- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 48 หนึ่งกิจการสองครอบครัวรับทรัพย์
ตอนที่ 48 หนึ่งกิจการสองครอบครัวรับทรัพย์
ตอนที่ 48 หนึ่งกิจการสองครอบครัวรับทรัพย์
“เจ้าเด็กเหม็น เจ้ารีบบอกมาสิว่านี่คือตัวอักษรอันใด? แม่โตมาจนป่านนี้ ยังต้องมาขอร้องเจ้าเด็กอย่างเจ้า หากแม่ได้เรียนหนังสือเร็วกว่านี้สักหลายปี ก็คงไม่ต้องมาอึดอัดคับข้องใจเช่นนี้หรอก”
โจวซื่อดึงตัวเสิ่นซีมายืนอยู่หน้าโต๊ะบัญชีของร้านขายยา ให้เสิ่นซีอ่านตัวอักษรบนลิ้นชักให้ฟังทีละตู้
เสิ่นซีอ่านให้ฟังตามลำดับ ผ่านไปครู่ใหญ่ โจวซื่อก็เริ่มตั้งคำถามรอบที่สองอีกครา
เสิ่นซีขมวดคิ้ว “ท่านแม่ ท่านจะท่องจำอย่างเอาเป็นเอาตายเช่นนี้ไม่ได้นะขอรับ หากมีผู้ใดเผลอสลับลิ้นชัก ท่านแม่จะไม่จับยาผิดเอาหรือขอรับ?”
“ไอ้หยา ที่แท้ก็เป็นเหตุผลนี้นี่เอง! แย่แล้วๆ... เมื่อครู่เพิ่งจะจำได้สองสามคำ ตอนนี้ลืมไปอีกแล้ว เจ้าว่ามีวิธีที่ดีอันใดหรือไม่?” โจวซื่อมองเสิ่นซีด้วยความขุ่นเคือง
เสิ่นซีแย้มยิ้มพลางกล่าว “มิสู้ทำเช่นนี้ขอรับท่านแม่ พวกเราใช้วิธีที่ง่ายกว่านี้สักหน่อย... ท่านแม่ดูสิ ตัวอักษรตัวนี้ท่านแม่อ่านไม่ออก พวกเราก็ใช้รูปภาพมาแทนที่ ท่านแม่คิดว่าเสียงนี้ฟังดูคล้ายกับสิ่งใด พวกเราก็วาดสิ่งนั้นลงไป ท่านแม่จำแบบนี้จะไม่สะดวกกว่าหรือขอรับ?”
โจวซื่อไม่เคยได้ยินวิธีการเรียนรู้ตัวอักษรเช่นนี้มาก่อน
แท้จริงแล้วสิ่งที่เสิ่นซีสอนนางนั้นมิใช่การจดจำตัวอักษร หากแต่เป็นการใช้วิธีจดจำแบบเชื่อมโยงมาจดจำเนื้อหาที่เรียนรู้ ซึ่งนี่ถือเป็นเคล็ดลับการจำรูปแบบหนึ่ง
ด้วยอายุของโจวซื่อในตอนนี้ การเพิ่งจะมาเริ่มเรียนรู้ตัวอักษรและฝึกเขียนหนังสือนั้น นับว่าสายไปสักหน่อย ข้อดีที่สุดของวิธีที่เสิ่นซีเสนอนี้ คือไม่ต้องให้โจวซื่อจดจำเส้นขีดที่ซับซ้อนมากมายปานนั้น เพียงแค่จำเสียงอ่านของอักษรตัวใดตัวหนึ่งได้ และดูว่ามันคล้ายกับสิ่งใดก็เพียงพอแล้ว
แม้ในยามปกติโจวซื่อจะชินกับการทุบตีด่าทอเสิ่นซี ทว่าเมื่อต้องมาสวมบทบาทเป็นนักเรียนนางก็ตั้งใจอย่างยิ่ง ผนวกกับวิธีที่เสิ่นซีสอนให้นั้นใช้ได้ผลดีจริง พอกลับถึงบ้านใช้เวลาเพียงหนึ่งคืน นางก็สามารถจดจำสิ่งที่ควรจำได้จนหมดสิ้น เสิ่นซียังจงใจทดสอบนางดูทั้งหมดรอบหนึ่ง โจวซื่อกลับไม่มีจุดใดที่ตกหล่นบกพร่องเลยแม้แต่น้อย
