เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 44 หมอเทวดาหญิง

ตอนที่ 44 หมอเทวดาหญิง

ตอนที่ 44 หมอเทวดาหญิง


ปลายเดือนเก้า โรคระบาดที่เคยโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งก็ค่อยๆ ทุเลาความรุนแรงลง

ท้องที่หลิ่งหนาน รวมถึงมณฑลฝูเจี้ยนและเจ้อเจียงล้วนมีโรคระบาดปะทุขึ้น ผู้คนเจ็บป่วยล้มตายเป็นจำนวนมาก ราชสำนักตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง กระทั่งจักรพรรดิหงจื้อยังทรงสะเทือนพระทัย ทรงมีพระราชโองการสั่งให้เซี่ยตั๋ว ขุนนางตำแหน่งจี้จิ่วแห่งกั๋วจื่อเจี้ยนแห่งนครหนานจิง เป็นผู้ตรวจสอบและถวายรายงานสถานการณ์โรคระบาดในมณฑลฝูเจี้ยน เจ้อเจียง และหลิ่งหนาน

(เชิงอรรถผู้แปล: จี้จิ่วแห่งกั๋วจื่อเจี้ยน (国子监祭酒) ตำแหน่งอธิการบดีแห่งราชวิทยาลัยกั๋วจื่อเจี้ยน ซึ่งเป็นสถานศึกษาขั้นสูงสุดของราชสำนัก ถือเป็นขุนนางสายวิชาการชั้นผู้ใหญ่)

เซี่ยตั๋วเดินทางเยือนเมืองต่างๆ กว่าสิบเมืองในมณฑลฝูเจี้ยน เจ้อเจียง และหลิ่งหนาน จนกระทั่งถึงเดือนสิบจึงได้เขียนฎีกาถวายแด่จักรพรรดิหงจื้อ ณ เมืองหลวง

“...โรคระบาดปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นฤดูร้อนบริเวณชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลกวางตุ้ง ล่วงเลยจนถึงเดือนสิบได้ปะทุซ้ำถึงสี่ระลอก ราษฎรในแต่ละพื้นที่ติดโรคเสียชีวิตไปถึงสี่ห้าในสิบส่วน มีเพียงเมืองถิงโจวแห่งเดียวที่มีข่าวลือว่ามีวิธีปลูกฝี ผู้ติดโรคจึงมีจำนวนไม่มากนัก โรคระบาดได้อ้อมผ่านเมืองถิงโจวมุ่งหน้าขึ้นเหนือ ยามนี้ในเดือนสิบได้ลุกลามมาถึงริมฝั่งแม่น้ำฉางเจียงแล้ว รอบนครหนานจิงมีผู้ติดโรคจำนวนไม่น้อยพ่ะย่ะค่ะ...”

ราชสำนักจึงเพิ่งจะล่วงรู้ถึงสถานการณ์ที่แน่ชัดของโรคระบาดในครั้งนี้

จักรพรรดิหงจื้อมีรับสั่งให้กรมฮู่ปู้ “คัดเลือกขุนนางในสังกัดรวมถึงขุนนางท้องถิ่นระดับเมืองและอำเภอที่มีความสามารถและเด็ดขาด” ไปบรรเทาทุกข์ราษฎร พร้อมกันนั้นให้เดินทางไปยังเมืองถิงโจวเพื่อสืบหารายละเอียดแน่ชัดเกี่ยวกับวิธีการปลูกฝี

(เชิงอรรถผู้แปล: กรมฮู่ปู้ (户部) หนึ่งในหกกรมของระบบราชการจีนโบราณ ทำหน้าที่ดูแลเรื่องการคลัง ทะเบียนราษฎร ที่ดิน และภาษีอากร)

