เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 48 หนึ่งกิจการสองครอบครัวรับทรัพย์

ตอนที่ 48 หนึ่งกิจการสองครอบครัวรับทรัพย์

ตอนที่ 48 หนึ่งกิจการสองครอบครัวรับทรัพย์


“เจ้าเด็กเหม็น เจ้ารีบบอกมาสิว่านี่คือตัวอักษรอันใด? แม่โตมาจนป่านนี้ ยังต้องมาขอร้องเจ้าเด็กอย่างเจ้า หากแม่ได้เรียนหนังสือเร็วกว่านี้สักหลายปี ก็คงไม่ต้องมาอึดอัดคับข้องใจเช่นนี้หรอก”

โจวซื่อดึงตัวเสิ่นซีมายืนอยู่หน้าโต๊ะบัญชีของร้านขายยา ให้เสิ่นซีอ่านตัวอักษรบนลิ้นชักให้ฟังทีละตู้

เสิ่นซีอ่านให้ฟังตามลำดับ ผ่านไปครู่ใหญ่ โจวซื่อก็เริ่มตั้งคำถามรอบที่สองอีกครา

เสิ่นซีขมวดคิ้ว “ท่านแม่ ท่านจะท่องจำอย่างเอาเป็นเอาตายเช่นนี้ไม่ได้นะขอรับ หากมีผู้ใดเผลอสลับลิ้นชัก ท่านแม่จะไม่จับยาผิดเอาหรือขอรับ?”

“ไอ้หยา ที่แท้ก็เป็นเหตุผลนี้นี่เอง! แย่แล้วๆ... เมื่อครู่เพิ่งจะจำได้สองสามคำ ตอนนี้ลืมไปอีกแล้ว เจ้าว่ามีวิธีที่ดีอันใดหรือไม่?” โจวซื่อมองเสิ่นซีด้วยความขุ่นเคือง

เสิ่นซีแย้มยิ้มพลางกล่าว “มิสู้ทำเช่นนี้ขอรับท่านแม่ พวกเราใช้วิธีที่ง่ายกว่านี้สักหน่อย... ท่านแม่ดูสิ ตัวอักษรตัวนี้ท่านแม่อ่านไม่ออก พวกเราก็ใช้รูปภาพมาแทนที่ ท่านแม่คิดว่าเสียงนี้ฟังดูคล้ายกับสิ่งใด พวกเราก็วาดสิ่งนั้นลงไป ท่านแม่จำแบบนี้จะไม่สะดวกกว่าหรือขอรับ?”

โจวซื่อไม่เคยได้ยินวิธีการเรียนรู้ตัวอักษรเช่นนี้มาก่อน

แท้จริงแล้วสิ่งที่เสิ่นซีสอนนางนั้นมิใช่การจดจำตัวอักษร หากแต่เป็นการใช้วิธีจดจำแบบเชื่อมโยงมาจดจำเนื้อหาที่เรียนรู้ ซึ่งนี่ถือเป็นเคล็ดลับการจำรูปแบบหนึ่ง

ด้วยอายุของโจวซื่อในตอนนี้ การเพิ่งจะมาเริ่มเรียนรู้ตัวอักษรและฝึกเขียนหนังสือนั้น นับว่าสายไปสักหน่อย ข้อดีที่สุดของวิธีที่เสิ่นซีเสนอนี้ คือไม่ต้องให้โจวซื่อจดจำเส้นขีดที่ซับซ้อนมากมายปานนั้น เพียงแค่จำเสียงอ่านของอักษรตัวใดตัวหนึ่งได้ และดูว่ามันคล้ายกับสิ่งใดก็เพียงพอแล้ว

แม้ในยามปกติโจวซื่อจะชินกับการทุบตีด่าทอเสิ่นซี ทว่าเมื่อต้องมาสวมบทบาทเป็นนักเรียนนางก็ตั้งใจอย่างยิ่ง ผนวกกับวิธีที่เสิ่นซีสอนให้นั้นใช้ได้ผลดีจริง พอกลับถึงบ้านใช้เวลาเพียงหนึ่งคืน นางก็สามารถจดจำสิ่งที่ควรจำได้จนหมดสิ้น เสิ่นซียังจงใจทดสอบนางดูทั้งหมดรอบหนึ่ง โจวซื่อกลับไม่มีจุดใดที่ตกหล่นบกพร่องเลยแม้แต่น้อย

