เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 49 การตรวจราชการลับ

ตอนที่ 49 การตรวจราชการลับ

ตอนที่ 49 การตรวจราชการลับ


เสิ่นซีสะพายย่ามหนังสือไปสถานศึกษา ทันทีที่ก้าวพ้นจากร้านขายยาก็พบว่าบรรยากาศบนท้องถนนแตกต่างไปจากวันวาน หัวหน้าตลาดกำลังนำคนคอยประสานงานกับมือปราบเพื่อจัดระเบียบเหล่าพ่อค้าแม่ขายที่ตั้งแผงลอย โดยเฉพาะถนนสองสายที่อยู่ใกล้กับร้านขายยาของฮุ่ยเหนียง ได้มีการเว้นที่ว่างขนาดใหญ่เอาไว้เพื่อให้ขบวนรถม้าของผู้แทนพระองค์สัญจรได้โดยสะดวก

บางทีอาจเป็นเพราะใต้เท้านายอำเภอหานจงใจจะพิสูจน์ว่าราษฎรภายใต้การปกครองของตนนั้นอยู่เย็นเป็นสุขจึงมิได้ขับไล่พ่อค้าแม่ขายออกไปจนหมดสิ้น ทว่าบรรดาขอทานที่ดูเสียภาพพจน์และเหล่ากรรมกรที่สวมเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยซึ่งยืนรอรับจ้างอยู่ริมทาง กลับถูกขับไล่ให้เข้าไปอยู่ในตรอกซอกซอยจนหมดสิ้น

เสิ่นซีเดินมาถึงหัวถนน กวาดสายตามองถนนที่ดูสะอาดตาจนผิดหูผิดตาพลางพึมพำว่า “ช่างเก่งแต่เรื่องผักชีโรยหน้าเสียจริง”

ในตอนนั้นเอง เสียงอันแก่ชราแว่วมาจากเพิงน้ำชาริมทาง “น้องชาย คำกล่าวนี้ของเจ้าเอ่ยลับหลังก็พอแล้ว หากแว่วไปถึงหูของทางการเข้า ย่อมต้องพบกับความลำบากเป็นแน่”

เสิ่นซีชำเลืองมองไปทางต้นเสียง เห็นผู้อาวุโสท่านหนึ่งผมเผ้าสองข้างขมับขาวโพลน สวมชุดจื๋อตั๋วแขนกว้างสีหยก บนศีรษะสวมหมวกผ้าสีดำทิ้งชายพับไปด้านหลัง กลิ่นอายดูภูมิฐานดั่งปัญญาชน จึงอดไม่ได้ที่จะประสานมือคารวะ “ผู้อาวุโสกล่าวสอนได้ถูกต้องแล้วขอรับ เพียงแต่โอรสสวรรค์ส่งผู้แทนพระองค์มาเพื่อสดับฟังเรื่องราวของราษฎร ทว่าท้องถิ่นกลับทำแต่เรื่องเอาใจเบื้องบนหวังสร้างภาพลักษณ์ลวงตา นับว่ามิใช่การกระทำที่น่ายกย่องเลย”

(เชิงอรรถผู้แปล: ชุดจื๋อตั๋ว (襕衫) ชุดคลุมยาวแขนกว้างที่บัณฑิตหรือนักเรียนในสมัยราชวงศ์หมิงนิยมสวมใส่เพื่อแสดงถึงฐานะทางปัญญาชน)

ผู้อาวุโสท่านนั้นได้ยินเช่นนั้นก็แย้มยิ้ม

เสิ่นซีมองดูรูปลักษณ์ของผู้อาวุโสท่านนี้ นับว่ามีความคล้ายคลึงกับนักพรตเฒ่าที่เขาสร้างเรื่องอุปโลกน์ขึ้นมาอยู่หลายส่วน ทว่าผู้อาวุโสท่านนี้กลับมีท่าทีองอาจดูภูมิฐาน ดูเหมือนผู้ที่ดำรงตำแหน่งสูงศักดิ์มาเป็นเวลานานจนคุ้นชินกับการใช้ชีวิตอันมั่งคั่ง

