- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 55 ท่านพ่อผู้ไม่เหลียวแลครอบครัว
ตอนที่ 55 ท่านพ่อผู้ไม่เหลียวแลครอบครัว
ตอนที่ 55 ท่านพ่อผู้ไม่เหลียวแลครอบครัว
ข้อเสนอของเสิ่นซีต่อฮุ่ยเหนียง แท้จริงแล้วก็คือการตอบโต้อย่างทรงพลังต่อบรรดาร้านขายยาแห่งอื่น ๆ ในเมือง
หากต้องการหยัดยืนอยู่ในวงการค้าโดยไม่ถูกรังแก ก็ต้องรู้จักซ่อนเร้นความอ่อนแอเอาไว้เบื้องหลัง เปลี่ยนตนเองให้กลายเป็นพุ่มหนามที่แหลมคม ผู้ใดกล้ามาตอแยก็ต้องปล่อยให้ผู้นั้นได้เลือดติดมือกลับไป เสิ่นซีตัดสินใจแล้วว่าจะคอยปลูกฝังปรัชญาการเอาตัวรอดให้กับฮุ่ยเหนียงเป็นระยะ ๆ เพื่อตักเตือนนางว่า หากยังคงยึดมั่นในคติที่ว่ายอมถอยเพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวาย พวกหมาป่าที่ยังไม่ได้รับบทเรียนอันเจ็บปวด ย่อมต้องหวนกลับมาระรานไม่รู้จักจบจักสิ้นอย่างแน่นอน
เวลาล่วงเลยเข้าสู่เดือนล่าเยวี่ยอย่างรวดเร็ว อากาศเริ่มหนาวเย็นลงเรื่อย ๆ ยามเสิ่นซีออกจากบ้านก็อดไม่ได้ที่จะต้องสวมเสื้อผ้าเพิ่มอีกสองชั้น
(เชิงอรรถผู้แปล: เดือนล่าเยวี่ย (腊月) คือชื่อเรียกเดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของปี)
อำเภอหนิงฮว่าตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองถิงโจว บริเวณเชิงเขาด้านตะวันออกของเทือกเขาอู่อี๋ซาน ที่แห่งนี้ฤดูร้อนไม่ร้อนจัด ฤดูหนาวไม่หนาวจัด ซ้ำยังมีฤดูใบไม้ผลิยาวนานถึงสี่เดือน ในยุคหลังได้กลายเป็นสถานที่ตากอากาศหนีร้อนอันเลื่องชื่อ ในความทรงจำของเสิ่นซี ฤดูหนาวที่นี่สมควรจะมีอากาศอบอุ่นสบายเสียด้วยซ้ำ ยามออกจากบ้านเต็มที่ก็สวมเพียงเสื้อแขนยาวตัวนอกสักตัวก็เพียงพอแล้ว
ทว่าเวลานี้คือยุคกลางของราชวงศ์หมิง ซึ่งอยู่ในช่วงกลางของยุคน้ำแข็งน้อย ฤดูหนาวในมณฑลฝูเจี้ยนรวมถึงพื้นที่ชายฝั่งทะเลล้วนหนาวเหน็บอย่างยิ่ง ในแต่ละปีอาจมีหิมะตกถึงสามหรือห้าครั้ง ย้อมทิวเขาจนขาวโพลนไปหมด ซึ่งนับเป็นเรื่องที่แทบจะนึกภาพไม่ออกเลยหากเป็นช่วงเวลาหลายร้อยปีให้หลัง
เสิ่นซียังคงดำเนินชีวิตประจำวันที่แทบจะเป็นแบบแผนตายตัวในทุก ๆ วัน คือไปเรียน เลิกเรียน ไปช่วยงานที่ร้านขายยา บางครั้งก็แวะไปที่เล้าหมูร้างหลังจวนตระกูลหวังเพื่อจัดการกับภาพอักษรและภาพวาดของตน ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไร้กังวล
น่าเสียดายที่อำเภอหนิงฮว่าแห่งนี้ท้ายที่สุดก็ไม่ใช่ดินแดนที่มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์
ภาพทิวทัศน์เลียนแบบฝีมือหวงกงวั่งของเสิ่นซี ถูกนำไปวางขายที่ร้าน "ซือกู่ไจ" ซึ่งอยู่ติดกับร้านขายยามานับเดือนแล้ว ทว่าก็ยังไม่อาจขายออกไปได้ โดยปกติแล้วผู้ที่มีฐานะหน้าตาในสังคม หากซื้อภาพวาดกลับไปแขวนประดับบารมีที่บ้าน แค่จ่ายเงินเพียงไม่กี่เฉียนก็รู้สึกว่าแพงแล้ว ทว่าภาพวาดของเสิ่นซีตั้งราคาเริ่มต้นไว้ที่สิบตำลึงขึ้นไป ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีผู้ใดเหลียวแลเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเข้าสู่เดือนล่าเยวี่ย กิจการของร้านขายยาก็ซบเซาลงมาก โจวซื่อเริ่มมีเวลาว่างพอจะเย็บเสื้อผ้าชุดใหม่ให้กับคนในครอบครัว เสิ่นซี หลินไต้ และเสิ่นหมิงจวินต่างก็ได้ชุดใหม่คนละชุด เพื่อรอสวมใส่ในวันขึ้นปีใหม่
