เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 42 ปลูกฝี

ตอนที่ 42 ปลูกฝี

ตอนที่ 42 ปลูกฝี


ชาวบ้านในเมืองได้ยินว่าฮุ่ยเหนียงติดไข้ทรพิษทว่ากลับหายดีได้อย่างน่าอัศจรรย์ ต่างก็รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก จึงตั้งใจวิ่งมาดูให้เห็นกับตาว่าความจริงเป็นเช่นไร

เมื่อมาถึงที่หมายก็พบว่าร้านขายยาที่ปิดประตูมาหลายวันได้กลับมาเปิดกิจการอีกครั้งจริงๆ ซ้ำฮุ่ยเหนียงที่แต่เดิมป่วยหนัก บนใบหน้ากลับไม่มีรอยแผลเป็นหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย ภาพที่เห็นจึงสร้างความตื่นตะลึงและเรียกเสียงฮือฮาได้ในพริบตา

ผู้คนมากมายต่างรู้สึกว่าสาเหตุที่ฮุ่ยเหนียงสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและหายสนิทได้ถึงเพียงนี้ ปัจจัยสำคัญต้องเป็นเพราะสมุนไพรที่ร้านของนางขายนั้นเป็นสินค้าแท้ราคาเป็นธรรมอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นก็ไม่อาจหาเหตุผลใดมาอธิบายปรากฏการณ์ที่ราวกับปาฏิหาริย์นี้ได้เลย

(เชิงอรรถผู้แปล: สินค้าแท้ราคาเป็นธรรม (货真价实) สำนวนหมายถึง สินค้าที่เป็นของแท้ มีคุณภาพดีสมราคา ไม่มีการหลอกลวงผู้บริโภค)

เรื่องนี้มีประโยชน์ยิ่งกว่าการป่าวประกาศโฆษณาใดๆ หน้าลานร้านขายยาจึงมีผู้คนมาเข้าแถวยาวเหยียดเป็นมังกรในเวลาอันรวดเร็ว

เนื่องจากหลังจากที่โจวซื่อช่วยฮุ่ยเหนียงเปิดร้านเสร็จ นางก็พาเสิ่นซีกลับไปแล้ว เหลือเพียงฮุ่ยเหนียงอยู่ดูแลร้านเพียงลำพัง นางจึงยุ่งเสียจนเท้าไม่ติดพื้น

ผู้ที่มาถึงล่าช้าเมื่อเห็นผู้คนต่อแถวกันมากมายปานนี้ ด้วยความร้อนใจถึงกับยอมจ่ายเงินเพื่อแซงแถว หวังจะได้ซื้อยาก่อนผู้อื่น ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าทุกคนต่างไม่อ่อนข้อให้กันแถวรอซื้อยาจึงยิ่งต่อยาวออกไป ความขัดแย้งและข้อพิพาทต่างๆ ก็ยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ

บรรดาหญิงปากหอยปากปูที่เคยแอบนินทาสองแม่ลูกฮุ่ยเหนียงลับหลัง ยามนี้กลับวิ่งแจ้นเข้ามาทำตัวเสมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นพลางชวนคุยเรื่องสัพเพเหระอย่างหน้าตาเฉย “แม่นางลู่ เจ้าดูสิ ญาติที่บ้านของเราติดโรคระบาดเข้าแล้ว อยากจะให้ช่วยหาวิธีรักษา แต่หมอในเมืองต่างก็หมดหนทางเยียวยาที่นี่ของเจ้ามีเทียบยาบ้างหรือไม่?”

