- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 40 ไข้ทรพิษ
ตอนที่ 40 ไข้ทรพิษ
ตอนที่ 40 ไข้ทรพิษ
เพราะเรื่องโรคระบาด เทศกาลไหว้พระจันทร์ในเมืองจึงไร้ซึ่งกิจกรรมเฉลิมฉลองใดๆ ภายใต้เบื้องหลังที่เมฆหมอกแห่งความระทมทุกข์ปกคลุมมืดมิดผู้คนทำได้เพียงเฝ้าหวังให้ฤดูหนาวมาเยือนโดยเร็ว
ตามประสบการณ์การระบาดของโรคในอดีต หลังจากปลายฤดูใบไม้ร่วงย่างเข้าสู่ฤดูหนาว อากาศที่หนาวเย็นจะทำให้โรคระบาดค่อยๆ ถูกควบคุมไว้ได้ ทว่าโรคระบาดในครั้งนี้ดูเหมือนจะแตกต่างออกไป แม้ว่าตัวเมืองอำเภอหนิงฮว่าจะเตรียมการป้องกันโรคระบาดไว้พร้อมสรรพแล้ว แต่ในช่วงราวๆ วันที่ยี่สิบเดือนแปด แถบทางทิศใต้ของเมืองก็ยังคงมีสถานการณ์โรคระบาดปรากฏขึ้นจนได้
ครานี้ตัวเมืองอำเภอหนิงฮว่าถึงคราวแตกตื่นราวกับน้ำเดือดพล่านในหม้อ ทุกบ้านทุกเรือนต่างปิดประตูหน้าต่างลงกลอน พยายามลดการออกไปข้างนอกให้น้อยที่สุด บนท้องถนนจึงเงียบเหงาซบเซาไปถนัดตา
(เชิงอรรถผู้แปล: แตกตื่นราวกับน้ำเดือดพล่านในหม้อ (炸开了锅) สำนวนเปรียบเปรยถึงฝูงชนที่เกิดความโกลาหลวุ่นวาย หรือส่งเสียงดังเอะอะเซ็งแซ่เมื่อเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นกะทันหัน)
เสิ่นหมิงจวินจึงรั้งอยู่ที่จวนตระกูลหวัง ไม่กลับมาทุกวันอีก โจวซื่อก็เอาแต่จุดธูปไหว้พระอยู่พร่ำเพรื่อในบ้าน ที่สำคัญที่สุดคือการสวดอ้อนวอนขอให้ป้ายอายุวัฒนะที่ไร้อักษรสำแดงเดช คุ้มครองให้คนในครอบครัวแคล้วคลาดปลอดภัย
เสิ่นซีรู้สึกว่าความคิดของท่านแม่นั้นยากจะเข้าใจ นางคิดว่านักพรตเฒ่าผู้นั้นรอบรู้ฟ้าดินไปเสียทุกอย่าง กระทั่งโรคระบาดก็ยังสามารถป้องกันและรักษาได้ นี่ยังมิใช่ว่าเหลวไหลสิ้นดีเกินไปหรือ ทว่าความเป็นไปได้ที่มากที่สุดก็คือโจวซื่อกำลังป่วยหนักจนลนลานคว้าหมอส่งเดชเจอศาลเจ้าเล็กๆ ที่ใดก็เริ่มต้นกราบไหว้พระโพธิสัตว์ส่งไปเรื่อย โดยไม่สนใจเลยว่าศาลเจ้าเล็กๆ แห่งนั้นจะเป็นศาลเจ้าพญามังกรหรือศาลเจ้าที่กันแน่
(เชิงอรรถผู้แปล: ป่วยหนักจนลนลานคว้าหมอส่งเดช (病急乱投医) สำนวนเปรียบเปรยถึงคนที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์คับขันหรือเผชิญวิกฤตจนลนลาน หาทางออกมั่วซั่วโดยไม่ทันได้ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน)
ล่วงเข้าสู่ช่วงปลายเดือนแปด การเข้าออกของเสิ่นซีถูกจำกัดอยู่เพียงระหว่างเรือนหลังเล็กกับร้านขายยาของฮุ่ยเหนียงเท่านั้น
แม้ในเมืองจะมีโรคระบาดปะทุขึ้น แต่ฮุ่ยเหนียงก็มีความรับผิดชอบอย่างยิ่ง นางยังคงเปิดประตูร้านขายยาทุกวัน อนุญาตให้ผู้คนมาเทียบยาได้ ที่นี่จึงนับเป็นหนึ่งในร้านรวงเพียงไม่กี่แห่งในเมืองที่ยังคงเปิดกิจการอยู่
