- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 57 เด็กหญิงน้อยผู้ลึกลับ
ตอนที่ 57 เด็กหญิงน้อยผู้ลึกลับ
ตอนที่ 57 เด็กหญิงน้อยผู้ลึกลับ
ตกกลางคืน หลินไต้ก็กอดหมอนใบเล็กมาหาเสิ่นซีเพื่อให้เขาเล่านิทานให้อีกเช่นเคย
เสิ่นซีรู้อยู่แก่ใจ จึงใช้วิธีตีงูตามไม้อุปโลกน์นิทานเรื่องหนึ่งขึ้นมา เล่าว่าในยุคโบราณมีขุนนางผู้ใหญ่แห่งราชสำนักผู้หนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียงเกียรติยศและบารมีอย่างมากในราชสำนัก ซ้ำยังเป็นขุนนางตงฉินที่ใสสะอาด เป็นที่รักใคร่และเทิดทูนของราษฎร ทว่าสุดท้ายกลับถูกขุนนางกังฉินใส่ความจนถูกจับกุมตัว ภรรยาและบุตรต้องถูกเนรเทศให้ไปเป็นทาส
(เชิงอรรถผู้แปล: ตีงูตามไม้ (打蛇随棍上) สำนวนหมายถึง การฉวยโอกาสตามน้ำหรืออาศัยจังหวะที่มีเพื่อบรรลุเป้าหมาย หรือการพูดจาอ้อมค้อมหยั่งเชิง)
เสิ่นซีเล่าด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแฝงอารมณ์ ถ่ายทอดเรื่องราวให้มีความซับซ้อนและยาวนาน มีทั้งจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดชวนให้ติดตาม
เริ่มแรกหลินไต้ยังรู้สึกเพียงว่ากำลังฟังเรื่องราวของผู้อื่น ทว่าเมื่อฟังไปเรื่อย ๆ กลับเริ่มติดลมและดำดิ่งไปกับเนื้อเรื่อง ท้ายที่สุดนางก็ทนไม่ไหว ปล่อยโฮออกมาดัง "โฮ" กอดหมอนร้องไห้อย่างเจ็บปวดรวดร้าว
"อย่าร้องสิ หากท่านแม่มาได้ยินเข้าจะนึกว่าข้ารังแกเจ้านะ หากเจ้าไม่ชอบฟังเรื่องนี้ ข้าเปลี่ยนเรื่องใหม่ให้ก็ได้"
หลินไต้ไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น นางร้องไห้ฟูมฟายน้ำตาไหลเป็นทาง เสียงสะอึกสะอื้นของนางทำเอาเสิ่นซีถึงกับรู้สึกใจสลายตามไปด้วย
บางทีอาจเป็นเพราะเสียงร้องไห้ของหลินไต้ดังเกินไป กระทั่งโจวซื่อก็ยังตกใจตื่น
ไม่นานก็มีเสียงผลักประตูจากห้องด้านนอกดังขึ้น โจวซื่อก้าวเข้ามา เมื่อเห็นหลินไต้กำลังซบหน้าร้องไห้อย่างน่าสงสารอยู่บนหมอน ก็หันไปตวาดใส่เสิ่นซีทันที "ไอ้เด็กเหม็น ดึกดื่นค่อนคืนป่านนี้แล้ว เจ้าไปรังแกไต้เอ๋อร์ได้อย่างไร!"
"ท่านแม่ ข้าไม่ได้รังแกนางนะขอรับ"
เสิ่นซีรีบขยับตัวหลบเข้าไปด้านในเตียง เพื่อหลบเลี่ยงไม่ให้มารดาเข้ามาตีตน
คราวนี้โจวซื่อไม่มีกะจิตกะใจจะมาเอาเรื่องเขานัก นางเดินตรงไปนั่งลงที่ริมเตียง ลูบศีรษะเล็ก ๆ ของหลินไต้พลางเอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หลินไต้ร้องไห้อย่างเจ็บปวด ท้ายที่สุดก็ซุกตัวอยู่ในอ้อมอกของโจวซื่อ อารมณ์จึงค่อย ๆ สงบลง
โจวซื่อเอ่ยว่า "เด็กดีอย่าร้องเลยนะ หากไอ้เด็กคนนี้มันรังแกเจ้าจริง คอยดูเถอะแม่จะสั่งสอนมันให้เอง... คืนนี้ไปนอนกับแม่ดีหรือไม่?"
