เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 51 วิถีการค้า

ตอนที่ 51 วิถีการค้า

ตอนที่ 51 วิถีการค้า


หลังจากส่งผู้แทนพระองค์เซี่ยตั๋วและคนของทางการกลับไป ฮุ่ยเหนียงก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

เดิมทีฮุ่ยเหนียงยังกังวลอยู่บ้างว่าจะต้อนรับผู้แทนพระองค์ได้ไม่ดีพอ ทว่านึกไม่ถึงเลยว่าใต้เท้าเซี่ยผู้นี้จะมีความสุขุมหนักแน่น ซ้ำยังเป็นกันเอง ไร้ซึ่งกิริยากลั่นแกล้งให้ลำบากใจโดยสิ้นเชิง กระทั่งไม่อาจสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของขุนนางที่วางอำนาจบาตรใหญ่หรือถือตัวว่าอยู่เหนือผู้คนจากร่างของเขาเลยแม้แต่น้อย

"เสี่ยวหลาง คนกลับไปกันหมดแล้ว พวกเราปิดร้านกันเถอะ วันนี้คงไม่ได้ค้าขายแล้วล่ะ" ฮุ่ยเหนียงร้องบอกเสิ่นซีคำหนึ่ง ก่อนจะลงมือเก็บเก้าอี้ที่ยกออกมาจัดวางไว้

เดิมทีเพื่อต้อนรับเซี่ยตั๋วและคนของทางการ ฮุ่ยเหนียงอุตส่าห์ไปหยิบยืมโต๊ะเก้าอี้และโต๊ะน้ำชาจากเพื่อนบ้าน ซ้ำยังซื้อหาส้ม เมล็ดแตงโม ของกินเล่น ตลอดจนชาชั้นดี ทว่าผลลัพธ์คือเมื่อเซี่ยตั๋วมาถึงกลับไม่ได้ดื่มชาเลยสักจอก การเตรียมการทั้งหมดล้วนสูญเปล่าไม่ได้ใช้งาน

รอจนเก็บกวาดทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ฮุ่ยเหนียงก็จงใจออกไปซื้อเนื้อไก่ เป็ด ปลา และเนื้อหมู เตรียมอาหารมื้อใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก เดิมทีนางตั้งใจจะจัดเลี้ยงต้อนรับผู้แทนพระองค์แห่งราชสำนัก ทว่าพอพลบค่ำกลับมีคนจากที่ว่าการอำเภอมาแจ้งข่าวว่า เซี่ยตั๋วได้เร่งเดินทางออกจากอำเภอหนิงฮว่ากลับไปยังเมืองเอกของมณฑลตั้งแต่ข้ามคืนแล้ว

มาก็เร่งร้อน ยามจากไปยิ่งเร่งรีบ

เสิ่นซีกลับรู้สึกว่าเซี่ยตั๋วผู้นี้ทำงานได้รอบคอบรัดกุม ไม่ได้วางท่าใหญ่โตเหมือนขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทั่วไปที่ลงมาตรวจราชการ ซ้ำยังลงมือทำด้วยตนเองทุกเรื่อง กระทั่งการปลูกฝีก็ยังต้องทดลองด้วยตนเอง เพียงแต่ไม่รู้ว่าด้วยร่างกายที่แก่ชราของเซี่ยตั๋ว เมื่อปลูกฝีแล้วบวกกับความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง จะทำให้ล้มป่วยระหว่างทางจนลุกไม่ขึ้นหรือไม่

ตกค่ำคนทั้งสองบ้านมารวมตัวกินข้าวด้วยกันอีกครั้ง เสิ่นซีกินจนปากมันแผล็บ ร้องตะโกนว่าสะใจยิ่งนัก น่าเสียดายที่เสิ่นหมิงจวินยังคงไม่กลับมา บนโต๊ะอาหารโจวซื่อไม่ได้เอ่ยสิ่งใด ทว่าระหว่างทางกลับบ้านนางก็เริ่มบ่นพึมพำขึ้นมา

