- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 43 สารพันภาพลักษณ์แห่งโลกหล้า
ตอนที่ 43 สารพันภาพลักษณ์แห่งโลกหล้า
ตอนที่ 43 สารพันภาพลักษณ์แห่งโลกหล้า
วันที่ห้าเดือนเก้า
เช้าตรู่ของวันนี้ หน้าประตูร้านขายยาของฮุ่ยเหนียงมีชาวบ้านมาเดินรวมตัวกันอยู่ไม่น้อย ล้วนแต่เป็นผู้ที่มาดิ้นรนหาหนทางเยียวยารักษา
ยามนี้ร้านขายยาของฮุ่ยเหนียงเปรียบเสมือนดวงประทีปที่ส่องสว่างท่ามกลางความมืดมนของผู้คน เนื่องด้วยโรคระบาดในพื้นที่แถบกวางตุ้งตะวันออกและฝูเจี้ยนตะวันตก เส้นทางที่ทอดไปสู่โลกภายนอกล้วนถูกปิดตาย ต่อให้ชาวบ้านคิดจะหลบหนีภัยพิบัติก็มิอาจล่วงรู้ได้ว่าควรจะมุ่งหน้าไปแห่งหนใด
ฮุ่ยเหนียงเปิดร้านตั้งแต่เช้าตรู่ นางนำสิ่งที่บันทึกไว้เมื่อวานบอกเล่าแก่ชาวบ้านเบื้องนอกอย่างละเอียดรอบคอบทุกประการ ทว่าเมื่อผู้คนได้ยินเข้ากลับเกิดความเคลือบแคลงสงสัยอย่างยิ่ง
ยามนี้ทุกคนต่างขวัญหนีดีฝ่อเกรงว่าจะติดโรค ทว่าฮุ่ยเหนียงกลับบอกให้ผู้คนไปเสาะหาวัวป่วยเพื่อปลูกฝีวัวเข้าหาตัว มิเท่ากับเป็นการชักศึกเข้าบ้านเรียกปีศาจร้ายมาหาตนเองหรอกหรือ บรรดาผู้ที่ดื้อรั้นไม่รู้จักฟังความถึงกับเริ่มเปิดฉากก่นด่าออกมาอย่างรุนแรง
“หากไม่อยากช่วยเหลือก็อย่าเปิดร้านค้าขายเลยดีกว่า ยามนี้พออ้าปากก็พูดจาเหลวไหลเจ้าคิดจะทำลายชีวิตชาวบ้านทั้งเมืองหรืออย่างไร?”
“ถูกต้องแล้ว ข้าดูออกตั้งนานแล้วว่าแม่นางผู้นี้มีจิตใจโฉดชั่วเห็นชัดว่านางคิดจะแก้แค้นพวกเรา พวกเราจะไปฟังนางมิได้เด็ดขาด”
“ไปกันเถิด พวกเราไปซื้อยาที่ร้านอื่นก็ได้ ยินมาว่าร้านยาตระกูลจ้าวทางทิศเหนือของเมือง ขนส่งยาเทวดาสำหรับรักษาโรคระบาดมาจากทางเหนือ ไม่แน่ว่าอาจจะได้ผลดีกว่า”
เมื่อมีผู้ยั่วยุปลุกปั่นย่อมมีผู้ร่วมผสมโรงในทันที
เดิมทีฮุ่ยเหนียงมีความตั้งใจอันบริสุทธิ์ปรารถนาจะช่วยชาวบ้านในเมืองให้ก้าวผ่านวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ทว่ากลับถูกมองว่าแอบแฝงเจตนาร้ายภายในใจนางจึงรู้สึกคับแค้นใจยิ่งนัก แต่ถึงกระนั้นนางยังคงอดทนอธิบายวิธีการทั้งหมดอย่างใจเย็น
ชาวบ้านในที่แห่งนั้นเดินจากไปเกินครึ่ง ทว่ายังคงมีคนส่วนน้อยที่เลือกจะเชื่อมั่นในตัวฮุ่ยเหนียง
