- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 47 ครอบครัวพี่น้อง
ตอนที่ 47 ครอบครัวพี่น้อง
ตอนที่ 47 ครอบครัวพี่น้อง
งานเย็บปักถักร้อยหรือที่เรียกว่างานปักผ้า อีกชื่อหนึ่งคืองานปักเข็ม ใช้เข็มร้อยด้ายหลากสี ปักลวดลายลงบนผืนผ้าตามแบบที่ร่างไว้ ใช้ฝีเข็มร้อยเรียงจนเกิดเป็นลวดลายหรือตัวอักษร
ล่วงเข้าสู่ยุคราชวงศ์หมิง งานปักผ้าเจริญรุ่งเรืองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซูซิ่ว (งานปักซูโจว), เยว่ซิ่ว (งานปักกวางตุ้ง), เซียงซิ่ว (งานปักหูหนาน) และสู่ซิ่ว (งานปักเสฉวน) ได้รับการขนานนามว่าเป็น "สี่สุดยอดงานปักเลื่องชื่อ" นอกจากนี้ยังมีกู้ซิ่ว, จิงซิ่ว, โอวซิ่ว, หลู่ซิ่ว, หมิ่นซิ่ว, เปี้ยนซิ่ว, ฮั่นซิ่ว และเหมียวซิ่ว เป็นต้น ซึ่งล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ส่วนงานปักผ้าในตัวเมืองอำเภอหนิงฮว่านั้นจัดอยู่ในหมวดหมู่ของหมิ่นซิ่ว (งานปักฝูเจี้ยน)
รอจนกระทั่งสองครอบครัวกินข้าวเย็นด้วยกันเสร็จและกลับมาถึงบ้าน โจวซื่อก็นำผ้าปักที่รับมาจากโรงปักผ้ากางออกเพื่อตรวจสอบดูอย่างละเอียด เสิ่นซีเพียงแค่ปรายตามองส่งเดชแวบหนึ่ง ก็พบว่าเป็นผ้าเนื้อดีเยี่ยมจริงๆ ลวดลายก็ปักได้อย่างงดงาม ทว่าขอเพียงใช้ความคิดสักนิดก็รู้ได้ทันทีว่ายากที่จะมีตลาดรองรับ
ปัญหาที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ผ้าปักของโจวซื่อเหล่านี้ล้วนรับมาจากโรงปักผ้า แม้จะบอกว่าราคาไม่แพง ทว่าแท้จริงแล้วกลับถูกโรงปักผ้าขูดรีดกินกำไรไปแล้วชั้นหนึ่ง ต่อให้มีคนต้องการใช้งานจริงๆ คนเหล่านั้นก็สามารถไปซื้อที่โรงปักผ้าโดยตรงได้ เหตุใดต้องปล่อยให้พ่อค้าคนกลางมาฉกฉวยผลกำไรไปส่วนหนึ่งด้วยเล่า?
ยิ่งไปกว่านั้นในยุคสมัยนี้ ทักษะพื้นฐานที่สุดของสตรีก็คืองานฝีมือสตรี คนที่มีความจำเป็นต้องออกมาซื้อผ้าปักจริงๆ นั้นมีไม่มากนัก ของจำพวกผ้าปัก หากไม่มีใบสั่งซื้อจำนวนมาก ลำพังเพียงแค่การเร่ขายปลีกย่อมไม่อาจหาเงินได้มากนัก
ทว่าเสิ่นซีก็มิได้เอ่ยบอกโจวซื่ออย่างตรงไปตรงมา
คนทำมาค้าขายล้วนต้องเคยตกม้าตายขาดทุนมาก่อนถึงจะรู้ว่าการค้าขายนั้นทำได้ยากยิ่ง ยามนี้โจวซื่อกำลังตื่นเต้นฮึกเหิม หากเขากล่าวคัดค้านขึ้นมาอย่างบุ่มบ่าม อย่าว่าแต่โจวซื่อจะไม่เชื่อเลย เผลอๆ อาจจะลงไม้ลงมือทุบตีเขาเอาได้
เป็นดังคาด สองวันแรกโจวซื่อล้วนออกจากบ้านไปด้วยความเบิกบานใจ ทว่าหลังจากเผชิญกับสถานการณ์อันแสนมืดมนที่ขายออกไปได้เพียงชิ้นเดียวและได้กำไรกลับมาเพียงสองเหวินตลอดสองวัน โจวซื่อก็เริ่มหันมามองตามความเป็นจริงแล้วว่ากิจการนี้เกิดข้อผิดพลาดอันใดขึ้นหรือไม่
“ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก ข้าเห็นว่ากิจการของโรงปักผ้าก็ดีมากนี่นา เหตุใดพอพวกเรามาตั้งแผง ถึงไม่มีผู้ใดมาซื้อเลยเล่า?”