วันนี้คือวันที่สามเดือนล่าเยวี่ย โจวซื่อรู้สึกไม่สบายใจนัก หลังจากเสิ่นซีเลิกเรียน โจวซื่อก็พาเขาไปเยี่ยมเสิ่นหมิงจวินที่จวนเศรษฐีหวัง ช่วงสองเดือนมานี้ เสิ่นหมิงจวินกินนอนอยู่ที่จวนเศรษฐีหวัง สิบวันถึงจะกลับบ้านสักครั้งสองครั้ง ซ้ำยังมาก็รีบร้อนไปก็เร่งรีบ
อันที่จริงเสิ่นซีเองก็แปลกใจนักว่าเหตุใดท่านพ่อถึงได้ไม่สนใจใยดีครอบครัวเช่นนี้
ตอนที่เกิดโรคระบาดก่อนหน้านี้ การไม่กลับบ้านยังพอจะเข้าใจได้ ถึงอย่างไรทางจวนนายท่านก็เกรงว่าคนในจวนจะติดโรค การจำกัดไม่ให้คนในบ้านออกไปข้างนอกจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล ทว่าบัดนี้โรคระบาดผ่านพ้นไปตั้งนานแล้ว จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่จะไม่ปล่อยคน เสิ่นซีเคยเอ่ยถาม เสิ่นหมิงจวินก็ตอบส่งเดชว่าทางจวนนายท่านงานยุ่งมาก การเดินทางไปกลับจะทำให้เสียเวลาเสียเปล่า ๆ
เสิ่นซีคิดในใจ ต่อให้ท่านพ่อจะงานรัดตัวเพียงใด ระยะทางจากจวนเศรษฐีหวังกลับมาที่บ้านก็เดินข้ามถนนเพียงไม่กี่สาย ใช้เวลาเดินทางอย่างมากก็แค่สองเค่อ เห็นได้ชัดว่าการที่ไม่กลับบ้านนั้นต้องมีเหตุผลอื่นแอบแฝงอยู่อย่างแน่นอน
โจวซื่อพาเสิ่นซีมาถึงจวนเศรษฐีหวัง ทางจวนกลับส่งเพียงบ่าวรับใช้คนหนึ่งออกมาต้อนรับ กระทั่งหน้าพ่อบ้านหลิวก็ยังไม่ได้เห็น
รอจนมีคนเข้าไปแจ้งข่าวอยู่ครู่ใหญ่ ถึงได้มีหลงจู๊บัญชีเดินนวยนาดออกมา โบกมือไล่พลางเอ่ยว่า "กลับไปเถอะ หมิงจวินตามนายท่านลงพื้นที่ในชนบทไปแล้ว อีกหลายวันถึงจะกลับมา"
อุตส่าห์มาถึงที่แล้วกลับไม่ได้พบหน้าเสิ่นหมิงจวิน แน่นอนว่าโจวซื่อย่อมไม่กล้าอาละวาดที่จวนตระกูลหวัง หลังจากกล่าวลาและก้าวพ้นประตูจวนตระกูลหวังออกมา นางก็เริ่มบ่นพึมพำไม่หยุดปาก บ่นว่าพ่อของเจ้าไม่เหลียวแลครอบครัว จะออกจากเมืองก็ไม่ยอมบอกกล่าวลูกเมียที่บ้านสักคำ ชัดเจนเลยว่าในใจไม่ได้มีครอบครัวอยู่เลย ฟังจนหูของเสิ่นซีแทบจะด้านชา
"ท่านแม่ ครั้งล่าสุดที่ท่านพ่อกลับบ้านคือเมื่อใดหรือขอรับ? ข้ารู้สึกเหมือนไม่ได้เจอท่านพ่อมาครึ่งเดือนแล้วนะขอรับ"
ตอนที่ใกล้จะถึงหน้าประตูบ้าน เสิ่นซีก็เอ่ยถามขึ้นมาลอย ๆ เนื่องจากบางครั้งที่เสิ่นหมิงจวินกลับมาก็เป็นช่วงที่เขาไปเรียน เขาจึงไม่กล้าฟันธงว่าครึ่งเดือนมานี้ท่านพ่อเคยกลับมาบ้านบ้างหรือไม่
โจวซื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยว่า "ครั้งสุดท้ายที่เราสองคนเจอพ่อของเจ้าน่าจะเป็นวันเดียวกัน... ครั้งนั้นที่พ่อของเจ้ากลับมา กระทั่งข้าวก็ยังไม่ทันได้กิน แค่ทิ้งท้ายไว้ประโยคเดียวก็จากไป เหมือนจะบอกว่านายท่านใช้ให้เขาไปเก็บค่าเช่านาที่ชนบท... เอ๊ะ นี่เขาคงไม่ได้ไปตั้งแต่คราวนั้นแล้วยังไม่กลับเข้าเมืองมาเลยหรอกนะ?"