“ยอดเยี่ยมไปเลย พรุ่งนี้ต้องไปบอกท่านน้าซุนของเจ้า ให้ฝั่งนั้นได้เปิดหูเปิดตาเสียบ้าง” โจวซื่อจัดเก็บข้าวของเข้าที่ด้วยความเบิกบานใจแล้วจึงเข้านอน
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เสิ่นซีเดินตามโจวซื่อมาที่ร้านขายยา
โจวซื่อได้แสดงสิ่งที่เรียนรู้มาเมื่อวานให้ดูเป็นขวัญตา พอเสิ่นซีเอ่ยชื่อสมุนไพรใด นางก็จะยื่นมือไปยังลิ้นชักที่เกี่ยวข้องทันที โดยไม่มีข้อผิดพลาดเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เมื่อเป็นเช่นนี้ กระทั่งฮุ่ยเหนียงเองก็ยังรู้สึกประหลาดใจและเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง “คิดไม่ถึงเลยว่าพี่สาวจะเรียนรู้ได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ ดูท่าภายหน้าหน้าที่จับยา พี่สาวย่อมสามารถรับผิดชอบได้อย่างดีเยี่ยมแล้วล่ะเจ้าค่ะ”
โจวซื่อหัวเราะแหยพลางกล่าว “เป็นเพราะไอ้เด็กทึ่มนี่ฉลาดต่างหาก ตัวเขาเองเรียนรู้ได้เร็ว แล้วยังมีวิธีมาสอนข้าอีก หึ ภายหน้าหากมีคนมาซื้อยาอีก ข้าจะไม่มีทางจับยาผิดอย่างแน่นอน”
เสิ่นซีง่วงงุนอยู่บ้างจึงหาวหวอดออกมา ก่อนจะเดินไปสถานศึกษาด้วยท่าทีอ่อนเปลี้ยเพลียแรง
...
…
ล่วงเข้าสู่ปลายเดือนสิบ อากาศก็ค่อยๆ เย็นลง
โชคดีที่สถานที่อย่างมณฑลฝูเจี้ยน ต่อให้เป็นฤดูหนาวก็ไม่หนาวเหน็บจนเกินไป
วันนั้นล่วงเข้าสู่ยามรอยต่อเซินโหย่วร้านขายยายังคงเปิดทำการ ชาวบ้านที่มาสอบถามเรื่องยาเข้าแถวยาวเหยียดอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ในเวลานี้ทางที่ว่าการอำเภอได้ส่งคนมาแจ้งข่าวว่า วันรุ่งขึ้นผู้แทนพระองค์ที่ราชสำนักแต่งตั้งมาจะเดินทางมาถึงตัวเมืองอำเภอหนิงฮว่า และจุดหมายแรกก็คือการมาเยือนร้านขายยาเพื่อพบกับ “หมอเทวดาหญิง” อย่างฮุ่ยเหนียงนั่นเอง
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามรอยต่อเซินโหย่ว (申酉之交) ช่วงเวลาสับเปลี่ยนระหว่างยามเซิน (15.00-17.00 น.) และยามโหย่ว (17.00-19.00 น.) หมายถึงช่วงเวลาประมาณ 17.00 น.)
“พี่สาว มิสู้พวกเราปิดร้านเร็วหน่อยในวันนี้ ตอนเย็นจะได้ปัดกวาดเช็ดถูจัดการร้านให้เรียบร้อย พรุ่งนี้จะได้ดูดีในการต้อนรับคนของราชสำนักดีหรือไม่เจ้าคะ?”