ภายในเขตอำเภอหนิงฮว่า โรคระบาดระลอกนี้ถือว่าผ่านพ้นไปแล้วเป็นส่วนใหญ่

ด้วยมีทางการคอยออกหน้า ผนวกกับชาวบ้านท้องถิ่นได้รับการปลูกฝีเป็นกลุ่มแรก โรคระบาดในเขตอำเภอหนิงฮว่าจึงยืดเยื้ออยู่เพียงสองเดือนเท่านั้น เมื่อถึงช่วงกลางเดือนสิบ ผู้ที่เคยติดโรคในตัวเมืองอำเภอหนิงฮว่าก่อนหน้านี้ หากไม่เสียชีวิตไปแล้วก็คือหายเป็นปกติ แม้ว่าบนใบหน้าของคนจำนวนไม่น้อยจะทิ้งรอยแผลเป็นบุ๋มลึกเอาไว้ ทว่าอย่างน้อยก็ยังรักษาชีวิตรอดมาได้

แม้ว่าโรคระบาดในอำเภอหนิงฮว่าจะกลายเป็นอดีตไปแล้ว ทว่าก็ยังมีคหบดีและผู้มีอันจะกินจากเมืองและอำเภอโดยรอบเดินทางมายังอำเภอหนิงฮว่า เพื่อมาปลูกฝีที่ร้านขายยาของฮุ่ยเหนียงโดยเฉพาะ

ผู้คนที่มาจากต่างถิ่นเหล่านี้ หากไม่ร่ำรวยก็มีฐานะสูงส่ง เมื่อได้ยินว่าในตัวเมืองอำเภอหนิงฮว่ามี “หมอเทวดาหญิง” ปรากฏตัวขึ้น คนเหล่านี้ก็ไม่ย่อท้อต่อความเหนื่อยยาก พากันหอบลูกจูงหลานเดินทางมาเพื่อ “ขอรับการรักษา”

ต้องเข้าใจว่าโรคระบาดในยุคสมัยนี้มิใช่เรื่องล้อเล่น ต่อให้เป็นพระญาติวงศ์ของฮ่องเต้หากติดโรคระบาดเข้าก็หมดหนทางเยียวยาเช่นเดียวกัน ลองนึกถึงจักรพรรดิเสวียนเยี่ยแห่งราชวงศ์ชิงในยุคหลังที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากฝีดาษดูเถิด ก็จะรู้ได้ว่าการสามารถหลีกเลี่ยงการติดไข้ทรพิษได้นั้นเป็นเรื่องที่คู่ควรแก่การจารึกไว้เป็นเกียรติประวัติมากเพียงใด

เดิมทีฮุ่ยเหนียงก็ไม่ได้อยากต้อนรับคนเหล่านี้ เพราะทางการได้ออกคำสั่งอย่างชัดเจนห้ามมิให้ชาวเมืองติดต่อกับคนภายนอก ทว่าท้ายที่สุดนางก็มีจิตใจเมตตาปรานี จึงยอมปลูกฝีให้แก่เหล่าขุนนางผู้สูงศักดิ์และครอบครัวที่เดินทางมาเหล่านี้

ในช่วงเวลานี้ แม้ว่าร้านขายยาจะรับรองผู้คนไม่มากนัก ทว่าเงินทองที่หามาได้กลับไม่น้อยเลย

ยามที่คนเหล่านี้เดินทางมาล้วนนำของกำนัลล้ำค่าติดตัวมาด้วย มอบค่าตอบแทนให้อย่างงาม ซองแดงใบใหญ่ที่ยื่นให้หากไม่ใช่ทองคำก็เป็นเงินตำลึง

จนกระทั่งถึงปลายเดือนสิบ กระทั่งเมืองและอำเภอโดยรอบของถิงโจวก็เรียนรู้วิธีการปลูกฝีกันหมดแล้ว ผู้คนที่เดินทางมาปลูกฝีที่ตัวเมืองอำเภอหนิงฮว่าจึงค่อยๆ ลดน้อยลง ล่วงเข้าสู่เดือนสิบเอ็ดก็หายเงียบไปโดยสิ้นเชิง

ในสถานที่อื่นอาจจะยังคงหวาดหวั่นพรั่นพรึงต่อโรคระบาด ทว่าในอำเภอหนิงฮว่านั้น ช่วงกลางเดือนสิบชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว ทุกวันจะมีคนนำของขวัญมามอบให้ฮุ่ยเหนียง เพื่อขอบคุณที่นางช่วยชีวิตชาวเมืองทั้งเมืองเอาไว้

