- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 52 คนอาชีพเดียวกันดั่งศัตรูคู่แค้น
ตอนที่ 52 คนอาชีพเดียวกันดั่งศัตรูคู่แค้น
ตอนที่ 52 คนอาชีพเดียวกันดั่งศัตรูคู่แค้น
ฮุ่ยเหนียงปรับราคาสมุนไพรขึ้นเล็กน้อย ไม่ยอมขายขาดทุนอีกต่อไป
ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ถนนหนทางสัญจรลำบาก สมุนไพรจึงค่อนข้างขาดแคลนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ประกอบกับโรคระบาดในปีนี้ผลาญสมุนไพรไปมาก ทำให้พื้นที่แถบตะวันตกของมณฑลฝูเจี้ยนตกอยู่ในภาวะขาดแคลนสมุนไพรอย่างหนัก
แม้ผู้คนที่มาซื้อยาจะมีข้อติเตียนอยู่บ้าง ทว่าสุดท้ายต่างก็รู้ดีว่าราคาสมุนไพรที่ร้านของฮุ่ยเหนียงนั้นถูกกว่าร้านอื่นมาตั้งแต่ต้น ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครบ่นกระปอดกระแปดมากนัก
ทว่าในเวลาเดียวกันนี้เอง ร้านขายยาแห่งอื่น ๆ ในตัวอำเภอหนิงฮว่าพอเห็นว่ากิจการของฮุ่ยเหนียงเจริญรุ่งเรือง เพื่อความอยู่รอดของตนเองพร้อมกับหาทางโจมตีคู่แข่ง จึงรวมหัวกันงัดกลยุทธ์ลดราคาลงอย่างฮวบฮาบ หมายจะใช้ทุนห้ำหั่นคู่แข่ง เพื่อบีบให้ฮุ่ยเหนียงไม่อาจดำเนินกิจการร้านขายยาต่อไปได้
ในช่วงหนึ่งถึงสองวันแรกที่ร้านขายยาแห่งอื่นพากันลดราคาลงอย่างหนัก เสิ่นซีก็สังเกตเห็นว่าผู้คนที่มาซื้อยาที่ร้านของฮุ่ยเหนียงลดน้อยลงไปจริง ๆ ถึงอย่างไรคนป่วยก็ย่อมหวังจะใช้เงินให้น้อยที่สุดเพื่อรักษาโรคให้หาย ดังนั้นพอชาวบ้านได้ยินว่าร้านอื่นลดราคา ประกอบกับคำแนะนำของพวกหมอเร่ จึงพากันเปลี่ยนที่ซื้อยากันเป็นทิวแถว
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา หากคนในเมืองสิบคนล้มป่วย จะมีสักเจ็ดแปดคนที่มาซื้อยาที่ร้านของฮุ่ยเหนียง มาบัดนี้ภายใต้ชื่อเสียงที่เล่าลือกันปากต่อปาก แม้ราคาของร้านอื่นจะถูกกว่าของฮุ่ยเหนียง ทว่าลูกค้าก็หายไปเพียงหนึ่งถึงสองส่วนเท่านั้น ผลกระทบที่มีต่อร้านขายยาของฮุ่ยเหนียงจึงไม่ได้มากมายอันใดนัก
ตรงกันข้าม เมื่อคนน้อยลง ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อก็ไม่ต้องวุ่นวายหัวปั่นจนเกินไป พอตกบ่ายปิดร้านแล้วก็ยังสามารถเตรียมอาหารเย็นได้เร็วขึ้น เสิ่นซีจึงไม่ต้องทนหิวรอคอยอีกต่อไป
ผ่านไปหลายวัน เมื่อความเห่อของใหม่จากการลดราคาของร้านอื่นจางหายไป เสิ่นซีก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า ผู้คนที่มายังร้านขายยาของฮุ่ยเหนียงกลับเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเสียอีก
ต่อให้ร้านขายยาอื่นจะลดราคาลงอีก ดูท่าทางแล้วก็คงไม่ได้ผลสักเท่าใดนัก ชาวบ้านที่สมควรมาหาฮุ่ยเหนียงก็ยังคงหลั่งไหลมาเช่นเดิม ท้ายที่สุดแล้วสมุนไพรนั้นไม่เหมือนฟืน ข้าวสาร น้ำมัน หรือเกลือ หน้าที่สำคัญที่สุดคือการรักษาโรคช่วยชีวิตคน ตอนนี้ไม่ว่าใครในเมืองหรือนอกเมืองต่างก็รู้ดีว่า ยาที่ร้านของฮุ่ยเหนียงนั้นเป็นของแท้ไร้สิ่งเจือปน ซ้ำฮุ่ยเหนียงยังมีชื่อเสียงขจรขจาย กระทั่งผู้แทนพระองค์จากราชสำนักยังมาถามหาที่นี่ เช่นนั้นการมาซื้อยาที่ร้านนี้ย่อมไม่มีทางผิดพลาดอย่างแน่นอน
ล่วงเข้าสู่เดือนตงเยวี่ย ยามที่ซุนฮุ่ยเหนียงแบ่งปันผลกำไรจากการทำร้านขายยาเป็นครั้งที่สอง แม้เสิ่นซีจะไม่รู้ว่ามารดาได้ส่วนแบ่งไปเท่าใด ทว่าพอเห็นนางเดินออกจากห้องมาพร้อมกับรอยยิ้มจนหุบปากไม่ลง ก็รู้ได้ทันทีว่าต้องได้กำไรมาไม่ใช่น้อยเป็นแน่
(เชิงอรรถผู้แปล: เดือนตงเยวี่ย (冬月) คือชื่อเรียกเดือน 11 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน ซึ่งเป็นช่วงที่เข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเต็มตัว)
"ไอ้เด็กทึ่ม ไต้เอ๋อร์ พรุ่งนี้เช้าพวกเจ้าตื่นให้เช้าหน่อยนะ พวกเราจะไปร้านตัดเสื้อเพื่อตัดชุดใหม่ให้พวกเจ้าสักสองชุด ต้องรีบไปรีบกลับ มิเช่นนั้นหากชักช้าเสียการจนเปิดร้านสายคงไม่ดีแน่"
โจวซื่อพอมีเงิน แม้จะยังคงใช้จ่ายอย่างมัธยัสถ์ ทว่าก็ไม่เคยปล่อยให้เสิ่นซีและหลินไต้ต้องตกระกำลำบากหรือน้อยหน้าใคร
เสิ่นซีไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอันใดนัก ถึงอย่างไรเสื้อผ้าใหม่หรือเก่าสำหรับเขาก็แทบไม่มีความแตกต่างกัน ส่วนหลินไต้นั้นดีใจยิ่งนัก โจวซื่อไม่ใช่แม่บังเกิดเกล้าของนาง ทว่าบัดนี้พอโจวซื่อมีของดีอันใดก็นึกถึงนางเสมอ นางสัมผัสได้ถึงความรักใคร่เอ็นดูที่โจวซื่อมีให้ ซึ่งสิ่งนี้สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมด
รุ่งอรุณวันถัดมา ฟ้ายังไม่ทันสางดี โจวซื่อก็พาเสิ่นซีและหลินไต้ไปวัดตัวตัดเสื้อเสียแล้ว
เนื่องจากโจวซื่อเคยเป็นลูกมือช่วยงานที่ร้านตัดเสื้อ หลงจู๊ของร้านจึงรู้จักนาง ค่าแรงที่เก็บในการตัดเสื้อจึงถูกกว่าคนอื่นอยู่มาก
ในขณะนั้นเอง เสียงกระซิบกระซาบของสตรีสองนางก็แว่วเข้าหู หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นว่า "นึกไม่ถึงเลยว่ายารักษาโรคช่วยชีวิตคนจะกินจนทำให้คนตายได้ ดูท่าแล้วแม่ม่ายแซ่ซุนนั่นคงมีจิตใจโฉดชั่วจริง ๆ กระทั่งยาที่นำมาขายก็ยังไม่สะอาด"
โจวซื่อได้ฟังก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ตวาดลั่น "พวกเจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด! อะไรคือแม่ม่ายจิตใจโฉดชั่ว ยาไม่สะอาด ยาของพวกเราเคยกินจนคนตายตั้งแต่เมื่อใดกันฮึ?"