เสิ่นซีส่ายหน้า "ไม่น่าจะใช่นะขอรับ! ที่นาของตระกูลหวังส่วนใหญ่อยู่แถบฝั่งตะวันออกของเมือง แม้ในหุบเขาทางใต้ของเมืองจะมีอยู่บ้าง ทว่าอย่างมากก็ใช้เวลาเพียงสองสามวันก็เดินทางไปกลับได้แล้ว การเก็บค่าเช่านาไม่น่าจะใช้เวลานานถึงเพียงนั้น"
โจวซื่อเห็นด้วยอย่างยิ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วจ้องมองเสิ่นซีเขม็ง "ไอ้เด็กนี่ เจ้ารู้ดีปานนี้เชียวหรือ? ตระกูลหวังมีกิจการใหญ่โต เจ้ารู้หรือว่าตระกูลหวังมีที่นาอยู่เท่าใดฮึ?"
เสิ่นซียิ้มแหย แน่นอนว่าเขาไม่ยอมตอบคำถามตรง ๆ
อันที่จริงคำถามนี้เสิ่นซีไม่ต้องจงใจไปสืบเสาะหาข้อมูลเลย เขาเข้ากันได้ดีกับหวังหลิงจือคุณชายน้อยตระกูลหวัง หวังหลิงจือมักจะมาหาเขาเพื่อเล่นด้วยกันเสมอ หากเขามีคำถามใด หวังหลิงจือล้วนตอบจนหมดเปลือกไม่มีปิดบัง
ถึงอย่างไรหวังหลิงจือก็โตกว่าเสิ่นซีสองปี ย่อมมีความเข้าใจในเรื่องราวของครอบครัวตนเองเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านมีที่นาอยู่กี่หมู่ ทำการค้าได้กำไรหรือขาดทุน ไปจนถึงเรื่องที่พี่ชายของเขาต้องติดคุกด้วยสาเหตุใด ล้วนอธิบายให้ฟังได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน
หวังหลิงจือมีพี่ชายหนึ่งคนและพี่สาวหนึ่งคน
พี่ชายของเขาต้องโทษจำคุกอยู่ที่เมืองอู่ชางในมณฑลหูกวางเพราะมีข้อพิพาททางการค้า นี่ขนาดตระกูลหวังใช้เงินวิ่งเต้นติดสินบนบนล่างแล้วนะ มิเช่นนั้นคงถูกเนรเทศไปเป็นทหารชายแดนที่เหลียวตงแล้ว
ตามที่หวังหลิงจือเล่าให้ฟัง สาเหตุที่พี่ชายของเขาเกิดเรื่องขึ้น ก็เพราะไปล่วงเกินคนของทางการ จึงถูกอีกฝ่ายจงใจกลั่นแกล้งใส่ความ ส่วนพี่สาวของหวังหลิงจือนั้น แต่งงานออกเรือนไปเมื่อสองปีก่อน ครอบครัวฝ่ายชายเป็นคหบดีใหญ่ในเมืองเฉวียนโจว
ปัจจุบัน บิดาของหวังหลิงจือคาดหวังในตัวเขาเป็นอย่างมาก หวังอยู่เสมอว่าจะให้เขาตั้งใจเรียนเพื่อมุ่งสู่เส้นทางการสอบเคอจวี่ ไม่อยากให้เขาต้องซ้ำรอยผู้เป็นบิดาและพี่ชายอีก
เมื่อกลับมาถึงปากตรอก เวลายังไม่เย็นมากนัก ร้านขายยายังคงเปิดประตูอ้าซ่าอยู่ ทว่าด้านในกลับไม่มีลูกค้าแม้แต่คนเดียว
เมื่อเห็นสองแม่ลูกตระกูลเสิ่นกลับมา ฮุ่ยเหนียงก็เดินเข้ามาเอ่ยถาม "พี่สาว เหตุใดจึงกลับมาเร็วนักเล่า ได้พบพี่เขยหรือไม่เจ้าคะ?"