ฮุ่ยเหนียงไม่อาจต้านทานน้ำใจอันล้นหลามของทุกคนได้ ของขวัญล้ำค่าเหล่านั้นแม้นางจะส่งคืนกลับไป ทว่าของบางอย่างที่ไม่ได้มีมูลค่ามากนักซึ่งเป็นเพียงสัญลักษณ์แสดงน้ำใจ นางก็เก็บเอาไว้เพื่อแสดงให้เห็นว่านางรับรู้และซาบซึ้งในน้ำใจแล้ว

วันที่ยี่สิบเก้าเดือนสิบ ที่ว่าการอำเภอได้ส่งป้ายเกียรติยศคำว่ามือทิพย์คืนวสันต์มาให้ โดยใต้เท้านายอำเภอหานเสียเป็นผู้นำขบวนมาส่งด้วยตนเอง มีเจ้าหน้าที่ศาลทั้งสามหน่วยเดินตามหลังมา ตลอดเส้นทางมีการตีฆ้องร้องป่าวอย่างครึกครื้น

(เชิงอรรถผู้แปล: มือทิพย์คืนวสันต์ (妙手回春) สำนวนที่ใช้ยกย่องแพทย์ผู้มีฝีมือล้ำเลิศ ราวกับสามารถดึงผู้ป่วยที่ใกล้ตายให้กลับมามีชีวิตชีวาดุจฤดูใบไม้ผลิได้อีกครั้ง)

การที่อำเภอหนิงฮว่าสามารถรอดพ้นจากภัยพิบัติในครั้งนี้มาได้ อาจกล่าวได้ว่าฮุ่ยเหนียงมีความดีความชอบอันยิ่งใหญ่สูงสุด ชาวบ้านต่างพากันเดินตามคนของทางการมารวมตัวกันเพื่อส่งมอบป้ายเกียรติยศด้วยความสมัครใจ

ฮุ่ยเหนียงดีใจยิ่งนัก เมื่อสามเดือนก่อนนางยังถูกผู้คนชี้หน้าด่าทอลับหลังเพราะเรื่องแย่งชิงทรัพย์สินอยู่เลย ยามนี้กลับได้รับความเคารพยกย่องจากคนทั้งเมือง ในที่สุดนางก็รู้สึกว่าตนเองสามารถเชิดหน้าชูตาได้แล้ว ภายใต้ความรู้สึกร้อยแปดพันเก้าประดังประเดใบหน้าของนางก็อาบชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสุข

ใต้เท้านายอำเภอหานส่งป้ายเกียรติยศถึงหน้าประตูร้านขายยาด้วยตนเอง สั่งให้มือปราบนำไปแขวนไว้เหนือกรอบประตู ในเวลานี้บนใบหน้าของหานเสียก็เปี่ยมไปด้วยความเบิกบานลำพองใจเช่นกัน

เป็นเพราะเซี่ยตั๋ว ขุนนางตำแหน่งจี้จิ่วแห่งกั๋วจื่อเจี้ยนแห่งนครหนานจิงได้กล่าวถึงคุณงามความดีของขุนนางท้องถิ่นในเมืองถิงโจวที่สามารถบรรเทาทุกข์ราษฎรได้อย่างมีประสิทธิภาพในฎีกาที่ถวายต่อราชสำนัก กระทั่งยังได้เอ่ยชื่อหานเสียลงไปอีกด้วย ตามจดหมายที่เซี่ยตั๋วส่งมานั้นกล่าวว่า อีกไม่นานราชสำนักก็จะส่งคนมาศึกษาเรียนรู้ประสบการณ์ในการป้องกันและรักษาโรคระบาดแล้ว

ทว่านับตั้งแต่เกิดโรคระบาด ใต้เท้านายอำเภอหานก็เอาแต่หลบซ่อนตัวอยู่ในเรือนชั้นในของที่ว่าการอำเภอประตูใหญ่ไม่ออกประตูรองไม่ก้าวกระทั่งเบื้องนอกเกิดเรื่องราวอันใดขึ้นบ้างเขาก็ยังไม่ค่อยจะรู้เรื่องนัก หากคนของราชสำนักเดินทางมา เขาคงไม่มีปัญญาจะรับมือเป็นแน่