โจวซื่ออยู่ในห้อง มองดูผ้าปักที่กางออกจนเห็นสีสันละลานตาด้วยความกลัดกลุ้มใจ ถ้อยคำเหล่านี้ดูเหมือนจะถามผู้อื่น ทว่าก็เหมือนกำลังพึมพำกับตนเอง
เสิ่นซีในยามนี้นั่งตัวตรงแหน่ว ก้มหน้าคัดอักษรพู่กันจีนอยู่บนโต๊ะไม้ตัวเล็กที่ตั้งอยู่กลางลานเรือน เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นพลางกล่าว “ท่านแม่ ท่านก็พูดเองว่ากิจการของโรงปักผ้านั้นดี แต่กิจการที่ท่านแม่ทำ ท้ายที่สุดก็มิใช่กิจการของโรงปักผ้านี่ขอรับ”
“เจ้าเด็กเมื่อวานซืนจะไปเข้าใจอันใด พรุ่งนี้แม่จะลดราคาขายให้ถูกลงหน่อย น่าจะขายออกไปได้มากขึ้นอีกหลายชิ้น... อืม เอาตามนี้แหละ”
เสิ่นซีแลบลิ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่เห็นด้วย เดิมทีผ้าเช็ดหน้าปักลายดอกไม้ นก ปลา และแมลงก็กำไรเพียงสองเหวินอยู่แล้ว หากลดราคาลงอีก นั่นก็คือการยอมขาดทุนเพื่อเรียกเสียงโห่ร้องอย่างแท้จริง
(เชิงอรรถผู้แปล: ยอมขาดทุนเพื่อเรียกเสียงโห่ร้อง (赔本赚吆喝) สำนวนหมายถึง การทำธุรกิจที่ยอมขาดทุนเพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งชื่อเสียง หรือเรียกลูกค้าให้มามุงดูโดยไม่ได้กำไรกลับมา)
โรคระบาดในตัวเมืองอำเภอหนิงฮว่าเพิ่งจะผ่านพ้นไป ในเวลานี้สิ่งที่ชาวบ้านขาดแคลนคือของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ฟืน ข้าวสาร น้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู ชา กระทั่งผ้าแพรพรรณ ถ่านหิน และฝ้าย ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต ส่วนผ้าปักนั้น เสิ่นซีนึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะมีผู้ใดมีอารมณ์สุนทรีย์มาหาซื้อ
วันที่สองเมื่อเสิ่นซีเลิกเรียนกลับบ้าน โจวซื่อก็เก็บแผงกลับมาตั้งแต่หัววันแล้ว ที่แท้ต่อให้เมื่อช่วงเช้านางจะลดราคาผ้าปักลงจนเท่าทุน ก็ยังคงไม่มีผู้ใดเหลียวแลนางรออยู่บนถนนนานกว่าสองชั่วยาม ซ้ำยังถูกหัวหน้าตลาดเรียกเก็บภาษีไปถึงสี่เหวิน โจวซื่อโมโหจนเลือดขึ้นหน้าจึงเก็บแผงกลับบ้านเสียเลย ริมฝีปากก็เอาแต่สาปแช่งหัวหน้าตลาดและนายหน้าของทางการที่ขูดเลือดขูดเนื้อเหล่านั้นอย่างไม่ขาดปาก
“...เจ้าลองพูดถึงพวกเขาสิ ไม่ทำอันใดเลย แค่เดินไปเดินมาบนถนนก็จะมาเก็บเงินข้าสี่เหวิน ข้าบอกไปตั้งหลายรอบแล้วว่าขายไม่ออก จะให้ผ้าเช็ดหน้าพวกเขาไปแทนเงินพวกเขาก็ไม่ยอม ช่างทำให้ข้าโมโหแทบตายจริงๆ”
