- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 45 แผนการเลี้ยงต้อย
ตอนที่ 45 แผนการเลี้ยงต้อย
ตอนที่ 45 แผนการเลี้ยงต้อย
ยามโคมประทีปเพิ่งสว่างไสวในห้องโถงหลักของเรือนหลังร้านขายยาจุดตะเกียงน้ำมันเพิ่มขึ้นมาอีกสองดวงอย่างหาได้ยากยิ่ง ส่องสว่างจนทั่วทั้งห้องสว่างไสว
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามโคมประทีปเพิ่งสว่างไสว (华灯初上) สำนวนเปรียบเปรยถึงช่วงเวลาพลบค่ำ หรือยามที่ค่ำคืนเพิ่งมาเยือนและเริ่มมีการจุดตะเกียงหรือโคมไฟส่องสว่าง)
สองครอบครัวนั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกัน ฮุ่ยเหนียงคอยดูแลป้อนข้าวลู่ซีเอ๋อร์ ส่วนโจวซื่อก็คอยคีบกับข้าวใส่ชามของเสิ่นซีไม่หยุดหย่อน หลินไต้ได้แต่มองตาละห้อย บนใบหน้าเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา
“ท่านแม่ ไม่ต้องคีบให้ข้าแล้วขอรับ ในชามจะล้นออกมาอยู่แล้ว ภรรยาตัวน้อย ให้เจ้ากินก็แล้วกัน ขุนเจ้าให้อ้วนท้วนสมบูรณ์โตไวๆ จะได้แต่งให้ข้า”
เสิ่นซีคีบกับข้าวส่งไปที่ชามของหลินไต้
“ฮึ ผู้ใดเป็นภรรยาตัวน้อยของเจ้ากัน... ท่านแม่ เขารังแกข้าเจ้าค่ะ” หลินไต้ทำได้เพียงออดอ้อนโจวซื่อ
เจ้าตัวเล็กทั้งสองโต้เถียงกัน บนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อล้วนประดับด้วยรอยยิ้ม โจวซื่อคีบกับข้าวใส่ชามของว่าที่ลูกสะใภ้ พลางเอ่ยหยอกล้อด้วยรอยยิ้ม
“ไต้เอ๋อร์ของบ้านเรา ภายหน้าจะแต่งให้ผู้ใดก็ไม่แต่งกับเจ้าเด็กเหม็นนี่หรอก ปล่อยให้เขาฝันหวานไปคนเดียวเถิด คีบให้กินยังไม่รู้จักซาบซึ้ง พวกเราสองแม่ลูกกินด้วยกันดีกว่า”
หลินไต้ถึงได้ขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้โจวซื่ออย่างเบิกบานใจโอ้อวดความโปรดปรานที่ตนได้รับ
ระหว่างกินข้าว ฮุ่ยเหนียงพลันเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง “นายอำเภอใหญ่กล่าวว่า อีกไม่กี่วันราชสำนักจะส่งผู้แทนพระองค์มายังตัวเมืองอำเภอหนิงฮว่าของเรา สตรีตัวเล็กๆ อย่างข้า กลับไม่รู้ว่าควรจะรับมือเช่นไรดี”
โจวซื่อพยักหน้า เอ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก “คนของราชสำนักมาเยือน ย่อมต้องมีทางที่ว่าการอำเภอออกหน้าต้อนรับ คงไม่มาเยือนถึงร้านขายยากระมัง?”