“แม่นางลู่ เจ้าต้องช่วยลูกของพวกเราด้วยนะ เขาเพิ่งจะสี่ขวบ กำลังจะสิ้นลมอยู่รอมร่อแล้ว”

“แม่นางลู่ เรื่องที่บรรดาหมอในเมืองต่างก็บอกว่าไม่อาจช่วยชีวิตได้แล้ว เหตุใดเจ้าถึงมีฝีมือเก่งกาจถึงเพียงนี้? ตอนนี้คนทั้งเมืองต่างก็ต้องพึ่งพาเจ้าแล้วนะ เจ้าจะเห็นคนตายแล้วไม่ช่วยเหลือมิได้เด็ดขาด”

เมื่อเวลาล่วงเลยไป ผู้คนที่มายังร้านขายยาของฮุ่ยเหนียงก็ยิ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

ชาวเมืองต่างอกสั่นขวัญแขวนมีชีวิตอยู่รอดพ้นวันนี้แต่ไร้ซึ่งพรุ่งนี้ ผู้ที่ติดโรคแล้วก็เฝ้ารอความตาย ผู้ที่ยังไม่ติดโรค เพียงพริบตาเดียวบนเรือนร่างก็อาจจะมีตุ่มหนองผุดขึ้นมา ล้วนหมดหนทางเยียวยาเมื่อบัดนี้ได้ยินว่ามีหนทางรอดชีวิต มีหรือที่จะไม่แห่แหนกันมาดั่งฝูงเป็ด?

ฮุ่ยเหนียงถูกผู้คนรุมซักไซ้ไล่เลียงจนทำตัวไม่ถูกนางมองดูแล้วรู้สึกว่าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมมิใช่วิธีแก้ปัญหาที่ดี จึงเดินออกมาจากโต๊ะบัญชี มาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูร้านขายยา แล้วกล่าวกับฝูงชนที่ยืนเบียดเสียดมืดฟ้ามัวดินอยู่เบื้องนอกว่า:

“เรียนท่านผู้อาวุโสและพี่น้องร่วมบ้านเกิดทุกท่าน แท้จริงแล้ว... ข้าน้อยเองก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุใดโรคนี้ถึงหายสนิทได้ ทุกท่านมิสู้กลับไปก่อนเถิด รอให้ข้าน้อยกลับไปขบคิดพิจารณาดูสักครา พรุ่งนี้ค่อยอธิบายสาเหตุให้พี่น้องทุกท่านฟังอีกครั้ง”

มีหรือที่ชาวบ้านจะยอมรับฟัง? ไม่มีผู้ใดเต็มใจฟังคำกล่าวของนางเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งคนของทางการมาถึงเพื่อขับไล่ ชาวบ้านจึงยอมแยกย้ายกันกลับบ้านด้วยอาการเดินไปเหลียวหลังไป

เซี่ยจู่ปู้เป็นผู้นำคนมาด้วยตนเอง ทางฝั่งที่ว่าการอำเภอนั้น เดิมทีมีมือปราบติดโรคไปก่อนแล้ว จากนั้นบรรดาบ่าวไพร่และครอบครัวของขุนนางก็ทยอยติดโรคตามกันไป ยามนี้ที่ว่าการอำเภอจึงวุ่นวายจนโกลาหลอลหม่านไปหมด

“ลู่ซุนซื่อ เจ้านี่ก็มีฝีมืออยู่บ้าง ขนาดติดโรคระบาดแล้วยังสามารถปรุงยาถึงโรคคลายได้... นี่คือเทียบยาที่ยอดคนผู้นั้นมอบให้พวกเจ้ากระนั้นหรือ? ยามนี้ในเมืองมีคนติดโรคตั้งเท่าใด หากเจ้าคิดจะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเกรงว่าจะทำให้ใต้เท้านายอำเภอหานที่เคยช่วยเหลือพวกเจ้าแม่ม่ายลูกกำพร้าในตอนนั้นต้องผิดหวังกระมัง?”