เมื่อฮุ่ยเหนียงได้ยินว่ากิจการของโจวซื่อไม่ราบรื่น นางจึงตั้งใจปิดร้านขายยาและแวะมาปลอบใจ “หากพี่สาวชินกับการทำมาค้าขายแล้วก็จะรู้เองเจ้าค่ะ การทำมาค้าขายในเมือง ไม่เพียงแต่ต้องรับมือกับคนของทางการ ทว่ายังต้องรับมือกับหัวหน้าตลาดด้วย หัวหน้าตลาดจะพาคนมาเก็บเงินตามถนนทุกๆ สองสามวัน หากถึงช่วงเทศกาลสำคัญ ก็ยังต้องมีของกำนัลมอบให้ด้วย ก็เพราะเป็นเช่นนี้ พวกโจรขโมยถึงไม่กล้ามาก่อกวนบนท้องถนนอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
โจวซื่อจึงเพิ่งจะรู้ว่าแท้จริงแล้วหัวหน้าตลาดมิได้จงใจมุ่งเป้ามาที่นาง เพียงแต่นางบังเอิญไปเจอเข้าพอดี คราวนี้ช่างยกทัพออกศึกก็พ่ายแพ้เสียแล้ว หาเงินได้สองเหวินแต่กลับขาดทุนไปสี่เหวิน เท่ากับว่าเสียไปเปล่าๆ สองเหวิน นี่ยังไม่นับรวมต้นทุนที่ซื้อผ้าปักมาด้วยซ้ำ
เดิมทีอุตส่าห์กระตือรือร้นออกมาทำกิจการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ทว่าผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ความกระตือรือร้นของโจวซื่อก็แทบจะถูกทำลายไปจนหมดสิ้น
“พี่สาวอย่าออกไปเผยโฉมหน้าต่อผู้คนทำอาชีพตั้งแผงขายของริมทางอีกเลย ดีหรือไม่เจ้าคะ?” ฮุ่ยเหนียงพลันเอ่ยขึ้น “ข้าบริหารร้านขายยานี้เพียงลำพัง รู้สึกเกินกำลังความสามารถอยู่บ้างจริงๆ!”
“ข้าไร้ซึ่งสามี หากจะจ้างคนนอกก็เกรงว่าจะนำพาเสียงนินทาว่าร้ายมาให้ สู้ให้พี่สาวมาช่วยงานข้าไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ... ไม่ว่าพี่สาวจะอยากได้ค่าจ้าง หรืออยากจะเป็นนายจ้างร่วมแบ่งผลกำไรเล็กๆ น้อยๆ ก็ได้ทั้งนั้น ขอเพียงมีพี่สาวมาช่วยดูแลร้านขายยา ข้าก็จะได้ปลีกเวลามาอยู่เป็นเพื่อนซีเอ๋อร์ให้มากขึ้นด้วย”
ใบหน้าของโจวซื่อเต็มไปด้วยความตกตะลึง! แม้ว่าขนาดของร้านขายยาฮุ่ยเหนียงจะไม่ใหญ่นัก ทว่าหลังจากเกิดโรคระบาด ชื่อเสียงของร้านก็เลื่องลือขจรขจายไปไกลแล้ว ชาวบ้านในเมืองดูเหมือนจะเชื่อมั่นว่าสมุนไพรที่ร้านของฮุ่ยเหนียงขายนั้นคือของแท้และได้มาตรฐานที่สุด ในแต่ละวันจึงมีลูกค้ามาอุ่นหนาฝาคั่งยิ่งไปกว่านั้น ร้านขายยาที่แม้แต่ใต้เท้านายอำเภอยังมอบป้ายเกียรติยศให้ ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกิน เช่นนี้จึงหลีกเลี่ยงการแก่งแย่งชิงดีของคนในสายอาชีพเดียวกันไปได้
นี่เป็นช่วงเวลาที่กิจการร้านขายยากำลังเจริญรุ่งเรืองขึ้นทุกวันทว่าฮุ่ยเหนียงกลับยินดีที่จะแบ่งปันกิจการให้โจวซื่อร่วมทำด้วย ทำให้นางรู้สึกได้รับเกียรติจนทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง
“น้องสาว ทำเช่นนี้ดูจะไม่ค่อยดีกระมัง...”