“สหายน้อยคนนี้แม้อายุยังน้อย ทว่ากลับสามารถเอ่ยหลักการอันลึกซึ้งออกมาได้... เจ้าพอจะรู้หรือไม่ว่าภายในเมืองนี้มีร้านขายยาแห่งหนึ่ง ซึ่งมีหมอเทวดาหญิงนั่งตรวจโรคอยู่ ต้องไปทางใดหรือ?” ผู้อาวุโสเอ่ยถาม

เสิ่นซีลอบสังเกตเล็กน้อย โดยปกติผู้ที่มาหาฮุ่ยเหนียงมักจะมาเพื่อปลูกฝีหรือรักษาตัว ทว่าผู้อาวุโสท่านนี้ใบหน้าเปล่งปลั่งสีหน้าผ่องใสดูมิใช่ผู้ที่มีความจำเป็นต้องพึ่งหยูกยาเลยแม้แต่น้อย

ผู้อาวุโสท่านนี้พูดด้วยสำเนียงเหนือ ทว่ากลับเจือความอ่อนนุ่มแบบสำเนียงเจียงหนาน

ชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำหลายคนนั่งอยู่ที่โต๊ะข้างๆ ผู้อาวุโส บริเวณเอวของพวกเขาดูนูนเด่นคล้ายมีอาวุธซุกซ่อนอยู่ภายใต้ห่อผ้า สายตาคอยลอบมองเสิ่นซีอยู่เป็นระยะอย่างมีเลศนัย

เสิ่นซีพลันเกิดความระแวดระวังขึ้นในใจ หรือว่านี่จะเป็นผู้แทนพระองค์ที่ราชสำนักส่งมาสืบเรื่องราวของฮุ่ยเหนียง? บทละครประเภทการตรวจราชการลับที่มักจะพบเห็นได้บ่อยครั้ง ยามนี้กลับมาปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาจริงๆ หรือนี่

“ผู้อาวุโส ท่านมาเพื่อตามหาหมอเทวดาหญิงหรือขอรับ? ข้าน้อยรู้ว่าร้านของนางอยู่ที่ใด ช่วงนี้มีผู้คนมาสอบถามเรื่องยามากมาย มิสู้ให้ข้าน้อยนำทางท่านไปดีหรือไม่ขอรับ?” เสิ่นซีกล่าวอย่างนอบน้อม

ผู้อาวุโสพยักหน้าพลางยิ้ม “เช่นนั้นก็ลำบากสหายน้อยแล้ว”

เสิ่นซีลอบอุทานในใจว่าช่างหวุดหวิดนัก โชคดีที่มิได้กล่าววาจาติเตียนราชสำนักหรือผู้แทนพระองค์ต่อหน้าผู้อาวุโสท่านนี้ มิเช่นนั้นคงเท่ากับรนหาที่ตายแท้ๆ

เสิ่นซีเดินนำทางไปเบื้องหน้า ผู้อาวุโสเดินตามมาด้านหลัง บรรดาชายฉกรรจ์เหล่านั้นต่างก็ลุกขึ้นเดินตามมาอย่างกระชั้นชิด ทว่ามิได้เข้าใกล้จนเกินไป เห็นได้ชัดว่ามิต้องการให้ความเคลื่อนไหวของผู้อาวุโสท่านนี้ดูเอิกเกริกเกินเหตุ

เมื่อถึงหน้าร้านขายยา เสิ่นซีชี้ไปยังร้านแล้วกล่าวว่า “ผู้อาวุโส ถึงแล้วขอรับ ข้าน้อยต้องไปเรียนหนังสือจึงมิอาจเดินเข้าไปส่งท่านด้านในได้ ขอลาก่อนขอรับ”

กล่าวจบก็ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมแล้วหมุนตัวจากไป ผู้อาวุโสพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

เมื่อเสิ่นซีเดินห่างออกมาได้สองก้าว ก็ได้ยินผู้อาวุโสท่านนั้นพึมพำกับตนเองว่า “ดินแดนของชาวเค่อเจียแห่งนี้ ขนบธรรมเนียมพื้นบ้านช่างงดงามหมดจดยิ่งนัก เพียงดูจากเด็กน้อยคนนี้ก็พอจะหยั่งรู้ลึกถึงแก่นได้แล้ว”