สตรีสองนางนั้นปรายตามองโจวซื่อแวบหนึ่ง ไม่คิดจะต่อปากต่อคำด้วย พวกนางวางม้วนผ้าลงแล้วเดินจากไปในทันที
โจวซื่อตั้งท่าจะวิ่งตามออกไป ทว่ากลับถูกเสิ่นซีคว้าแขนดึงไว้ นางรู้สึกแค้นเคืองจนแทบทนไม่ได้ที่คนพวกนี้นินทาว่าร้ายร้านขายยาลับหลัง จึงถลึงตาใส่เสิ่นซีพลางด่าทอพึมพำ "ไอ้เด็กทึ่ม เจ้าจะมารั้งแม่ไว้ทำไม! คนที่เอาแต่พูดจาเหลวไหลลับหลังคนอื่นเช่นนี้ สมควรจะฉีกปากพวกนางให้ขาดเสีย!"
"ท่านแม่ ที่นี่คือร้านตัดเสื้อ หากทำเรื่องอื้อฉาวขึ้นมาคงไม่ดีแน่! ข้าคิดว่า คงเป็นเพราะกิจการในร้านของท่านน้าดีเกินไป จึงดึงดูดให้พวกคนพาลริษยา จงใจใส่ความป้ายสีเป็นแน่ขอรับ" เสิ่นซีเกลี้ยกล่อม
"เรื่องนี้ยังต้องให้เจ้ามาบอกอีกหรือ? แม่ก็แค่รู้สึกว่าคนพวกนี้น่าโมโหนัก เอาล่ะ ๆ พวกเจ้าวัดตัวเสร็จหรือยัง เสร็จแล้วพวกเราก็รีบไปกันเถอะ กลับไปจะได้ไปช่วยท่านน้าซุนของเจ้าเปิดร้าน... เสี่ยวหลาง แม่ต้องวุ่นวายหัวปั่นเช่นนี้ทุกวัน ตอนเจ้าอยู่ที่สถานศึกษาจะแอบอู้ไม่ได้เด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?"
เสิ่นซีพยักหน้ารับ ทว่าในใจกลับคิดว่าตนเองก็ใช่ว่าจะสุขสบายนักมิใช่หรือ ทุกวันหลังเลิกเรียนก็ยังต้องกลับมาช่วยงานที่ร้านขายยาอีกนี่นา
รอจนโจวซื่อพาเด็กน้อยทั้งสองกลับมาถึงร้านขายยา กลับพบว่าบริเวณหน้าประตูร้านมีผู้คนมาชุมนุมกันอยู่ไม่น้อย คนเหล่านี้ดูไม่เหมือนผู้ที่มาเสาะหาหมอหรือซื้อยารักษาโรค ทว่ากลับมามุงดูส่งเสียงโห่ร้องรอดูเรื่องสนุกเสียมากกว่า
บริเวณหน้าประตูใหญ่ของร้านขายยา มีคนสวมกระสอบไว้ทุกข์อยู่สองสามคน ใช้บานประตูไม้หามชายชราอายุราวห้าหกสิบปีผู้หนึ่งมา ชายชราผู้นั้นนอนนิ่งไม่ไหวติง ดูราวกับคนตายไปแล้ว คนเหล่านี้เอาแต่โวยวายเสียงดังลั่น เอะอะอาละวาดอย่างเกรี้ยวกราด ฮุ่ยเหนียงนั้นออกมายืนอยู่นอกร้านตั้งนานแล้ว นางกำลังพยายามเอ่ยปากเกลี้ยกล่อมด้วยความอ่อนโยน ทว่าคนพวกนั้นกลับไม่ซาบซึ้งเลยแม้แต่น้อย แต่ละคนล้วนแสดงท่าทียโสโอหังอย่างยิ่ง
