- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 56 วาจาเด็กน้อยไร้เดียงสา
ตอนที่ 56 วาจาเด็กน้อยไร้เดียงสา
ตอนที่ 56 วาจาเด็กน้อยไร้เดียงสา
"ไต้เอ๋อร์ ข้าสอนเจ้าไปตั้งมากมาย เจ้าก็ไม่ตั้งใจเรียน วันนี้ข้าจะขอสวมบทเป็นท่านอาจารย์สักหน นำสิ่งที่ข้าได้ร่ำเรียนมาสอนพวกเจ้า ดีหรือไม่?"
เสิ่นซีดึงตัวหลินไต้กลับมา ให้นางและลู่ซีเอ๋อร์นั่งลงบนม้านั่งตัวเล็ก ราวกับเป็นลูกศิษย์ตัวน้อยที่แสนจะว่าง่าย ส่วนตัวเขาเองก็หยิบคัมภีร์หลุนอวี่ ที่ใช้เรียนออกมา อาศัยเนื้อหาในนั้นสอนประโยคและตัวอักษรแก่ทั้งสองคน
(เชิงอรรถผู้แปล: คัมภีร์หลุนอวี่ (论语) ตำราที่รวบรวมคำสอนของขงจื๊อ เป็นหนึ่งในสี่ตำราห้าคัมภีร์ที่ใช้ในการสอบเคอจวี่ และเป็นตำราเล่มแรกที่เสิ่นซีเริ่มเรียน)
เมื่อก่อนตอนที่เสิ่นซีสอนหลินไต้เขียนหนังสือ ล้วนสอนเป็นคำ ๆ ไป จู่ ๆ ก็หยิบยกเนื้อหาอันยาวเหยียดประเภท 'ปราชญ์กล่าวว่า...' ขึ้นมาสอน อย่าว่าแต่ลู่ซีเอ๋อร์ที่กำลังเบิกตากว้างทำหน้าน่ารักน่าชังเลย กระทั่งหลินไต้ที่อายุมากกว่าก็ยังฟังไม่เข้าใจเลยสักประโยคเดียว
"พี่เสิ่นซี ที่ท่านพูดหมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?" กลับเป็นลู่ซีเอ๋อร์ที่มีพรสวรรค์ในการใฝ่รู้ เมื่อไม่เข้าใจก็เอ่ยปากถามออกมาตรง ๆ
คราวนี้เสิ่นซีถึงกับไปไม่เป็น หาคำอธิบายมาตอบได้ยากยิ่งนัก
ดังที่เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากยุคสมัยนี้การเล่าเรียนหนังสือมิใช่เรื่องง่ายดาย เด็กนักเรียนอาจต้องเลิกเรียนกลางคันได้ทุกเมื่อ ประกอบกับคัมภีร์หลุนอวี่เป็นตำราหลักที่ใช้ในการสอบเคอจวี่ ดังนั้นสำนักเรียนขั้นต้นโดยทั่วไป จึงมักใช้ตำราเล่มนี้เป็นบทเรียนเบิกปัญญา ให้เด็กๆ ได้ท่องจำและอาศัยเป็นแบบเรียนสำหรับจดจำตัวอักษรไปในตัว
(เชิงอรรถผู้แปล: เบิกปัญญา (开蒙) การเริ่มเข้าเรียนรู้หนังสือครั้งแรกของเด็ก)
คัมภีร์หลุนอวี่มีเนื้อหาครอบคลุมกว้างขวาง สอดแทรกแก่นความคิดที่ลึกซึ้งทว่าใช้ถ้อยคำสั้นกระชับ แฝงไปด้วยหลักการพิจารณาคน หลักการครองตน หลักแห่งความเมตตาและความกตัญญู หลักการรักษามารยาท หลักการปกครองแผ่นดิน และหลักการศึกษาเล่าเรียน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาสติปัญญาและการสร้างทัศนคติในการดำเนินชีวิตของเด็กน้อย ทว่าหากจะให้เด็กที่ยังไร้เดียงสาทำความเข้าใจเนื้อหาเหล่านั้นก็ยังนับว่ายากลำบากอยู่ดี