โจวซื่อส่ายหน้าทอดถอนใจ ปากก็ด่าทอไปพลาง "ไอ้คนไร้หัวใจ ออกนอกเมืองไปก็ไม่บอกกล่าวคนในบ้านสักคำ สองแม่ลูกอย่างพวกเราอุตส่าห์เดินไปตั้งไกลกลับต้องไปเสียเที่ยว หรือว่าเขาจะแอบไปมีนังจิ้งจอกที่ไหนอยู่ข้างนอก?"
ฮุ่ยเหนียงรีบเอ่ยแย้ง "พี่สาว ท่านอย่าได้คิดฟุ้งซ่านไปไกลเลยเจ้าค่ะ... ข้าเห็นว่าพี่เขยเป็นคนดีออกจะตายไป เป็นคนหนักแน่นเอาการเอางาน ไม่เหมือนคนที่มีใจรวนเรเจ้าชู้สักนิด อีกอย่าง พี่สาวทั้งงดงามและเพียบพร้อมถึงเพียงนี้ หรือว่าท่านไม่มีความมั่นใจในตัวเอง กลัวว่าจะมัดใจสามีไม่อยู่หรือเจ้าคะ?"
เดิมทีนี่เป็นเพียงการพูดคุยกระซิบกระซาบตามประสาพี่น้องสตรี ทว่าบังเอิญเสิ่นซีกำลังนั่งจิบชาอยู่ด้านข้าง จู่ ๆ เขาก็รู้สึกเหมือนตนนั่งอยู่ผิดที่ผิดทางเสียแล้ว แม้ปกติฮุ่ยเหนียงจะปฏิบัติกับเขาราวกับเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง ทว่าเวลาพูดคุยเรื่องที่ไม่สมควรพูด กลับไม่ยอมระแวดระวังปิดบังเขาเลยแม้แต่น้อย
โจวซื่อมีท่าทีหงุดหงิดแค้นเคือง "อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันปีใหม่แล้ว ข้ายังอยากจะปรึกษาเขาอยู่เลยว่าจะกลับไปเยี่ยมบ้านที่หมู่บ้านหรือไม่ ตอนนี้หาตัวเขาไม่พบ ในใจข้าจึงว้าวุ่นกระวนกระวายไปหมด"
เสิ่นซีสอดคำขึ้นมา "ท่านแม่ หรือว่าท่านพ่อจะไม่ต้องการพวกเราแล้วขอรับ?"
"ไอ้เด็กเหม็น แกว่งเท้าหาเสี้ยนใช่หรือไม่ฮึ?"
โจวซื่อโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาทันที ทำท่าจะลงไม้ลงมือ เสิ่นซีจึงอาศัยจังหวะนี้เผ่นแนบ... เวลาที่ฮุ่ยเหนียงกับโจวซื่อคุยเรื่องส่วนตัว มักชอบคุยต่อหน้าเขาเสมอ เขาไม่อยากฟัง จึงต้องหาทางหนีเอาตัวรอดเช่นนี้แหละ
เสิ่นซีกลับมาถึงบ้านในตรอกด้านหลัง หลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์สองเด็กหญิงน้อยต่างก็อยู่ที่ลานบ้าน นั่งล้อมวงอยู่หน้าโต๊ะตัวเล็ก ที่แท้ก็เป็นหลินไต้กำลังสอนลู่ซีเอ๋อร์เขียนหนังสือนั่นเอง
เดิมทีหลินไต้ก็รู้จักตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัว เวลานี้กำลังใช้กิ่งไม้เล็ก ๆ จุ่มน้ำ ขีดเขียนตัวอักษรที่โย้เย้บิดเบี้ยวไม่เป็นระเบียบลงบนโต๊ะทีละขีดทีละเส้น
ส่วนลู่ซีเอ๋อร์ก็นั่งอยู่ด้านข้าง จ้องมองตาไม่กะพริบ สำหรับลู่ซีเอ๋อร์แล้ว การเขียนหนังสือเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ทว่าก็เทียบไม่ได้กับความสนุกสนานของการเตะลูกขนไก่เลยแม้แต่น้อย
"พี่เสิ่นซี ท่านรีบมาดูสิ พี่สาวกำลังสอนข้าเขียนหนังสือล่ะ"
ลู่ซีเอ๋อร์สนิทสนมกับเสิ่นซีมากกว่า เพราะเสิ่นซีมักจะคอยโอ๋และตามใจนางเสมอ เวลาลู่ซีเอ๋อร์วิ่งเข้ามาพูดคุย เนื่องจากกำลังอยู่ในช่วงผลัดฟัน เวลากล่าววาจาลมจึงลอดซอกฟัน ทำให้พูดจาไม่ชัดเจนนัก
เสิ่นซีชะโงกหน้ามองตัวอักษรบนโต๊ะ ล้วนเป็นตัวอักษรที่แสนจะเรียบง่ายทั้งสิ้น หลินไต้ช้อนตามองเขา ในใจแอบกังวลว่าตนเองจะเขียนถูกหรือไม่
เสิ่นซีเอ่ยยิ้ม ๆ "เช่นนั้นให้พี่ชายสอนเจ้าเขียนหนังสือ ดีหรือไม่?"
