- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 50 สาธิตให้ผู้แทนพระองค์ชม
ตอนที่ 50 สาธิตให้ผู้แทนพระองค์ชม
ตอนที่ 50 สาธิตให้ผู้แทนพระองค์ชม
ขณะที่เสิ่นซีกำลังคิดว่าผู้อาวุโสที่น่าจะเป็นผู้แทนพระองค์ผู้นั้นหวนกลับมาอีกครา ทว่าเมื่อผู้มาเยือนเดินเข้ามาด้านใน เขาถึงเพิ่งรู้ตัวว่าคาดเดาผิดไป คนที่มาครานี้กลับเป็นใต้เท้านายอำเภอหานและเซี่ยจู่ปู้ ซึ่งเดิมทีควรจะไปรอต้อนรับผู้แทนพระองค์อยู่นอกประตูเมืองทิศเหนือ
“ใต้เท้านายอำเภอ ข้าน้อยขอคารวะเจ้าค่ะ”
ฮุ่ยเหนียงรีบก้าวเข้าไปค้อมกายคารวะทักทาย
ใต้เท้านายอำเภอหานชะเง้อมองเข้าไปภายในร้านขายยา เมื่อไม่เห็นคนที่คาดไว้ถึงได้ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เดินเข้าไปใกล้พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “ลู่ซุนซื่อ ข้าขอถามเจ้าสักคำ วันนี้มีคนที่มีท่าทางไม่ธรรมดาเข้ามาหรือไม่?”
บนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงเต็มไปด้วยความสับสนงุนงง
ช่วงเช้านี้นางยุ่งอยู่ตลอดทั้งวัน หากจะกล่าวถึงผู้คนที่มาสอบถามเรื่องยา นางก็พบเจอมาไม่น้อย หากจะให้บอกว่าผู้ใดดูไม่ธรรมดา คนเหล่านั้นก็ล้วนดูไม่ธรรมดากันไปเสียหมด ทว่ากลับไม่มีผู้ใดที่ทำให้นางสามารถจดจำได้ในปราดเดียวเลยแม้แต่น้อย
“เรียนใต้เท้านายอำเภอ ข้าน้อยมิได้ทันสังเกตเห็นเจ้าค่ะ”
ฮุ่ยเหนียงก้มหน้าตอบคำถาม
หานเสียระบายลมหายใจยาว “เรื่องนี้ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก ตามหลักแล้วป่านนี้ก็น่าจะมาถึงแล้ว หากไม่ได้เข้าเมืองทางทิศเหนือ เช่นนั้นก็คงเข้าเมืองจากทางอื่นแล้ว... เซี่ยจู่ปู้ รีบส่งคนไปสืบเสาะภายในเมือง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหาคนให้พบ”
กล่าวจบใต้เท้านายอำเภอหานก็นำเซี่ยจู่ปู้และพวกพ้องเดินออกจากร้านขายยาไป ปล่อยให้ฮุ่ยเหนียงรู้สึกงุนงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่บ้าง
รอจนกระทั่งคนเหล่านั้นเดินจากไปไกลแล้ว ฮุ่ยเหนียงจึงหันหน้าไปมองโจวซื่อ “พี่สาวทันสังเกตเห็นบุคคลที่ดูพิเศษผู้ใดบ้างหรือไม่เจ้าคะ?”
โจวซื่อพลันตบหน้าผากฉาดใหญ่ พลางกล่าวว่า “ตอนช่วงยามซื่อ (09.00-11.00 น.) ไอ้เด็กทึ่มบอกว่าสถานศึกษาไม่เปิดสอน พอกลับมาก็ทำตัวลับๆ ล่อๆข้าเรียกให้เขาอ่านเทียบยา เขากลับวิ่งออกไปนอกร้านแล้วบอกว่ามีท่านผู้เฒ่าผู้หนึ่งแวะมา ทั้งยังบอกว่าคนผู้นั้นอาจจะเป็นผู้แทนพระองค์... หรือว่าคนที่ใต้เท้านายอำเภอต้องการตามหาจะคือคนผู้นั้น?”