“ยอดเยี่ยมไปเลย พรุ่งนี้ต้องไปบอกท่านน้าซุนของเจ้า ให้ฝั่งนั้นได้เปิดหูเปิดตาเสียบ้าง” โจวซื่อจัดเก็บข้าวของเข้าที่ด้วยความเบิกบานใจแล้วจึงเข้านอน

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เสิ่นซีเดินตามโจวซื่อมาที่ร้านขายยา

โจวซื่อได้แสดงสิ่งที่เรียนรู้มาเมื่อวานให้ดูเป็นขวัญตา พอเสิ่นซีเอ่ยชื่อสมุนไพรใด นางก็จะยื่นมือไปยังลิ้นชักที่เกี่ยวข้องทันที โดยไม่มีข้อผิดพลาดเลยแม้แต่ครั้งเดียว

เมื่อเป็นเช่นนี้ กระทั่งฮุ่ยเหนียงเองก็ยังรู้สึกประหลาดใจและเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง “คิดไม่ถึงเลยว่าพี่สาวจะเรียนรู้ได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ ดูท่าภายหน้าหน้าที่จับยา พี่สาวย่อมสามารถรับผิดชอบได้อย่างดีเยี่ยมแล้วล่ะเจ้าค่ะ”

โจวซื่อหัวเราะแหยพลางกล่าว “เป็นเพราะไอ้เด็กทึ่มนี่ฉลาดต่างหาก ตัวเขาเองเรียนรู้ได้เร็ว แล้วยังมีวิธีมาสอนข้าอีก หึ ภายหน้าหากมีคนมาซื้อยาอีก ข้าจะไม่มีทางจับยาผิดอย่างแน่นอน”

เสิ่นซีง่วงงุนอยู่บ้างจึงหาวหวอดออกมา ก่อนจะเดินไปสถานศึกษาด้วยท่าทีอ่อนเปลี้ยเพลียแรง

...

ล่วงเข้าสู่ปลายเดือนสิบ อากาศก็ค่อยๆ เย็นลง

โชคดีที่สถานที่อย่างมณฑลฝูเจี้ยน ต่อให้เป็นฤดูหนาวก็ไม่หนาวเหน็บจนเกินไป

วันนั้นล่วงเข้าสู่ยามรอยต่อเซินโหย่วร้านขายยายังคงเปิดทำการ ชาวบ้านที่มาสอบถามเรื่องยาเข้าแถวยาวเหยียดอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ในเวลานี้ทางที่ว่าการอำเภอได้ส่งคนมาแจ้งข่าวว่า วันรุ่งขึ้นผู้แทนพระองค์ที่ราชสำนักแต่งตั้งมาจะเดินทางมาถึงตัวเมืองอำเภอหนิงฮว่า และจุดหมายแรกก็คือการมาเยือนร้านขายยาเพื่อพบกับ “หมอเทวดาหญิง” อย่างฮุ่ยเหนียงนั่นเอง

(เชิงอรรถผู้แปล: ยามรอยต่อเซินโหย่ว (申酉之交) ช่วงเวลาสับเปลี่ยนระหว่างยามเซิน (15.00-17.00 น.) และยามโหย่ว (17.00-19.00 น.) หมายถึงช่วงเวลาประมาณ 17.00 น.)

“พี่สาว มิสู้พวกเราปิดร้านเร็วหน่อยในวันนี้ ตอนเย็นจะได้ปัดกวาดเช็ดถูจัดการร้านให้เรียบร้อย พรุ่งนี้จะได้ดูดีในการต้อนรับคนของราชสำนักดีหรือไม่เจ้าคะ?”

ฮุ่ยเหนียงรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง สตรีธรรมดาอย่างนาง ยามที่พบปะบุคคลอย่างใต้เท้านายอำเภอหานและเซี่ยจู่ปู้ยังแทบไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง นับประสาอันใดกับผู้แทนพระองค์ที่เป็นตัวแทนของฮ่องเต้เล่า

โจวซื่อหัวเราะฮ่าๆ พลางกล่าว “นั่นก็ต้องรอให้พวกเราต้อนรับขับสู้ลูกค้าเหล่านี้ให้เสร็จสิ้นเสียก่อนค่อยว่ากัน... พี่สาวเองก็ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่มาเหมือนกัน รอไว้เปลี่ยนใส่ในวันพรุ่งนี้”