เสิ่นซีหัวเราะหึๆ พลางกล่าว “ท่านแม่ ท่านกล่าวผิดแล้วขอรับ ที่ถิงโจวสามารถรับมือกับโรคระบาดจนผ่านพ้นไปได้อย่างง่ายดายในครั้งนี้ ท่านน้าถือเป็นผู้ที่มีความดีความชอบสูงสุดเชียวนะขอรับ... ท่านแม่ไม่รู้อะไร ภายนอกเขาเปรียบเปรยกันว่าอย่างไร เขาเล่าลือกันว่าท่านน้าคือฮัวโต๋กลับชาติมาเกิดเป็นหมอเทวดาหญิงที่โปรดสัตว์หมื่นหลังคาเรือนหากผู้แทนพระองค์จากราชสำนักไม่มาพบท่านน้า นั่นก็เท่ากับละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แล้วล่ะขอรับ”
(เชิงอรรถผู้แปล: ฮัวโต๋กลับชาติมาเกิด (华佗再世) สำนวนที่ใช้ยกย่องแพทย์ผู้มีวิชาความรู้และฝีมือการรักษาที่ล้ำเลิศดุจปาฏิหาริย์ ราวกับหมอฮัวโต๋ผู้เลื่องชื่อในยุคสามก๊กได้กลับชาติมาเกิด - โปรดสัตว์หมื่นหลังคาเรือน (万家生佛) สำนวนเปรียบเปรยถึงผู้ที่มีความเมตตากรุณา ทำคุณประโยชน์อันใหญ่หลวงให้แก่ราษฎรจำนวนมาก จนได้รับการเคารพบูชาดุจดั่งพระโพธิสัตว์ที่มีชีวิต)
“เจ้าเด็กเหม็น มีแต่เจ้าที่พูดมาก อ้อ จริงสิ ท่านอาจารย์ได้ส่งคนมาแจ้งแล้ว พรุ่งนี้สถานศึกษาจะกลับมาเปิดทำการสอนอีกครั้ง เมื่อเจ้าไปเรียนแล้วต้องตั้งใจอ่านตำราให้ดี... หลายวันมานี้เจ้าไม่ได้ขยันขันแข็งสักเท่าใด เอาแต่หมกตัวอยู่ในร้านขายยาทั้งวัน หากทำให้เสียการเรียนล่ะก็ คอยดูเถิดว่าแม่จะจัดการเจ้าอย่างไร”
ฮุ่ยเหนียงรู้สึกผิดอยู่บ้าง “ช่างน่าละอายใจจริงๆ ที่นี่ของข้าไม่มีบุรุษที่สามารถเป็นที่พึ่งพาจัดการเรื่องราวได้ ต้องให้เสี่ยวหลางที่ยังเด็กเพียงนี้ออกมาช่วยทำงาน”
โจวซื่อแย้มยิ้มพลางกล่าว “ไม่เป็นไรหรอก ไม่เป็นไร เจ้าเด็กซนคนนี้แต่ละวันกระโดดโลดเต้นไม่ยอมหยุดหย่อนอยู่แล้ว อีกอย่าง สมองเขาก็ปราดเปรื่อง สิ่งใดที่เคยเรียนมาล้วนจดจำได้แม่นยำ”
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้าเห็นด้วย “เสี่ยวหลางฉลาดเฉลียวจริงๆ เมื่อก่อนตอนให้เขาดูเทียบยา เขามองเพียงปราดเดียวก็จำได้แล้ว กระทั่งสามารถเขียนคัดลอกออกมาจากความทรงจำได้ไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อยภายหน้าเสี่ยวหลางจะต้องได้ดิบได้ดีอย่างแน่นอน”
หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ โจวซื่อก็พาเสิ่นซีและหลินไต้กลับบ้าน ลู่ซีเอ๋อร์รู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง นางจับชายเสื้อของโจวซื่อไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เห็นได้ชัดว่าอยากจะกลับไปพร้อมกับโจวซื่อ
หลายวันมานี้นางอาศัยอยู่ที่บ้านตระกูลเสิ่น ยามค่ำคืนจะวิ่งไปที่เตียงของเสิ่นซีพร้อมกับหลินไต้เพื่อฟังนิทาน นางอายุยังน้อย เนื้อหาในนิทานนางฟังไม่ค่อยเข้าใจนัก ทว่านางกลับเต็มไปด้วยความใฝ่ฝันถึงโลกแห่งนิทานอันล้ำจินตนาการเหล่านั้น ยามนี้ต้องกลับมานอนกับท่านแม่ที่บ้าน นางกลับรู้สึกไม่คุ้นชินอยู่บ้าง
“เด็กโง่ พวกเราล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน วันหน้าค่อยให้ท่านแม่ของเจ้าพาไปเล่นที่บ้านท่านน้า น้าจะทำของอร่อยให้เจ้ากินนะ” โจวซื่อลูบพวงแก้มเล็กๆ ของลู่ซีเอ๋อร์ เอ่ยด้วยความรักใคร่เอ็นดู
ลู่ซีเอ๋อร์ไม่สนใจของอร่อยเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่นางชอบที่สุดคือการได้ฟังเสิ่นซีเล่านิทาน ตอนนี้ไม่อาจไปนอนร่วมเตียงกับเสิ่นซีได้แล้ว นางจึงทำได้เพียงอ้อนวอนขอให้ท่านแม่เล่านิทานให้นางฟังก่อนนอน เมื่อฮุ่ยเหนียงรับปาก นางถึงได้ยอมปล่อยมือจากชายเสื้อของโจวซื่อ
