- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 53 ตายแล้วฟื้น
ตอนที่ 53 ตายแล้วฟื้น
ตอนที่ 53 ตายแล้วฟื้น
โชคดีที่ฮุ่ยเหนียงในเวลานี้ยังคงรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้ นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยถามว่า "ไม่ทราบว่าเทียบยาอยู่หรือไม่เจ้าคะ? ขอยืมมาให้ข้าดูสักหน่อยได้หรือไม่?"
"ของอัปมงคลพรรค์นั้น พวกเราเผาทิ้งไปตั้งนานแล้ว... ข้าขอถามเจ้า เมื่อวานพวกเรามาซื้อยาที่นี่ เจ้ายังจำได้หรือไม่!" ชายฉกรรจ์วัยสามสิบกว่าผู้นั้นตวาดถามอย่างดุดัน
ฮุ่ยเหนียงชะงักงันไป
วันหนึ่ง ๆ ร้านขายยาต้องต้อนรับผู้คนตั้งไม่รู้เท่าไร หากจำได้หมดทุกคนสิถึงจะแปลก ถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็นตัวอำเภอ ผู้คนหลากหลายซับซ้อน ซ้ำยังไม่ได้มีแค่เพื่อนบ้านหน้าคุ้นตาเพียงอย่างเดียว ทว่ายังมีผู้คนอีกมากมายที่เดินทางมาจากชานเมืองหรือต่างหมู่บ้านเพราะเลื่อมใสในชื่อเสียง
เวลานั้นเอง ในหมู่คนดูพลันมีคนตะโกนขึ้นมา "เมื่อวานตอนข้ามาซื้อยา ก็เห็นพวกเขาจริง ๆ!"
จากนั้นก็มีคนเออออห่อหมกตาม มองปราดเดียวก็รู้ว่าถูกคนยุยงปลุกปั่นให้จงใจพูดเช่นนี้เพื่อปรักปรำให้ดิ้นไม่หลุด ท้ายที่สุดคนในครอบครัวของชายชราก็นำกากยาจำนวนหนึ่งโยนลงบนพื้น เอ่ยว่า "นี่คือกากยาที่ซื้อไปเมื่อวาน จะผิดตัวไปได้อย่างไร?"
ฮุ่ยเหนียงค้อมตัวลงพิจารณากากยาเหล่านั้นอย่างละเอียด
สมุนไพรไม่ว่าจะซื้อมาจากร้านใด เมื่อนำมาต้มแล้วย่อมมีสภาพไม่ต่างกัน จะสามารถแยกแยะจากกากยาเหล่านี้ได้อย่างไรว่ายาตัวใดที่มีปัญหา? ทว่าท้ายที่สุดฮุ่ยเหนียงก็แตกฉานในสรรพคุณยา เมื่อนางพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว จู่ ๆ ก็เงยหน้าขึ้นมองคนในครอบครัวของชายชรา ส่ายหน้าอย่างหนักแน่น "นี่ดูเหมือนจะไม่ใช่ยารักษาอาการไข้หวัดนะเจ้าคะ"
"เจ้าพูดบ้าอะไร! เจ้าหมายความว่าจัดยาให้ผิดอย่างนั้นเรอะ... ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งถูกต้องเลย พ่อแม่พี่น้องช่วยมาตัดสินทีเถอะ นังคนนี้ยอมรับสารภาพด้วยตัวเองแล้วว่าจัดยาให้ผิด"
กล่าวจบ คนสองสามคนนั้นก็โวยวายเสียงดังลั่น ยืนกรานจะทำให้ฮุ่ยเหนียงหาทางลงไม่ได้ให้จงได้
เสิ่นซีลอบครุ่นคิดในใจ มิน่าเล่าถึงบอกว่าเผาเทียบยาทิ้งไปเสียแล้ว ที่แท้ก็เป็นเพราะหมอเขียนเทียบยาผิดและจัดยาผิด จึงเกิดสถานการณ์ตรงหน้าขึ้น เป็นไปได้ว่าคนเหล่านี้อาจไปเอาเรื่องเอากับหมอ ทว่ากลับถูกหมอกล่าวโยนความผิดให้ผู้เสียหายเสียเอง ประกอบกับคนของร้านขายยาแห่งอื่นออกมาเสี้ยมสอน จึงทำให้ครอบครัวผู้ป่วยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นยาจากร้านของฮุ่ยเหนียงที่มีปัญหา
ฮุ่ยเหนียงถูกคนในครอบครัวผู้ป่วยผลักไปดันมา จึงทำได้เพียงถอยไปหลบซ่อนตัวในร้าน เวลานี้เสิ่นซีจึงตะโกนขึ้นมาเสียงดัง "ผู้ใดเป็นคนเขียนเทียบยา หากแน่จริงก็เรียกตัวออกมาเผชิญหน้ากันเลยสิ!"