“ลู่ซุนซื่อ เจ้าดูสิ ชาวเมืองทั้งเมืองล้วนซาบซึ้งในพระคุณของเจ้า ขุนนางอย่างข้ารู้สึกตื้นตันใจยิ่งนัก ภาคภูมิใจเหลือเกินที่อำเภอหนิงฮว่าของเรามีหมอเทวดาหญิงเช่นเจ้าปรากฏขึ้น”

ปากของหานเสียกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ออกมา ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นการปูทางไว้สำหรับการรับรองผู้แทนพระองค์จากราชสำนักที่จะเดินทางมาในภายหลัง

ยามนี้ผู้คนทั่วทั้งเมืองถิงโจวต่างก็รู้ดีว่า เหตุที่โรคระบาดครั้งใหญ่ระลอกที่สี่สามารถ "อ้อมผ่าน" เมืองถิงโจวไปได้นั้น ล้วนเป็นเพราะอำเภอหนิงฮว่ามีหมอเทวดาหญิงอยู่นั่นเอง

เมื่อผู้แทนพระองค์จากราชสำนักเดินทางมาถึง ย่อมต้องมาเยี่ยมเยือนอำเภอหนิงฮว่าอย่างแน่นอน ถึงเวลานั้นขอเพียงฮุ่ยเหนียงสามารถเอ่ยชื่อหานเสียขึ้นมาสักหน่อย หนทางเลื่อนตำแหน่งของหานเสียก็ย่อมมีหวังอย่างแน่นอน

ฮุ่ยเหนียงรู้สึกได้รับเกียรติจนทำตัวไม่ถูก

คดีแย่งชิงทรัพย์สินก่อนหน้านี้ หากมิได้เสิ่นซีลอบช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง ใต้เท้านายอำเภอหานย่อมไม่มีทางยื่นมือเข้าช่วยเหลือนางแม้แต่น้อย ทว่าฮุ่ยเหนียงหารู้เรื่องราวเหล่านี้ไม่ นางรู้เพียงว่าทางการตัดสินให้นางเป็นฝ่ายชนะคดี ดังนั้นตั้งแต่ต้นจนจบนางจึงให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นยิ่ง ยามที่หานเสียจากไป ฮุ่ยเหนียงยังเดินไปส่งจนถึงหัวถนนแล้วจึงค่อยกลับมาที่ร้าน

รอจนกระทั่งคนของทางการจากไปแล้ว ชาวบ้านเบื้องนอกก็ยังคงไม่แยกย้ายไปไหน ผู้คนจำนวนมากพากันคุกเข่าให้ฮุ่ยเหนียง เพื่อแสดงความขอบคุณต่อการทำความดีช่วยชีวิตผู้คนของนาง

น้ำใจคนเย็นชาหรืออบอุ่นย่อมรู้อยู่แก่ใจ

(เชิงอรรถผู้แปล: น้ำใจคนเย็นชาหรืออบอุ่นย่อมรู้อยู่แก่ใจ (人情冷暖心自知) สำนวนหมายถึง การได้สัมผัสและตระหนักถึงความสับปลับหรือความจริงใจของน้ำใจคนด้วยประสบการณ์ของตนเอง)

เสิ่นซียืนอยู่หน้าประตูร้านขายยา มองดูฮุ่ยเหนียงเดินเข้าไปประคองชาวบ้านเหล่านั้น อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าด้วยความสะท้อนใจ

คนเหล่านี้ก็คือคนกลุ่มเดียวกันกับที่เคยเยาะเย้ยถากถางซุนฮุ่ยเหนียงสารพัด กระทั่งตอนที่ฮุ่ยเหนียงนำเรื่องการปลูกฝีมาบอกกล่าว คนเหล่านี้ก็ยังมองว่านางคิดจะทำร้ายผู้คน

คำนินทานั้นน่ากลัว ช่วงแรกเริ่มที่ฮุ่ยเหนียงปลูกฝีให้ผู้คน นางต้องแบกรับความกดดันอย่างมหาศาล หากมิใช่เพราะใต้เท้านายอำเภอหานรักตัวกลัวตาย ไม่แน่ว่าตอนที่มีคนไปฟ้องร้องทางการ ฮุ่ยเหนียงอาจจะถูกจับขังคุกไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