เมื่อคืนนี้ เสิ่นซีได้ออกไปเสาะหาวัวป่วยเพื่อสกัดฝีวัวไว้ล่วงหน้าแล้ว ทั้งยังซื้อเข็มกลับมาเตรียมพร้อมไว้ เมื่อชาวบ้านที่เชื่อถือเข้าแถวรอรับการปลูกฝีวัว ศูนย์ป้องกันโรคระบาดขนาดย่อมจึงได้ฤกษ์เปิดทำการอย่างเป็นทางการ โดยในส่วนของสตรีและเด็กนั้นฮุ่ยเหนียงจะเป็นผู้ดูแล ส่วนบุรุษฉกรรจ์และผู้เฒ่า เสิ่นซีจะเป็นผู้ลงมือปลูกฝีให้โดยมีม่านกั้นไว้อย่างมิดชิด
หลังจากปลูกฝีวัวเสร็จสิ้น ทุกคนยังได้รับเทียบยาสำหรับบำรุงร่างกายและปรับสมดุลม้ามช่วยให้จิตใจสงบอีกคนละหนึ่งเทียบ โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมดเพียงแค่ห้าสิบเหวินเท่านั้น
เพียงช่วงเช้าเวลาเดียว มีผู้มารับการปลูกฝีไปไม่ต่ำกว่าร้อยคน พอถึงยามบ่าย เมื่อข่าวแพร่สะพัดออกไป ผู้ที่เดินทางมาปลูกฝีก็ยิ่งหนาตาขึ้น
วันแรกมีผู้มาปลูกฝีมากที่สุด ทว่าในหลายวันต่อมาเนื่องจากผลลัพธ์ที่แท้จริงยังมิอาจล่วงรู้ได้ จำนวนผู้ที่มาปลูกฝีจึงลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง แต่ถึงกระนั้นในแต่ละวันก็ยังคงมีคนมาไม่ต่ำกว่าสี่สิบถึงห้าสิบคน
ทางด้านที่ว่าการอำเภอนั้น เพียงแค่ส่งคนมาสอบถามในช่วงเริ่มต้นแล้วเรื่องก็เงียบหายไป
คนส่วนใหญ่เลือกที่จะคอยดูสถานการณ์หากการปลูกฝีวัวได้ผลจริง เชื่อว่าในไม่ช้าคงจะมีคลื่นมหาชนหลั่งไหลมาเป็นแน่
ทว่าปัญหาอยู่ที่บรรดาผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอเป็นทุนเดิม หลังจากปลูกฝีไปแล้วกลับเกิดปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์ในทันที ทั้งอาการไข้ขึ้นและตุ่มผื่นที่ผุดขึ้นมานั้นดูคล้ายกับอาการของไข้ทรพิษไม่มีผิดเพี้ยน ครานี้ผู้ที่รับการปลูกฝีไปต่างพากันตกใจกลัวจนขวัญบินภายใต้การยุยงของกลุ่มผู้ไม่หวังดี จึงมีคนนำเรื่องของร้านยาฮุ่ยเหนียงไปฟ้องร้องต่อที่ว่าการอำเภอ
ทว่าใต้เท้านายอำเภอหานเองก็หวาดเกรงว่าจะติดโรคระบาดเช่นกัน แม้จะรับเรื่องคดีไว้แต่จะเริ่มพิจารณาคดีเมื่อใดนั้นยังเป็นเรื่องที่มิอาจคาดเดาได้ และในขณะที่ผู้คนกำลังเตรียมจะเข้าปิดล้อมร้านยาของฮุ่ยเหนียง โรคระบาดก็เริ่มปะทุขึ้นครั้งใหญ่
ยามล่วงเข้าสู่ปลายสารทฤดู ชาวบ้านเริ่มสัญจรไปมาอย่างพลุกพล่าน ผนวกกับภูมิอากาศของมณฑลฝูเจี้ยนที่ชื้นและร้อน จึงกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ตามธรรมชาติของไข้ทรพิษ