แม้เสิ่นซีจะไม่ได้รับอนุญาตจากฮุ่ยเหนียงให้ออกไปยังโถงหน้าร้านขายยาเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ แต่เสิ่นซีก็ยังพอคาดเดาได้คร่าวๆ จากปากของผู้คนที่มาจับยาว่าโรคระบาดในครั้งนี้แท้จริงแล้วคือโรคอันใด
หากจะกล่าวให้ถูกต้อง โรคระบาดนี้ก็คือไข้ทรพิษ
ก่อนที่จะมีการค้นพบวัคซีนป้องกันที่ตรงจุด ไข้ทรพิษแทบจะเป็นโรคที่ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ อีกทั้งความสามารถในการติดต่อของไวรัสชนิดนี้ยังน่าตกตะลึงยิ่งนัก มันสามารถแพร่กระจายผ่านทางอากาศ และมีระยะฟักตัวประมาณเจ็ดถึงสิบเจ็ดวัน ซึ่งในช่วงระยะฟักตัวนี้แหละที่เป็นช่วงที่แพร่เชื้อได้ง่ายที่สุด น้ำลายของผู้ติดเชื้อจะมีไวรัสไข้ทรพิษปะปนอยู่เป็นจำนวนมหาศาล
กระทั่งรอยแผลของผู้ป่วยตกสะเก็ดและหลุดลอกออก ไข้ทรพิษก็ยังสามารถแพร่เชื้อจากผู้ป่วยไปยังผู้อื่นได้อยู่ดี ปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลให้เมื่อไวรัสไข้ทรพิษแพร่ระบาดออกไปแล้ว แทบจะไม่อาจควบคุมได้เลย
ในยุคสมัยที่ขาดแคลนทั้งหยูกยาและหมอรักษา ซ้ำภูมิต้านทานของคนทั่วไปก็ยังอยู่ในระดับต่ำเช่นนี้ หากติดเชื้อไข้ทรพิษ อัตราการเสียชีวิตจะสูงถึงห้าส่วนขึ้นไป ต่อให้รอดชีวิตมาได้ด้วยความโชคดี บนร่างกายก็ยังต้องหลงเหลือรอยแผลเป็นจากฝีหนอง บนใบหน้าจะปรากฏรอยแผลเป็นบุ๋มลึกที่ไม่อาจลบเลือนได้ไปตลอดชีวิต
เสิ่นซีเกิดในยุคสมัยที่ไข้ทรพิษกลายเป็นเพียงหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ไปแล้ว แต่เขาก็ยังมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับไข้ทรพิษมากพอ คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของไข้ทรพิษก็คือ ร่างกายของผู้ที่เคยเป็นไข้ทรพิษมาก่อนจะสร้างแอนติบอดีขึ้นมา ซึ่งจะส่งผลให้มีภูมิคุ้มกันต่อไข้ทรพิษในเวลาต่อมา
ตามหน้าประวัติศาสตร์ ประเทศจีนเป็นชาติแรกที่ริเริ่มใช้วิธีปลูกฝีเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานไข้ทรพิษ ทว่านั่นก็เป็นเพียงเรื่องราวในรัชศกหลงชิ่งแห่งราชวงศ์หมิง ซึ่งยังห่างไกลจากยุคปัจจุบันเกือบเจ็ดสิบถึงแปดสิบปี ซ้ำฝีที่นำมาปลูกนั้นยังเป็น "ฝีคน" อีกด้วย
สิ่งที่เรียกว่า "ฝีคน" นั้นคือการนำเอาหนองฝีจากผู้ที่ป่วยเป็นไข้ทรพิษมาปลูกเชื้อให้กับผู้ที่ยังไม่เคยป่วย วิธีนี้ไม่เพียงแต่ง่ายต่อการติดเชื้ออย่างยิ่ง แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังไม่สู้ดีนัก
หลังจากเสิ่นซีทราบว่าโรคระบาดในครั้งนี้คือไข้ทรพิษ เขากลับสงบเยือกเย็นลง