ฮุ่ยเหนียงตกใจจนสะดุ้ง
อย่างไรเสียผู้แทนพระองค์ก็เป็นตัวแทนของพระราชอำนาจอันสูงสุดขององค์ฮ่องเต้ นึกไม่ถึงเลยว่าจะปลอมตัวมาตรวจราชการลับถึงร้านขายยาเล็กๆ แห่งนี้โดยไม่ส่งเสียงบอกกล่าว กระทั่งนางยังไม่รู้เรื่องรู้ราวเอาแต่วุ่นวายกับการต้อนรับลูกค้า
ฮุ่ยเหนียงร้อนใจขึ้นมา “เช่นนี้จะทำอย่างไรดีเจ้าคะ หากต้อนรับขับสู้ไม่ดีพอ เกรงว่าจะอธิบายต่อทางที่ว่าการอำเภอได้ยาก”
เสิ่นซีกลับไม่คิดเช่นนั้น “ท่านน้า ท่านมิได้ทำเรื่องละอายแก่ใจแล้วจะกังวลไปไยขอรับ? ยามนี้คนที่ควรจะร้อนใจสมควรเป็นใต้เท้านายอำเภอต่างหาก เขาอุตส่าห์เตรียมการไปต้อนรับผู้แทนพระองค์เสียเอิกเกริกแต่กลับคว้าน้ำเหลว ซ้ำยังถูกอีกฝ่ายลอบปลอมตัวเข้าเมืองมาสอดส่องดูทุกข์สุขของชาวบ้านเสียก่อน หากตรวจสอบพบว่าภายในเมืองมีปัญหาอันใด เกรงว่าหมวกขุนนางคงจะหลุดกระเด็นเอานะขอรับ”
“ไอ้เด็กทึ่มอย่างเจ้าจะไปเข้าใจอันใด?”
โจวซื่อด่าเสิ่นซีไปประโยคหนึ่ง แล้วจึงหันไปกล่าวกับฮุ่ยเหนียง “น้องสาว เจ้าวางใจได้ผู้แทนพระองค์จะมาก็ช่างปะไร พวกเรามิได้ทำเรื่องน่าละอายอันใด จะไปกลัวเขาทำไมกัน!”
เสิ่นซีแลบลิ้น ความหมายนั้นชัดเจนยิ่งนัก ท่านแม่ ท่านด่าข้า ทว่าท้ายที่สุดสิ่งที่ท่านกล่าวออกมาก็เหมือนกับข้ามิใช่หรือ?
ล่วงเข้าสู่ช่วงบ่าย กิจการของร้านขายยาไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดจู่ๆ ถึงได้ซบเซาลงไปมาก ยามนี้เสิ่นซีจึงไม่ต้องช่วยงานแล้ว เขาจึงนั่งฝึกคัดลอกแบบอักษรอยู่ภายในร้าน
เมื่อถึงยามพลบค่ำ เบื้องนอกพลันมีผู้คนกลุ่มใหญ่เดินเข้ามา ไม่เพียงแต่มีคนของทางการ ทว่ายังมีชาวบ้านอีกจำนวนมากเดินตามมามุงดูอยู่ด้านหลัง
เสิ่นซีสัมผัสได้ถึงสถานการณ์ที่ไม่ชอบมาพากล จึงชิงเดินออกไปหน้าประตูก่อน ในเวลานี้ผู้อาวุโสที่เขาพบเจอเมื่อตอนเช้ายังคงสวมชุดเดิมกับเมื่อเช้า เพียงแต่ผู้คนที่ติดตามอยู่ด้านหลังเขาล้วนชักอาวุธออกมา ประกายเย็นเยียบส่องสว่างแสบตา ใต้เท้านายอำเภอหานคอยยืนประกบอยู่ด้านข้าง แย้มยิ้มอย่างพินอบพิเทาพูดคุยกันไปมาก็มาถึงหน้าประตูร้านขายยาแล้ว
“การมาเยือนของใต้เท้าจี้จิ่วในครานี้ นับเป็นวาสนาของอำเภอหนิงฮว่า และเป็นบุญของขุนนางผู้น้อยอย่างข้าโดยแท้ หากใต้เท้าจี้จิ่วมีเรื่องใดให้ข้ารับใช้ ข้าพร้อมทุ่มเทสุดกำลังความสามารถขอรับ” หานเสียเอ่ยประจบประแจงอยู่ด้านข้าง
ผู้อาวุโสท่านนั้นมีสีหน้าเต็มไปด้วยความสะท้อนใจ “ชายชราอย่างข้าก็เป็นคนไม้ใกล้ฝั่งแล้ว ยามนี้ ภาระหน้าที่สืบทอดวงศ์ตระกูลไร้ผู้สานต่อ จึงขอเกษียณอายุราชการกลับบ้านเกิด มิได้มีชื่ออยู่ในทำเนียบขุนนางอีกต่อไป ครานี้พื้นที่ชายฝั่งหลิ่งหนานเกิดโรคระบาดรุนแรง องค์ฮ่องเต้ซึ่งประทับอยู่ไกลถึงเมืองหลวงทรงห่วงใยกังวลยิ่งนัก จึงทรงส่งชายชราอย่างข้ามาตรวจราชการ ข้าจึงย่อมต้องถวายรายงานตามความเป็นจริง จะบิดเบือนไปแม้แต่น้อยมิได้เด็ดขาด”
เสิ่นซีที่อยู่ด้านข้างได้ยินคำกล่าวนี้ เมื่อลองขบคิดดูอย่างละเอียด หรือว่าท่านนี้ก็คือเซี่ยตั๋ว มหาปราชญ์แห่งช่วงกลางราชวงศ์หมิงผู้มีชื่อเสียงเทียบเคียงกับหลี่ตงหยางผู้นั้น?