จนกระทั่งชาวบ้านแยกย้ายกันไป ฮุ่ยเหนียงถึงได้เดินกลับมาด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความปลาบปลื้มใจ เสิ่นซีเงยหน้าขึ้นมองนางพลางกล่าวว่า "ท่านน้า คนพวกนี้ล้วนเป็นหมาป่าตาขาวไม่คุ้มค่าให้ท่านน้าปฏิบัติดีต่อพวกเขาถึงเพียงนี้เลยขอรับ"

(เชิงอรรถผู้แปล: หมาป่าตาขาว (白眼狼) สำนวนเปรียบเปรยถึงคนเนรคุณ คนที่ไม่รู้จักบุญคุณคน หรือคนที่ได้รับการช่วยเหลือแล้วกลับมาแว้งกัด)

ฮุ่ยเหนียงลูบศีรษะเสิ่นซีด้วยความเอ็นดูเจือความเวทนา นางแย้มยิ้มบางๆ ทว่ากลับไม่เอื้อนเอ่ยคำตัดพ้อใดๆ ออกมาเลยแม้แต่ครึ่งคำ

เสิ่นซีส่ายหน้าอีกครา ฮุ่ยเหนียงเป็นสตรีที่งดงาม จิตใจดี อ่อนโยน และเพียบพร้อม นางรู้หนังสือเข้าใจจารีตอีกทั้งยังตอบแทนความแค้นด้วยคุณธรรมยามนี้ชาวบ้านต่างซาบซึ้งในความดีของนาง นางจึงหัวเราะแล้วปล่อยผ่านบุญคุณความแค้นในอดีตไปจนสิ้น ไม่เคยคิดที่จะแก้แค้นหรือเรียกร้องสิ่งใดเลย

เสิ่นซีได้แต่เจ็บใจที่ตนเองมาเกิดช้าไปหลายปี ทำให้ไม่ได้พบเจอกับสตรีที่ดีเช่นฮุ่ยเหนียงให้เร็วกว่านี้ มิเช่นนั้นหากได้ตบแต่งนางกลับมา นางย่อมเป็นภรรยาผู้ประเสริฐมารดาผู้แสนดีอย่างแน่นอน ช่างน่าเสียดายที่ยามนี้ภายในใจของฮุ่ยเหนียงมีเพียงสามีผู้ล่วงลับของนางเท่านั้น

สิ่งที่เสิ่นซีสามารถทำได้ในตอนนี้ ก็คือการนำความรู้ในหัวของตนเองมาช่วยเหลือสองแม่ลูกฮุ่ยเหนียง เพื่อให้พวกนางมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นบ้าง

ทางการส่งป้ายเกียรติยศมาให้ ทั้งยังมอบเงินบำรุงขวัญก้อนโตมาให้อีกด้วย

เย็นวันนั้นฮุ่ยเหนียงจึงเชิญคนครอบครัวเสิ่นมารับประทานอาหาร

เสิ่นหมิงจวินรั้งอยู่ที่จวนตระกูลหวังยังไม่กลับมา ผู้ที่มาได้จึงมีเพียงโจวซื่อ รวมถึงเด็กน้อยสองคนคือเสิ่นซีและหลินไต้ สองครอบครัวมารวมตัวกัน บรรยากาศเป็นไปอย่างครึกครื้นสนุกสนาน

ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อเข้าครัวทำอาหารด้วยกัน ส่วนเจ้าตัวเล็กทั้งสามก็เล่นกันอยู่ในห้อง เดิมทีลู่ซีเอ๋อร์ยังมีท่าทีซูบซีดอมโรคอยู่บ้าง ทว่ายามนี้กลับร่าเริงเสมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นพลางส่งเสียงหัวเราะใสกังวานราวกับกระดิ่งเงินออกมาเป็นระยะ