"อืม..."
หลินไต้พยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ นางหันกลับไปมองเสิ่นซีแวบหนึ่ง แววตาแฝงความอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง
ถึงอย่างไรก็เป็นนางเองที่รบเร้าให้เสิ่นซีเล่านิทานให้ฟัง ด้วยประสบการณ์ชีวิตที่ยังมีน้อย นางจึงไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าเสิ่นซีจงใจหยั่งเชิงตน ในใจนางจึงรู้สึกผิดอยู่บ้างที่การร้องไห้ของนางอาจทำให้เสิ่นซีต้องถูกทำโทษ
ทว่าความเย้ายวนใจที่จะได้ไปนอนกับโจวซื่อนั้นมีมากเหลือเกิน หลินไต้จึงอุ้มหมอน เดินตามโจวซื่อต้อย ๆ ไปยังห้องโถงหลัก
จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เสิ่นซียิ่งมั่นใจว่าเด็กหญิงน้อยหลินไต้ต้องมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่มือปราบสองคนนั้นพูดถึงการหายตัวไปของครอบครัวขุนนางที่ต้องโทษ ทว่าสำหรับเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างนาง การหลบหนีจากการควบคุมตัวขององครักษ์เสื้อแพร และยังต้องหลบหลีกการไล่ล่า ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลย ในใจเขายังไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
เรื่องนี้เสิ่นซีทำได้เพียงเก็บงำไว้ในใจ คิดว่าคงต้องค่อย ๆ สืบสวนให้ละเอียดก่อน แล้วค่อยหาทางรับมือต่อไป
หลายวันต่อมา ก็ยังคงไม่มีข่าวคราวของเสิ่นหมิงจวินส่งกลับมา โจวซื่อในแต่ละวันทำสิ่งใดก็ดูจะไม่มีชีวิตชีวา มักจะพึมพำอยู่เสมอว่า "ไอ้คนไร้หัวใจ ทิ้งบ้านทิ้งช่องไปได้"
แม้เสิ่นซีจะไม่รู้ว่าท่านพ่อไปที่ใด ทว่าเมื่อสองวันก่อนตอนที่เขาเจอกับหวังหลิงจือ ก็ได้ความจากปากของศิษย์น้องผู้ได้มาเปล่า ๆ ผู้นี้ว่า แท้จริงแล้วหวังชางเนี่ย บิดาของหวังหลิงจือก็ไม่อยู่บ้านเช่นกัน จึงคาดเดาได้ว่าการที่ท่านพ่อไม่กลับบ้านเป็นเวลานานเช่นนี้ น่าจะเพราะติดตามเศรษฐีหวังเดินทางไกลเป็นแน่
ความเป็นไปได้มากที่สุดคือ หวังชางเนี่ยเดินทางไปยังเมืองอู่ชางฝู่ในมณฑลหูกวางเพื่อเยี่ยมเยียนบุตรชายคนโตที่ถูกคุมขังอยู่ และให้เสิ่นหมิงจวินร่วมเดินทางไปด้วย เพียงแต่การที่เสิ่นหมิงจวินไม่ยอมบอกกล่าวคนที่บ้านก่อนออกเดินทางนั้น จะอธิบายอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้น
เสิ่นซีอาศัยช่วงที่ทางที่ว่าการอำเภอยังไม่ได้ตีฆ้องร้องป่าว ป่าวประกาศจับกุมครอบครัวของขุนนางที่ต้องโทษอย่างเอิกเกริก ลองไปสืบข่าวคราวดูบ้าง
ในรัชศกหงจื้อ ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรนามโหมวปิน เป็นคนมีเมตตาธรรมและซื่อสัตย์เที่ยงธรรม ทำให้หน่วยสืบราชการลับแห่งนี้มีระเบียบวินัยเคร่งครัด ทำงานอย่างยุติธรรม บางทีอาจเป็นเพราะบรรดาองครักษ์เสื้อแพรเหล่านั้นเกรงว่าหากทำเรื่องเอิกเกริกไปแล้วจะถูกเบื้องบนลงโทษ การกระทำของพวกเขาจึงเป็นไปอย่างระมัดระวังและปิดบังซ่อนเร้น ในหมู่ชาวบ้านจึงแทบจะไม่มีข่าวลือใด ๆ เล็ดลอดออกมาเลย กระทั่งคนในที่ว่าการอำเภอก็ใช่ว่าจะล่วงรู้ไปเสียทุกคน เสิ่นซีลองสืบถามดูบ้างแล้วแต่ก็ไม่ได้รับเบาะแสใด ๆ เลย