เมื่อกลับถึงบ้าน โจวซื่อก็เดินเข้าห้องไปเก็บของสมนาคุณที่ฮุ่ยเหนียงมอบให้ก่อนหน้านี้อย่างระมัดระวังเป็นอันดับแรก รอจนนางเดินออกมาจากห้องด้านใน จึงค่อยเร่งรัดให้เสิ่นซีและหลินไต้ไปล้างหน้าบ้วนปาก
“ตอนที่ออกไปแม่ได้ต้มน้ำไว้กระทะใหญ่ ตอนนี้ยังอุ่นๆ อยู่ รินใส่กะละมังให้พวกเจ้าแล้ว ต้องชำระล้างให้สะอาด มิเช่นนั้นบนตัวจะมีเหาและหมัดขึ้น จะคันจนพวกเจ้าทนไม่ไหวเชียวล่ะ”
โจวซื่อรินน้ำร้อนลงในกะละมังไม้ เสิ่นซีล้างตัวเสร็จก่อน ทางด้านหลินไต้เองก็ถลกแขนเสื้อขึ้นเช็ดถูใบหน้าและร่างกาย
โจวซื่อแย้มยิ้มพลางกล่าวกับเสิ่นซี “เสี่ยวหลาง โชคดีที่เจ้าเก่งกาจ ท่านน้าซุนของเจ้าถึงได้มอบเงินมาให้ก้อนหนึ่ง แม่ดูแล้ว เงินจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว แม่คิดว่าวันหน้าจะไม่ไปทำงานที่ร้านตัดเสื้อแล้วล่ะ จะหาทำมาค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ภายหน้าครอบครัวของเราจะได้มีหลักแหล่งที่พึ่งพิง ไม่แน่อาจจะสามารถตั้งรกรากในเมืองนี้ได้เลยนะ”
“อ้อขอรับ”
เสิ่นซีพยักหน้า เอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจนัก “ท่านแม่จะทำกิจการอันใดหรือขอรับ?”
“เฮ้อ นอกจากงานเย็บปักถักร้อยแล้ว แม่ก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะทำสิ่งใดดี รอให้ท่านพ่อของเจ้ากลับมาก่อนค่อยปรึกษาหารือกับเขาให้ดี... ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด หลายวันมานี้ท่านพ่อของเจ้าแทบจะไม่กลับมาเลย หรือว่าตระกูลหวังจะมีเรื่องยุ่งวุ่นวายมากมายถึงเพียงนั้น กระทั่งบ้านก็ไม่อนุญาตให้กลับ?”
เสิ่นซีมิได้กล่าวอันใด
อย่างไรเสียโจวซื่อก็มีอายุเพียงยี่สิบกว่าปีเท่านั้น เนื่องด้วยเกิดโรคระบาด สามีของนางจึงแทบจะไม่ได้กลับบ้านเลยตลอดสองเดือนกว่ามานี้ นางต้องนอนเปล่าเปลี่ยวเดียวดายอยู่เพียงลำพัง การที่ภายในใจจะเต็มไปด้วยความห่วงใยคะนึงหาย่อมเป็นเรื่องปกติธรรมดา
หลังจากล้างหน้าบ้วนปากเสร็จ โจวซื่อก็เร่งรัดให้เสิ่นซีและหลินไต้เข้าห้องไปพักผ่อน
รอจนปิดประตูเรียบร้อย เสิ่นซีเพิ่งจะเอนกายลงนอนยังไม่ทันได้หลับตา ก็ได้ยินเสียงราวกับหนูตัวน้อยกำลังหาของกินดังสวบสาบแว่วมา ที่แท้ก็เป็นหลินไต้กอดหมอนใบเล็กมาขอฟังนิทานนั่นเอง
เสิ่นซีหลับตาลงแสร้งทำเป็นหลับไปแล้ว
หลินไต้กอดหมอนใบเล็ก นั่งรออยู่บนขอบเตียงครู่หนึ่ง เมื่อเห็นเสิ่นซีไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง นางจึงทำปากยื่นยื่นมือออกไปผลักเขาเบาๆ เสิ่นซียังคงนิ่งเงียบไม่ไหวติง ภายในใจของนางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขัดเคืองอยู่บ้าง จึงออกแรงผลักไปอีกสองที คราวนี้เสิ่นซีถึงกับพลิกตัวหันหลังให้กับหลินไต้เสียเลย
“เจ้า... นิทานเมื่อวานของเจ้ายังเล่าไม่จบเลยนะ ปีศาจร้ายมุดเข้าไปในขวดแล้ว หลังจากนั้นเป็นเช่นไรต่อ?” ท้ายที่สุดหลินไต้ก็เป็นฝ่ายมาขอร้องผู้อื่น ท่าทีจึงไม่ดุดันเหมือนตอนอยู่บนโต๊ะอาหารเมื่อครู่ ใบหน้าเล็กๆ ดูงามบอบบางจับใจ
เสิ่นซีลุกขึ้นนั่งมองดูเด็กหญิงตัวน้อย บนใบหน้าเจือแววขุ่นเคืองอยู่บ้าง “มิใช่บอกว่าโตขึ้นจะไม่แต่งให้ข้าหรือ? ข้าจะเก็บนิทานไว้เล่าให้ภรรยาในวันข้างหน้าฟัง ในเมื่อเจ้าไม่เต็มใจจะแต่ง ถ้างั้นข้าก็จะไปเล่าให้ซีเอ๋อร์ฟัง นางชอบฟังข้าเล่านิทานมาก ไม่แน่ว่าโตขึ้นท่านน้าซุนอาจจะยกนางให้ข้าก็ได้!”