(เชิงอรรถผู้แปล: ยาถึงโรคคลาย (药到病除) สำนวนหมายถึง การรักษาที่ได้ผลชะงัด ทันทีที่กินยาหรือรับการรักษาก็หายจากอาการป่วยเป็นปลิดทิ้ง)

เซี่ยจู่ปู้พอมาถึงก็วางท่าขุนนางกล่าวเจรจา แท้จริงแล้วเขาต้องการบีบคั้นให้ฮุ่ยเหนียงยอมมอบเทียบยาให้แก่ทางการด้วยความสมัครใจ

แต่จนถึงบัดนี้ กระทั่งตัวฮุ่ยเหนียงเองก็ยังสับสนมึนงงว่าโรคของนางหายดีได้อย่างไร นางจึงไม่มีทางอธิบายให้เซี่ยจู่ปู้ฟังได้อย่างกระจ่างแจ้งเลยแม้แต่น้อย

“สตรีชาวบ้านอย่างข้าน้อยต้องไปสอบถามดูก่อนจึงจะทราบได้เจ้าค่ะ” ซุนฮุ่ยเหนียงย่อกายลงค้อมคารวะ

เมื่อเห็นฮุ่ยเหนียงไม่โอนอ่อนผ่อนตาม เซี่ยจู่ปู้ก็หมดหนทางเช่นกัน

คนเป็นขุนนางเมื่อเผชิญหน้ากับชาวบ้านมักจะรีดไถตามอำเภอใจมาโดยตลอด ทว่าเรื่องนี้มีความสำคัญใหญ่หลวงนัก กระทั่งอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนทั้งเมือง เซี่ยจู่ปู้จึงทำได้เพียงยกทัพกลับจวนไปก่อน เพื่อนำเรื่องนี้ไปรายงานต่อใต้เท้านายอำเภอหานให้ทราบแล้วค่อยว่ากันอีกที

ฮุ่ยเหนียงกังวลว่าร้านขายยาจะถูกผู้คนมาปิดล้อมอีก จึงรีบนำบานประตูมาปิดประกบกัน คล้องกุญแจประตูแล้วมุ่งหน้าไปยังลานเรือนที่ครอบครัวตระกูลเสิ่นเช่าพักอาศัยอยู่ทันที

เมื่อก้าวผ่านประตูเรือนเข้ามา ฮุ่ยเหนียงก็เหลือบไปเห็นเสิ่นซีกำลังยกอ่างไม้ขึ้นเหนือหัว ยืนหน้ามุ่ยถูกทำโทษอยู่หน้าห้องโถงหลัก นางอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าและหลุดหัวเราะออกมาหลังจากนางเดินเข้าไปและตามโจวซื่อเข้าไปในห้องด้านใน ผ่านไปครู่ใหญ่ทั้งสองคนถึงเดินออกมา

“เจ้าเด็กคนนี้ดวงดีนักนะ ที่ท่านน้าซุนมาช่วยขอร้องให้ เจ้าพักก่อนเถิด เข้ามาอธิบายเรื่องราวให้กระจ่าง ว่าตกลงเรื่องราวมันเป็นมาอย่างไร โรคของท่านน้าซุนหายดีได้อย่างไรกัน?”

โจวซื่อกล่าวถ้อยคำอ่อนลง แท้จริงแล้วลึกๆ ในใจนางก็มิได้อยากตำหนิติเตียนเสิ่นซีนัก หากสามารถหลีกเลี่ยงโรคระบาดได้ อย่าว่าแต่แทงเข็มเดียวเลย ต่อให้แทงสักสิบเข็มหรือร้อยเข็มก็ย่อมคุ้มค่า

เสิ่นซีเบะปากพลางกล่าว “เมื่อครู่ท่านแม่เพิ่งจะทำโทษลูกเพราะเรื่องนี้ แต่ตอนนี้กลับมาถามลูกว่าเกิดอันใดขึ้น ลูกคร้านจะเอ่ยแล้วขอรับ”

โจวซื่อทำท่าจะคว้าไม้กวาดขึ้นมาตีคนอีกรอบ ทว่ากลับถูกฮุ่ยเหนียงห้ามปรามเอาไว้เสียก่อน

“ท่านน้าซุนดีที่สุดเลยขอรับ”