ด้วยเหตุนี้ สถานศึกษาในพื้นที่ที่มีความเจริญรุ่งเรืองและมีรากฐานทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง จึงมักจะใช้ตำรา 'ซานป่ายเชียน' อันได้แก่ คัมภีร์สามอักษร คัมภีร์ร้อยแซ่ และ คัมภีร์พันอักษร เป็นตำราเบิกปัญญาแทน กระทั่งสถานศึกษาของตระกูลบัณฑิตผู้ดีตระกูลใหญ่บางแห่ง ยังเพิ่มตำราอย่าง 'คำสอนเด็กน้อย' 'กวีนิพนธ์เด็กอัจฉริยะ' 'เสี่ยวเสวีย (การศึกษาเบื้องต้น)' และ 'คัมภีร์กตัญญุตา' เข้าไปให้เด็กนักเรียนได้เลือกเรียนตามความสนใจอีกด้วย
(เชิงอรรถผู้แปล: คัมภีร์สามอักษร คัมภีร์ร้อยแซ่ และ คัมภีร์พันอักษร (三字经、百家姓、千字文) ชุดตำราเบื้องต้นสำหรับเด็กจีนโบราณ เรียกรวมกันว่า 'ซานป่ายเชียน' (三百千) เป็นตำราที่ท่องจำง่ายและช่วยปูพื้นฐานตัวอักษรให้เด็กก่อนจะก้าวไปเรียนตำราที่ยากขึ้น)
ทว่าสิ่งเหล่านี้สำหรับอำเภอหนิงฮว่าที่ตั้งอยู่ในดินแดนห่างไกลความเจริญแล้ว ย่อมเป็นการเพิ่มภาระอันหนักอึ้งให้กับครอบครัวของเด็กนักเรียนอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นท่านอาจารย์ในสถานศึกษาจึงรวบรัดตัดความ ใช้คัมภีร์หลุนอวี่เป็นตำราเบิกปัญญาแต่เพียงอย่างเดียวไปเสียเลย
"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ข้าจะสอนตำราเล่มอื่นให้พวกเจ้า เรียกว่าคัมภีร์สามอักษร พวกเจ้าอ่านตามข้านะ... คนเราเกิดมา นิสัยดั้งเดิมล้วนดีงาม นิสัยคล้ายคลึงกัน แต่สิ่งแวดล้อมทำให้แตกต่างกัน..."
(เชิงอรรถผู้แปล: คนเราเกิดมา นิสัยดั้งเดิมล้วนดีงาม นิสัยคล้ายคลึงกัน แต่สิ่งแวดล้อมทำให้แตกต่างกัน (人之初,性本善。性相近,习相远) เป็นประโยคเปิดของคัมภีร์สามอักษร ซึ่งสรุปแนวคิดของปรัชญาเมิ่งจื่อที่เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับจิตใจที่ดีงามบริสุทธิ์)
เมื่อเสิ่นซีใช้คัมภีร์สามอักษรซึ่งเป็นตำราที่เข้าใจง่ายและท่องจำได้คล่องปากมาสอนสองเด็กหญิงน้อย ผลลัพธ์ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในทันที
แม้ลู่ซีเอ๋อร์จะอายุน้อย ทว่ากลับฉลาดเฉลียวเป็นอย่างยิ่ง เสิ่นซีสอนนางไปเพียงไม่กี่ประโยค นางก็สามารถท่องจำออกมาได้ในทันที พอท่องจบก็ยังกระตุกชายเสื้อของเสิ่นซี เอ่ยถามยิ้ม ๆ ว่า "พี่เสิ่นซี ข้าท่องได้ดีหรือไม่เจ้าคะ?"
เสิ่นซีเหลือบมองหลินไต้ที่มีสีหน้าเศร้าซึมอยู่ฝั่งตรงข้ามแวบหนึ่ง เขารู้ดีว่าการเอ่ยชมเด็กผู้หญิงคนหนึ่งต่อหน้าเด็กผู้หญิงอีกคนไม่ใช่เรื่องฉลาดนัก เขาเพียงลูบศีรษะลู่ซีเอ๋อร์เบา ๆ ไม่ได้เอ่ยปากประเมินว่าดีหรือไม่ ทว่ากลับกล่าวว่า "ซีเอ๋อร์ เจ้ากลับไปแล้วลองท่องให้ท่านแม่ของเจ้าฟังดีหรือไม่?"