ฮุ่ยเหนียงรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง สตรีธรรมดาอย่างนาง ยามที่พบปะบุคคลอย่างใต้เท้านายอำเภอหานและเซี่ยจู่ปู้ยังแทบไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง นับประสาอันใดกับผู้แทนพระองค์ที่เป็นตัวแทนของฮ่องเต้เล่า
โจวซื่อหัวเราะฮ่าๆ พลางกล่าว “นั่นก็ต้องรอให้พวกเราต้อนรับขับสู้ลูกค้าเหล่านี้ให้เสร็จสิ้นเสียก่อนค่อยว่ากัน... พี่สาวเองก็ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่มาเหมือนกัน รอไว้เปลี่ยนใส่ในวันพรุ่งนี้”
ฮุ่ยเหนียงนำเรื่องที่จะต้องปิดร้านก่อนเวลาไปบอกกล่าวแก่ชาวบ้านที่มาเทียบยา ชาวบ้านต่างก็เข้าใจเป็นอย่างดี อำเภอหนิงฮว่าซึ่งเป็นอำเภอเล็กๆ ที่ห่างไกลทางฝั่งตะวันตกของมณฑลฝูเจี้ยนมีหมอเทวดาหญิงปรากฏตัวขึ้น กระทั่งราชสำนักยังต้องส่งคนมาตรวจสอบ นี่ถือเป็นเกียรติยศของทั้งอำเภอหนิงฮว่า เรื่องนี้จะชักช้าเสียการมิได้เด็ดขาด ด้วยเหตุนี้คนที่ต่อแถวอยู่ด้านหลังจึงยอมแยกย้ายกันไปแต่โดยดี
หลังจากต้อนรับลูกค้าที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาอย่างเร่งด่วนจนเสร็จสิ้น ฮุ่ยเหนียงก็เดินไปยกบานประตูมาปิดประกบเข้าด้วยกัน เมื่อปิดประตูลงกลอนแล้ว สองครอบครัวในที่สุดก็สามารถนั่งลงพูดคุยกันได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องมีเรื่องใดให้ต้องระแวดระวังปิดบังอีก
“พี่สาว สองสามวันมานี้น้องรู้สึกไม่สบายตัว ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด ปริมาณของสิ่งนั้นถึงได้มามากไปสักหน่อย...”
อาจเป็นเพราะนางคิดว่าเด็กๆ ในบ้านยังอายุน้อยนัก คงจะฟังเรื่องที่ตนเองกล่าวไม่เข้าใจ ฮุ่ยเหนียงถึงกับกล้าพูดเรื่องลับเฉพาะของอิสตรีออกมาเช่นนี้ เสิ่นซีที่กำลังคัดลอกแบบอักษรอยู่ข้างโต๊ะใกล้ๆ พลันรู้สึกอึดอัดไม่เป็นธรรมชาติไปทั้งตัวในทันที
“ท่านแม่ ลูกทำการบ้านเสร็จแล้ว ขอไปเล่นกับซีเอ๋อร์และไต้เอ๋อร์ที่เรือนหลังก่อนนะขอรับ” เสิ่นซีรีบผุดลุกขึ้นจากม้านั่งตัวเล็กทันที
“ออกไปๆ ทว่าอย่าไปวิ่งซุกซนที่ใดล่ะ ประเดี๋ยวแม่ก็จะเก็บข้าวของเตรียมทำกับข้าวแล้ว”
โจวซื่อเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง แล้วหันไปคุยเรื่องลับเฉพาะของสตรีกับฮุ่ยเหนียงต่อ
สตรีทั้งสองนอกจากจะเป็นผู้ร่วมงานกันในร้านขายยาแล้ว ลับหลังยังเป็นพี่น้องที่สนิทสนมกัน เรียกได้ว่าไม่มีความลับต่อกันเสิ่นซีส่ายหน้าอย่างจนปัญญาแล้วเดินไปที่เรือนหลัง
แน่นอนว่าเมื่อมาถึงเรือนหลังก็ยังต้องเผชิญหน้ากับสตรีอยู่ดี เพียงแต่สตรีสองนางนี้ไม่ได้ซับซ้อนถึงเพียงนั้น คนหนึ่งก็รู้แต่จะเล่นสนุก ส่วนอีกคนก็ยังไร้เดียงสาไม่ประสีประสาพอตกกลางคืนก็เอาแต่อยากให้เขาเล่านิทานให้ฟัง
ยามปกติเสิ่นหมิงจวินไม่ค่อยกลับบ้าน ภายในบ้านจึงเป็นแบบอย่างของสภาวะหยินเจริญหยางถดถอยอย่างแท้จริง เสิ่นซีอยู่ท่ามกลางวาสนาทว่าไม่รู้จักเสวยสุขนั่นเป็นเพราะเขาคือบุรุษ หลายๆ เรื่องจึงจำเป็นต้องให้เขาเป็นผู้แบกรับ
(เชิงอรรถผู้แปล: หยินเจริญหยางถดถอย (阴盛阳衰) สำนวนเปรียบเปรยถึงสภาวะที่มีพลังงานเพศหญิง (หยิน) มากกว่าเพศชาย (หยาง) ในบริบทนี้หมายถึงครอบครัวที่มีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย)
ตกกลางคืน โจวซื่อต้มน้ำร้อนที่บ้านเพื่อจะอาบน้ำ นางกำชับเสิ่นซีและหลินไต้เป็นพิเศษว่าห้ามเข้ามาในห้องเด็ดขาด
เสิ่นซีถือตำรา "ชุนชิวจิงจ้วนจี๋จู้" (รวมอรรถาธิบายคัมภีร์ชุนชิว) ที่ยืมมาจากบ้านของฮุ่ยเหนียง นั่งอ่านอย่างตั้งใจอยู่หน้าโต๊ะโดยอาศัยแสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันต้งอิ๋ว หลินไต้เขย่าไหล่เสิ่นซีพลางเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “เมื่อก่อนท่านแม่ก็อาบน้ำให้ข้าบ่อยๆ เหตุใดถึงไม่ให้ข้าเข้าไปช่วยถูหลังให้เล่า?”