เมื่อได้กลับมาเกิดใหม่อีกครา เสิ่นซีก็ไม่ได้หวาดกลัวต่อความตายมากมายนัก ทว่าเขาต้องการปกป้องผู้คนรอบกาย เขารู้ดีว่ามนุษยชาติยังไม่มีวิธีใดที่จะรักษาไข้ทรพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดคือการปลูกฝีวัว นั่นเป็นเพราะหลังจากที่วัวเป็นไข้ทรพิษ แอนติเจนของไวรัสในร่างกายวัวจะเหมือนกับไวรัสไข้ทรพิษในคนแทบจะทุกประการ ซึ่งสามารถกระตุ้นให้ร่างกายมนุษย์สร้างแอนติบอดีต่อไข้ทรพิษได้ โดยที่ไม่ทำให้เกิดโรคในมนุษย์
ในเมื่อตอนนี้โรคระบาดได้ลุกลามมาถึงตัวเมืองอำเภอหนิงฮว่าแล้ว เสิ่นซีจึงรู้สึกว่าสิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำมากที่สุดในตอนนี้ คือการหาวัวที่ป่วยสักตัว เพื่อนำมาปลูกฝีวัวให้กับคนรอบข้าง เช่นนี้แล้วต่อให้ไวรัสจะแพร่กระจายมาถึง พวกเขาก็ยังคงมีภูมิคุ้มกันที่เพียงพอจะต้านทานมันได้
เสิ่นซีบอกกับโจวซื่อและฮุ่ยเหนียงว่าตนเองเคยอ่านเจอในตำราโบราณ ว่าฝีวัวบนตัววัวที่ป่วยนั้นมีสรรพคุณในการป้องกันไข้ทรพิษได้ในระดับหนึ่ง จึงคิดจะออกไปนอกเมืองเพื่อลองหาดูว่ามีวัวป่วยหรือไม่ ขณะที่ฮุ่ยเหนียงกำลังครุ่นคิดถึงคำพูดของเสิ่นซี โจวซื่อก็ก่นด่าออกมาทันที “เจ้าเด็กเหม็น ตอนนี้คนทั้งเมืองต่างก็หลบซ่อนตัวอยู่แต่ในบ้าน เจ้ากลับคิดจะวิ่งออกไปตามหาวัวป่วยอันใดนั่น นี่เจ้าคิดว่าอายุยืนยาวเกินไป จึงเตรียมตัวเอาชีวิตน้อยๆ ไปทิ้งแล้วใช่หรือไม่?”
เสิ่นซีไม่อยากทิ้งชีวิตไปอย่างเปล่าประโยชน์ ตรงกันข้ามเขาต้องการรักษาชีวิตไว้ ไม่เพียงแต่ต้องรักษาชีวิตของตนเอง แต่ยังต้องปกป้องชีวิตของท่านพ่อ ท่านแม่ หลินไต้ หรือแม้กระทั่งครอบครัวของฮุ่ยเหนียงเอาไว้ให้จงได้ ไข้ทรพิษแพร่ระบาดเข้ามาในเมืองแล้ว ผู้ป่วยมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เขาต้องเร่งหาวัวป่วยให้พบก่อนที่โรคระบาดจะปะทุขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ
ผ่านการหยั่งเชิงมาแล้วก่อนหน้านี้ เสิ่นซีรู้ดีว่าโจวซื่อย่อมไม่มีทางเห็นด้วยให้เขาทำการศึกษาและทดลองในเรื่องนี้ เขาจึงทำได้เพียงแอบลงมือโดยปิดบังไม่ให้คนในครอบครัวล่วงรู้ การจะออกไปตามหาวัวที่ป่วยเป็นไข้ทรพิษ มาตรการป้องกันโรคระบาดก่อนออกจากบ้านจะต้องเตรียมการให้พร้อมสรรพ... ในเมื่อทางใต้ของเมืองเกิดโรคระบาดขึ้น เขาจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะมุ่งหน้าไปยังทิศใต้ของเมืองสักหน
ยามเที่ยงของวันนั้น หลังจากเพิ่งรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ เสิ่นซีก็ลอบหลบหนีออกมา เขานำผ้าไหมมาทำเป็นผ้าปิดปากแบบง่ายๆ ปิดคลุมจมูกและปากเอาไว้ ใบหน้าทั้งหน้าเผยให้เห็นเพียงดวงตาสองข้าง ไม่เพียงเท่านั้น เสื้อผ้าบนร่างก็ยังห่อหุ้มไว้อย่างมิดชิด พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ผิวหนังสัมผัสกับอากาศโดยตรงให้มากที่สุด
เสิ่นซีออกจากเมืองผ่านทางประตูเมืองทิศเหนือ ในมือถือไหดินเผาใบเล็กมาด้วย แล้วเดินอ้อมเลียบกำแพงเมืองไปจนถึงทางทิศใต้ของเมืองหนิงฮว่า