"ดีเจ้าค่ะ"
ลู่ซีเอ๋อร์รับคำอย่างเบิกบานใจ
จากนั้น เสิ่นซีก็เขียนตัวอักษรหกตัวแรกจากสองประโยคแรกของคัมภีร์สามอักษรให้เด็กหญิงน้อยทั้งสองดูเป็นตัวอย่าง ทั้งคู่ต่างก็วาดน้ำเต้าตามแบบ ทว่าก็ยังคงต้องใช้เวลาไปถึงครึ่งชั่วยาม กว่าจะเขียนตัวอักษรออกมาได้ถูกต้องแม่นยำไร้ที่ติ
(เชิงอรรถผู้แปล: วาดน้ำเต้าตามแบบ (依样画葫芦) สำนวนหมายถึง การลอกเลียนแบบหรือทำตามแบบอย่างที่มีอยู่เดิมโดยไม่ผิดเพี้ยน)
เมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยไปมากแล้ว เสิ่นซีจึงรีบพาเด็กหญิงน้อยทั้งสองไปกินอาหารเย็นที่ร้านขายยา
พอเดินมาถึงตรอกด้านนอก จู่ ๆ เสิ่นซีก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านขึ้นมาเฮือกหนึ่ง ความรู้สึกเหมือนกำลังถูกคนแอบถ้ำมองผุดขึ้นมาในใจ เขาแสร้งทำเป็นเสมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น จูงมือเด็กน้อยทั้งสองเดินต่อไปตามปกติ ทว่าหางตากลับเหลือบมองไปยังปากตรอก เวลานั้นตรงนั้นมีคนผู้หนึ่งกำลังมีท่าทีลับ ๆ ล่อ ๆ มองซ้ายเหลียวขวาสำรวจไปทั่ว มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนดีแน่
บริเวณใกล้ปากตรอกมีเด็กชายวัยกำลังโตสองสามคนกำลังเล่นปาถุงทรายกันอยู่ ด้านข้างมีเด็กหญิงสองคนกำลังเตะลูกขนไก่ สายตาของคนผู้นั้นจับจ้องไปที่พวกเด็กผู้หญิงเสียเป็นส่วนใหญ่
เสิ่นซีลอบคิดในใจ หรือว่าจะเป็นพวกโจรลักพาตัวเด็ก?
จะว่าไปในยุคสมัยนี้พวกโจรลักพาตัวเด็กก็มีอยู่ไม่น้อย ทว่ามักไม่ค่อยลักพาตัวเด็กผู้หญิงกันนัก เพราะถึงจะมีคนต้องการซื้อเด็กไป ก็เพื่อสืบทอดสายเลือดของตระกูลเป็นหลัก ส่วนพวกที่สมัครใจขายบุตรกินก็มีอยู่บ้าง ทว่าล้วนเป็นการขายให้จวนเศรษฐีตระกูลใหญ่เพื่อไปเป็นบ่าวไพร่ โดยปกติสัญญาทาสจะกินเวลาสิบกว่าถึงยี่สิบปี เท่ากับเป็นการอาศัยข้าวของบ้านเศรษฐีมาเลี้ยงดูลูกของตนจนเติบใหญ่ เด็กต้องรอจนอายุราวสามสิบปีถึงจะได้รับอิสรภาพกลับคืนมา
"ซีเอ๋อร์ รีบเดินเข้า ไต้เอ๋อร์เจ้าก็เร่งฝีเท้าหน่อย"
เสิ่นซีไม่สนใจหรอกว่าชายที่มีท่าทางน่าสงสัยผู้นี้จะเป็นพวกค้ามนุษย์หรือไม่ แม้ว่าบริเวณตรอกด้านหลังจะนับว่าค่อนข้างปลอดภัย ทว่าถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นเพียงเด็กน้อยแขนขาเล็กจ้อย หากถูกคนร้ายอุ้มไปก็ยากที่จะขัดขืนต่อสู้ได้
รอจนเดินมาถึงหน้าประตูหลังของร้านขายยา เสิ่นซีก็ชะโงกหน้ามองออกไปข้างนอกอีกครั้ง คนที่อยู่ตรงปากตรอกนั้นจากไปแล้ว พวกเด็ก ๆ ก็ยังคงเล่นกันอยู่อย่างปลอดภัย ส่งเสียงหัวเราะร่าเริงออกมาเป็นระยะ ๆ ไม่ได้รับรู้ถึงอันตรายใด ๆ เลยแม้แต่น้อย เขาถึงได้ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
แม้ดูเหมือนว่าคนผู้นั้นอาจจะแค่บังเอิญเดินผ่านทางมา ทว่าเสิ่นซีกลับรู้สึกเหมือนมีหนามตำหลัง เขาฟันธงได้เลยว่าคนผู้นั้นหากไม่ใช่พวกมักมากในกามก็ต้องเป็นโจรขโมย ต้องมีเจตนาร้ายแอบแฝงอย่างแน่นอน แต่ตกลงแล้วคนผู้นั้นมาทำอะไร? ต้องการสิ่งใดกันแน่? เขาก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน
(เชิงอรรถผู้แปล: เหมือนมีหนามตำหลัง (芒刺在背) สำนวนเปรียบเปรยถึงความรู้สึกหวาดระแวง ไม่สบายใจ หรือกังวลใจอย่างยิ่ง ราวกับมีหนามแหลมทิ่มแทงอยู่เบื้องหลัง)
หลายวันต่อมา เสิ่นซีก็ไม่ได้พบเห็นชายแปลกหน้าที่ยืนอยู่ตรงปากตรอกผู้นั้นอีก ภายในใจจึงสงบลงได้บ้าง
วันนี้คือเทศกาลล่าปา ตัวอำเภอหนิงฮว่าคึกคักจอแจเป็นพิเศษ กิจการในร้านขายยาก็พลอยวุ่นวายตามไปด้วย
(เชิงอรรถผู้แปล: เทศกาลล่าปา (腊八节) ตรงกับวันที่ 8 เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน เป็นเทศกาลสำคัญที่ผู้คนจะต้มข้าวต้มล่าปาเพื่อเซ่นไหว้บรรพบุรุษและเทพเจ้า และเป็นการเตรียมตัวเข้าสู่เทศกาลตรุษจีน)
ใกล้จะสิ้นปีแล้ว สถานศึกษาเตรียมจะหยุดพักช่วงปีใหม่ เนื่องจากท่านอาจารย์ต้องทำการทดสอบ ปกติเสิ่นซีจึงมักจะอ้างว่ามีการบ้านเยอะเพื่อหลีกเลี่ยงการไปช่วยงานที่ร้านขายยา ทว่าในช่วงบ่ายของเทศกาลล่าปา เสิ่นซีกลับจำต้องไปที่ร้านขายยาอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะผู้คนที่มาซื้อยามีมากเกินไปจริง ๆ สตรีสองนางอย่างโจวซื่อและฮุ่ยเหนียงรับมือไม่ไหวแล้ว
สิ่งที่เสิ่นซีต้องทำนั้นไม่ได้ซับซ้อนอันใด เพียงแค่ช่วยฮุ่ยเหนียงต้อนรับลูกค้า จัดแจงให้พวกเขาเข้าแถว นำเทียบยามาเบิกยาตามลำดับ หากพบว่าสมุนไพรในลิ้นชักตู้ยาไม่พอ เสิ่นซีก็ยังต้องวิ่งไปหยิบที่โกดังหลังเรือน ช่วงเวลาหนึ่งเขาจึงยุ่งเสียจนเท้าไม่ติดพื้นเลยทีเดียว
ผู้คนที่มาถามหาซื้อยาที่ร้านของฮุ่ยเหนียง ไม่ว่าจะยากดีมีจน ฮุ่ยเหนียงล้วนปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน โชคดีที่ผู้คนต่างก็มีจิตสำนึก ไม่มีการใช้อภิสิทธิ์เรียกร้องความพิเศษอันใด
ทว่าทุกเรื่องราวล้วนมีข้อยกเว้นเสมอ นี่อย่างไรเล่า มีมือปราบสองนายจากที่ว่าการอำเภอเดินเข้ามา เทียบยาในมือของพวกเขามิใช่ยารักษาโรคช่วยชีวิตคน ทว่ากลับเป็นยาบำรุงไตขนานแรง
(เชิงอรรถผู้แปล: ยาบำรุงไตขนานแรง (虎狼之方 - หู่หลางจือฟาง) ตามอักษรแปลว่า 'เทียบยาพยัคฆ์หมาป่า' หมายถึงตำรับยาที่มีฤทธิ์รุนแรงมาก ในที่นี้เป็นคำเปรียบเปรยถึงยาบำรุงกำหนัดหรือยาโด๊ปที่ออกฤทธิ์รุนแรง)
หลังจากทั้งสองเข้ามาในร้านขายยา ก็ไม่คิดจะต่อแถวเลยแม้แต่น้อย เดินตรงดิ่งไปยังหน้าโต๊ะบัญชี สั่งให้ฮุ่ยเหนียงจัดยาให้ ชาวบ้านที่รอคอยอยู่ด้านข้างมาค่อนวัน แม้จะรู้สึกไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าปริปากบ่น
"นายท่านมือปราบทั้งสอง ในเทียบยานี้มีสมุนไพรสองชนิดที่ต้องไปเบิกเพิ่มจากโกดัง มิสู้เชิญพวกท่านไปนั่งรอที่ห้องโถงด้านในก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ?" ฮุ่ยเหนียงดูเทียบยาแล้ว ก็กล่าวกับมือปราบทั้งสองด้วยความนอบน้อม
"เร็ว ๆ เข้าสิ ปลายปีงานยุ่ง พวกเราต้องรีบกลับไปปฏิบัติหน้าที่ หากทำให้เสียการเสียงาน เจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือ?"
