ฝากขายไว้ที่ร้าน "ซือกู่ไจ" และต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าภาพวาดถูกขายออกไปแล้ว
หลงจู๊สวียิ้มกริ่ม "เจ้าหนู เจ้าโชคดีนัก ใต้เท้านายอำเภอได้เลื่อนขั้นกำลังจะย้ายไปรับตำแหน่งที่เขตหนานจื่อลี่ จึงมาซื้อภาพวาดของเจ้าไป นี่คือส่วนแบ่งของเจ้า"
(เชิงอรรถผู้แปล: หนานจื่อลี่ (南直隶) มีความหมายว่า "เขตปกครองโดยตรงทางใต้" เป็นเขตการปกครองพิเศษในสมัยราชวงศ์หมิงที่ขึ้นตรงต่อราชสำนักส่วนกลางโดยไม่ผ่านหน่วยงานระดับมณฑล ครอบคลุมพื้นที่บริเวณนครหนานจิง มณฑลเจียงซู มณฑลอันฮุย และนครเซี่ยงไฮ้ในปัจจุบัน ถือเป็นภูมิภาคที่มีความมั่งคั่ง และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของจีนในยุคนั้น)
เสิ่นซีรับถุงเงินใบเล็กมา เปิดปากถุงออกดูก็พบว่าด้านในเต็มไปด้วยเงินสีขาวสว่างตา ทว่าน่าเสียดายที่เป็นเพียงเศษเงินก้อนเท่านั้น
"ท่านลุงสวี ท่านขายภาพไปได้ราคาเท่าใดก็ไม่ยอมบอก แบบนี้จะให้ข้าไปหาตาชั่งคันโยกจิ๋วมาลองชั่งดูดีหรือไม่ขอรับ?"
หลงจู๊สวีด่าทอ "ไอ้เด็กเหม็น เจ้าไม่รู้ธรรมเนียมหรืออย่างไรฮึ? ใต้เท้านายอำเภอมาซื้อภาพวาด ย่อมไม่อยากให้คนนอกล่วงรู้ มีเงินให้เจ้ารับไปเจ้าก็รับไว้เงียบ ๆ เถอะ หากยังขืนโวยวายอีกกระทั่งเงินก้อนนี้ข้าก็จะไม่ให้เจ้าเลย"
เสิ่นซีถึงกับหุบปากฉับในทันที
ที่แท้นายอำเภอหานผู้นี้ก็ซื้อภาพวาดเพื่อนำไปมอบเป็นของกำนัลให้พวกขุนนางชั้นผู้ใหญ่อีกแล้ว ในเมื่ออีกฝ่ายไม่อยากกระโตกกระตาก ในเมื่อเขามีเงินเข้ากระเป๋าก็ย่อมไม่โต้แย้งอันใดอีก
เขาลองเดาะถุงเงินในมือดูน้ำหนัก อย่างไรเสียก็ต้องมีถึงหกเจ็ดตำลึงเป็นแน่ ซึ่งมากกว่าที่ได้จากการขายภาพครั้งก่อนอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องที่ว่าหลงจู๊สวีผู้นี้จะอมเงินส่วนต่างไปเท่าใด เขากลับไม่ได้ใส่ใจนัก
"ท่านลุงสวี หากไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัวก่อนนะขอรับ" เสิ่นซีประสานมือคารวะบอกลา
"เดี๋ยวก่อน ข้าแค่อยากรู้ว่า ผู้ใดกันที่ให้เจ้านำภาพวาดมาขาย? ฟังจากน้ำเสียงของใต้เท้านายอำเภอแล้ว ภาพวาดที่เจ้านำมาให้ทั้งครั้งก่อนและครั้งนี้ล้วนเป็นของชั้นเลิศ ทว่าของพรรค์นี้ใช่ว่าชาวบ้านทั่วไปจะมีไว้ในครอบครองได้... ใต้เท้านายอำเภอถามข้า ข้าตอบไม่ได้อยู่ครู่หนึ่ง ท่านก็มีสีหน้าไม่พอใจขึ้นมา"
"เจ้าหนู ทางที่ดีเจ้าจงสารภาพความจริงมาให้หมด ข้าจะได้รู้ตื้นลึกหนาบาง มิเช่นนั้นหากทางการมาเอาผิดและกล่าวหาว่าเป็นของโจรละก็ อย่าหาว่าลุงสวีอย่างข้าไร้น้ำใจ หักหลังเอาชื่อเจ้าไปแจ้งทางการก็แล้วกัน"
เสิ่นซีหัวเราะร่า เอ่ยว่า "ท่านลุงสวีโปรดวางใจเถิด ท่านลองคิดดูสิขอรับ ต่อให้จะเป็นของโจร แต่ในเมื่อนายอำเภอเป็นคนรับซื้อไป เช่นนั้นใต้เท้านายอำเภอก็คือผู้รับซื้อของโจร เรื่องเช่นนี้ยังจะมีผู้ใดกล้ามาสืบสาวเอาความได้อีกหรือขอรับ?"