เสิ่นซีหลบเข้าไปอยู่ด้านหลังของฮุ่ยเหนียงโดยตรง เขาจับชายเสื้อด้านหลังของหญิงงามเอาไว้ ปลายนิ้วสัมผัสโดนแผ่นหลังอันอบอุ่นละมุนดั่งหยกของฮุ่ยเหนียง จังหวะหัวใจพลันเต้นรัวเร็วขึ้นมาในบัดดล เขาลอบคิดในใจ: เป็นเด็กนี่มันดีจริงๆ ต่อให้ล่วงเกินสาวงามก็คงไม่มีผู้ใดว่ากล่าวอันใด

รอจนกระทั่งอารมณ์กรุ่นโกรธของโจวซื่อบรรเทาลงบ้างแล้ว เสิ่นซีจึงเดินไปนั่งลงด้านข้าง แล้วอธิบายเรื่องการปลูกฝีวัวให้ฮุ่ยเหนียงฟังคร่าวๆ รอบหนึ่ง

เขาเน้นย้ำเป็นพิเศษว่าก่อนหน้านี้ฮุ่ยเหนียงมิได้ติดไข้ทรพิษจริงๆ ทว่ามันเป็นเพียงปฏิกิริยาตอบสนองตามปกติหลังจากการปลูกฝีวัวเท่านั้น เนื่องจากพิษที่แฝงอยู่ในฝีวัวนั้นไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตต่อมนุษย์ ผ่านไปไม่กี่วันก็สามารถหายขาดได้เองโดยไม่ต้องพึ่งยาหลังจากนั้นต่อให้ต้องสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยไข้ทรพิษก็จะไม่ติดโรคอีก

ฮุ่ยเหนียงตั้งใจฟังอย่างละเอียด ทว่ามีหลายจุดที่นางไม่เข้าใจ นางจึงหยิบกระดาษและพู่กันมาจดบันทึกเอาไว้

ลู่เซ่าป๋อ สามีของฮุ่ยเหนียงเคยทิ้งตำราเทียบยาเอาไว้เล่มหนึ่ง ล้วนเป็นสิ่งที่เขารวบรวมและเรียบเรียงมาจากทั่วทุกสารทิศยามที่เดินทางไปค้าขายสมุนไพร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพียงเทียบยาทั่วไป สามารถรักษาได้เพียงโรคภัยไข้เจ็บธรรมดาเท่านั้น หากใช้คำพูดของฮุ่ยเหนียงมากล่าว การทำการค้าขายสมุนไพร อย่างไรเสียก็ต้องรู้ว่าคนเขาป่วยเป็นโรคอันใด โดยปกติแล้วไม่จำเป็นต้องไปสอบถามหมอก็สามารถจัดยาให้เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงได้ เช่นนี้จึงจะสามารถประหยัดเงินค่าตรวจและค่าเทียบยาจากท่านหมอไปได้

“เสี่ยวหลาง เจ้ากำลังจะบอกว่าให้นำเข็มไปแทงที่ตุ่มหนองของวัวป่วยก่อน จากนั้นให้นำของเหลวที่ติดมาไปแทงลงบนท่อนแขนของคน เช่นนี้ก็สามารถหลีกเลี่ยงการติดโรคระบาดได้แล้วกระนั้นหรือ?”

ฮุ่ยเหนียงจดบันทึกไปได้พอสมควรแล้ว ทว่าในหัวก็ยังคงสับสนมึนงงอยู่ดี เนื่องจากสิ่งที่เสิ่นซีกล่าวนั้นมิใช่เทียบยารักษาโรคโดยตรง ทว่ากลับเป็นวิธีการป้องกันและรับมือ