แม้ว่าฮุ่ยเหนียงในตอนนี้จะถือเป็นผู้มีหน้ามีตาในอำเภอหนิงฮว่า ทว่าในราชวงศ์นี้ชนชั้นพ่อค้าถูกมองว่าต่ำต้อย ในสายตาของพวกเจ้าหน้าที่ระดับล่างที่เดิมทีก็มีสถานะต่ำต้อยทว่ากลับกุมอำนาจอยู่ในมือคนพวกนี้ นางย่อมไม่มีค่าพอให้ต้องเกรงใจเลยแม้แต่น้อย
ฮุ่ยเหนียงรีบร้อนเข้าไปในลานหลังเรือนเพื่อค้นหาสมุนไพรที่ไม่ค่อยได้ใช้งานสองชนิดตามเทียบยา มือปราบทั้งสองนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ไผ่ในห้องโถงด้านในด้วยท่าทียโสโอหัง พลางส่งเสียงโวยวายว่าหิวน้ำ
เสิ่นซีจำต้องวางมือจากงานที่ทำอยู่ รีบวิ่งไปหิ้วกาน้ำชาใบใหญ่จากเตาไฟหลังเรือนมา พร้อมกับรินน้ำชาลงจอกส่งให้ทั้งสองคน
"ได้ยินหรือไม่ เมื่อหลายวันก่อนมีองครักษ์เสื้อแพรสองสามนายมาจากทางใต้ ด้อม ๆ มอง ๆ อยู่ในเขตเมืองถิงโจวของเรา กระทั่งตัวอำเภอของเราก็ยังเคยมา ดูเหมือนกำลังตามหาใครบางคนอยู่"
(เชิงอรรถผู้แปล: องครักษ์เสื้อแพร หรือ จิ่นอีเว่ย (锦衣卫) เป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์และหน่วยสืบราชการลับในสมัยราชวงศ์หมิง ขึ้นตรงต่อองค์ฮ่องเต้ มีอำนาจเด็ดขาดในการสืบข่าว จับกุม ไต่สวน และลงโทษผู้ต้องสงสัยหรือผู้กระทำผิดได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมหรือศาลของทางการปกติ เป็นหน่วยงานที่สร้างความหวาดกลัวให้แก่เหล่าขุนนางและราษฎรในยุคนั้นเป็นอย่างมาก)
มือปราบคนที่อายุมากกว่าหน่อย ดื่มน้ำชาเสร็จก็หาเรื่องชวนคุย
มือปราบที่อายุน้อยกว่าชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ เอ่ยเสียงเบา "ก่อนหน้านี้ตอนข้าออกนอกเมืองก็เคยบังเอิญเจอพวกนั้น ได้ยินว่าเมื่อหลายเดือนก่อน พวกเขาคุมตัวนักโทษหญิงกลุ่มหนึ่งขึ้นเหนือ ผลปรากฏว่ามาทำคนหายในเขตเมืองถิงโจวของเรา"
"ตามหลักการแล้ว หากรายงานไปว่าฆ่าตัวตายหรือป่วยตาย เบื้องบนก็จะไม่เอาความ ทว่าใครจะรู้ว่าคราวนี้เบื้องบนกลับสั่งให้สืบสวนอย่างละเอียด บอกว่าเป็นต้องเห็นตัว ตายต้องพบศพ พวกเขาจึงทำได้เพียงวิ่งวุ่นกลับมาตามหาคน"
หลังจากนั้นทั้งสองคล้ายจะรู้สึกตัวว่าพูดเสียงดังเกินไป เกรงว่าจะมีคนได้ยิน จึงกระซิบกระซาบคุยกันที่ข้างหู
เสิ่นซีหิ้วกาน้ำชาเดินออกมา ในใจก็ขบคิดว่าคนที่เจอตรงปากตรอกในวันนั้น จะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่มือปราบสองคนนี้พูดถึงหรือไม่
ในยุคราชวงศ์หมิง หลังจากขุนนางกระทำความผิด สตรีในครอบครัวมักจะถูกเนรเทศให้ไปเป็นคณิกาที่เจี้ยวฟางซือ