รอจนผู้อาวุโสท่านนั้นเดินเข้ามาใกล้ ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อก็ก้าวเข้าไปคารวะ
หานเสียเป็นผู้แนะนำตัวแทน เป็นดังที่เสิ่นซีคาดการณ์ไว้จริงๆ ผู้อาวุโสท่านนี้ก็คือเซี่ยตั๋ว นามรองหมิงจื้อ อดีตจี้จิ่วแห่งกั๋วจื่อเจี้ยนแห่งนครหนานจิง ที่ยามนี้ได้เกษียณอายุราชการ และกำลังใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอยู่ที่บ้านเกิดในไท่ผิงเถาซี
กวีและบัณฑิตในยุคราชวงศ์หมิง หากกล่าวถึงชื่อเสียง ย่อมไม่อาจนำไปเทียบเคียงกับกวีผู้ยิ่งใหญ่ในยุคราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซ่งได้ มหานักปราชญ์ทั่วทั้งต้าหมิงที่พอจะเชิดหน้าชูตาได้นั้นมีอยู่เพียงไม่กี่คน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเซี่ยตั๋วนั่นเอง
เสิ่นซีไม่มีความรู้เกี่ยวกับเซี่ยตั๋วมากนัก สิ่งที่จำได้มีเพียงว่าคนผู้นี้คือหนึ่งใน "เจ็ดปราชญ์" แห่งเขาเยี่ยนซาน เคยเข้ารับราชการถึงสามครา บทกวีวรรคที่ว่า "คะนึงหาหรือจะสู้ปักษาคู่โผบิน หยาดพิรุณสีชาดร่วงหล่นริมลำธาร" ก็คือผลงานปลายพู่กันของเขานั่นเอง
(เชิงอรรถผู้แปล: คะนึงหาหรือจะสู้ปักษาคู่โผบิน หยาดพิรุณสีชาดร่วงหล่นริมลำธาร มาจากบทกวี 《题扇面寄郭筠心》หรือ “จารึกบนหน้าพัดส่งถึงกัวจวินซิน” ของ เซี่ยตั๋ว กวีและขุนนางสมัยราชวงศ์หมิง เป็นบทกวีสื่อความคิดถึงและความเปลี่ยวเหงาผ่านภาพนกคู่กับกลีบดอกไม้แดงที่ร่วงหล่น)
"ท่านเซี่ย สตรีผู้นี้ก็คือหมอเทวดาหญิงลู่ซุนซื่อที่ชาวบ้านต่างพากันเล่าลือสรรเสริญ... หลังจากสามีสิ้นบุญ นางก็ดูแลร้านขายยาเพียงลำพัง อีกทั้งยังสามารถใช้วิธีปลูกฝีช่วยเหลือเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง ชาวบ้านล้วนซาบซึ้งในพระคุณของนาง กระทั่งขุนนางผู้น้อยอย่างข้ายังเคยส่งคนนำป้ายเกียรติยศมามอบให้เพื่อเป็นการปูนบำเหน็จ"
แม้เซี่ยตั๋วจะมิได้วางตัวในฐานะขุนนางราชสำนัก ทว่าอย่างไรเสียเขาก็คือผู้แทนพระองค์ที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งมาโดยตรง ประกอบกับเซี่ยตั๋วเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางพระทัยจากฮ่องเต้ ซ้ำยังเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายกับขุนนางใกล้ชิดเบื้องบนอย่างหลี่ตงหยาง หานเสียจึงแสดงความเคารพยำเกรงและมีท่าทีโอนอ่อนผ่อนตามอย่างหาใดเปรียบ