ฮุ่ยเหนียงนำเรื่องที่จะต้องปิดร้านก่อนเวลาไปบอกกล่าวแก่ชาวบ้านที่มาเทียบยา ชาวบ้านต่างก็เข้าใจเป็นอย่างดี อำเภอหนิงฮว่าซึ่งเป็นอำเภอเล็กๆ ที่ห่างไกลทางฝั่งตะวันตกของมณฑลฝูเจี้ยนมีหมอเทวดาหญิงปรากฏตัวขึ้น กระทั่งราชสำนักยังต้องส่งคนมาตรวจสอบ นี่ถือเป็นเกียรติยศของทั้งอำเภอหนิงฮว่า เรื่องนี้จะชักช้าเสียการมิได้เด็ดขาด ด้วยเหตุนี้คนที่ต่อแถวอยู่ด้านหลังจึงยอมแยกย้ายกันไปแต่โดยดี

หลังจากต้อนรับลูกค้าที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาอย่างเร่งด่วนจนเสร็จสิ้น ฮุ่ยเหนียงก็เดินไปยกบานประตูมาปิดประกบเข้าด้วยกัน เมื่อปิดประตูลงกลอนแล้ว สองครอบครัวในที่สุดก็สามารถนั่งลงพูดคุยกันได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องมีเรื่องใดให้ต้องระแวดระวังปิดบังอีก

“พี่สาว สองสามวันมานี้น้องรู้สึกไม่สบายตัว ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด ปริมาณของสิ่งนั้นถึงได้มามากไปสักหน่อย...”

อาจเป็นเพราะนางคิดว่าเด็กๆ ในบ้านยังอายุน้อยนัก คงจะฟังเรื่องที่ตนเองกล่าวไม่เข้าใจ ฮุ่ยเหนียงถึงกับกล้าพูดเรื่องลับเฉพาะของอิสตรีออกมาเช่นนี้ เสิ่นซีที่กำลังคัดลอกแบบอักษรอยู่ข้างโต๊ะใกล้ๆ พลันรู้สึกอึดอัดไม่เป็นธรรมชาติไปทั้งตัวในทันที

“ท่านแม่ ลูกทำการบ้านเสร็จแล้ว ขอไปเล่นกับซีเอ๋อร์และไต้เอ๋อร์ที่เรือนหลังก่อนนะขอรับ” เสิ่นซีรีบผุดลุกขึ้นจากม้านั่งตัวเล็กทันที

“ออกไปๆ ทว่าอย่าไปวิ่งซุกซนที่ใดล่ะ ประเดี๋ยวแม่ก็จะเก็บข้าวของเตรียมทำกับข้าวแล้ว”

โจวซื่อเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง แล้วหันไปคุยเรื่องลับเฉพาะของสตรีกับฮุ่ยเหนียงต่อ

สตรีทั้งสองนอกจากจะเป็นผู้ร่วมงานกันในร้านขายยาแล้ว ลับหลังยังเป็นพี่น้องที่สนิทสนมกัน เรียกได้ว่าไม่มีความลับต่อกันเสิ่นซีส่ายหน้าอย่างจนปัญญาแล้วเดินไปที่เรือนหลัง

แน่นอนว่าเมื่อมาถึงเรือนหลังก็ยังต้องเผชิญหน้ากับสตรีอยู่ดี เพียงแต่สตรีสองนางนี้ไม่ได้ซับซ้อนถึงเพียงนั้น คนหนึ่งก็รู้แต่จะเล่นสนุก ส่วนอีกคนก็ยังไร้เดียงสาไม่ประสีประสาพอตกกลางคืนก็เอาแต่อยากให้เขาเล่านิทานให้ฟัง

ยามปกติเสิ่นหมิงจวินไม่ค่อยกลับบ้าน ภายในบ้านจึงเป็นแบบอย่างของสภาวะหยินเจริญหยางถดถอยอย่างแท้จริง เสิ่นซีอยู่ท่ามกลางวาสนาทว่าไม่รู้จักเสวยสุขนั่นเป็นเพราะเขาคือบุรุษ หลายๆ เรื่องจึงจำเป็นต้องให้เขาเป็นผู้แบกรับ

(เชิงอรรถผู้แปล: หยินเจริญหยางถดถอย (阴盛阳衰) สำนวนเปรียบเปรยถึงสภาวะที่มีพลังงานเพศหญิง (หยิน) มากกว่าเพศชาย (หยาง) ในบริบทนี้หมายถึงครอบครัวที่มีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย)