ในเวลานี้ สภาพของหมู่บ้านทางตอนใต้ของตัวเมืองอำเภอหนิงฮว่าช่างน่าเวทนาเหลือแสน ทุกหนทุกแห่งล้วนมองเห็นผ้าแพรสีขาวแขวนไว้หน้าประตูบ้านของชาวบ้านเพื่อจัดงานศพ
หลังจากเกิดโรคระบาด ผู้ที่ติดเชื้อเป็นกลุ่มแรกคือเด็กและคนชราที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ผนวกกับการที่มีผู้คนสัญจรไปมาอย่างพลุกพล่านในพื้นที่รอบนอกของตัวเมืองอำเภอ จึงส่งผลให้โรคระบาดลุกลามออกไปเป็นวงกว้าง
ในช่วงแรกเริ่ม ทางการยังส่งเจ้าหน้าที่ศาลไปตั้งด่านตามจุดคมนาคมต่างๆ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ชาวบ้านสัญจรไปมา ทว่าต่อมาเมื่อโรคระบาดทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น บรรดาเจ้าหน้าที่ศาลต่างก็หวาดผวาอกสั่นขวัญแขวนไม่มีผู้ใดกล้าไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ระบาดอีก นานวันเข้าทางการจึงปล่อยปละละเลยตามยถากรรม
สุ่มหาอยู่หลายหมู่บ้าน เสิ่นซีก็ยังไม่พบแม้แต่เงาของวัวเทียมไถ คาดว่าคงถูกผู้คนล่ามขังไว้ในบ้านกันหมดแล้ว เสิ่นซีตั้งใจจะหาบ้านคนเพื่อลอบสอดแนมดูสักหน่อย ทว่ากลับถูกเข้าใจผิดว่าเป็นขโมยอยู่หลายหน จนถูกไล่ตะเพิดจนแตกตื่นโกลาหลราวไก่บินหมากระโดด
(เชิงอรรถผู้แปล: แตกตื่นโกลาหลราวไก่บินหมากระโดด (鸡飞狗跳) สำนวนเปรียบเปรยถึงสถานการณ์ที่สับสนวุ่นวาย โกลาหลอลหม่านไปหมด)
ดวงตะวันคล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก เสิ่นซีจึงต้องจำใจกลับเข้าเมืองอย่างจนปัญญา
ในเวลานี้ถนนหนทางทางทิศใต้ของเมืองช่างเงียบเหงาซบเซายิ่งนัก ทว่าด้วยความบีบคั้นจากการหาเลี้ยงชีพ ก็ยังคงมีคนตั้งแผงขายของอยู่ ขณะที่เสิ่นซีกำลังท้อแท้หมดกำลังใจจู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าริมกำแพงเมืองประตูทิศใต้มีตลาดค้าสัตว์พาหนะตั้งอยู่ จึงตัดสินใจแวะไปดูเสียหน่อย
ลานกว้างแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ทางการกำหนดไว้ มีพื้นที่ราวๆ ยี่สิบกว่าหมู่ ถูกล้อมรอบด้วยรั้วไม้ แม้ตัวจะยังไปไม่ถึง ทว่าจากที่ไกลๆ เสิ่นซีก็มองเห็นคนกำลังขายวัวอยู่แล้ว
ในราชวงศ์หมิง การฆ่าวัวถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ทว่ามิได้มีข้อห้ามในการซื้อขายวัวเทียมไถแต่อย่างใด
เสิ่นซีเดินเข้าไปในรั้วไม้ ตรงดิ่งไปยังข้างกายคนขายวัวเพื่อตรวจดูอย่างละเอียด เมื่อพบว่าบนตัวแม่วัวตัวนี้มีตุ่มพองเล็กๆ อยู่บ้าง ภายในใจก็ยินดีอย่างยิ่ง นี่แหละคือวัวป่วยที่เขาอุตส่าห์ตามหาอย่างยากลำบาก
ทว่าเมื่อลองคิดดูก็มีเหตุผล วัวเทียมไถนั้นคือความหวังของชาวนา หากมันไม่ล้มป่วย มีหรือที่ชาวนาจะตัดใจขายวัวเทียมไถของตนเองทิ้งได้ลงคอ?