หลังจากที่ผู้คนในเมืองติดโรคกันมากขึ้น ชาวบ้านก็เริ่มสังเกตเห็นว่า บรรดาผู้ที่เคยรับการปลูกฝีวัวไปก่อนหน้านี้ แม้จะมีอาการคล้ายไข้ทรพิษปรากฏขึ้นบ้าง แต่เพียงผ่านไปไม่กี่วันร่างกายก็หายเป็นปกติ ซ้ำยังไม่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้บนใบหน้าแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อโรคระบาดลุกลามหนักขึ้น บรรดาผู้ที่เคยปลูกฝีไปแล้วกลับไม่มีผู้ใดล้มป่วยเลยแม้แต่คนเดียว กระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่คนในละแวกบ้านเดียวกันติดโรคกันไปหมด แต่ปีศาจร้ายกลับข้ามบ้านที่มีการปลูกฝีวัวไปเสียอย่างนั้น
ในขณะที่หลายคนเริ่มลืมเลือนเรื่องการปลูกฝีไปแล้ว และต่างคิดว่าการปลูกฝีคือการรนหาที่ตาย ทว่าจู่ๆ ผู้คนที่มาขอรับการปลูกฝีที่ร้านยากลับพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทั่งมีคนหามผู้ป่วยติดโรคมาขอให้ช่วยรักษา แต่กลับถูกคนของทางการขับไล่ออกไป
“...บอกพวกเจ้าไว้เลย ยามนี้ทำได้เพียงรับประกันว่าผู้ที่ยังไม่ติดโรคจะไม่ล้มป่วย ส่วนผู้ที่ติดโรคไปแล้วนั้นไร้หนทางเยียวยา ทำได้เพียงฟังตามลิขิตฟ้าเท่านั้น หากผู้ใดกล้าหามผู้ป่วยมาอีก ทางการจะเอาความผิดอย่างเด็ดขาด”
(เชิงอรรถผู้แปล: ฟังตามลิขิตฟ้า (听天由命) หมายถึงการปล่อยให้โชคชะตาหรือฟ้าดินเป็นผู้กำหนดผลลัพธ์ เมื่อมนุษย์พยายามจนสุดความสามารถแล้ว)
เซี่ยจู่ปู้ในฐานะตัวแทนของที่ว่าการอำเภอ ยามนี้ได้นำคนมาเฝ้าอยู่หน้าประตูร้านยาของฮุ่ยเหนียง ด้านหนึ่งเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ทว่าอีกด้านหนึ่งเป็นเพราะคนในที่ว่าการต่างก็รักตัวกลัวตาย จึงปรารถนาจะได้รับการปลูกฝีวัวเป็นกลุ่มแรกๆ เช่นกัน
ช่วงกลางเดือนเก้า ร้านขายยาต้องปลูกฝีให้ผู้คนวันละเจ็ดสิบถึงแปดสิบคน ล่วงเข้าสู่ปลายเดือนเก้า ในแต่ละวันมีผู้คนเดินทางมานับร้อย ร้านขายยาเล็กๆ แห่งนี้ไม่อาจรองรับได้ไหว
เสิ่นซีรู้ดีว่า เมื่อเผชิญกับโรคระบาดที่กำลังปะทุขึ้นเป็นวงกว้าง วิชาการปลูกฝีไม่ควรหวงแหนวิชาเอาไว้อีกต่อไป สมควรอาศัยอำนาจของทางการเพื่อเผยแพร่ให้ชาวบ้านได้รับการปลูกฝีวัวป้องกันไข้ทรพิษอย่างกว้างขวาง
เซี่ยจู่ปู้เป็นแกนนำ รวบรวมท่านหมอหลายสิบคนในอำเภอหนิงฮว่ามายังร้านขายยาของฮุ่ยเหนียง โดยฮุ่ยเหนียงจะเป็นผู้บรรยายด้วยตนเอง อธิบายให้ท่านหมอเหล่านี้ฟังว่าตุ่มหนองชนิดใดบนตัววัวป่วยที่ปลอดภัยและสามารถนำมาปลูกฝีให้คนได้ และขั้นตอนการปฏิบัติที่แท้จริงต้องทำเช่นไร เนื่องจากวิชาการนี้ไม่ได้ซับซ้อนอันใด พอถึงวันที่สอง ท่านหมอหลายสิบคนเหล่านี้ก็สามารถลงมือปฏิบัติจริงได้แล้ว แรงกดดันที่ร้านขายยาต้องเผชิญจึงลดทอนลงไปมาก