เสิ่นซีส่ายหน้าพลางกล่าว “ตุ่มหนองบนตัววัวก็แบ่งเป็นชนิดที่มีพิษร้ายแรงและพิษอ่อนเช่นกัน ต้องหาตุ่มหนองที่ตกสะเก็ดแล้ว ใช้เข็มสะกิดเปิดตุ่มออกแล้วบีบเอาหนองด้านในออกมาจึงจะใช้ได้ขอรับ อีกทั้งที่สำคัญที่สุดของวิธีนี้ก็คือห้ามให้เกิดการติดเชื้อข้ามไปอีกคนเด็ดขาด คนหนึ่งคนสามารถใช้เข็มได้เพียงเล่มเดียวเท่านั้น ต่อให้มีเข็มไม่เพียงพอ หลังจากใช้งานแล้วก็ต้องนำไปแช่ในสุราดีกรีแรง... หรือจะนำไปลนไฟสักหน่อยก็ได้ขอรับ”

ฮุ่ยเหนียงถือพู่กันค้างไว้ รู้สึกว่าไม่อาจจดบันทึกต่อไปได้อีกแล้ว สิ่งที่เสิ่นซีกล่าวนั้นช่างพิสดารเหลือเชื่อเกินไป มันหลุดกรอบความรู้ความเข้าใจของนางไปโดยสิ้นเชิง

โจวซื่อเห็นเสิ่นซีอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล ก็หลงเชื่อไปแล้วเจ็ดแปดส่วน จึงรีบกล่าวว่า “แล้วเหตุใดเจ้าถึงไม่เรียกท่านพ่อของเจ้ากลับมา ให้ท่านพ่อของเจ้าได้รับการปลูกฝีด้วยเล่า? เช่นนี้ครอบครัวของเราก็จะปลอดภัยกันทุกคนแล้ว!”

“ยังต้องรอให้ท่านแม่มาเตือนอีกหรือขอรับ? เมื่อหลายวันก่อนตอนที่ท่านพ่อกลับมา ลูกได้ปลูกฝีให้ท่านพ่อไปเรียบร้อยแล้ว ท่านพ่อยังหนุ่มแน่นแข็งแรงดี หลังจากปลูกฝีแล้วก็ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เลยแม้แต่น้อย ไม่เห็นจะล้มป่วยไปหลายวันเหมือนท่านน้าซุนเลยขอรับ”

พวงแก้มทั้งสองข้างของฮุ่ยเหนียงแดงระเรื่อ เมื่อประกอบกับใบหน้างดงามผุดผ่อง ชั่วขณะนั้นจึงดูงดงามหยดย้อย “ร่างกายของข้าอ่อนแอมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เมื่อก่อนตอนที่สามียังอยู่ เขามักจะต้มยาบำรุงร่างกายให้ข้าดื่มอยู่เสมอ”

เมื่อได้ยินฮุ่ยเหนียงกล่าวเช่นนี้ เสิ่นซีก็พลันเกิดความคิดบรรเจิดขึ้นมาทันที จึงกล่าวว่า “ท่านน้า หากท่านนำวิธีนี้ไปบอกกล่าวแก่ชาวบ้าน พวกเขาก็จะไม่ป่วยกันอีก แล้วเช่นนี้จะมีผู้ใดมาหาหมอเทียบยาอีกเล่าขอรับ? สิ่งใดที่ได้มาอย่างง่ายดาย พวกเขาย่อมไม่มีทางจดจำความดีงามของท่านหรอกขอรับ...”

“ลูกว่ามิสู้ทำเช่นนี้ ในขณะที่สอนวิธีป้องกันโรคระบาดให้พวกเขา ก็จัดเทียบยาบำรุงร่างกายให้ไปสักสองสามเทียบด้วย โดยบอกไปว่าต้องลงมือทำพร้อมกันสองทางจึงจะเห็นผล เช่นนี้กิจการของท่านน้าซุนก็จะดีขึ้นมิใช่หรือขอรับ?”

ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้าปฏิเสธ “เช่นนี้ไม่ดีแน่ พวกเราจะหาเงินผิดมโนธรรมเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด!”