“มีอันใดไม่ดีหรือเจ้าคะ?” ซุนฮุ่ยเหนียงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “หากมิใช่เพราะน้องมีบุญพาวาสนาส่งให้มาพบกับครอบครัวของพี่สาว อย่าว่าแต่ทำมาค้าขายเลย กระทั่งร้านและลานเรือนก็คงรักษาเอาไว้ไม่ได้แล้ว”
“ยามนี้น้องยุ่งมากจริงๆ มักจะรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายใจจนแบกรับภาระไม่ไหวอยู่บ่อยครั้ง พี่สาวถือเสียว่าเห็นใจน้อง มาช่วยเหลือน้องเถิดเจ้าค่ะ! น้องย่อมไม่เอาเปรียบพี่สาว ภายหน้าผลกำไรที่ได้จากร้านขายยา พวกเราแบ่งกันคนละห้าส่วนดีหรือไม่เจ้าคะ?”
“ไม่ได้ๆ เช่นนั้นข้าคงถูกผู้คนชี้หน้าด่าทอลับหลังเป็นแน่!”
พอโจวซื่อได้ยินว่าจะแบ่งผลกำไรคนละครึ่ง ต่อให้นางอยากจะร่วมลงทุนในร้านขายยามากเพียงใดก็รู้ว่ามันไม่เหมาะสม เดิมทีก็เป็นการค้าที่แทบจะมอบให้เปล่าๆ อยู่แล้ว ตอนนี้ฮุ่ยเหนียงยังจะแบ่งผลกำไรให้นางอีกครึ่งหนึ่ง นางไม่มีทางยอมรับไว้อย่างแน่นอน
ท้ายที่สุดสตรีทั้งสองต่างก็เกรงอกเกรงใจซึ่งกันและกันในที่สุดก็ตกลงกันได้ว่าฮุ่ยเหนียงจะแบ่งผลกำไรของร้านขายยาให้โจวซื่อสามส่วน ด้วยเหตุนี้ ครอบครัวตระกูลเสิ่นจึงได้กลายเป็นผู้ร่วมทุนของร้านขายยา และในที่สุดโจวซื่อก็มีอาชีพการงานที่เป็นหลักเป็นแหล่ง ไม่ต้องไปรับจ้างทำงานฝีมือสตรีหรือเร่ขายของตามท้องถนนอีกต่อไป
หลังจากผ่านพ้นโรคระบาดทางตอนใต้ในครั้งนี้ คลังสมุนไพรในร้านขายยาก็ร่อยหรอลงอย่างหนัก ด้วยสถานการณ์กิจการที่กำลังเจริญรุ่งเรืองในปัจจุบัน เกรงว่าจะประคับประคองไปได้อีกไม่กี่วันสินค้าก็คงจะขาดแคลน ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องจัดซื้อสมุนไพรจากที่อื่นมาเติมคลัง ซึ่งนั่นย่อมต้องใช้เงินทุน
โจวซื่อมีส่วนแบ่งในเงินปันผล แต่ก็ต้องนำเงินตำลึงที่ฮุ่ยเหนียงเคยมอบให้ก่อนหน้านี้ออกมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของร้านขายยาด้วย สำหรับโจวซื่อแล้ว นี่ถือเป็นการค้าที่ได้กำไรแน่นอนไม่มีขาดทุนนางย่อมยินดีอย่างยิ่ง
ไม่กี่วันต่อมา สมุนไพรชุดใหม่ก็ถูกขนส่งมาถึง