ทว่าชาวบ้านกลับมีความเชื่อใจและพึ่งพาร้านขายยาของฮุ่ยเหนียงเป็นพิเศษ
หลายคนที่เคยตะโกนปาวๆ ว่ายอมตายก็ไม่ขอปลูกฝี ยามนี้กลับร้องห่มร้องไห้อ้อนวอนให้ฮุ่ยเหนียงปลูกฝีวัวให้ ทางด้านฮุ่ยเหนียงนั้นยุ่งจนล้นมือ คิดจะโอนย้ายพวกเขาไปให้ท่านหมอคนอื่น ทว่าคนเหล่านี้กลับปักใจเชื่อมั่นว่าร้านยาของฮุ่ยเหนียงคือต้นตำรับแท้จริง หากเป็นที่อื่นพวกเขาก็ไม่ยอมไปเด็ดขาด
“คนเหล่านั้นมัวไปทำอันใดอยู่ตั้งแต่แรก? ตอนนี้โรคระบาดกำเริบหนัก กลับมาหน้าด้านหน้าทนฝังตัวอยู่ที่นี่ไม่ยอมไป! เฮ้อ พวกเราเหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจอยู่ทุกวัน พวกเขายังไม่แน่ว่าจะซาบซึ้งในบุญคุณเลย”
ยุ่งวุ่นวายไปจนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้า ร้านขายยาถึงได้ปิดประตู ทว่าก็ยังคงมีคนรอนแรมข้ามคืนจากชนบทเข้าเมืองมาเพื่อขอปลูกฝีวัว
เมื่อเทียบกับตัวเมืองอำเภอแล้ว สถานการณ์ในชนบทถือว่าดีกว่าบ้าง ท้ายที่สุดแล้วระหว่างหมู่บ้านก็ยังมีปราการธรรมชาติขวางกั้นอยู่ ทว่าหากเกิดโรคระบาดขึ้นมาเมื่อใด สถานการณ์ก็มักจะทวีความรุนแรงยิ่งกว่า บางครั้งขอเพียงมีคนในหมู่บ้านติดโรคเพียงคนเดียว ไวรัสก็จะลุกลามไปทั่วทั้งหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว
ปากของเสิ่นซีแม้นจะบ่นกระปอดกระแปด ทว่าภายในใจกลับเบิกบานดั่งดอกไม้แย้มบาน
หลายวันมานี้ เทียบยาบำรุงร่างกายที่เขาเขียนให้ฮุ่ยเหนียง ได้ช่วยระบายสมุนไพรที่ค้างโกดังอยู่ในร้านออกไปจนหมดเกลี้ยง ราคาเป็นธรรมทว่ากลับมีช่องว่างให้ทำกำไรได้อย่างมหาศาล เรียกได้ว่ากอบโกยเงินทองจนเต็มบาตรเต็มชาม
หลังจากยามวิกาลมาเยือน ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อก็เริ่มลงมือทำอาหารเย็น
เสิ่นหมิงจวินไม่อยู่บ้าน สองครอบครัวจึงล้อมวงกินข้าวร่วมกัน โจวซื่อที่ในตอนแรกไม่ยอมยุ่งเกี่ยวกับการปลูกฝีเลยแม้แต่น้อย ทว่าสองสามวันมานี้เนื่องจากที่ร้านมีคนมากเกินไปจริงๆ นางจึงมาช่วยงานด้วย
ฮุ่ยเหนียงยกสำรับกับข้าวมาวางบนโต๊ะ พลางแย้มยิ้ม “รอให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปก็คงจะดีขึ้นแล้วล่ะ ใต้เท้านายอำเภอหานได้ส่งคนออกไปนอกเมืองเพื่อปลูกฝีให้ชาวบ้านแล้ว พรุ่งนี้ยังมีคนจากเมืองถิงโจวมาอีก เมื่อมีคนทำเป็นมากขึ้น พวกเราก็คงไม่ต้องยุ่งปานนี้แล้ว”