ในที่สุดก็ถึงวันที่สิบห้าเดือนล่าเยวี่ย
วันนี้เป็นวันที่อาจารย์ของชั้นเรียนเบิกปัญญาจะทำการประเมินความรู้ เทียบได้กับการสอบปลายภาคก่อนวันหยุดยาวปีใหม่ หลังจากสอบเสร็จ เด็กที่เพิ่งเริ่มเรียนเหล่านี้ก็จะสามารถหอบหิ้วสัมภาระกลับไปฉลองปีใหม่ที่บ้านเกิดได้ และต้องรอจนกว่าจะพ้นเดือนอ้ายไปแล้ว สถานศึกษาถึงจะเปิดการเรียนการสอนอีกครั้ง เพราะตลอดทั้งเดือนอ้ายนั้นถือเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่
(เชิงอรรถผู้แปล: เดือนอ้าย ในบริบทของนิยายจีนแปลมาจากคำว่า เจิ้งเยวี่ย (正月) หมายถึงเดือนที่หนึ่งตามปฏิทินจันทรคติของจีน เป็นเดือนแห่งการเริ่มต้นปีใหม่และเทศกาลตรุษจีน ซึ่งตามธรรมเนียมโบราณมักจะมีการเฉลิมฉลองและถือเป็นช่วงเทศกาลต่อเนื่องไปตลอดทั้งเดือน)
สำหรับชั้นเรียนระดับกลางและระดับสูงของสถานศึกษา ได้ทยอยสอบเสร็จสิ้นไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เสิ่นหย่งจั๋วไม่ได้รอเดินทางกลับพร้อมกับเสิ่นหยวน เขาว่าจ้างรถม้าร่วมกับสหายร่วมเรียนที่เดินทางในเส้นทางเดียวกันกลับไปยังตำบลซวงซีเหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา ตามธรรมเนียมแล้ว คนในครอบครัวจะไปรอรับเขาที่ทางเข้าตำบล
อาจารย์ซื่อทำการทดสอบเด็กน้อยในชั้นเรียนเบิกปัญญาไปทีละคน เนื้อหาหลักยังคงเป็นการทดสอบคัมภีร์หลุนอวี่ ทว่าไม่ใช่เพียงการท่องจำและการเขียนตามคำบอกอีกต่อไป แต่ยังมีการถามความหมายของคำและประโยคเหล่านั้นด้วย
เสิ่นซีนับเป็นผู้ที่โดดเด่นที่สุดในบรรดาเด็กทั้งหมด ยามที่อาจารย์ซื่อทดสอบเสิ่นซี เขาก็พยักหน้าไม่หยุด เห็นได้ชัดว่าเขาพอใจในตัวเสิ่นซีเป็นอย่างมาก
เมื่อถึงคราวของเสิ่นหยวน คำตอบของเสิ่นหยวนก็ลื่นไหลไม่ติดขัด ท้ายที่สุดอาจารย์ก็ประเมินผลออกมา เสิ่นซียังคงเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนเสิ่นหยวนเป็นอันดับสอง ทำให้บรรดาเด็กวัยรุ่นที่อยู่ด้านข้างรู้สึกอิจฉาตาร้อนเป็นอย่างยิ่ง
ตกเที่ยง ทุกชั้นเรียนในสถานศึกษาก็ประกาศหยุดเรียนอย่างเป็นทางการ
เนื่องจากเด็ก ๆ ในชั้นเรียนระดับเบิกปัญญายังเล็กนัก พวกที่มาจากนอกเมืองจึงต้องรอให้คนในครอบครัวมารับ เสิ่นซีทำตามคำสั่งของโจวซื่อ พาเสิ่นหยวนกลับมาที่บ้านของตน เพราะช่วงบ่ายเสิ่นหมิงซินผู้เป็นลุงสี่จะเดินทางเข้าเมืองมารับบุตรชาย
พอเสิ่นซีและเสิ่นหยวนมาถึงร้านขายยา ไม่เพียงแต่ลุงสี่เสิ่นหมิงซินจะอยู่ที่นั่น กระทั่งเฝิงซื่อภรรยาของเขาก็มาด้วย ทั้งสองกำลังปรึกษาหารือกับโจวซื่ออยู่ที่ห้องโถงด้านหลังของร้านขายยา ความหมายก็คืออยากจะให้เสิ่นหยวนไม่ต้องพักอยู่ที่หอพักของสถานศึกษาอีกต่อไป แต่ให้ย้ายมาอยู่กับเสิ่นหมิงจวินและโจวซื่อแทน
"เรื่องนี้... ปกติข้าก็ยุ่งมาก คงไม่มีเวลาดูแลเด็ก ๆ พวกนี้เท่าใดนัก..."