“แม้เจ้าจะเป็นเด็กผู้หญิง ทว่าเจ้าไม่สังเกตหรือว่าร่างกายของเจ้ากับท่านแม่นั้นแตกต่างกันอยู่บ้าง?” เสิ่นซียิ้มบางๆ ชำเลืองตามองพลางเอ่ยถาม
หลินไต้ส่ายหน้าอย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุเสิ่นซีจึงกล่าวเสริมว่า “รอให้เจ้าโตขึ้นก็จะเข้าใจเอง”
หลินไต้แลบลิ้น ก่อนจะเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ นางใช้สองมือประคองพวงแก้มหอมกรุ่นมองเสิ่นซีอ่านตำราไปพลาง รอคอยโจวซื่อออกมาไปพลาง
เสิ่นซีอ่านตำราไปได้ครู่หนึ่ง จิตใจก็เริ่มว้าวุ่นสับสนอดไม่ได้ที่จะสุดจะหักห้ามใจหันไปมองทางร้านขายยา พลางคิดในใจว่ายามนี้ฮุ่ยเหนียงก็น่าจะกำลังอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ที่บ้านเช่นกันกระมัง?
หากเวลานี้สามารถแอบไปลอบมองได้สักหน่อย คงจะเป็นเรื่องที่งดงามวิเศษวิโสเพียงใดหนอ!
แม้ร่างกายของเสิ่นซียังไม่เริ่มเจริญเติบโต เป็นดั่งขันทีที่มีใจแต่ไร้กำลังต่อสตรี ทว่าท้ายที่สุดอายุจิตใจของเขาก็ปาเข้าไปราวสามสิบปีแล้ว ย่อมมีทั้งใจคิดกำหนัดและมีความกล้ากระทำทว่าสุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงถอนหายใจอย่างจนปัญญา “เมื่อใดถึงจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่จริงๆ เสียทีหนอ... วันเวลาเช่นนี้ช่างทรมานใจเหลือเกิน”
(เชิงอรรถผู้แปล: มีทั้งใจคิดกำหนัดและมีความกล้ากระทำ (既有色心又有色胆) สำนวนภาษาปากหมายถึง ผู้ที่มีทั้งความปรารถนาในกามารมณ์และมีความกล้าที่จะลงมือกระทำตามความต้องการนั้น)
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น โจวซื่อผลัดเปลี่ยนชุดใหม่แต่เนิ่นๆ แล้วจูงมือเสิ่นซีมาเปิดร้านขายยา ทันทีที่เปิดประตู ผู้คนที่มาตรวจโรคและซื้อยาก็หลั่งไหลมาไม่ขาดสาย
ยามปกติฮุ่ยเหนียงมักจะปักปิ่นไม้สวมผ้าหยาบไม่เคยจงใจประทินโฉมแต่งกาย ท้ายที่สุดนางก็ยังคงครองม่ายเกรงว่าจะนำพาเสียงครหามาให้ ทว่าครานี้เนื่องจากต้องต้อนรับขุนนางระดับสูงจากราชสำนัก นางจึงแต่งหน้าทาปากเล็กน้อย ชั่วขณะนั้นถึงกับทำให้เสิ่นซีรู้สึกเบิกเนตรสว่างไสว
“ท่านน้า ท่านช่างงดงามเหลือเกินขอรับ โตขึ้นข้าก็อยากจะตบแต่งภรรยาที่งดงามเช่นท่านน้าให้ได้เลย” เสิ่นซีตามติดฮุ่ยเหนียงแจ เดินตามหลังนางต้อยๆ พลางเอ่ยถ้อยคำประจบประแจง