ราคาสมุนไพรชุดนี้แพงกว่าเมื่อครึ่งปีก่อนกว่าหนึ่งเท่าตัว หลังจากรับสมุนไพรเข้ามาในร้านแล้ว ฮุ่ยเหนียงก็กลัดกลุ้มใจยิ่งนัก นางไม่อยากขึ้นราคาจนทำให้เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงแบกรับไม่ไหว ทว่าต้นทุนของสมุนไพรชุดนี้ก็สูงลิ่ว นางเพิ่งจะให้โจวซื่อมาร่วมทุนเป็นเถ้าแก่รองของร้านขายยา จึงไม่อยากให้โจวซื่อต้องมาขาดทุน
“มิสู้พวกเรานำสมุนไพรไปขายในราคาต้นทุนดีหรือไม่เจ้าคะ? ราคาสมุนไพรตามร้านขายยาภายนอกโดยพื้นฐานแล้วพุ่งสูงขึ้นถึงสองเท่า พวกเราขายเท่าทุนแม้จะรู้สึกผิดต่อชาวบ้านอยู่บ้าง ทว่าข้อดีคือพวกเราก็ไม่ขาดทุน”
การที่ฮุ่ยเหนียงมาปรึกษาหารือกับโจวซื่อ แท้จริงแล้วก็เพื่อขอความเห็นชอบจากโจวซื่อ ท้ายที่สุดแล้วการเปิดประตูทำมาค้าขาย ยังต้องคำนวณรวมค่าแรงและภาษีจิปาถะเข้าไปด้วย การไม่หากำไรแท้จริงแล้วก็คือการขาดทุนนั่นเอง
โจวซื่อไม่ค่อยมีความคิดเห็นอันใดนัก ในด้านการบริหารร้านขายยา ฮุ่ยเหนียงมีประสบการณ์มากกว่านางหลายเท่านัก นางจึงไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ และตกลงเห็นชอบตามนั้นทันที
ด้วยเหตุนี้ โจวซื่อในฐานะนายหญิงรองของร้านขายยา จึงเริ่มออกมาบริหารดูแลร้าน นางไม่รู้หนังสือ เรื่องการทำบัญชีจึงต้องให้ฮุ่ยเหนียงเป็นผู้รับผิดชอบ สิ่งแรกที่นางต้องเรียนรู้คือการจดจำชื่อสมุนไพร ต้องจดจำให้แม่นยำว่ายาสิ่งใดเก็บไว้ที่ใด ซึ่งนั่นหมายความว่าโจวซื่อจำเป็นต้องรู้จักตัวอักษรที่เขียนอยู่บนลิ้นชักใส่สมุนไพร
ในช่วงสองสามวันแรกของการดูแลกิจการร้านขายยา โจวซื่อต้องเรียนรู้ตัวอักษรทุกวัน สำหรับคนที่ไม่รู้หนังสือแม้แต่ตัวเดียวอย่างนางแล้ว นี่ไม่ต่างอะไรกับความท้าทายอันยิ่งใหญ่เลย
ยามที่เสิ่นซีเลิกเรียนกลับมาช่วยงานที่ร้านขายยา โจวซื่อก็มักจะดึงตัวเขามาถามว่าตัวอักษรบนลิ้นชักอ่านว่ากระไร หากจำสับสนแล้วจับยาผิดไปสักขนาน ไม่เพียงแต่จะทำให้การรักษาผู้ป่วยล่าช้าออกไป ทว่าอาจถึงขั้นทำให้เกิดผลร้ายแรงตามมาเนื่องจากสรรพคุณยาตีกันได้
โจวซื่อรู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่อาจละเลยเพิกเฉยได้ ดังนั้นนางจึงขยันขันแข็งในการเรียนรู้อย่างยิ่ง