“เจ้า... คนเลว!”
คราวนี้หลินไต้คว้าหมอนในมือฟาดเข้าที่ศีรษะของเสิ่นซีโดยตรง ก่อนจะสะบัดหน้าหนีราวกับเป็นภรรยาตัวน้อยที่กำลังโกรธเคืองสามีอยู่จริงๆ
เสิ่นซีทอดถอนใจ
หากสตรีสักคนเอ่ยปากด่าบุรุษว่าคนเลว นั่นย่อมเป็นการออดอ้อนฉอเลาะอย่างแน่นอน ทว่าปัญหาคือหลินไต้อายุยังไม่ถึงสิบขวบ นางไม่เข้าใจคำว่ารักใคร่ผูกพันเลยแม้แต่น้อย อย่างมากนางก็แค่น้อยอกน้อยใจที่เสิ่นซีนำนางไปเปรียบเทียบกับลู่ซีเอ๋อร์... ลู่ซีเอ๋อร์มีมารดา ทั้งยังมีเสิ่นซีคอยเอ็นดู ส่วนตัวนางแม้จะมีโจวซื่อคอยดูแล ทว่าท้ายที่สุดแล้วโจวซื่อก็มิได้มอบความรักให้อย่างสุดหัวใจดั่งเช่นมารดาผู้ให้กำเนิด
ชั่วขณะนั้นหลินไต้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมา ถึงกับมีหยาดน้ำตาร่วงเผาะๆ ลงมา ท้ายที่สุดก็ถึงกับฟุบหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนที่นอน
“ไอ้หยา... เจ้าอย่าร้องไห้สิ ข้าผิดเองๆ เอาล่ะๆ อย่างมากโตขึ้นข้าไม่แต่งกับซีเอ๋อร์แล้ว แต่งกับเจ้าดีหรือไม่เล่า?” เสิ่นซีทำได้เพียงเอ่ยปากปลอบโยน
น่าเสียดายที่หลินไต้เป็นเพียงเด็กหญิงวัยเก้าขวบ ส่วนอายุจิตใจของเสิ่นซีนั้นย่างเข้าสู่วัยตั้งตนสถาปนาแล้ว เขาจะไปล่วงรู้ความนึกคิดของเด็กหญิงตัวน้อยได้อย่างไร?
(เชิงอรรถผู้แปล: ตั้งตนสถาปนา (而立之年) สำนวนอ้างอิงจากคัมภีร์หลุนอวี่ของขงจื๊อ หมายถึง บุคคลที่อยู่ในช่วงอายุ 30 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ควรจะตั้งตัวและมีความมั่นคงในชีวิตแล้ว)
เสิ่นซีไม่ปลอบยังจะดีเสียกว่า พอปลอบเข้า หลินไต้กลับยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม
เสิ่นซีพยายามอยู่นาน ท้ายที่สุดก็ทำได้เพียงถอดใจอย่างจนปัญญา นั่งมองหลินไต้ร้องไห้อยู่เงียบๆ เมื่อหลินไต้ร้องไห้จนเหนื่อย นางก็เงยหน้าขึ้นมองเสิ่นซีด้วยสภาพงดงามดั่งดอกหลีฮวายามต้องหยาดฝนทำปากยื่นพลางเอ่ยถามว่า “เจ้า... เหตุใดถึงไม่ปลอบให้ข้าหยุดร้องไห้เล่า?”