"ดีเจ้าค่ะ"
ลู่ซีเอ๋อร์ยิ่งเบิกบานใจกว่าเดิม "ท่านแม่บอกว่าพี่เสิ่นซีเก่งเรื่องเรียนหนังสือคัดลายมือมาก ซีเอ๋อร์จะเรียนเขียนหนังสือกับพี่เสิ่นซีเจ้าค่ะ"
พอหลินไต้ได้ยินก็เกิดความไม่พอใจขึ้นมาเล็กน้อย "รู้แต่เรื่องพี่เสิ่นซีของเจ้า อุตส่าห์สอนให้ตั้งครึ่งค่อนวัน เสียแรงเปล่าจริง ๆ"
บางทีอาจเป็นเพราะสัญชาตญาณความขี้อิจฉาที่มีมาแต่กำเนิดของเด็กผู้หญิง หลินไต้จึงไม่ค่อยเป็นมิตรกับลู่ซีเอ๋อร์เท่าใดนัก เสิ่นซีคาดเดาว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับชาติกำเนิดของหลินไต้
เวลาหลินไต้นอนหลับมักจะฝันร้ายและร้องเรียกหาพ่อแม่อยู่บ่อยครั้ง ทว่าพอตื่นขึ้นมาถามไถ่ นางกลับไม่ยอมปริปากพูดอันใด ชัดเจนเลยว่ากำลังเก็บงำความในใจเอาไว้... การที่ต้องกำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก ซ้ำยังถูกรับมาเป็นสะใภ้เลี้ยง พอมาเจอกับเด็กผู้หญิงที่อายุน้อยกว่าและน่ารักน่าชังไม่แพ้กัน หนำซ้ำยังมีแม่คอยรักคอยเอ็นดู มีคนคอยเล่นเป็นเพื่อน ในใจย่อมต้องเกิดความรู้สึกแปลกแยกเป็นธรรมดา
เสิ่นซีร้องเรียกหลินไต้ไว้ "อย่าเพิ่งไปสิ นั่งลงก่อน ข้าจะสอนพวกเจ้าเรียนหนังสือคัดลายมือไปพร้อม ๆ กันเลย"
หลินไต้ทำปากยื่นปากยาว เอ่ยอย่างไม่พอใจว่า "ตัวอักษรที่ท่านสอนซีเอ๋อร์จะต้องเป็นตัวที่ง่ายที่สุดแน่ ๆ ข้าเขียนเป็นหมดแล้ว ไม่เอาด้วยหรอก ไม่เรียนพร้อมกับนางเด็ดขาด"
เสิ่นซีนึกไม่ถึงเลยว่าหลินไต้จะงัดเอาอารมณ์งอนของลูกผู้หญิงออกมาใช้
ปกติเวลาอยู่ต่อหน้าโจวซื่อ หลินไต้จะทำตัวเป็นเด็กดีว่าง่าย ทว่าพออยู่ต่อหน้าเขากับลู่ซีเอ๋อร์ กลับชอบเหวี่ยงวีนไร้เหตุผล นี่แสดงให้เห็นว่าหลินไต้ในวัยเพียงเท่านี้ก็เริ่มมีความคิดอ่านซับซ้อนแล้ว
ทว่าเสิ่นซีก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก ชาติกำเนิดของหลินไต้ไม่ได้เรียบง่าย ต้องอาศัยเวลาให้เขาค่อย ๆ ขุดคุ้ย ค่อย ๆ ทำความเข้าใจไปทีละก้าว นี่อาจเป็นหนึ่งในความสนุกของการเติบโตในชาตินี้ของเขาก็เป็นได้