(เชิงอรรถผู้แปล: เจี้ยวฟางซือ (教坊司) กรมสังคีต เป็นหน่วยงานของราชสำนักที่ดูแลเรื่องการแสดงดนตรีและร่ายรำ มักใช้เป็นสถานที่กักขังและบังคับให้สตรีจากครอบครัวขุนนางที่ต้องโทษกลายเป็นคณิกาหลวงเพื่อเป็นการลงทัณฑ์)
เสิ่นซีไม่อาจคาดเดาได้ว่าผู้ใดทำผิดและทำเรื่องอันใด ทว่ากลับรู้สึกเลือนรางว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับหลินไต้ เพราะเด็กหญิงน้อยผู้นี้ปกติเวลาพูดจาหรือทำสิ่งใดล้วนแฝงไปด้วยความลึกลับ ตกกลางคืนพอนอนหลับก็มักจะร้องไห้เรียกหาพ่อแม่ พอตื่นขึ้นมากลับไม่ปริปากพูดถึงเรื่องก่อนหน้านั้นเลยแม้แต่ครึ่งคำ
คำอธิบายเดียวที่ฟังขึ้น ก็คือหลินไต้มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นทายาทของขุนนางที่ต้องโทษ แล้วพลัดหลงระหว่างทาง จึงถูกสองแม่ลูกตระกูลเสิ่นที่กำลังเดินทางเข้าเมืองพบตัวเข้าที่ตำบลซวงซี
หลังจากมือปราบทั้งสองจากไป เสิ่นซีไม่ได้แสดงท่าทีผิดปกติใด ๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย... เขาไม่อยากให้ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อรู้เรื่องนี้แล้วพาลเป็นกังวล วิธีที่ดีที่สุดคือการแอบไปถามหลินไต้เป็นการส่วนตัว ทว่าในใจเขาก็รู้ดีว่า ต่อให้เอ่ยปากถามไปก็ใช่ว่าจะได้คำตอบกลับมา
ตกค่ำ คนทั้งสองครอบครัวมารวมตัวกินข้าวต้มล่าปาด้วยกัน
(เชิงอรรถผู้แปล: ข้าวต้มล่าปา (腊八粥) ข้าวต้มมงคลที่เคี่ยวจากธัญพืชและถั่วต่าง ๆ นิยมกินในเทศกาลล่าปาเพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์)
ลู่ซีเอ๋อร์เป็นคนที่เบิกบานที่สุดในโต๊ะ ตอนกินข้าวต้มก็วิ่งวนไปรอบ ๆ โต๊ะอาหาร กินไปสองคำก็วิ่งต่อ ฮุ่ยเหนียงจะรั้งอย่างไรก็รั้งไม่อยู่
"ท่านแม่ ข้าอยากให้พี่เสิ่นซีสอนคัมภีร์สามอักษรให้ข้า พี่เสิ่นซีเก่งกาจมากเลยเจ้าค่ะ" ในสายตาของลู่ซีเอ๋อร์ เสิ่นซีเปรียบเสมือนดั่งเทพเจ้า ไม่ว่าเรื่องใดพี่เสิ่นซีก็ดีที่สุด
ฮุ่ยเหนียงทอดถอนใจ "เช่นนั้นเจ้าก็ต้องกินข้าวให้เสร็จก่อน รอให้โตกว่านี้อีกหน่อยค่อยไปเรียนกับพี่เสิ่นซีนะ เป็นเด็กดี รีบมากินข้าวเร็วเข้า ดูสิ พี่เสิ่นซีของเจ้าก็กำลังกินอยู่นะ"
"ไม่เห็นจริงเลยเจ้าค่ะ พี่เสิ่นซีกำลังมองพี่ไต้เอ๋อร์อยู่ต่างหาก"
เสิ่นซีหน้าแดงก่ำด้วยความเก้อเขิน เพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องที่มือปราบพูดก่อนหน้านี้ เขาจึงเผลอลอบสังเกตหลินไต้โดยไม่รู้ตัว นึกไม่ถึงเลยว่าจะถูกลู่ซีเอ๋อร์ตาไวสังเกตเห็นเข้า
เสิ่นซีคิดในใจ ช่างเป็นวาจาเด็กน้อยไร้เดียงสาเสียจริง