“เสี่ยวหลาง เจ้าเด็กคนนี้ช่างตัวเล็กแต่ความคิดโตจริงๆ... จำไว้นะ โตขึ้นเจ้าต้องแต่งให้ไต้เอ๋อร์ อย่าได้มีใจรวนเร” ฮุ่ยเหนียงเอ่ยไปพลาง วุ่นวายอยู่กับงานในมือไปพลาง
เวลานี้ลู่ซีเอ๋อร์เดินเข้ามาดึงชายเสื้อของฮุ่ยเหนียง เบิกตากลมโต เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังอ้อนวอนว่า “ท่านแม่ โตขึ้นข้าก็จะแต่งให้พี่เสิ่นซีด้วยเจ้าค่ะ”
“ไม่ได้ๆ พี่เสิ่นซีของเจ้ากับพี่ไต้เอ๋อร์เขาเป็นคู่กันต่างหาก... ไอ้หยา เด็กน้อยอย่างเจ้าจะไปเข้าใจอันใดกัน? รีบเข้าไปในห้องด้านในเถิด ตอนนี้ท่านแม่กำลังยุ่ง ไม่มีเวลาดูแลเจ้า เสี่ยวหลาง ช่วยพาน้องซีเอ๋อร์ของเจ้าเข้าไปด้านในที”
เสิ่นซีจูงมือลู่ซีเอ๋อร์เดินไปที่เรือนหลัง
แม้เขาจะอายุมากกว่าลู่ซีเอ๋อร์เพียงสองปี ทว่ากลับมีสภาพจิตใจที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ลู่ซีเอ๋อร์ยังไม่ค่อยเข้าใจโลกใบนี้นัก ทว่าเสิ่นซีกลับกลายเป็นปีศาจเฒ่าเจ้าเล่ห์ไปเสียแล้ว
“ตรงนี้มีตังเมอยู่สองชิ้น เจ้ารับไปกินเถิด กินเสร็จแล้วต้องจำไว้ว่าต้องบ้วนปากด้วยนะ อย่าให้ท่านแม่ของเจ้าเห็นเชียว เข้าใจหรือไม่?” เสิ่นซียัดตังเมที่ห่อด้วยกระดาษน้ำมันซึ่งเก็บซ่อนไว้ในอกเสื้อใส่มือของลู่ซีเอ๋อร์
“อืมๆ”
ลู่ซีเอ๋อร์ยิ้มจนหุบปากไม่ลงถือตังเมวิ่งหลบเข้าไปกินในห้องทันที
เมื่อเสิ่นซีหันกายกลับมา กลับพบว่าหลินไต้กำลังถลึงตามองเขา ราวกับกำลังตำหนิที่เขาลำเอียง
“หึๆ ภรรยาตัวน้อย ข้ามิได้ลืมเจ้าเสียหน่อย ดูสิ ข้ายังมีอยู่อีกนะ เจ้ารับไปกินเถิด” เดิมทีเสิ่นซีตั้งใจจะใช้เงินที่เก็บหอมรอมริบไปซื้อลูกอมเพื่อผูกมิตรซื้อใจสหายร่วมเรียน ทว่าเมื่อถูกหลินไต้มาเห็นเข้า เขาจึงทำได้เพียงมอบลูกอมที่เหลือทั้งหมดให้แก่หลินไต้ เพื่อจะได้ปิดปากหลินไต้เสีย
“เอาไปให้น้องซีเอ๋อร์ของเจ้ากินเถิด ข้าไม่ต้องการหรอก”
ครานี้หลินไต้ดูเหมือนจะโกรธจริงๆ เสียแล้ว นางสะบัดหน้าหันขวับเดินกลับไปทางบ้านที่อยู่ในตรอกด้านหลังทันที เสิ่นซีมองตามแผ่นหลังของนาง ภายในใจรู้สึกประหลาดพิกล หรือว่าหลินไต้ในวัยเพียงเท่านี้จะรู้จักหึงหวงเป็นแล้ว?