"ไอ้เด็กเหม็น นี่เจ้าจงใจกวนประสาทข้าใช่หรือไม่ฮึ!"
ลุงสวีทำท่าจะเงื้อผ่ามือขึ้นฟาด เสิ่นซีแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ แล้วก็วิ่งหนีหายวับไปราวกับควันไฟ
เมื่อก้าวพ้นประตูร้าน "ซือกู่ไจ" ออกมาด้านนอก เสิ่นซีก็หามุมลับตาคน นำก้อนเงินในถุงออกมาเดาะเพื่อกะน้ำหนักดูอีกครั้ง ล้วนเป็นเงินขาวชั้นดีไร้สิ่งเจือปนทั้งสิ้น
หากมีคนเห็นว่าเด็กตัวเล็ก ๆ อย่างเขามีเงินก้อนใหญ่ถึงเพียงนี้ อาจนำพาความเดือดร้อนมาให้ได้ เงินทองไม่ว่าจะในยุคสมัยใดย่อมเป็นของดีเสมอ ทว่าในตอนนี้เสิ่นซียังไม่มีเรื่องให้ต้องใช้จ่ายเงิน โจวซื่อร่วมลงหุ้นในร้านขายยา แต่ละเดือนก็ได้กำไรไม่น้อย น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่แล้วต้องให้เสิ่นหมิงจวินนำกลับไปส่งให้ที่บ้าน
ตราบใดที่ตระกูลเสิ่นยังไม่แยกบ้าน ฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อก็ยังคงเป็นประมุขของบ้านตระกูลเสิ่น ไม่ว่าครอบครัวใดจะหาเงินได้ ก็ต้องนำส่งเข้าทรัพย์สินกองกลางทั้งหมด ทว่าโจวซื่อก็ยังสามารถยักยอกเก็บไว้ได้บางส่วน เพื่อเตรียมไว้สำหรับส่งเสียให้เสิ่นซีเล่าเรียน
น่าเสียดายที่ในยุคนี้ยังไม่มีโรงรับฝากเงินให้เขานำไปฝากเพื่อกินดอกเบี้ย สิ่งเดียวที่เสิ่นซีสามารถทำได้ก็คือการซ่อนเงินเอาไว้ให้มิดชิด พอกลับถึงบ้านก็ทำตัวเสมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น หากวันหน้าจำเป็นต้องใช้ค่อยนำออกมา
บัดนี้ในมือมีเงินอยู่หกเจ็ดตำลึง อย่างน้อยก็เพียงพอสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายของครอบครัวไปได้อีกสองสามปี ต่อให้เกิดภัยพิบัติหรือเคราะห์หามยามร้ายอันใด ก็ยังพอจะประคับประคองให้ผ่านพ้นไปได้