เซี่ยตั๋วพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม มองไปทางฮุ่ยเหนียงพลางกล่าวว่า "เมื่อช่วงเช้าข้าผู้เฒ่าเคยมาเยือนแล้วคราหนึ่ง น่าเสียดายที่ชาวบ้านที่มาสอบถามเรื่องยามีมากเกินไปจริงๆ ข้าจึงไม่อยากเข้าไปรบกวน ก่อนหน้านี้ข้าได้ถวายฎีกาต่อราชสำนัก ทูลขอให้ฝ่าบาททรงนำวิธีปลูกฝีของมณฑลฝูเจี้ยนไปเป็นแบบอย่างและเผยแพร่ยังดินแดนเจียงหนานและเจียงเป่ย เพื่อหวังว่าในภายภาคหน้าโรคระบาดจะไม่กำเริบขึ้นอีก จนทำให้ราษฎรต้องตกระกำลำบาก และทำให้พระองค์ต้องทรงกังวลพระทัย"
(เชิงอรรถผู้แปล: เจียงหนานและเจียงเป่ย (江南、江北) หมายถึง ดินแดนทางตอนใต้และตอนเหนือของแม่น้ำฉางเจียง (แยงซีเกียง))
เซี่ยตั๋วเดินเข้าไปในร้านขายยา ไต่ถามถึงขั้นตอนการปลูกฝีอย่างละเอียด แม้ว่าวิธีปลูกฝีจะถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางในพื้นที่ถิงโจวแล้ว ทว่าวิธีการกลับแตกต่างกันเล็กน้อย เซี่ยตั๋วไต่ถามอย่างละเอียดลออยิ่ง ฮุ่ยเหนียงก็ตอบคำถามทีละข้อ กระทั่งเซี่ยตั๋วถึงกับจับพู่กันจดบันทึกด้วยตนเอง เตรียมจะถวายรายงานต่อราชสำนักตามความเป็นจริง
จากสิ่งนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่าเซี่ยตั๋วให้ความสำคัญกับเรื่องการปลูกฝีมากเพียงใด
หลังจากเซี่ยตั๋วสอบถามสถานการณ์จนกระจ่างแจ้งแล้ว ก็แสดงความจำนงว่าจะขอทดลองรับการปลูกฝีด้วยตนเอง เพื่อที่กลับไปจะได้ถวายรายงานต่อองค์ฮ่องเต้ได้อย่างละเอียด ทว่าเรื่องนี้กลับทำให้ฮุ่ยเหนียงรู้สึกลำบากใจยิ่งนักท้ายที่สุดนางก็เป็นเพียงสตรี ย่อมมีเรื่องที่ไม่สะดวกอยู่มากมาย
เซี่ยตั๋วเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "ก่อนหน้านี้ฮูหยินลู่ปลูกฝีให้ผู้คนในร้านขายยา หากมีบุรุษมาขอรับการปลูกฝีจะทำเช่นไรหรือ?"
ฮุ่ยเหนียงยังไม่ทันตอบ หานเสียที่อยู่ด้านข้างก็เป็นฝ่ายเอ่ยอธิบายขึ้นมาแทน "ใช้ฉากกั้นขวางไว้ แล้วให้เด็กน้อยผู้นี้เป็นคนลงมือรักษาขอรับ"
เนื่องจากก่อนหน้านี้หานเสียได้สอบถามรายละเอียดจนกระจ่างแจ้งแล้ว เขารู้ดีว่าแท้จริงแล้วบุรุษที่มาปลูกฝีในเมืองเหล่านั้น ล้วนไม่รู้เลยว่าคนที่ลงมืออยู่หลังฉากกั้นคือเด็กน้อยวัยหกขวบ
มิเช่นนั้นคนเหล่านั้นย่อมต้องคลางแคลงใจในความเชี่ยวชาญด้านการปลูกฝีของเสิ่นซีอย่างแน่นอน
เซี่ยตั๋วได้ยินเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมาเขามองประเมินเสิ่นซีอยู่หลายแวบ พลางพยักหน้าเบาๆ สีหน้าแฝงแววชื่นชมอยู่หลายส่วน "เช่นนั้นก็ต้องรบกวนสหายตัวน้อยผู้นี้ช่วยปลูกฝีให้ข้าก็แล้วกัน"