(เชิงอรรถผู้แปล: หยั่งรู้ลึกถึงแก่น (可窥一斑) สำนวนหมายถึง การมองเห็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียวแต่สามารถคาดคะเนหรือล่วงรู้ถึงภาพรวมทั้งหมดได้อย่างทะลุปรุโปร่ง)

เสิ่นซีมิได้คาดคิดว่าผู้อาวุโสท่านนี้จะให้คำนิยามต่อชาวอำเภอหนิงฮว่าไว้สูงส่งถึงเพียงนี้ นับว่าใต้เท้านายอำเภอหานที่ทำเรื่องผักชีโรยหน้าได้รับผลประโยชน์ไปโดยไม่ต้องลงแรงเสียแล้ว

เสิ่นซีมิได้มัวแต่ขบคิดเรื่องอื่น เนื่องจากเสียเวลาไปครู่หนึ่ง เขาจึงวิ่งเหยาะๆ มุ่งหน้าไปยังสถานศึกษา ทว่าเมื่อไปถึงหน้าประตูจึงได้ล่วงรู้ว่าท่านอาจารย์ซูได้รับคำสั่งจากใต้เท้านายอำเภอหาน ให้ไปร่วมกับเหล่าคหบดีเพื่อต้อนรับผู้แทนพระองค์ที่ประตูเมือง สถานศึกษาจึงหยุดเรียนหนึ่งวัน

บรรดานักเรียนต่างพากันแสดงอาการดีใจอย่างออกนอกหน้า แม้แต่เด็กที่เดินทางมาจากหมู่บ้านรอบนอกก็ยังนัดแนะกันไปเที่ยวเล่นบนท้องถนน ยามที่หาโอกาสหยุดเรียนได้ยากยิ่งเช่นนี้

แน่นอนว่าเสิ่นซีเลือกที่จะกลับไปยังร้านขายยา

ภายในใจเขารู้สึกกังวลอยู่บ้าง ใต้เท้านายอำเภอหานไม่อยู่ที่นั่น ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อซึ่งเป็นเพียงสตรีชาวบ้านย่อมไม่ล่วงรู้ฐานะที่แท้จริงของผู้อาวุโสท่านนั้น อาจจะมีการเสียมารยาทเกิดขึ้นได้ ทว่าจากท่าทีของผู้อาวุโสที่เขาเห็นเมื่อครู่ ดูเหมือนจะเป็นผู้ที่เข้าถึงง่ายอยู่บ้าง เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นนั้นทั้งภายนอกและภายในหรือไม่

เสิ่นซีรีบเร่งกลับไปยังร้านขายยา เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นจุดสนใจ เขาจึงจงใจเข้าทางประตูหลัง เห็นเพียงลู่ซีเอ๋อร์กำลังเตะลูกขนไก่อยู่เพียงลำพังในลานเรือน

“พี่เสิ่นซี พวกเรามาเล่นด้วยกันเถิด”

ลู่ซีเอ๋อร์เห็นเสิ่นซีก็ปรี่เข้ามาหาทันที

เสิ่นซีทำสัญญาณมือให้เงียบเสียงลง พลางชำเลืองมองไปทางห้องโถงหลักแล้วเอ่ยถามว่า “ซีเอ๋อร์ เมื่อครู่มีผู้อาวุโสท่านหนึ่งมาที่นี่ ตอนนี้ยังอยู่ในห้องโถงหรือไม่?”