"ไปเกี่ยวอะไรกับท่านหมอเล่า! ชัดเจนอยู่แล้วว่ายาในร้านของนังคนนี้ต่างหากที่มีปัญหา!"
เสิ่นซีเพิ่งจะเอ่ยปาก ในฝูงชนก็มีคนกระโดดออกมาร่วมผสมโรงทันที มาถึงขั้นนี้เสิ่นซีกระจ่างแจ้งแล้ว นี่มันชัดเจนเลยว่าบรรดาพ่อค้าสมุนไพรในเมืองรวมหัวกันจะเล่นงานฮุ่ยเหนียงและร้านขายยาของนาง ในหมู่คนที่กำลังมุงดูอยู่นี้ก็ไม่รู้ว่ามีหน้าม้าอยู่เท่าใดกันแน่ ตอนนี้หากจะอาศัยเพียงแค่ปัญหาเรื่องเทียบยาและสมุนไพร คงไม่มีทางสะสางเรื่องราวให้กระจ่างได้อีกแล้ว
ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อถอยร่นเข้าไปในร้านขายยา คนในครอบครัวของผู้ป่วยยังคงไม่ยอมเลิกรา บุกตามเข้าไปด้านในและด่าทออาละวาดอย่างต่อเนื่อง
เสิ่นซีเป็นเพียงเด็กน้อย จึงไม่มีผู้ใดสนใจ เขาฉวยโอกาสมุดตัวลอดผ่านช่องว่างระหว่างฝูงชน เดินมาอยู่ข้างกายชายชราที่ยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนบานประตูไม้เพียงลำพัง แล้วลงมือตรวจดูอย่างละเอียด
เสิ่นซีใช้มือสัมผัสข้อมือของชายชราเพื่อจับชีพจร
ชีพจรของชายชราเต้นขาดห้วงเป็นจังหวะ แผ่วเบาอย่างยิ่ง ปรากฏเป็นสภาวะของ "ชีพจรใกล้สิ้นลม" ไปเสียแล้ว ตามหลักการแล้ว ชีพจรเช่นนี้จะพบได้เฉพาะในผู้ที่เกิดอาการสว่างวาบก่อนดับสูญเท่านั้น ดูท่าคนที่ชักใยอยู่เบื้องหลังคงไม่ได้สุ่มสี่สุ่มห้าหาคนมาเล่นงิ้วเพื่อจงใจทำให้ฮุ่ยเหนียงอับอายเพียงอย่างเดียวแน่
(เชิงอรรถผู้แปล: สว่างวาบก่อนดับสูญ (回光返照) สำนวนเปรียบเปรยถึงอาการของผู้ป่วยหนักที่จู่ ๆ ก็กลับมามีสติหรือดูมีเรี่ยวแรงขึ้นมาเฮือกหนึ่งก่อนที่จะสิ้นใจ)
เสิ่นซีไม่ได้มีประสบการณ์ด้านการตรวจรักษาจ่ายยามากนัก ทว่าเขากลับค้นคว้าตำราแพทย์แผนจีนโบราณมาอย่างลึกซึ้ง ตำราแพทย์ส่วนใหญ่ที่เขาเคยอ่านล้วนเป็นฉบับสาบสูญของราชวงศ์ก่อนที่ถูกขุดพบจากสุสานโบราณ หากต้องการตรวจสอบอายุขัยและคุณค่าในการใช้งาน ย่อมต้องทำการศึกษาวิจัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากจะให้เขาใช้ความรู้ด้านการแพทย์มาตรวจวินิจฉัยชายชราตรงหน้านี้ เขาอาจจะไม่สันทัด ทว่าเขากลับจดจำตำราฝังเข็มชื่อดังได้มากมาย ซึ่งเนื้อหาหลักในนั้นคือวิธีการใช้เข็มช่วยชีวิตผู้ป่วยที่ใกล้สิ้นลม
อำเภอหนิงฮว่าตั้งอยู่ในดินแดนห่างไกล ต่อให้ในเมืองจะมีหมอ ก็ใช่ว่าจะเชี่ยวชาญวิชาฝังเข็ม เสิ่นซีเค้นความทรงจำทบทวนเนื้อหาที่บันทึกไว้ในตำราแพทย์อย่างละเอียด กลับเข้าไปในร้านขายยา อาศัยช่วงชุลมุนหยิบเอาเข็มเงินที่เขาใช้สำหรับปลูกฝีออกมา ใช้เหล้าขาวฆ่าเชื้ออย่างลวก ๆ แล้วเตรียมจะฝังเข็ม