หานเสียกล่าวอย่างลังเล "เรื่องนี้... เกรงว่าจะไม่ค่อยเหมาะสมนักขอรับ ก่อนหน้านี้ข้าได้ส่งคนไปศึกษาวิธีปลูกฝีอย่างละเอียดแล้ว มิสู้ให้ท่านหมอในเมืองที่มีความเชี่ยวชาญด้านการปลูกฝีมากกว่ามาลงมือให้ท่านเซี่ยดีหรือไม่ขอรับ"
“ไม่เห็นต้องยุ่งยากถึงเพียงนั้น ในเมื่อข้ามาเยือนถึงที่ ย่อมต้องดูให้เห็นกับตาว่าการปลูกฝีแต่แรกเริ่มนั้นเป็นเช่นไร หากต้องผ่านมือผู้อื่นก็ดูจะเป็นการขอไปทีจนเกินไป อีกอย่าง สหายน้อยผู้นี้ยังสามารถปลูกฝีให้ผู้คนมาแล้วตั้งมากมาย ร่างกายของชายชราอย่างข้าจะสูงส่งล้ำค่าไปกว่าผู้คนในใต้หล้าเชียวหรือ? มาเถิด ไม่ต้องใช้ฉากกั้นหรอก ลงมือสาธิตให้ดูตรงนี้ได้เลย”
เสิ่นซีจึงทำได้เพียงลงมือสาธิตด้วยตนเอง
โชคดีที่ก่อนหน้านี้เขามีตุ่มหนองฝีวัวที่เก็บรักษาไว้ในจานเพาะเชื้อแบบง่ายๆ นี่ก็เพื่อความสะดวกในการนำมาใช้งานในภายหลัง ท้ายที่สุดแล้วก็มีเพียงช่วงที่ไข้ทรพิษระบาดเท่านั้นถึงจะมีวัวป่วย ของเหลวเพาะเชื้อเหล่านี้จึงทำได้เพียงเก็บรักษาไว้อย่างระมัดระวังเพื่อเตรียมพร้อมรับเหตุไม่คาดฝัน
รอจนกระทั่งเสิ่นซีใช้เข็มสะกิดท่อนแขนของเซี่ยตั๋วเพื่อปลูกฝีวัวให้ เซี่ยตั๋วก็คอยจ้องมองอย่างละเอียดมาโดยตลอด ปากก็เดาะลิ้นร้องอุทานด้วยความอัศจรรย์ใจเมื่อลงเข็มเสร็จสิ้น เซี่ยตั๋วก็หันไปมองฮุ่ยเหนียงพลางเอ่ยถามว่า "เพียงเท่านี้ก็เสร็จแล้วหรือ?"
"เจ้าค่ะ"
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้าพลางอธิบาย "หลังปลูกฝี อาการจะหนักเบาย่อมขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ผู้ที่พื้นฐานร่างกายอ่อนแออาจมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัวอยู่บ้าง ทว่าอย่างเร็วเพียงไม่กี่วัน อย่างช้าก็ราวครึ่งค่อนเดือนย่อมหายเป็นปกติ ภายหน้าหากโรคระบาดลุกลามขึ้นมาอีก ก็แทบจะมั่นใจได้ว่าจะแคล้วคลาดจากโรคภัยเจ้าค่ะ"
ฮุ่ยเหนียงมิได้กล่าววาจามั่นใจเต็มสิบส่วน
ท้ายที่สุดแล้วการปลูกฝีวัวก็ใช่ว่าจะไร้ช่องโหว่และสามารถป้องกันไม่ให้ติดโรคได้อย่างสมบูรณ์แบบ มิเช่นนั้นหากมีข้อยกเว้นโผล่มาสักคนสองคน เมื่อราชสำนักสืบสวนเอาความ นางคงไม่อาจแบกรับโทษทัณฑ์ไหว
เซี่ยตั๋วพยักหน้าเบาๆ ในเวลานี้ผู้ติดตามที่เขาพามาด้วยได้นำผ้าขาวมาพันแผลที่ท่อนแขนให้เขาแล้ว นี่ก็เพื่อป้องกันไม่ให้บาดแผลติดเชื้อนั่นเอง
หลังจากนั้นเซี่ยตั๋วก็ยังกล่าวยกย่องสรรเสริญการทำความดีช่วยชีวิตผู้คนของฮุ่ยเหนียงอีกยกใหญ่ ชมเสียจนฮุ่ยเหนียงรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง เขาถึงได้ลุกขึ้นบอกลาและจากไป