มีชาวบ้านสองสามคนที่เตรียมจะมาซื้อวัวเทียมไถกำลังล้อมวงพินิจดูวัวตัวนี้อยู่ ทันใดนั้นก็มีคนตะโกนขึ้นมาว่า “ไม่ถูก ไม่ถูก นี่มันวัวป่วยนี่นา ซื้อกลับบ้านไปมีหวังเคราะห์ร้ายกันทั้งครอบครัวแน่”
สิ้นคำกล่าวนั้น ฝูงชนที่มุงดูอยู่ก็สังเกตเห็นตุ่มหนองอันน่าตระหนกตกใจบริเวณเต้านมของแม่วัวทันที เมื่อลองนึกถึงสถานการณ์โรคระบาดที่กำลังลุกลามอยู่ในปัจจุบัน ทุกคนก็ตกใจกลัวจนแตกฉานซ่านเซ็นราวกับนกกระจอกแตกรังบรรดาพ่อค้าที่ขายล่อและม้าคนอื่นๆ ในตลาดค้าสัตว์พาหนะต่างก็รีบจูงสัตว์ของตนหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว
คนขายวัวเป็นชายฉกรรจ์อายุสามสิบกว่าปีท่าทางซื่อสัตย์จริงใจ เมื่อเห็นตลาดค้าสัตว์พาหนะตกอยู่ในความโกลาหลก็รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธพัลวัน “ลูกของข้าเพิ่งจะป่วยตายไป ข้าแค่อยากขายวัวเพื่อนำเงินมาฝังศพให้เขา ขอร้องพี่น้องร่วมบ้านเกิดโปรดทำทาน ซื้อวัวตัวนี้กลับไปเถิด!”
คำพูดนี้ไม่กล่าวออกมายังจะดีเสียกว่า พอหลุดปากออกไปกลับยิ่งจุดชนวนให้เกิดความโกลาหลระส่ำระสายครั้งใหญ่ ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยฝูงชนที่วิ่งหนีเอาชีวิตรอด
เสิ่นซีอาศัยจังหวะชุลมุนวุ่นวาย ขยับเข้าไปใกล้หน้าท้องของวัวป่วย คลำหาบริเวณฐานเต้านมที่มีตุ่มพองขึ้น สะกิดเอาของเหลวขุ่นจากผิวตุ่มหนองด้านในออกมาเล็กน้อย บีบใส่ไหดินเผาแล้วเก็บให้มิดชิด จากนั้นจึงรีบปลีกตัวออกจากตลาดค้าสัตว์พาหนะ เร่งฝีเท้ากลับไปยังบ้านทางตอนเหนือของเมืองทันที
เพิ่งจะกลับมาถึงปากซอกซอย ก็เห็นกลุ่มมือปราบและเจ้าหน้าที่ศาลยืนล้อมอยู่หน้าประตูร้านขายยา เสิ่นซีคิดว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น ทว่าเมื่อเดินเข้าไปสอบถามจึงได้รู้ว่า ที่แท้ก็มีเจ้าหน้าที่ศาลติดเชื้อไข้ทรพิษ ภายในเมืองไม่มีที่ใดให้เทียบยาได้อีกแล้ว ยามนี้มีเพียงร้านขายยาของฮุ่ยเหนียงที่ยังเปิดอยู่ คนเหล่านี้จึงทำได้เพียงมาจับยาที่นี่
“มารดามันเถอะ ช่างซวยบัดซบจริงๆ กลับไปแล้วต้องเอาใบส้มโอมาอาบน้ำชำระล้างความอัปมงคลบนตัวเสียหน่อยแล้ว... เฒ่าหลี่ติดโรคเข้าแล้ว ดูท่าพวกเราเองก็คงจะตกอยู่ในอันตรายเช่นกัน”