เป็นเพราะคนในครอบครัวผู้ป่วยต่างคิดว่าชายชราผู้นี้ต้องตายอย่างแน่นอน ถึงได้มัวแต่พะวงกับการอาละวาดใส่ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อในร้านขายยา ปล่อยทิ้งคนแก่ของบ้านตนเองไว้ด้านนอกโดยไม่เหลียวแล มิเช่นนั้นเสิ่นซีคงไม่มีโอกาสได้ลงมือปฏิบัติจริงในวิชาฝังเข็มอันน้อยนิดที่เขารู้
เสิ่นซีจำได้อย่างแม่นยำว่า หลังจากคนหมดสติ จุดสำคัญสามจุดแรกที่ต้องฝังเข็มลงไปคือ จงจู่ ซานหลี่ ต้าตุน จากนั้นเขาจึงฝังเข็มลงบนจุด สุ่ยโกว สือเอ้อร์จิ่ง เหอกู่ ไท่ชง ของชายชราตามลำดับ
(เชิงอรรถผู้แปล: จงจู่ ซานหลี่ ต้าตุน สุ่ยโกว สือเอ้อร์จิ่ง เหอกู่ ไท่ชง (中渚、三里、大敦、水沟、十二井、合谷、太冲) ล้วนเป็นชื่อจุดฝังเข็มบนร่างกายตามเส้นลมปราณของแพทย์แผนจีนโบราณ ใช้สำหรับกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดลมและฟื้นฟูสติในผู้ป่วยที่ช็อกหรือหมดสติ)
รอจนฝังเข็มเสร็จสิ้น เวลานี้คนในครอบครัวของผู้ป่วยที่อยู่ด้านในเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าด้านนอกมีเด็กชายคนหนึ่งกำลังปีนป่ายคร่อมอยู่บนตัวชายชรา ไม่รู้ว่ากำลังทำบ้าอะไรอยู่
"เจ้ากำลังทำอะไร! รีบลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นข้าจะเตะเจ้าให้ตาย!" ชายฉกรรจ์วัยสามสิบกว่าพุ่งพรวดออกมา หมายจะปรี่เข้ามาบีบคอเอาเรื่องเสิ่นซี
เสิ่นซีรีบลุกลี้ลุกลนเก็บเข็มเงินเตรียมจะเผ่นหนี ชายฉกรรจ์ผู้นั้นโถมตัวเข้ามาถึงข้างกายผู้ป่วยแล้ว ทว่าขณะที่กำลังเตรียมจะกระชากคอเสื้อของเสิ่นซี จู่ ๆ ชายชราก็ส่งเสียง "อ่อก" ออกมาคำหนึ่ง พลันถ่มเสมหะข้นคลั่กออกจากลำคอ จากนั้นก็กุมลำคอของตนเองไอโขลกอย่างรุนแรง
บริเวณหน้าประตูร้านขายยาที่เคยจอแจวุ่นวาย พลันเงียบสงัดไร้สุ้มเสียง ทุกคนต่างตกตะลึงจ้องมองชายชราที่ลุกพรวดขึ้นมาจากบานประตูไม้และกำลังไอโขลกไม่หยุด ไม่มีผู้ใดเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ
สถานการณ์ ณ ที่นั้นเงียบเชียบจนน่าประหลาด
ไม่รู้ว่าผู้ใดจู่ ๆ ก็ร้องตะโกนขึ้นมาประโยคหนึ่ง "คนตายฟื้นคืนชีพแล้ว!" ชาวบ้านที่มุงดูต่างส่งเสียงฮือฮาดังระงม ทุกคนต่างจ้องมอง 'คนตาย' ที่กำลังไอไม่หยุดด้วยความอัศจรรย์ใจ บนใบหน้าล้วนเต็มไปด้วยแววตาไม่อยากจะเชื่อ ริมฝีปากต่างร้องอุทานด้วยความอัศจรรย์ใจ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึงไม่ขาดหู
"ท่านน้า คนไข้ยังไม่ตายขอรับ... คนพวกนี้จงใจวิ่งโร่มาใส่ความพวกเรา" เสิ่นซีเก็บกระเป๋าเข็มเข้าที่ เดินมาอยู่เบื้องหน้าฮุ่ยเหนียง กระตุกชายเสื้อนางพลางเอ่ยขึ้น