เมื่อกลับถึงลานบ้านของตน โจวซื่อนั่งลงหน้าห้องโถงหลัก ทอดถอนใจด้วยความรำพึงรำพัน "นึกไม่ถึงเลยว่าสตรีชาวนาอย่างข้า เข้าเมืองมาแล้วจะได้พบกับผู้แทนพระองค์ที่มาแทนเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้... น่าเสียดายที่วันนี้พ่อของเจ้าไม่อยู่ มิเช่นนั้นก็คงให้เขาได้เชิดหน้าชูตาสักครา ไอ้เด็กทึ่ม หากวันหน้าเจ้ามีปัญญา ได้เป็นผู้แทนพระองค์ลงมาตรวจราชการถึงท้องถิ่นละก็ เช่นนั้นแม่คงดีใจแทบแย่"

เสิ่นซีล้างหน้าบ้วนปากไปพลาง หัวเราะไปพลาง "ถึงอย่างไรจวนเศรษฐีหวังก็อยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกล... หากท่านแม่คิดถึงท่านพ่อ ก็แวะเวียนไปหาบ่อย ๆ ได้ หรือไม่ก็ให้ท่านพ่อเลิกทำงานที่นั่นเสียเลย เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว"

"ไป ๆ ๆ พ่อเจ้าไม่ทำงานแล้วจะเอาอะไรมาเลี้ยงดูเจ้ากับลูกสะใภ้ตัวน้อยของเจ้าฮึ? เจ้าเด็กเนรคุณ แม่ยังพอมาช่วยงานที่ร้านขายยาได้ แต่พ่อเจ้านั้นทำไม่ได้ เขาเป็นบุรุษ ส่วนท่านน้าซุนของเจ้าก็เป็นแม่ม่าย หน้าประตูบ้านแม่ม่ายมักมีเรื่องครหา หากพ่อเจ้าเข้าออกร้านขายยาบ่อย ๆ ก็ยากจะรับประกันได้ว่าเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงจะไม่เอาไปนินทาว่าร้าย"

(เชิงอรรถผู้แปล: หน้าประตูบ้านแม่ม่ายมักมีเรื่องครหา (寡妇门前是非多) สำนวนเปรียบเปรยถึงสตรีหม้ายที่อยู่ตามลำพัง มักตกเป็นเป้าสายตาและถูกนินทาว่าร้ายให้เสื่อมเสียชื่อเสียงได้ง่าย)

"เฮ้อ ช่างเถอะ พูดเรื่องพวกนี้ไปเจ้าก็ไม่เข้าใจ อาบน้ำเสร็จก็รีบเข้านอนแต่หัวค่ำ แม่ไม่สนพวกเจ้าสองคนแล้ว" โจวซื่อเอ่ยจบก็เดินเข้าประตูไป นางเป็นคนประหยัดมัธยัสถ์อย่างยิ่ง หากยามใดที่แสงจันทร์สว่างไสว นางก็เด็ดขาดที่จะไม่จุดตะเกียงน้ำมัน

เสิ่นซีล้างหน้าบ้วนปากอย่างลวก ๆ แล้วก็กลับเข้าห้อง ก่อนนอนย่อมต้องเล่านิทานให้หลินไต้ฟังตามความเคยชิน

...

หลายวันต่อมา เรื่องที่ผู้แทนพระองค์มาตรวจราชการที่ตัวอำเภอหนิงฮว่าค่อย ๆ จางหายไป ทว่ากิจการของร้านขายยากลับเจริญรุ่งเรืองขึ้นทุกวัน

เมื่อก่อนตอนที่ฮุ่ยเหนียงต้องการรับซื้อสมุนไพร พวกพ่อค้าเร่เหล่านั้นมักรังแกที่นางเป็นเพียงสตรีเพศ จึงคอยแต่จะโก่งราคา มาบัดนี้พอรู้ว่าฮุ่ยเหนียงได้รับความไว้วางใจจากราชสำนัก อีกทั้งยังมีที่ว่าการอำเภอคอยดูแล คนเหล่านี้กลับกลายเป็นฝ่ายมาอ้อนวอนขอให้ฮุ่ยเหนียงรับสินค้าจากพวกตนแทน ราคาสมุนไพรจึงถูกกดลงมาไม่น้อย ทางฝั่งฮุ่ยเหนียงเองก็ลดราคาตามไปด้วย ลูกค้าจึงหลั่งไหลเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

พอกิจการค้าขายคล่องตัว ผู้คนที่มาสอบถามเรื่องยาที่ร้านของฮุ่ยเหนียงในแต่ละวันก็เดินทางมาอย่างไม่ขาดสาย ร้านขายยาแห่งอื่น ๆ ในเมืองล้วนเงียบเหงาซบเซา แทบจะดักนกกระจอกหน้าประตูได้