อย่างไรเสียอายุจิตใจของเสิ่นซีก็ใกล้จะสามสิบแล้ว ยามที่เขาอยู่กับเด็กหญิงตัวน้อยทั้งสอง ความรู้สึกส่วนใหญ่จึงเอนเอียงไปทางบิดาที่กำลังเอ็นดูบุตรีเสียมากกว่า หากจะให้ร่วมเล่นสนุกด้วยอย่างจริงจังก็คงเป็นไปไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่นในยามนี้ เขาก็สบโอกาสปลีกตัวมาเกาะขอบประตูห้องครัว แอบมองสตรีสองคนที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตาไฟด้านใน

ในเวลานี้โจวซื่อกำลังเติมฟืนในเตาไฟ หลังจากฮุ่ยเหนียงนำข้าวสารที่กรองน้ำออกแล้วใส่ลงในลังถึง มือของนางก็ว่างลงในที่สุด นางล้างมือในอ่างไม้ข้างเตาไฟ ล้วงเอาถุงหอมใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้วยัดใส่มือของโจวซื่อ

"น้องสาว นี่เจ้าทำอันใด?"

โจวซื่อไม่เข้าใจเหตุผล เมื่อเปิดถุงหอมออกดูก็พบว่า นอกจากเงินตำลึงแล้วยังมีใบไม้ทองคำที่ทำจากแผ่นทองคำเปลวอีกหลายชิ้น

เสิ่นซีรู้ดีว่า ในช่วงกลางราชวงศ์หมิงนั้นทองคำไม่ได้ถูกนำมาใช้หมุนเวียนเป็นสกุลเงินในท้องตลาด ใบไม้ทองคำที่ฮุ่ยเหนียงมอบให้โจวซื่อนี้ คือของกำนัลที่บรรดาคหบดีและผู้มีอันจะกินจากต่างถิ่นมอบให้เป็นซองแดงยามที่เดินทางมาปลูกฝีนั่นเอง

สีหน้าของฮุ่ยเหนียงหนักแน่นยิ่งนัก "ครอบครัวของพี่สาวช่วยเหลือข้ามากเกินไปแล้ว หากเสี่ยวหลางไม่ปลูกฝีให้ข้า เกรงว่าชีวิตของข้าคงรักษาไว้ไม่ได้แล้ว ยามนี้กลับกลายเป็นว่าได้รับความเมตตาเอ็นดูจากชาวบ้าน อีกทั้งหลายวันมานี้พี่สาวกับเสี่ยวหลางก็ช่วยวิ่งเต้นจัดการธุระในร้านขายยาทั้งในและนอก ข้ายังเกรงว่าพี่สาวจะรังเกียจว่าของตอบแทนเหล่านี้ต่ำต้อยเกินไปเสียด้วยซ้ำ ขอพี่สาวโปรดรับไว้เถิด ข้าถึงจะสบายใจ"

แรกเริ่มโจวซื่อปฏิเสธหัวชนฝาไม่ยอมรับไว้ ทว่าสุดท้ายก็ขัดฮุ่ยเหนียงไม่ได้... แม้ว่าฮุ่ยเหนียงจะดูบอบบางอ่อนแอ ทว่าหากเป็นเรื่องของหลักการนางจะยืนกรานอย่างเด็ดเดี่ยว โจวซื่อจึงทำได้เพียงเก็บของสมนาคุณเหล่านั้นไว้ในอกเสื้อ

หลายวันที่ยุ่งวุ่นวายมานี้ แม้เสิ่นซีจะยังอายุน้อย ทว่าเขากลับเป็นกำลังสำคัญค้ำจุนฟ้าในร้านขายยา บุรุษที่มาขอรับการปลูกฝีทั้งหมดล้วนเป็นเสิ่นซีที่คอยลงเข็มให้ผ่านม่านกั้น โจวซื่อเองก็วุ่นวายอยู่ทั้งในและนอก รับหน้าที่ต้อนรับ รินชา ส่งน้ำ และยกยาให้ ยามนี้เมื่อได้รับเงินก้อนโตมา โจวซื่อจึงดีใจจนออกนอกหน้า

“เจ้าเด็กเหม็นคนนั้น ช่างมีแผนการเจ้าเล่ห์เยอะเสียจริง” โจวซื่อรำพึงในใจ ใบหน้าของนางเต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ

จบบทที่ ตอนที่ 44 หมอเทวดาหญิง

คัดลอกลิงก์แล้ว