เดิมทีการที่บุรุษดึงทึ้งเสื้อผ้าของสตรีนั้นนับเป็นเรื่องเสียมารยาทอย่างยิ่ง ทว่าเนื่องจากเสิ่นซียังเป็นเพียงเด็กน้อย จึงไม่มีผู้ใดรู้สึกว่าการกระทำเช่นนี้ไม่สมควรแต่ประการใด
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างพากันจ้องมองครอบครัวที่กำลังร้องห่มร้องไห้ดีใจปนเปที่คนตายฟื้นคืนชีพ เมื่อครู่นี้เกิดอันใดขึ้นกันแน่ มีน้อยคนนักที่จะมองเห็นและเข้าใจได้อย่างกระจ่างแจ้ง
"ฟื้นขึ้นมาได้ก็ดีแล้ว ฟื้นขึ้นมาได้ก็ดีแล้ว" เมื่อครู่ฮุ่ยเหนียงเพิ่งถูกคนในครอบครัวของผู้ป่วยป่วนจนหน้ามืดตาลาย บัดนี้พอนึกย้อนกลับไปยังคงรู้สึกหวาดผวาไม่หาย... ท้ายที่สุดแล้วในร้านขายยาก็ไม่มีบุรุษออกมารับหน้าจัดการเรื่องราว แม้นางจะมีนิสัยเด็ดเดี่ยวเข้มแข็งและปกติจะฝืนแบกรับไว้ได้ ทว่าบ่าอันบอบบางของนางก็ยังไม่อาจแบกรับภาระที่หนักอึ้งจนเกินไปได้อยู่ดี
ครอบครัวของผู้ป่วยที่เมื่อครู่ยังร้องแรกแหกกระเชอจะทวงความยุติธรรมจากฮุ่ยเหนียง จู่ ๆ ก็พากันคุกเข่าลงเบื้องหน้านาง โขกศีรษะไม่หยุดปากพร่ำเอ่ยคำขอโทษระรัว
"หมอเทวดาหญิง พวกเราถูกคนยุยงปลุกปั่นให้มาหาเรื่องท่านที่นี่... ล้วนเป็นเพราะพวกพ่อค้าสมุนไพรไร้คุณธรรมพวกนั้น บอกว่าเพียงแค่มาอาละวาดก็จะมีคนออกค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพให้ พวกเรามันถูกไขมันหมูบดบังสมองไปชั่วขณะ ขอท่านโปรดให้อภัยด้วยเถิด"
(เชิงอรรถผู้แปล: ถูกไขมันหมูบดบังสมอง (猪油蒙了脑子) สำนวนเปรียบเปรยถึงคนที่หน้ามืดตามัว หลงผิด หรือโง่เขลาชั่วขณะจนถูกหลอกลวงหรือทำเรื่องโง่ ๆ ลงไป)
คำกล่าวนี้ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาอีกระลอก
บรรดาหลงจู๊ร้านขายยาที่ก่อนหน้านี้ยังหลบซ่อนตัวอยู่ในฝูงชน คอยมองดูความวุ่นวายตรงหน้าด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง มาบัดนี้ต่างพากันหดหัวค้อมเอว มุดหนีไปตามช่องว่างระหว่างผู้คน พวกที่หนีเร็วหน่อยก็รอดตัวไปได้อย่างราบรื่น ทว่ากลับมีหลงจู๊ร้านขายยาผู้โชคร้ายสองคนที่ถูกคนจำหน้าได้และถูกผลักไสไล่ส่งจนเซถลามาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูร้าน
หลงจู๊ทั้งสองล้วนอายุราวสี่ห้าสิบปี ถือว่ามีหน้ามีตาในสังคม เวลานี้ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างพากันด่าทอสารพัด ทั้งสองทนแบกหน้าแก่ ๆ ไว้ไม่ไหว จึงทำได้เพียงประสานมือคารวะขอโทษฮุ่ยเหนียง