ลู่ซีเอ๋อร์ส่ายหน้า มิใช่ว่านางไม่รู้ ทว่านางไม่เข้าใจเลยต่างหากว่าเสิ่นซีกำลังกล่าวสิ่งใด

เสิ่นซีจึงทำได้เพียงเดินไปที่ประตูซึ่งเชื่อมทะลุไปยังหน้าร้านด้วยตนเอง ชะโงกหน้าออกไปมองดู ก็เห็นผู้คนจำนวนหนึ่งกำลังรุมล้อมอยู่หน้าโต๊ะบัญชี แถวของคนที่มาซื้อยายาวเหยียดเป็นมังกรทอดยาวออกไปจนถึงนอกร้าน

เสิ่นซีกวาดสายตามองไปรอบๆ ในที่สุดก็สังเกตเห็นผู้อาวุโสท่านนั้นนั่งตัวตรงแหน่วอยู่บนเก้าอี้ตรงมุมห้อง กำลังชำเลืองมองไปรอบๆ

ผู้อาวุโสท่านนั้นมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า มองดูฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อที่กำลังยุ่งจนหัวปั่นพลางพยักหน้าไม่หยุดหย่อน ส่วนฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อก็มิได้สนใจเขา คาดว่าคงคิดว่าเขาเป็นเพียงญาติของผู้ป่วยที่มาเทียบยา

“เสี่ยวหลาง เหตุใดเจ้าถึงกลับมาเล่า?” โจวซื่อเหลือบไปเห็นเสิ่นซีที่มีท่าทางลับๆ ล่อๆจึงถลึงตามองเขาอย่างเดือดดาล

เสิ่นซีจึงทำได้เพียงเดินออกไป ก้มหน้าพลางกล่าวว่า “ท่านแม่ ท่านอาจารย์ไปต้อนรับท่านผู้แทนพระองค์จากราชสำนักที่นอกเมืองพร้อมกับคนของทางการแล้วขอรับ สถานศึกษาจึงให้พวกเราหยุดเรียน วันนี้ไม่ต้องเรียนหนังสือขอรับ”

โจวซื่อถึงได้คลายความกังวลลง นางพยักหน้า “เช่นนั้นก็ดีเลย รีบมาช่วยแม่จับยาเร็วเข้า วันนี้ยุ่งจนแทบขาดใจแล้ว เจ้าถือเทียบยาแล้วอ่านให้แม่ฟัง แม่จะเป็นคนชั่งน้ำหนักยาเอง”

เนื่องจากสมุนไพรที่ฮุ่ยเหนียงขายนั้นเป็นราคายุติธรรมเป็นกันเองเมื่อเทียบกับร้านขายยาอื่นๆ ในเมืองแล้วถือว่าถูกกว่ามาก จึงทำให้มีคนมาสอบถามเรื่องยาเป็นจำนวนมาก เสิ่นซีถือเทียบยาไว้ในมือ ทว่าสายตากลับจับจ้องไปยังผู้อาวุโสที่อยู่ตรงมุมห้อง

ผู้อาวุโสใช้สายตาที่แฝงแววครุ่นคิดพิจารณามองดูเสิ่นซี ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว แล้วพาคนของตนเดินออกจากร้านขายยาไปโดยมิได้รั้งรออยู่ต่อ

“มัวมองอันใดอยู่ สมุนไพรตัวต่อไปคืออันใด? ต้องชั่งน้ำหนักเท่าใด?” โจวซื่อเอ่ยเร่งเร้าด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจ

เสิ่นซีวางเทียบยาลงทันที วิ่งเหยาะๆ ออกไปหน้าประตูเพื่อมองดูแผ่นหลังของผู้อาวุโสที่กำลังเดินจากไปไกล... ทิศทางนั้นไม่เหมือนมุ่งหน้าไปยังที่ว่าการอำเภอ ทั้งยังมิใช่มุ่งหน้าไปยังประตูเมืองทิศเหนือที่ใต้เท้านายอำเภอหานพาคนไปต้อนรับ ทว่ากลับมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกของเมืองแทน

“หรือว่าข้าจะเดาผิดไป?”

ขณะที่เสิ่นซีกำลังพึมพำกับตนเองอยู่นั้น จู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ใบหู ที่แท้ก็เป็นโจวซื่อที่วิ่งตามออกมาบิดหูเขาแล้วออกแรงลากตัวเขากลับเข้าไป เขาจึงรีบร้องโอดครวญทันที “ท่านแม่ เบามือหน่อยขอรับ ท่านกำลังทำอันใดน่ะ ข้าเป็นลูกในไส้ของท่านเลยนะขอรับ”

“เจ้าเด็กเหม็น หากเจ้ามิใช่ลูกในไส้ของข้า ข้าคงตีเจ้าจนก้นลายเป็นดอกไม้ไปแล้ว... แม่ให้เจ้าอ่านเทียบยา เจ้ากลับวิ่งทะเล่อทะล่าออกมาประหนึ่งถูกผีสางเข้าสิงนี่เจ้าไม่เห็นแม่คนนี้อยู่ในสายตาแล้วใช่หรือไม่?”