(เชิงอรรถผู้แปล: สวมกระสอบไว้ทุกข์ (披麻戴孝) ธรรมเนียมการแต่งกายด้วยชุดผ้าดิบหยาบเพื่อไว้ทุกข์ให้แก่บุพการีหรือผู้อาวุโสในครอบครัวที่ล่วงลับ)
"...ท่านพ่อของข้าก็แค่ป่วยเป็นไข้หวัด ปกติร่างกายของท่านผู้เฒ่าก็แข็งแรงดีมาตลอด นึกไม่ถึงเลยว่าเมื่อวานพอมาซื้อยาที่ร้านของนังหญิงจิตใจโฉดชั่วนี่กลับไป พอดื่มยาแล้วล้มตัวลงนอน ตกกลางคืนก็เกิดอาการชักเกร็งไปทั้งตัว ต้องเป็นนังหญิงร้ายกาจนี่แอบเล่นตุกติกในยา หมายจะต้มตุ๋นเอาชีวิตท่านพ่อของข้าเป็นแน่... ฮึ่ม! ชดใช้ชีวิตท่านพ่อของข้ามาเดี๋ยวนี้นะ!"
ชายฉกรรจ์อายุราวสามสิบกว่าปีผู้หนึ่งตะโกนร้องแรกแหกกระเชออยู่ตรงนั้น ราวกับกลัวว่าผู้อื่นจะไม่ได้ยินอย่างไรอย่างนั้น
เสิ่นซีปรายตามองไปยังฝูงชนที่กำลังมุงดูอยู่รอบด้านแวบหนึ่ง บรรดาหลงจู๊ของร้านขายยาแห่งอื่นในเมืองล้วนแห่กันมาจนหมด บัดนี้กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางฝูงชนเพื่อรอดูงิ้วฉากนี้
แม้เสิ่นซีจะไม่รู้ว่าเรื่องราวในครานี้เกิดจากคนเหล่านี้จงใจกลั่นแกล้งใส่ความหรือไม่ ทว่าอย่างน้อยที่สุดก็ต้องผ่านการยุยงปลุกปั่นจากพวกมันเป็นแน่ จงใจส่งคนมาอาละวาดที่หน้าร้านของฮุ่ยเหนียง เพื่อฉวยโอกาสทำลายชื่อเสียงของฮุ่ยเหนียงและร้านขายยาให้ย่อยยับ
ฮุ่ยเหนียงเอ่ยด้วยความร้อนใจ "ในเมื่อท่านลุงยังไม่สิ้นลม เช่นนั้นก็ควรจะไปตามหมอมาตรวจดูอาการจึงจะถูกนะเจ้าคะ"
"จะมีประโยชน์อันใด! พวกเราไปหาหมอมาหลายคนแล้ว พวกเขาล้วนบอกให้กลับบ้านไปเตรียมจัดการงานศพเถอะ... ตอนนี้ท่านพ่อของข้ากระทั่งลมหายใจก็ไม่มีแล้ว เจ้ารีบคืนชีวิตท่านพ่อของข้ามาเสีย มิเช่นนั้นพวกเราจะไปฟ้องร้องต่อทางการ ให้ใต้เท้าผู้ทรงธรรมมาช่วยตัดสินทวงความยุติธรรมให้จงได้"
หากเปลี่ยนเป็นเมื่อก่อน ไม่ว่าฮุ่ยเหนียงจะเข้าไปพัวพันกับเรื่องอันใด พวกเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงจะต้องชี้นิ้ววิพากษ์วิจารณ์หาว่าเป็นเพราะนางเป็นแม่ม่ายอย่างนั้นอย่างนี้อย่างแน่นอน ย่อมไม่มีผู้ใดมาหยัดยืนอยู่ข้างนาง ทว่าครานี้แม้ดูเหมือนฮุ่ยเหนียงจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบและมีข้อบกพร่องในเรื่องนี้ แต่ฝูงชนที่มุงดูอยู่กลับสงบเสงี่ยมยิ่งนัก ไม่มีผู้ใดกระโดดออกมาชี้นิ้วด่าทอเลยสักคน มีเพียงบางคนที่จับกลุ่มซุบซิบนินทากันเบา ๆ ทว่าก็ใช่ว่าทุกคนจะเอ่ยปากเข้าข้างครอบครัวของผู้ตายไปเสียหมด