"นายท่านทั้งสองล้วนเป็นคนในสายอาชีพเดียวกัน แม้จะกล่าวว่าข้าน้อยไม่ประสีประสาเรื่องการค้าขาย หากบังเอิญล่วงเกินไปบ้าง ทว่าก็ยังหวังว่าในวันหน้าพวกเราจะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ข้าน้อยขอขอบคุณล่วงหน้าไว้ ณ ที่นี้ด้วยเจ้าค่ะ"
ฮุ่ยเหนียงคืนการคารวะอย่างนอบน้อม คำพูดนั้นช่างงดงามสละสลวยยิ่งนัก เรียกเสียงโห่ร้องชื่นชมเป็นเสียงเดียวกันจากชาวบ้านรอบข้างได้ในทันที
เวลานี้หลงจู๊ร้านขายยาทั้งสองเพียงแค่อยากจะรีบเผ่นไปให้พ้น ๆ จึงทำส่งเดชขอไปทีตอบรับสองสามคำก็รีบหนีไป ส่วนทางด้านครอบครัวของผู้ป่วยยังคงขอบคุณครั้งแล้วครั้งเล่าไม่หยุดหย่อน... เมื่อครู่พวกเขาแห่กันเข้าไปป่วนในร้านขายยา ด้านนอกเกิดเรื่องอันใดขึ้นบ้างย่อมไม่รู้เรื่องรู้ราว มีเพียงบางครั้งที่หันขวับกลับมามองแล้วบังเอิญเห็นเสิ่นซีกำลังฝังเข็มลงบนร่างชายชราผู้นั้น
รอจนความวุ่นวายแยกย้ายกันไป ฮุ่ยเหนียงกลับเข้ามานั่งพักในร้านขายยา สภาพร่างกายดูอ่อนเปลี้ยเพลียแรงอยู่บ้าง หลังจากสูดลมหายใจจนเป็นปกติ ในที่สุดหางตาก็มีหยาดน้ำตาอุ่นร้อนสองสายร่วงหล่นลงมา ทว่านางก็รีบล้วงผ้าเช็ดหน้าจากเอวขึ้นมาซับออกอย่างรวดเร็ว
โจวซื่อไม่ได้บอบบางและรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเหมือนฮุ่ยเหนียง นางเอ่ยปลอบใจอยู่ด้านข้างสองสามประโยค ฮุ่ยเหนียงกลับยิ่งร้องไห้สะอึกสะอื้นหนักกว่าเดิม
"ไอ้เด็กเหม็น เมื่อครู่เจ้าอยู่ข้างนอก คนผู้นั้นฟื้นขึ้นมาได้อย่างไร เจ้ามองเห็นชัดเจนหรือไม่?" โจวซื่อเอ่ยปลอบฮุ่ยเหนียงไปพลาง เอ่ยถามเสิ่นซีไปพลาง
เสิ่นซีกะพริบตาปริบ ๆ ตอบกลับไปว่า "ข้าจะไปเห็นได้อย่างไรเล่าขอรับ... บางทีอาจเป็นเพราะข้างนอกคนเยอะวุ่นวาย พอเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น คนผู้นั้นก็เลยลุกขึ้นมานั่งเองกระมัง"
กลับเป็นฮุ่ยเหนียงที่หลังจากซับน้ำตาจนแห้ง ก็เงยหน้าขึ้นมองเสิ่นซี เผยรอยยิ้มบาง ๆ "เสี่ยวหลาง เจ้าอย่ามาปิดบังท่านน้าเลย วิชาฝังเข็มของเจ้า ไปเรียนมาจากที่ใดกัน?"
เสิ่นซีถึงกับพูดไม่ออกในทันที
เมื่อครู่เขาก็แค่คิดหาวิธีได้ภายใต้สถานการณ์คับขัน จึงลองใช้เข็มเงินฝังลงบนจุดชีพจร เขารู้ดีว่า หากช่วยชีวิตคนกลับมาได้ย่อมเป็นเรื่องดี ต่อให้ตายก็ไม่มีใครมาโยนความผิดให้เขา โอกาสที่จะได้นำความรู้ที่เรียนมาจากตำราแพทย์โบราณมาปฏิบัติจริงนั้นหาได้ยากยิ่ง เช่นนั้นก็ต้องลองดูสักตั้ง ทว่าหากจะให้เขาไปนั่งประจำโต๊ะตรวจโรคและฝังเข็มช่วยคนจริง ๆ เขาก็ยังรู้สึกหวั่นใจอยู่ไม่น้อย