(เชิงอรรถผู้แปล: ดักนกกระจอกหน้าประตู (门可罗雀) สำนวนเปรียบเปรยถึงสถานที่หรือกิจการที่เงียบเหงาซบเซา ไร้ผู้คนสัญจรไปมาจนถึงขั้นสามารถกางตาข่ายดักจับนกกระจอกที่หน้าประตูได้)

"...สมุนไพรที่ร้านของน้องสาวซุนนี้คุณภาพดีนัก รักษาคนไข้ได้ผลชะงัด กระทั่งผู้แทนพระองค์จากราชสำนักยังมาตรวจโรคที่นี่ น่าเสียดายที่น้องสาวซุนไม่อาจออกมานั่งตรวจอาการด้วยตนเองได้ มิเช่นนั้นกิจการย่อมต้องเจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอน"

พวกหญิงปากหอยปากปูแถวเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง ก่อนหน้านี้ยังเคยด่าทอฮุ่ยเหนียงว่าศีลธรรมเสื่อมทรามที่ออกมาเผยโฉมหน้าต่อผู้คน ทว่าบัดนี้แต่ละคนกลับพากันประจบสอพลอกันแทบไม่ทัน

ฮุ่ยเหนียงนั้นดีไปเสียทุกอย่าง เสียก็แต่ไม่รู้จักปฏิเสธคน

พวกเพื่อนบ้านเหล่านี้พอไม่มีเรื่องอะไรก็วิ่งมาตีสนิทกับฮุ่ยเหนียง แท้จริงแล้วก็แค่หวังจะได้สมุนไพรติดไม้ติดมือกลับไปสักหน่อย หากเป็นเพียงอาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างโรคหวัดปวดหัวตัวร้อน ฮุ่ยเหนียงก็มักจะหลีกเลี่ยงการเก็บเงินหากทำได้

รอจนครบกำหนดหนึ่งเดือนที่โจวซื่อร่วมหุ้นในร้านขายยาและถึงเวลาทำบัญชี ถึงได้พบว่าร้านขายยาไม่เพียงแต่หาเงินไม่ได้ ทว่ากลับทำกิจการขาดทุนมาตลอด ฮุ่ยเหนียงดีดลูกคิดคำนวณบัญชีให้โจวซื่อฟัง ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด "เป็นความผิดของน้องเอง อุตส่าห์เชิญพี่สาวมาร่วมทำกิจการร้านขายยาด้วยกัน ทว่ากลับต้องสูญเสียแม้กระทั่งเงินทุนไป"

โจวซื่อมีสีหน้าท่าทางไม่ใส่ใจ "ดูน้องสาวพูดเข้าสิ เดิมทีก็เป็นก้อนเงินที่น้องสาวมอบให้ข้าอยู่แล้ว บัดนี้นำออกมาหมุนเวียน จะมีอันใดไม่สมควรกัน?"

เสิ่นซียืนเติมเชื้อไฟอยู่ด้านข้าง "ท่านแม่ ปกติท่านน่ะกะอีแค่เงินเหวินเดียวก็ยังคิดเล็กคิดน้อย เอ่ยคำพูดเช่นนี้ออกมาช่างไม่ตรงกับใจเอาเสียเลยนะขอรับ!"

"ไอ้เด็กเหม็น บังอาจมาหยอกล้อแม่ของเจ้าเรอะ? ถึงแม้ปกติแม่จะประหยัดมัธยัสถ์ นั่นไม่ใช่เพื่อส่งเสียให้เจ้าเรียนหนังสือหรอกหรือ? คิดว่าแม่ทำเพื่อตัวเองหรืออย่างไรกัน?"