ตกกลางคืน โจวซื่อต้มน้ำร้อนที่บ้านเพื่อจะอาบน้ำ นางกำชับเสิ่นซีและหลินไต้เป็นพิเศษว่าห้ามเข้ามาในห้องเด็ดขาด

เสิ่นซีถือตำรา "ชุนชิวจิงจ้วนจี๋จู้" (รวมอรรถาธิบายคัมภีร์ชุนชิว) ที่ยืมมาจากบ้านของฮุ่ยเหนียง นั่งอ่านอย่างตั้งใจอยู่หน้าโต๊ะโดยอาศัยแสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันต้งอิ๋ว หลินไต้เขย่าไหล่เสิ่นซีพลางเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “เมื่อก่อนท่านแม่ก็อาบน้ำให้ข้าบ่อยๆ เหตุใดถึงไม่ให้ข้าเข้าไปช่วยถูหลังให้เล่า?”

“แม้เจ้าจะเป็นเด็กผู้หญิง ทว่าเจ้าไม่สังเกตหรือว่าร่างกายของเจ้ากับท่านแม่นั้นแตกต่างกันอยู่บ้าง?” เสิ่นซียิ้มบางๆ ชำเลืองตามองพลางเอ่ยถาม

หลินไต้ส่ายหน้าอย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุเสิ่นซีจึงกล่าวเสริมว่า “รอให้เจ้าโตขึ้นก็จะเข้าใจเอง”

หลินไต้แลบลิ้น ก่อนจะเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ นางใช้สองมือประคองพวงแก้มหอมกรุ่นมองเสิ่นซีอ่านตำราไปพลาง รอคอยโจวซื่อออกมาไปพลาง

เสิ่นซีอ่านตำราไปได้ครู่หนึ่ง จิตใจก็เริ่มว้าวุ่นสับสนอดไม่ได้ที่จะสุดจะหักห้ามใจหันไปมองทางร้านขายยา พลางคิดในใจว่ายามนี้ฮุ่ยเหนียงก็น่าจะกำลังอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ที่บ้านเช่นกันกระมัง?

หากเวลานี้สามารถแอบไปลอบมองได้สักหน่อย คงจะเป็นเรื่องที่งดงามวิเศษวิโสเพียงใดหนอ!

แม้ร่างกายของเสิ่นซียังไม่เริ่มเจริญเติบโต เป็นดั่งขันทีที่มีใจแต่ไร้กำลังต่อสตรี ทว่าท้ายที่สุดอายุจิตใจของเขาก็ปาเข้าไปราวสามสิบปีแล้ว ย่อมมีทั้งใจคิดกำหนัดและมีความกล้ากระทำทว่าสุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงถอนหายใจอย่างจนปัญญา “เมื่อใดถึงจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่จริงๆ เสียทีหนอ... วันเวลาเช่นนี้ช่างทรมานใจเหลือเกิน”

(เชิงอรรถผู้แปล: มีทั้งใจคิดกำหนัดและมีความกล้ากระทำ (既有色心又有色胆) สำนวนภาษาปากหมายถึง ผู้ที่มีทั้งความปรารถนาในกามารมณ์และมีความกล้าที่จะลงมือกระทำตามความต้องการนั้น)

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น โจวซื่อผลัดเปลี่ยนชุดใหม่แต่เนิ่นๆ แล้วจูงมือเสิ่นซีมาเปิดร้านขายยา ทันทีที่เปิดประตู ผู้คนที่มาตรวจโรคและซื้อยาก็หลั่งไหลมาไม่ขาดสาย

ยามปกติฮุ่ยเหนียงมักจะปักปิ่นไม้สวมผ้าหยาบไม่เคยจงใจประทินโฉมแต่งกาย ท้ายที่สุดนางก็ยังคงครองม่ายเกรงว่าจะนำพาเสียงครหามาให้ ทว่าครานี้เนื่องจากต้องต้อนรับขุนนางระดับสูงจากราชสำนัก นางจึงแต่งหน้าทาปากเล็กน้อย ชั่วขณะนั้นถึงกับทำให้เสิ่นซีรู้สึกเบิกเนตรสว่างไสว