เสิ่นซีเดินผ่านเรือนหลังเข้าไปในร้านขายยา จึงเพิ่งตระหนักว่าผู้ป่วยที่บรรดามือปราบเหล่านี้ใช้บานประตูหามมาขอรับยานั้น ก็คือหลี่ต้าลี่คนที่เคยหักเงินรางวัลสองตำลึงของเขาไปในตอนนั้นนั่นเอง
จากปากของพวกมือปราบที่มาเทียบยาทำให้ทราบว่า หลี่ต้าลี่ผู้นี้ประพฤติตัวไม่สำรวม ทางใต้ของเมืองเป็นแหล่งมั่วสุมของหญิงคณิกาลับ หลังจากโรคระบาดปะทุขึ้น เขากลับทะนงตนว่ายังหนุ่มแน่นแข็งแรงมีภูมิต้านทานดี จึงยังดึงดันออกไปเด็ดบุปผาถามหาหลิว ผลสุดท้ายเดินกลางคืนบ่อยครั้งย่อมต้องพบเจอผีไม่รู้ว่าไปติดโรคมาตั้งแต่เมื่อใด
(เชิงอรรถผู้แปล: เด็ดบุปผาถามหาหลิว (寻花问柳) สำนวนเปรียบเปรยถึงการเที่ยวเตร่หาความสำราญตามแหล่งหอนางโลม หรือการมีความสัมพันธ์กับหญิงคณิกา - เดินกลางคืนบ่อยครั้งย่อมต้องพบเจอผี (久走夜路必逢鬼) สำนวนเปรียบเปรยถึงการทำเรื่องเสี่ยงภัยหรือเรื่องเลวร้ายอยู่เป็นประจำ ไม่ช้าก็เร็วย่อมต้องได้รับผลกรรมหรือพบกับอันตรายเข้าสักวัน)
ฮุ่ยเหนียงจัดยาตามเทียบยาที่ท่านหมอเขียนไว้ให้ หลังจากส่งพวกมือปราบเหล่านี้กลับไป ภายในใจของนางก็รู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงอยู่บ้าง
แม้นางจะมิใช่หมอ ทว่านางก็รู้ดีว่าการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยนั้นง่ายต่อการติดโรคเป็นอย่างยิ่ง ยามนี้ไข้ทรพิษภายในเมืองเริ่มลุกลามเป็นวงกว้าง มีผู้คนเสียชีวิตไปแล้วไม่น้อย ต่อให้ยังไม่ตาย ทว่าสภาพที่มีตุ่มหนองขึ้นเต็มใบหน้าก็ช่างดูน่าเวทนายิ่งนัก นางเกรงกลัวเหลือเกินว่าตนเองจะติดโรคนี้เข้า
“เสี่ยวหลาง เจ้ามาทำอันใดที่นี่? แม่ของเจ้าสั่งให้เจ้าเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านห้ามออกไปไหนมาไหนตลอดสองวันมานี้มิใช่หรือ?” ฮุ่ยเหนียงเดินจากหน้าร้านขายยากลับมายังเรือนหลัง เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าเสิ่นซีกำลังง่วนอยู่กับไหดินเผาใบเล็กในลานเรือน
เสิ่นซีกล่าวด้วยรอยยิ้มแป้นแล้นว่า “ท่านแม่มัวแต่จุดธูปไหว้พระขอพรอยู่เบื้องหน้าป้ายวิญญาณในบ้าน เพื่อให้ท่านพ่อแคล้วคลาดปลอดภัย ข้ารู้สึกอุดอู้เบื่อหน่าย จึงแวะมาหาซีเอ๋อร์เล่นด้วยขอรับ”
“รีบกลับไปเถิด”