โจวซื่อด่าเสิ่นซีไปหนึ่งประโยค ในที่สุดก็ช่วยให้สถานการณ์ไม่น่าอึดอัดจนเกินไปนัก

ฮุ่ยเหนียงกล่าวว่า "หลายวันมานี้น้องก็คิดดูแล้ว บัดนี้ใกล้จะเข้าสู่ฤดูหนาว โรคระบาดก็ผ่านพ้นไปแล้ว ต่อให้จะปะทุขึ้นมาอีกก็คงต้องรอให้พ้นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิไปก่อน กิจการของพวกเราหลังจากนี้คงจะซบเซาลงบ้าง สู้ปรับราคาสมุนไพรขึ้นสักหน่อย ให้พอมีกำไรบางเบาสักสองสามส่วนก็พอแล้ว... พวกเราจะยอมขาดทุนตลอดไปก็คงไม่ได้ ยังต้องหาเลี้ยงปากท้องคนในครอบครัวไม่ใช่หรือเจ้าคะ?"

โจวซื่อตบต้นขาฉาดใหญ่ เอ่ยชมว่า "คำพูดของน้องสาวช่างตรงกับใจของพี่พอดิบพอดี... ใช่แล้ว ควรขึ้นราคา สมควรต้องขึ้นราคาแล้วจริง ๆ !"

เสิ่นซีฟังแล้วก็แลบลิ้นปลิ้นตา เอ่ยว่า "ก่อนหน้านี้ท่านแม่ยังบอกว่าไม่ใส่ใจอยู่เลย? ตอนนี้กลับใส่ใจขึ้นมาเสียแล้ว!"

โจวซื่อคว้าสมุดบัญชีบนโต๊ะขึ้นมาส่งเดชหมายจะฟาดใส่ตัวเสิ่นซี ทว่าเสิ่นซีนั้นหัวไวตาใสยิ่งนัก เขาคว้าการบ้านของตนเผ่นแนบไปทางหลังเรือนเสียแล้ว แต่ยังแว่วเสียงด่าทอของโจวซื่อตามมาแต่ไกล "ไอ้เด็กเหม็น เก่งจริงวันนี้ก็อย่าซมซานกลับมากินข้าวเชียวนะ!"

เสิ่นซีกลับถึงบ้าน จัดเก็บการบ้านให้เข้าที่ สิ่งแรกที่ทำก็คือพุ่งตรงไปยังเล้าหมูร้างเพื่อจัดการกับภาพอักษรและภาพวาดของตน

เนื่องจากก่อนหน้านี้มัวแต่ขลุกอยู่ช่วยงานที่ร้านขายยา เสิ่นซีจึงแทบไม่มีโอกาสได้ลงมือ ทว่าในที่สุดเขาก็ทำภาพปลอมสำเร็จจนได้หนึ่งภาพ ทว่าครานี้เขาไม่ได้เลียนแบบภาพของหวังเหมิงอีก แต่เลือกวาดภาพทิวทัศน์ภูเขาและสายน้ำของหวงกงวั่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ยอดจิตรกรแห่งราชวงศ์หยวนเช่นเดียวกับหวังเหมิง

(เชิงอรรถผู้แปล: หวังเหมิง (王蒙) และ หวงกงวั่ง (黄公望) เป็นจิตรกรเอกผู้เลื่องชื่อในยุคปลายราชวงศ์หยวน ได้รับการยกย่องให้เป็นสองใน สี่ยอดจิตรกรแห่งราชวงศ์หยวน (元四家) ร่วมกับอู๋เจิ้นและนีจ้าน)

ด้วยประสบการณ์จากครั้งก่อน คราวนี้ฝีพู่กันและทักษะการทำให้ดูเก่าของเสิ่นซีจึงแนบเนียนเชี่ยวชาญยิ่งขึ้น แทบจะแยกของจริงกับของปลอมไม่ออกเลยทีเดียว

เสิ่นซีถือภาพวาดที่ดูเก่าแก่โบราณนั้นลอบเร้นกายกลับไปยังถนนฝั่งร้านขายยา อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกต มุดพรวดเข้าไปในร้านขายภาพอักษรและภาพวาดนาม "ซือกู่ไจ" ซึ่งอยู่ห่างจากร้านขายยาเพียงกำแพงกั้น

หลงจู๊ร้าน "ซือกู่ไจ" พอเหลือบเห็นเสิ่นซีเดินเข้ามา ก็เอ่ยทักทายด้วยความเบิกบานใจ "โอ๊ะ นี่มิใช่หมอเทวดาน้อยหรอกหรือ? เหตุใดวันนี้จึงมีเวลาแวะมาเยือนร้านเล็ก ๆ ของข้าได้เล่า?"