โจวซื่อไม่อยากรับเสิ่นหยวนมาอยู่ด้วย แค่เสิ่นซีกับหลินไต้สองคนนางก็ดูแลแทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว หากต้องรับเสิ่นหยวนเพิ่มมาอีกคน นางคงต้องปวดหัวหนักกว่าเดิมเป็นแน่
เฝิงซื่อมีสีหน้าลำบากใจ "น้องสะใภ้ห้า เจ้าก็ไม่ใช่ไม่รู้สถานการณ์ของที่บ้าน ท่านแม่ก็เอาแต่บ่นพร่ำอยู่เสมอว่าที่บ้านไม่มีเงินจะส่งเสียให้เด็ก ๆ เรียนหนังสือ หากประหยัดได้สักหน่อยมิใช่เรื่องดีหรอกหรือ? ต่อไปหากมีเจ้าช่วยดูแลลิ่วหลาง อย่างน้อยพวกเราคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็จะได้เบาใจลงบ้าง"
"เจ้าดูอย่างหย่งจั๋วสิ ออกไปเรียนหนังสืออยู่ข้างนอกจนใจแตกเตลิดเปิดเปิงไปหมดแล้ว เมื่อหลายวันก่อนลุงรองไปรอรับที่ตำบลซวงซีแต่กลับไม่เจอคน ที่บ้านร้อนใจกันแทบแย่ สุดท้ายผ่านไปหนึ่งวันเต็ม ๆ เจ้าเด็กนั่นถึงได้โผล่หัวมา บอกว่าไปดื่มเหล้าจนเมามายที่บ้านสหายร่วมเรียน เลยทำให้ผิดเวลา... เจ้าดูสิว่านี่มันเรื่องอันใดกัน?"
โจวซื่อประหลาดใจ "หย่งจั๋วกลับบ้านแล้วยังก่อเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?"
เฝิงซื่อถอนหายใจ "นั่นน่ะสิ ข้าที่เป็นแม่ถึงได้เป็นห่วงลูกนัก กลัวว่าถ้าเขาต้องอยู่ข้างนอกนาน ๆ โดยไม่มีใครคอยดูแล จะหลงผิดเดินหลงทางไป"
เมื่อเสิ่นหยวนได้ยินมารดาพูดถึงตนเช่นนั้น ก็รู้สึกน้อยใจจนเบ้ปาก
โจวซื่อถอนหายใจ "เอาเถอะ ไว้รอให้สามีข้ากลับมาก่อนแล้วข้าจะปรึกษาเขาก็แล้วกัน หลายวันมานี้ข้าก็ไม่เห็นหน้าเขาเลย หากทำได้ ตอนที่กลับไปฉลองปีใหม่ ก็ให้เขาเป็นคนไปคุยกับท่านแม่เรื่องนี้เองก็แล้วกัน"
เฝิงซื่อเป็นผู้มีสายตาแหลมคม มองปราดเดียวก็รู้ว่าโจวซื่อไม่ค่อยเต็มใจนัก
เดิมทีตอนอยู่ชนบท เฝิงซื่อคิดว่าสองแม่ลูกตระกูลเสิ่นคงต้องพึ่งพาเสิ่นหมิงจวินหาเลี้ยงเพียงอย่างเดียว การมาขออาศัยอยู่ใต้ชายคาคนอื่นย่อมต้องกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเป็นแน่ ทว่าพอมาถึงที่นี่กลับพบว่า โจวซื่อที่มารับจ้างทำงานในร้านขายยากลับมีชีวิตที่สุขสบายเต็มอิ่ม ดูจากความสนิทสนมระหว่างนางกับหลงจู๊ร้าน ค่าจ้างก็คงไม่น้อย คงไม่ต้องพึ่งพาเสิ่นหมิงจวินเลยด้วยซ้ำ ในใจของเฝิงซื่อจึงอดไม่ได้ที่จะเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา
"เช่นนั้นตอนบ่ายพวกเราก็จะพาลิ่วหลางกลับบ้านเลย ไม่ทราบว่าเจ้ากับน้องเล็กจะกลับเมื่อใดหรือ?" เฝิงซื่อเอ่ยถามเป็นครั้งสุดท้าย
โจวซื่อทำได้เพียงส่ายหน้าด้วยความจนใจ "คงต้องรอให้เขากลับมาก่อน ถามเขาดูแล้วถึงจะตกลงกันได้ เดือนนี้เขาก็ไม่อยู่บ้านเลย กระทั่งว่าไปที่ใดยังไม่รู้เลย"
เสิ่นหมิงซินสอดขึ้นมา "น้องห้าก็แปลกคน รับพวกเจ้าแม่ลูกเข้ามาอยู่ในเมืองแท้ ๆ แต่ตัวเองกลับไม่เหลียวแลครอบครัว กลับไปถึงบ้านข้าจะต้องให้ท่านแม่ต่อว่าเขาสักหน่อย ดูสิว่าเขาทำเรื่องอันใดไว้"
โจวซื่อได้แต่ฝืนยิ้ม
แม้นางจะไม่ค่อยรู้สึกผูกพันกับบ้านสี่เท่าใดนัก ทว่าถึงอย่างไรก็เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน จึงเอ่ยปากชวนให้ทั้งสามคนพักค้างคืนสักคืนก่อนค่อยกลับ
โจวซื่อขอโทษฮุ่ยเหนียงและเลิกงานก่อนเวลา กลับมาที่บ้านในตรอกด้านหลัง ลงมือทำอาหารมื้อใหญ่เพื่อต้อนรับแขก จากนั้นก็ออกไปซื้อของที่ตลาด เพื่อฝากให้ครอบครัวของลุงสี่นำกลับไปด้วย
รอจนโจวซื่อออกจากบ้านไป เสิ่นหมิงซินและเฝิงซื่อก็เริ่มจับกลุ่มซุบซิบนินทากันที่ลานบ้าน
ส่วนเสิ่นซีและเสิ่นหยวนกำลังอ่านหนังสืออยู่ใต้หน้าต่างในห้อง เนื่องจากเสิ่นซีมีตำราโบราณหลายเล่มที่ยืมมาจากฮุ่ยเหนียง หนึ่งในนั้นคือคัมภีร์พันอักษรที่เข้าใจง่าย เสิ่นหยวนอ่านอย่างเพลิดเพลิน ส่วนเสิ่นซีก็เงี่ยหูฟังแอบฟังอยู่ริมกำแพง จนจับใจความสำคัญของสิ่งที่สองสามีภรรยาบ้านสี่คุยกันได้อย่างชัดเจน
(เชิงอรรถผู้แปล: แอบฟังอยู่ริมกำแพง (偷听墙根) สำนวนหมายถึง การแอบฟังบทสนทนาของผู้อื่นอย่างลับ ๆ)
เฝิงซื่อเอาแต่ตำหนิติเตียนโจวซื่อว่าไม่เห็นแก่ความเป็นคนครอบครัวเดียวกัน กระทั่งเรื่องที่จะทิ้งเสิ่นหยวนผู้เป็นหลานชายไว้ให้ช่วยดูแลก็ยังไม่ยอมตกลง
"เจ้าก็ดูสิว่าน้องสะใภ้เขายุ่งแค่ไหน? ถึงอย่างไรนางก็ต้องรับจ้างทำงานให้ผู้อื่น หากพวกเราไม่มา นางคงไม่มีเวลาพักผ่อนเลยด้วยซ้ำ... ลิ่วหลางมาอยู่ที่นี่ก็ไม่มีคนดูแล สู้ให้อยู่ที่หอพักของสถานศึกษายังจะดีเสียกว่า อย่างน้อยก็มีท่านอาจารย์คอยดูแล การเรียนจะได้ไม่เสีย"
เสิ่นหมิงซินกลับไม่เห็นด้วยกับคำพูดของเฝิงซื่อ
แม้ว่าสองสามีภรรยาคู่นี้จะถือว่ามีความคิดเปิดกว้างเมื่อเทียบกับครอบครัวทั้งห้าบ้าน ทว่าถึงอย่างไรก็ยังมีความคิดเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนอยู่บ้าง ไม่ได้คิดถึงผู้อื่นอย่างแท้จริง