“กล่าวเช่นนั้นได้อย่างไรเล่าขอรับ? เมื่อชาวบ้านใช้วิธีของพวกเรา พวกเขาก็จะรอดพ้นจากการติดโรค ส่วนพวกเราเองก็ได้รับเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวอย่างสบายใจไร้ตะขิดตะควงนับว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเชียวนะขอรับ!”

“อีกอย่างหนึ่ง หากพวกเราจัดเทียบยาบำรุงให้ ทุกคนกินแล้วร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ เช่นนี้ก็จะช่วยป้องกันการติดโรคได้ในระดับหนึ่ง... มิเช่นนั้นหากร่างกายอ่อนแอเหมือนกับท่านน้า ต่อให้ปลูกฝีวัวไปแล้วก็ยังต้องล้มป่วยไปหลายวัน ท่านน้าย่อมไม่อยากเห็นชาวบ้านต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการป่วยหรอกกระมังขอรับ?”

เดิมทีฮุ่ยเหนียงไม่มีทางยอมหาเงินด้วยวิธีนี้เป็นอันขาด ทว่าเมื่อนางนึกขึ้นได้ว่าหลังจากตนเองปลูกฝีวัวไปแล้ว ร่างกายก็อ่อนแอลงจนแทบทนไม่ไหวจริงๆ ในขณะที่คนครอบครัวเสิ่นกลับปลอดภัยไร้กังวล ในที่สุดนางก็พยักหน้า ยินยอมขายยาเพื่อหาเงิน ทว่าเทียบยาที่สามีของนางทิ้งไว้ให้เหล่านั้นล้วนเป็นเพียงเทียบยาทั่วไป ไม่มีสิ่งใดวิเศษพิสดาร ขอเพียงเป็นหมอก็สามารถเขียนเทียบยาเหล่านี้ขึ้นมาได้ทั้งสิ้น นางจึงเกรงว่าจะถูกผู้คนครหาว่าเอาของปลอมมาหลอกขาย

เสิ่นซียิ้มพลางกล่าว “เรื่องนี้จัดการง่ายมากขอรับ ประเดี๋ยวข้าจะลองขบคิดจัดเทียบยาออกมาสักเทียบก็แล้วกัน” กล่าวจบประโยค ฝ่ามือของโจวซื่อก็ฟาดป้าบลงบนหน้าผากของเขาทันที

โจวซื่อก่นด่า “เจ้าเด็กเหม็น ขบคิดเทียบยาอันใดของเจ้า ตัวอักษรยังรู้จักไม่กี่ตัว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องสมุนไพรและสรรพคุณยา แล้วเจ้ากล้าดีอย่างไรมาสวมรอยเป็นหมอจัดเทียบยา? หากกินแล้วเกิดอันตรายขึ้นมาพวกเราคงต้องขึ้นโรงขึ้นศาลชีวิตน้อยๆ ของเจ้าจะพอชดใช้ให้เขาหรือ?”

เสิ่นซีแลบลิ้นและไม่กล่าวอันใดอีก ทว่าด้วยความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตำราแพทย์แผนจีนโบราณจากชาติปางก่อนของเขา การจัดเทียบยาบำรุงร่างกายขึ้นมาสักเทียบก็หาใช่เรื่องยากเย็นอันใดนัก

อีกประการหนึ่ง สิ่งที่สามารถต้านทานไข้ทรพิษได้อย่างแท้จริงนั้น หาใช่เทียบยาและสมุนไพรไม่ หากแต่เป็นวิธีการปลูกฝีต่างหาก เขาเพียงไม่อยากเห็นฮุ่ยเหนียงต้องเหน็ดเหนื่อยเปล่าประโยชน์ไปครึ่งค่อนวัน ทว่าผลสุดท้ายกลับกลายเป็นตักน้ำด้วยตะกร้าไม้ไผ่สูญเปล่าโดยสิ้นเชิง

จบบทที่ ตอนที่ 42 ปลูกฝี

คัดลอกลิงก์แล้ว