"ท่านลุงสวี ท่านอย่าหยอกล้อข้าเลยขอรับ ข้ามาขายภาพวาดต่างหาก" เสิ่นซีหยิบภาพวาดที่ทำปลอมขึ้นมาอย่างระมัดระวัง แล้วยื่นส่งให้

"เถ้าแก่ร้าน 'ซือกู่ไจ' ผู้นี้แซ่สวี ส่วนจะมีชื่อเสียงเรียงนามเต็มๆ ว่ากระไรนั้น เสิ่นซีเองก็สุดจะรู้ ทราบเพียงแต่ว่าเพื่อนบ้านละแวกนั้นต่างก็เรียกขานเขาว่าท่านลุงสวี ลุงสวีผู้นี้นับว่าเป็นปัญญาชนผู้หนึ่ง แม้จะสอบไม่ได้เป็นซิ่วไฉ ทว่าก็เป็น 'ถงเซิง' ที่สอบผ่านถึงระดับเมืองมาแล้ว บรรพบุรุษของเขามีความรู้เรื่องภาพอักษรและวัตถุโบราณ ร้านขายภาพอักษรแห่งนี้จึงเป็นทรัพย์สินที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ"

(เชิงอรรถผู้แปล: ถงเซิง (童生) มีความหมายสองนัย นัยหนึ่งคือคำเรียกรวมของผู้ที่กำลังศึกษาเพื่อสอบราชการแต่ยังไม่ได้วุฒิซิ่วไฉ และอีกนัยหนึ่งคือ "สถานะ" ทางการศึกษา ซึ่งในบริบทนี้ หลงจู๊ร้านซือกู่ไจแซ่สวี คือ ผู้ที่สอบผ่านด่านระดับอำเภอ (县试 - เซี่ยนซื่อ) และระดับเมือง (府试 - ฝู่ซื่อ) แล้ว แต่ยังไม่ผ่านการสอบคัดเลือกระดับท้องถิ่น (院试 - ย่วนซื่อ) จึงยังไม่ได้เลื่อนขั้นเป็น ซิ่วไฉ (秀才) ทั้งนี้ ผู้ที่มีสถานะถงเซิงจากการสอบผ่านระดับเมืองแล้ว จะได้รับสิทธิพิเศษคือไม่ต้องกลับไปเริ่มสอบรอบอำเภอและรอบเมืองซ้ำอีก สามารถสมัครเข้าสอบรอบระดับท้องถิ่น (ย่วนซื่อ)ได้โดยตรง) 

"เป็นภาพที่ยังไม่ได้เข้ากรอบอีกแล้ว... ขายภาพครานี้ เจ้ากะจะแบ่งสรรปันส่วนอย่างไรเล่า?" ท่านลุงสวีพิจารณาเสิ่นซีพลางเอ่ยถาม

เสิ่นซีในครานี้ไม่กลัวว่าท่านลุงสวีจะเอาเรื่องไปฟ้องคนในครอบครัวอีกแล้ว หากปล่อยให้โจวซื่อรู้ว่าการขายภาพคราวก่อน เสิ่นซีถูกลุงสวีผู้นี้ขูดรีดเอาเปรียบไปเสียอาน นางจะต้องแล่นมาอาละวาดตึงตังชุดใหญ่อย่างแน่นอน

ความจัดจ้านเกรี้ยวกราดของโจวซื่อนั้นเลื่องลือไปทั่วระแวกเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง

ตอนที่เพิ่งย้ายมาใหม่ ๆ โจวซื่อยังพอจะสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่บ้างเพราะยังไม่คุ้นเคยกับผู้คนและสถานที่ ทว่าบัดนี้นางกลายเป็นหลงจู๊ครึ่งหนึ่งของร้านขายยาไปแล้ว อีกทั้งร้านขายยายังเพิ่งได้รับคำชมเชยจากราชสำนัก พอมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม นางก็ไม่ยอมก้มหัวอ่อนข้อให้ใครอีก หากผู้ใดกล้ามาแหยมกับนาง นางก็พร้อมจะพลิกหน้ากลับคำในทันที ซ้ำยังด่าจนหัวหด... ทุกวันนี้มีใครกล้าต่อกรซึ่งหน้ากับแม่เจ้าประคุณอารมณ์ร้ายผู้นี้บ้างเล่า?