“แม่หนูน้อย มาหาของกินเร็วเข้า เด็กคนนี้นี่ สองสามวันมานี้ดูอ่อนเปลี้ยเพลียแรงราวกับกำลังป่วย โชคดีที่ปลูกฝีวัวให้นางไว้ล่วงหน้าแล้ว มิเช่นนั้นคงนึกว่านางติดโรคระบาดร้ายแรงเข้าแล้วจริงๆ”
เนื่องจากในร้านขายยามีผู้คนพลุกพล่านหมุนเวียนมากเกินไป เสิ่นซีไม่อาจปล่อยให้เด็กน้อยหลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์ต้องเสี่ยงอันตรายได้อีก เขาจึงได้ลงมือปลูกฝีวัวให้ทั้งสองคนตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว และอาการก็หายสนิทไปตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อน เพียงแต่ลู่ซีเอ๋อร์บังเอิญตากลมจนเป็นไข้หวัด ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มจึงดูซูบซีดชวนให้รู้สึกเวทนาสงสารยิ่งนัก
ลู่ซีเอ๋อร์สวมรองเท้าคู่ใหญ่ลากเท้าเดินเตาะแตะมาเบื้องหน้าฮุ่ยเหนียง นางถูกฮุ่ยเหนียงอุ้มขึ้นมานั่งบนตัก ครอบครัวล้อมวงกินข้าวกันอย่างพร้อมหน้า
ฮุ่ยเหนียงใช้ช้อนไม้ตักป้อนอาหารให้ลู่ซีเอ๋อร์ ทว่าดวงตากลมโตของเด็กน้อยกลับจดจ้องไปยังเสิ่นซีและหลินไต้ หลายวันมานี้นางล้มป่วย สิ่งที่นางปรารถนาที่สุดคือการให้เสิ่นซีและหลินไต้มาเล่นด้วย ทว่าเสิ่นซีในเวลานี้คือบุรุษเพียงคนเดียวในร้านขายยา หน้าที่ปลูกฝีให้ผู้ชายจึงไร้เขาไม่ได้ เขาแทบจะไม่มีเวลามาเล่นกับนางเลย
“แม่หนูน้อย เป็นอันใดไป?”
ฮุ่ยเหนียงมองดูบุตรี เอ่ยถามด้วยความปวดใจเล็กน้อย
ลู่ซีเอ๋อร์ซบศีรษะลงบนอกของฮุ่ยเหนียง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงง่วงงุนอ่อนล้า “ท่านแม่ ข้าไม่อยากกิน”
“ไม่ได้ อย่างไรก็ต้องกินสักหน่อย... เหล็กกล้าแกร่งได้เพราะไฟคนอยู่ได้เพราะข้าวในท้องไม่มีสิ่งใดตกลงไปอาการป่วยจะดีขึ้นได้อย่างไร? รอให้เจ้าหายดีแล้ว ค่อยให้พี่เสิ่นซีมาเล่นด้วยนะ... มาเถิด แม่ป้อนเจ้าเอง”
(เชิงอรรถผู้แปล: เหล็กกล้าแกร่งได้เพราะไฟคนอยู่ได้เพราะข้าว (人是铁饭是钢) สำนวนสุภาษิตจีน มีความหมายคล้ายกับ "กองทัพต้องเดินด้วยท้อง" หมายถึง อาหารคือสิ่งสำคัญที่สุดที่หล่อเลี้ยงชีวิตและให้พละกำลังแก่ร่างกาย)
เสิ่นซีมองดูฮุ่ยเหนียงเบื้องหน้าที่มีท่าทีเมตตาปรานีและพร่ำสอนอย่างอ่อนโยนภายในใจอดทอดถอนใจมิได้ ฮุ่ยเหนียงช่างเป็นสตรีเพียบพร้อมที่แสนดีเสียนี่กระไร น่าเสียดายที่ต้องสูญเสียสามีไปตั้งแต่เนิ่นๆ ซ้ำยังต้องครองม่ายรักษาพรหมจรรย์ทั้งที่อายุยังน้อย