โจวซื่อดึงมือเสิ่นซีเดินไปที่ประตู หมายความว่าจะยืนหยัดอยู่เคียงข้างฮุ่ยเหนียง มีความยากลำบากอันใดก็ร่วมกันเผชิญหน้า
เมื่อครู่ โจวซื่อยังรู้สึกรังเกียจและไม่พอใจคำวิพากษ์วิจารณ์ของสตรีสองนางในร้านตัดเสื้ออยู่เลย มาบัดนี้พอได้ยินความหมายของพวกที่มาหาเรื่อง ว่ามีคนกินยาจนตายไปจริง ๆ โจวซื่อก็อดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนกขึ้นมา นางก้าวออกมายืนขวางหน้าฮุ่ยเหนียง โต้เถียงกับฝูงชนที่มุงดูอยู่รอบด้านว่า "การเสาะหาหมอซื้อยารักษาโรค มีผู้ใดกล้ารับประกันบ้างว่ายาจะรักษาคนให้หายขาดได้เสมอไป? กระทั่งหมอเองก็ยังพลาดพลั้งรักษาคนจนตายได้เลยนี่"
คำพูดนี้หากไม่พูดออกมายังจะดีเสียกว่า พอหลุดปากออกไป เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของฝูงชนก็ยิ่งดังกระหึ่มขึ้นกว่าเดิม
เสิ่นซีกระตุกแขนเสื้อโจวซื่อคราหนึ่ง "ท่านแม่ หากท่านพูดไม่เป็นก็อย่าพูดเลยขอรับ"
"ไอ้เด็กเหม็น แม่พูดผิดตรงไหนฮึ? เดิมทีการไปหาหมอก็ไม่ได้มีผู้ใดรับรองว่าจะรักษาโรคให้หายขาดได้อยู่แล้ว คนพวกนี้มาหาเรื่องท่านน้าซุนของเจ้า เจ้ายังจะไปเข้าข้างพวกมันอีกใช่หรือไม่?"
เสิ่นซีหมดปัญญาจะสื่อสารกับโจวซื่อที่กำลังตีโพยตีพายดื้อรั้นไม่ฟังเหตุผลอย่างสิ้นเชิง
โจวซื่อเป็นคนใจร้อน ยังไม่ทันจับต้นชนปลายให้กระจ่างก็พลั้งปากเอ่ยในสิ่งที่ไม่สมควรออกไปเสียแล้ว ปัญหาในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องที่ว่าหมอจะรักษาคนไข้ให้หายได้หรือไม่ ทว่าประเด็นคือมีคนกินยาจนตายต่างหาก คนพวกนี้โผล่มาก็ชี้ชัดลงไปแล้วว่าชายชราผู้นี้เพียงแค่ป่วยเป็นไข้หวัด ซึ่งนั่นย่อมไม่ถึงแก่ชีวิต ทว่าหลังจากกินยาเข้าไปแล้วต่างหากจึงได้ตกอยู่ในอาการตรีทูตใกล้ตาย
หากว่าตามคำกล่าวของโจวซื่อ เช่นนั้นมิใช่กลายเป็นการสารภาพออกมาเองหรอกหรือ?