"ท่านลุงสวี พวกเรามาตกลงกันอย่างเป็นธรรมสักหน่อยเถิด แบ่งกันแบบหกสี่ดีหรือไม่ขอรับ? ข้าหกท่านสี่ อย่าได้มีลูกเล่นตุกติกอันใดแอบแฝงอยู่อีกเลย... อันที่จริงภาพคราวก่อนเป็นท่านผู้เฒ่าท่านหนึ่งมอบให้ข้ามา ภาพนี้ก็เช่นกัน วันหน้าหากท่านผู้เฒ่ายังมีภาพมาขายอีก ข้าก็จะยังคงนำมาขายที่นี่เช่นเดิม"

ท่านลุงสวีหัวเราะพลางชี้หน้าเสิ่นซี เอ่ยว่า "เจ้าเด็กคนนี้นี่ช่างฉลาดหลักแหลมนัก หลอกข้าจนหัวปั่นไปหมด เอาล่ะ เช่นนั้นก็เอาตามที่เจ้าว่า แบ่งกันหกสี่ ค่าเข้ากรอบภาพนี้ถือเสียว่าข้าแถมให้เจ้าเปล่า ๆ ก็แล้วกัน ทว่ากลับไปแล้วเจ้าห้ามเอาไปบอกแม่ของเจ้าเด็ดขาดนะ"

เสิ่นซีเบ้ปาก "ข้าไม่บอกหรอกขอรับ ตอนออกจากบ้านเมื่อครู่นี้นางยังจะตีข้าอยู่เลย"

ท่านลุงสวีรับภาพวาดไปถือไว้ในมือ พิจารณาอย่างละเอียด ยิ่งมองก็ยิ่งเบิกบานใจ

ภาพวาดที่ช่วยเสิ่นซีขายไปเมื่อคราวก่อน แท้จริงแล้วขายได้ถึงสิบตำลึง ทว่าเป็นนายอำเภอหานที่ซื้อไปเพื่อมอบให้แก่หลินจ้งเยี่ย ซึ่งดำรงตำแหน่งหลางจงแห่งกรมโยธาธิการ

หลินจ้งเยี่ยซึ่งสอบได้เป็นจิ้นซื่อย่อมต้องมีความรู้เรื่องภาพอักษรและภาพวาดเป็นธรรมดา เมื่อได้ทอดทัศนาภาพทิวทัศน์ของหวังเหมิงแล้วก็รู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่ง เริ่มแรกเขายังเอ่ยปากว่าล้ำค่าเกินไปไม่อาจรับไว้ได้ ทว่านายอำเภอหานก็บอกกล่าวว่านี่เป็นเพียงภาพของเลียนแบบ ไม่ได้มีราคาค่างวดอันใด หลินจ้งเยี่ยสุดจะบ่ายเบี่ยง จึงจำต้องรับไว้และนำกลับไปยังเมืองหลวง

(เชิงอรรถผู้แปล: จิ้นซื่อ (进士) วุฒิบัณฑิตระดับสูงสุดของการสอบเข้ารับราชการ (สอบหน้าพระที่นั่ง) ผู้ที่สอบผ่านจะได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนาง และถือเป็นจุดสูงสุดที่ปัญญาชนใฝ่ฝัน) 

นับตั้งแต่หลินจ้งเยี่ยเดินทางออกจากตัวอำเภอหนิงฮว่า ก็ไม่มีข่าวคราวใด ๆ ส่งกลับมาอีกเลย

นั่นก็เป็นเพราะมณฑลฝูเจี้ยนอยู่ห่างจากเมืองหลวงชนิดที่เรียกว่าหนทางยาวไกลข้ามเขาข้ามน้ำ ข่าวสารจึงถูกปิดกั้น อันที่จริงหลังจากที่หลินจ้งเยี่ยกลับไปถึงเมืองหลวง ในงานเลี้ยงฉลองงานฉลองวันประสูติของฮองเฮาและองค์รัชทายาท เขาได้นำบทหนานซี่ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเป็นของขวัญ จักรพรรดิหงจื้อทอดพระเนตรแล้วก็ทรงพระเกษมสำราญยิ่งนัก จึงมีพระราชประสงค์ที่จะเลื่อนขั้นให้เขาเป็นรองเจ้ากรมพิธีการแห่งนครหนานจิง

จบบทที่ ตอนที่ 51 วิถีการค้า

คัดลอกลิงก์แล้ว