“แม่คุณทูนหัว เจ้าร้องไห้เสียใจถึงเพียงนี้ ข้าจะปลอบไหวหรือ?” เสิ่นซีทำหน้ามุ่ยพลางกางมือออก
บางทีอาจเป็นเพราะท่าทางของเสิ่นซีดูอึดอัดขัดข้องเกินไป หลินไต้จึงรู้สึกสะใจ ถึงกับหลุดเสียงหัวเราะ "พรืด" ออกมา เสิ่นซีเบะปากพลางกล่าว “เดี๋ยวร้องไห้เดี๋ยวหัวเราะ ช่างไม่รู้จักหน้าบางเสียจริง”
(เชิงอรรถผู้แปล: ไม่รู้จักหน้าบาง (没羞没臊) สำนวนภาษาปากหมายถึง หน้าไม่อาย ไม่รู้จักความละอายใจ มักใช้หยอกล้อหรือต่อว่าอย่างไม่จริงจังนัก)
“ข้าเปล่าเสียหน่อย”
หลินไต้คว้าหมอนขึ้นมาเตรียมจะฟาดใส่เสิ่นซีอีกรอบ
คราวนี้เสิ่นซีเรียนรู้ที่จะฉลาดขึ้นแล้ว เขาคว้าหมอนที่ฟาดลงมาและแย่งเอาไว้ได้ทันที เมื่อหลินไต้ไร้ซึ่งอาวุธ จึงทำได้เพียงถลึงตามองเสิ่นซี ราวกับจะใช้สายตาหลอมละลายเขาให้จงได้
“คิดถึงท่านพ่อท่านแม่บังเกิดเกล้าของเจ้าแล้วใช่หรือไม่?” เสิ่นซีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ข้า... ข้าเปล่า”
ท้ายที่สุดก็ยังเป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อย เมื่อถูกเสิ่นซีพูดจี้ใจดำ หลินไต้ก็มีอาการพูดติดอ่างขึ้นมาทันที
เสิ่นซีทอดถอนใจเบาๆ “ยังจะบอกว่าเปล่าอีก กลางค่ำกลางคืนข้าได้ยินเจ้าละเมอร้องเรียกหาท่านพ่อท่านแม่... เจ้ายังเคยบอกว่าเจ้ากำพร้าพ่อแม่มาตั้งแต่เด็ก ดูท่าเจ้าคงจะมีเรื่องปิดบังข้ากับท่านแม่อยู่กระมัง”
“ข้า... ข้า...”
เมื่อถูกเสิ่นซีเปิดโปง คราวนี้หลินไต้ก็ยิ่งดูลุกลี้ลุกลนมากขึ้นไปอีก
“เอาล่ะ ทุกคนต่างก็มีความลับในใจ ข้าไม่ไปบอกท่านแม่ก็พอแล้ว พรุ่งนี้ข้าต้องไปสถานศึกษา วันนี้นอนดึกไม่ได้ ข้าจะเล่านิทานสั้นๆ ให้เจ้าฟังสองเรื่อง แล้วพวกเราก็นอนด้วยกัน ดีหรือไม่?”
ศีรษะเล็กๆ ของหลินไต้รีบผงกรับรัวๆ แสดงท่าทางเชื่อฟังว่าง่าย
เสิ่นซีคิดในใจว่า ช่างดีเหลือเกิน ภายในใจนางไม่มีความหวาดระแวง ถือเอาเขาเป็นคนในครอบครัว แม้ในยามปกติจะชอบทะเลาะเบาะแว้ง กระทั่งชอบแอบฟ้องร้องทว่าท้ายที่สุดยามค่ำคืนก็ยังนอนอยู่บนเตียงเดียวกัน ภายหน้าบางทีอาจจะได้กลายเป็นสามีภรรยาผูกผมร่วมกิ่งกันจริงๆ ก็เป็นได้
(เชิงอรรถผู้แปล: สามีภรรยาผูกผมร่วมกิ่ง (结发连理) สำนวนเปรียบเปรยถึงสามีภรรยาที่แต่งงานกันมาตั้งแต่ยังหนุ่มสาว ครองรักกันอย่างลึกซึ้งปรองดองดั่งกิ่งไม้ที่เกี่ยวพันกัน ไม่ทอดทิ้งกัน)