ซุนฮุ่ยเหนียงโบกไม้โบกมือ “ในเมืองมีคนติดโรคไม่น้อย ตอนนี้ที่ร้านขายยาก็มีผู้ป่วยเข้าออกพลุกพล่าน อันตรายยิ่งนัก... เจ้ายังเป็นเพียงเด็กน้อย ร่างกายอ่อนแอ จะติดโรคเอาได้ง่ายที่สุด”
เสิ่นซีมิได้กล่าวอันใด
เขาไม่กล้าพูดอย่างโจ่งแจ้งว่าจะปลูกฝีวัวให้ฮุ่ยเหนียง เพราะตอนนี้คงไม่มีผู้ใดเชื่อฟังคำพูดของเขาเป็นแน่ เสิ่นซีเดินเข้าไปมองฮุ่ยเหนียงที่มีท่าทีเหนื่อยล้าเล็กน้อย แล้วเอ่ยถามว่า “ท่านน้า ข้าได้ยินมาว่าคนที่เคยเป็นโรคระบาดชนิดนี้มาก่อน หากภายหน้าเกิดโรคระบาดที่คล้ายคลึงกันขึ้นอีกก็จะไม่ติดโรค ใช่หรือไม่ขอรับ?”
ฮุ่ยเหนียงเดินมาล้างมือล้างหน้าที่ริมบ่อน้ำโบราณในเรือนหลัง หันหลังให้เสิ่นซีพอดี เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้า “คนเฒ่าคนแก่ก็มีคำกล่าวเช่นนี้อยู่เหมือนกัน ทว่าคนที่เคยป่วย รูปร่างหน้าตาก็ต้องเสียโฉมไปหมด ดังนั้นจงระวังอย่าให้ติดโรคเป็นอันขาด มิเช่นนั้นต่อให้โชคดีรอดชีวิตมาได้ ทว่าบนใบหน้านั้นก็คงเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นบุ๋มลึก น่าเกลียดน่ากลัวยิ่งนัก”
เสิ่นซียิ้มพลางเดินเข้าไปใกล้ ใช้เข็มเล่มบางจุ่มของเหลวจากฝีวัว แล้วแทงลงบนท่อนแขนของฮุ่ยเหนียงอย่างแผ่วเบา
ฮุ่ยเหนียงกำลังใช้ผ้าเช็ดหน้าซับใบหน้า จู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ท่อนแขน พอหันหน้าไปมอง ก็เห็นว่าเสิ่นซีถึงกับเอาเข็มมาแทงนาง
“ว้าย เสี่ยวหลาง เจ้าทำอันใดน่ะ?”
ฮุ่ยเหนียงหยัดกายลุกขึ้นถลึงตามองเสิ่นซีด้วยความโกรธ เสิ่นซียิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ คว้าข้าวของของตนเองแล้วหายวับไปราวกับควันไฟฮุ่ยเหนียงคิดจะวิ่งไล่ตามก็ไล่ไม่ทันเสียแล้ว
เสิ่นซีเลือกที่จะปลูกฝีให้กับฮุ่ยเหนียงก่อนเป็นอันดับแรก นั่นเป็นเพราะเขารู้ดีว่าฮุ่ยเหนียงในฐานะหลงจู๊ของร้านขายยาย่อมมีโอกาสติดโรคสูงที่สุด การจะบอกกล่าวนางตามตรงย่อมไม่สำเร็จ ทำได้เพียงต้องใช้ไม้แข็งลงดาบก่อนค่อยกราบทูลเท่านั้น
(เชิงอรรถผู้แปล: ลงดาบก่อนค่อยกราบทูล (先斩后奏) สำนวนเปรียบเปรยถึงการตัดสินใจลงมือจัดการเรื่องราวไปก่อน แล้วค่อยรายงานผู้บังคับบัญชาหรือผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจในภายหลัง ในที่นี้หมายถึงการลงมือทำไปก่อนแล้วค่อยบอกกล่าวทีหลัง)