(เชิงอรรถผู้แปล: ก้นลายเป็นดอกไม้ (屁股打开花) สำนวนภาษาปากหมายถึง การถูกเฆี่ยนตีที่ก้นอย่างหนักหน่วงจนเป็นรอยช้ำ หรือมีบาดแผลแตกริ้ว)

เสิ่นซีเงยหน้าขึ้นมองโจวซื่อ เห็นเพียงท่านแม่ยืนเท้าสะเอวถลึงตามองตนเองอย่างขุ่นเคือง จึงรีบอธิบาย “ท่านแม่ คนที่มาเมื่อครู่นี้ท่าทางแปลกประหลาดยิ่งนัก ลูกเดาว่าเขาอาจจะเป็นผู้แทนพระองค์ที่ราชสำนักส่งมาก็ได้นะขอรับ”

“จะเป็นหรือไม่เป็นก็ไม่ได้เกี่ยวอันใดกับเจ้า คนของทางการย่อมมีหน้าที่ต้อนรับเขาอยู่แล้ว มาเกี่ยวอันใดกับพวกเรา? เขาจะมาก็มา จะไปก็ไป ด้านในยุ่งจะตายอยู่แล้ว เจ้าอย่ามัวมาทำตัวว่างงานอยู่ตรงนี้ ไป!”

กล่าวจบโจวซื่อก็ลากตัวเสิ่นซีเข้าไปในร้านขายยา ทำให้เสิ่นซีไม่ได้หยุดพักเลยตลอดทั้งช่วงเช้า

เสิ่นซีไม่คาดคิดเลยว่าการไม่ต้องไปเรียนหนังสือก็ยังเหน็ดเหนื่อยถึงเพียงนี้ ไม่เพียงแต่ต้องช่วยโจวซื่ออ่านเทียบยาและจับยา หากสมุนไพรตัวใดพร่องไป เขาก็ยังต้องวิ่งไปหยิบเพิ่มเติมจากคลังเก็บของในเรือนหลังอีก

ยุ่งวุ่นวายมาจนถึงยามเที่ยง ลูกค้าที่มาประปรายพากันแยกย้ายกลับไปจนหมด เสิ่นซีถึงได้มีโอกาสนั่งพักเหนื่อยสักครู่

“พี่สาวเหนื่อยแล้วกระมัง? น้องจะไปทำกับข้าวเดี๋ยวนี้แหละเจ้าค่ะ”

ร้านขายยาเมื่อมีโจวซื่อมาช่วยงาน ฮุ่ยเหนียงก็รับหน้าที่หลักในการต้อนรับลูกค้า รวมถึงคิดบัญชีและเก็บเงินที่โต๊ะบัญชี เวลานี้ไม่มีลูกค้าแล้ว นางจึงจัดเก็บข้าวของพอเป็นพิธี แล้วเตรียมตัวมุ่งหน้าไปยังห้องครัวในเรือนหลัง

“เฮ้อ ไม่ต้องหรอก ข้าให้แม่หนูไต้เอ๋อร์อุ่นข้าวเช้าไว้ที่บ้านแล้ว พวกเราก็แค่กินรองท้องถูไถไปก่อนมื้อหนึ่งก็พอ เกรงว่ายามบ่ายลูกค้าจะยิ่งมีมากกว่านี้เสียอีก” โจวซื่อนั่งลงพลางกล่าว

สิ้นเสียงคำกล่าวนั้น บริเวณหน้าประตูก็มีผู้คนกลุ่มใหญ่แห่แหนกันมา

จบบทที่ ตอนที่ 49 การตรวจราชการลับ

คัดลอกลิงก์แล้ว