“ท่านน้า ท่านช่างงดงามเหลือเกินขอรับ โตขึ้นข้าก็อยากจะตบแต่งภรรยาที่งดงามเช่นท่านน้าให้ได้เลย” เสิ่นซีตามติดฮุ่ยเหนียงแจ เดินตามหลังนางต้อยๆ พลางเอ่ยถ้อยคำประจบประแจง

“เสี่ยวหลาง เจ้าเด็กคนนี้ช่างตัวเล็กแต่ความคิดโตจริงๆ... จำไว้นะ โตขึ้นเจ้าต้องแต่งให้ไต้เอ๋อร์ อย่าได้มีใจรวนเร” ฮุ่ยเหนียงเอ่ยไปพลาง วุ่นวายอยู่กับงานในมือไปพลาง

เวลานี้ลู่ซีเอ๋อร์เดินเข้ามาดึงชายเสื้อของฮุ่ยเหนียง เบิกตากลมโต เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังอ้อนวอนว่า “ท่านแม่ โตขึ้นข้าก็จะแต่งให้พี่เสิ่นซีด้วยเจ้าค่ะ”

“ไม่ได้ๆ พี่เสิ่นซีของเจ้ากับพี่ไต้เอ๋อร์เขาเป็นคู่กันต่างหาก... ไอ้หยา เด็กน้อยอย่างเจ้าจะไปเข้าใจอันใดกัน? รีบเข้าไปในห้องด้านในเถิด ตอนนี้ท่านแม่กำลังยุ่ง ไม่มีเวลาดูแลเจ้า เสี่ยวหลาง ช่วยพาน้องซีเอ๋อร์ของเจ้าเข้าไปด้านในที”

เสิ่นซีจูงมือลู่ซีเอ๋อร์เดินไปที่เรือนหลัง

แม้เขาจะอายุมากกว่าลู่ซีเอ๋อร์เพียงสองปี ทว่ากลับมีสภาพจิตใจที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ลู่ซีเอ๋อร์ยังไม่ค่อยเข้าใจโลกใบนี้นัก ทว่าเสิ่นซีกลับกลายเป็นปีศาจเฒ่าเจ้าเล่ห์ไปเสียแล้ว

“ตรงนี้มีตังเมอยู่สองชิ้น เจ้ารับไปกินเถิด กินเสร็จแล้วต้องจำไว้ว่าต้องบ้วนปากด้วยนะ อย่าให้ท่านแม่ของเจ้าเห็นเชียว เข้าใจหรือไม่?” เสิ่นซียัดตังเมที่ห่อด้วยกระดาษน้ำมันซึ่งเก็บซ่อนไว้ในอกเสื้อใส่มือของลู่ซีเอ๋อร์

“อืมๆ”

ลู่ซีเอ๋อร์ยิ้มจนหุบปากไม่ลงถือตังเมวิ่งหลบเข้าไปกินในห้องทันที

เมื่อเสิ่นซีหันกายกลับมา กลับพบว่าหลินไต้กำลังถลึงตามองเขา ราวกับกำลังตำหนิที่เขาลำเอียง

“หึๆ ภรรยาตัวน้อย ข้ามิได้ลืมเจ้าเสียหน่อย ดูสิ ข้ายังมีอยู่อีกนะ เจ้ารับไปกินเถิด” เดิมทีเสิ่นซีตั้งใจจะใช้เงินที่เก็บหอมรอมริบไปซื้อลูกอมเพื่อผูกมิตรซื้อใจสหายร่วมเรียน ทว่าเมื่อถูกหลินไต้มาเห็นเข้า เขาจึงทำได้เพียงมอบลูกอมที่เหลือทั้งหมดให้แก่หลินไต้ เพื่อจะได้ปิดปากหลินไต้เสีย

“เอาไปให้น้องซีเอ๋อร์ของเจ้ากินเถิด ข้าไม่ต้องการหรอก”

ครานี้หลินไต้ดูเหมือนจะโกรธจริงๆ เสียแล้ว นางสะบัดหน้าหันขวับเดินกลับไปทางบ้านที่อยู่ในตรอกด้านหลังทันที เสิ่นซีมองตามแผ่นหลังของนาง ภายในใจรู้สึกประหลาดพิกล หรือว่าหลินไต้ในวัยเพียงเท่านี้จะรู้จักหึงหวงเป็นแล้ว?

จบบทที่ ตอนที่ 48 หนึ่งกิจการสองครอบครัวรับทรัพย์

คัดลอกลิงก์แล้ว