เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 39 สูญเสียแล้วได้คืน

ตอนที่ 39 สูญเสียแล้วได้คืน

ตอนที่ 39 สูญเสียแล้วได้คืน


เสิ่นซีระบายลมหายใจยาวด้วยความโล่งอก คำพิพากษาของใต้เท้านายอำเภอหานแทบจะหยิบยกมาจากคำฟ้องของเขาทั้งหมด

ในเวลานี้ฮุ่ยเหนียงยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นโถงพิจารณาคดี นางรู้สึกราวกับตกลงไปในม่านเมฆหมอก เดิมทีนางไม่หลงเหลือความหวังใดๆ แล้ว ทว่าจู่ๆ สถานการณ์กลับพลิกผันดั่งยอดเขาคดเคี้ยวทางวกวน กระทั่งนางเองก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น

(เชิงอรรถผู้แปล: ราวกับตกลงไปในม่านเมฆหมอก (如堕云雾之中) สำนวนเปรียบเปรยถึงความรู้สึกสับสนมึนงง จับต้นชนปลายไม่ถูก หรือตกอยู่ในสถานการณ์ที่มืดแปดด้าน)

หลังจากใต้เท้านายอำเภอหานจากไป เซี่ยจู่ปู้ก็เดินลงมาจากบัลลังก์พิจารณาคดี ก้าวมาหยุดอยู่เบื้องหน้าฮุ่ยเหนียงแล้วเอ่ยว่า “ลู่ซุนซื่อ ท่านนับว่ามีวาสนาอยู่บ้างที่มียอดคนคอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง ใต้เท้าตัดสินให้ท่านชนะคดีในครั้งนี้ กลับไปแล้วก็จงดูแลร้านขายยาให้ดี ห้ามละเลยบุตรีของท่านเป็นอันขาด”

ฮุ่ยเหนียงเพิ่งจะเชื่อว่าทุกสิ่งตรงหน้าคือความจริง นางอดไม่ได้ที่จะปีติยินดีจนหลั่งน้ำตา

โจวซื่อก้าวเข้าไปประคองนางลุกขึ้น ฮุ่ยเหนียงซบลงบนอกโจวซื่อพลางร้องไห้ออกมาด้วยความเศร้าเจือความปีติ สองวันมานี้นางถูกต้อนจนสิ้นไร้ไม้ตอก สูญสิ้นความหวังต่ออนาคตไปแล้ว การที่สูญเสียแล้วได้คืน ทำให้นางรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างนี้ช่างล้ำค่ายิ่งนัก

“น้องสาว ไม่เป็นไรแล้วล่ะ พวกเรากลับไปใช้ชีวิตให้ดีก็พอ”

โจวซื่อประคองฮุ่ยเหนียงกลับมาถึงบ้านของตนเอง สิ่งแรกที่ฮุ่ยเหนียงกระทำคือการตรงไปโขกศีรษะเบื้องหน้าป้ายอายุวัฒนะไร้อักษรที่โจวซื่อตั้งบูชาไว้

เสิ่นซียืนมองดูอยู่ในลานเรือน ลอบยินดีกับฮุ่ยเหนียงอยู่ในใจ

ใบหน้าของโจวซื่อประดับด้วยรอยยิ้มเต็มเปี่ยม “ใครว่าท่านผู้เฒ่าลืมพวกเราแล้วเล่า? คิดไม่ถึงเลยว่าท่านผู้อาวุโสจะสนิทชิดเชื้อกับคนในที่ว่าการอำเภอ หากมิได้ท่านยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เกรงว่าตอนนี้น้องสาวคงไม่มีแม้แต่ที่ซุกหัวนอนเป็นแน่”

ฮุ่ยเหนียงหยัดกายลุกขึ้นทั้งน้ำตาที่เจือรอยยิ้ม เช็ดคราบน้ำตาบนพวงแก้ม แล้วค้อมกายคารวะโจวซื่ออย่างลึกซึ้งอีกครา “อย่างไรก็ต้องขอบคุณครอบครัวของพี่สาว หากพี่สาวไม่ย้ายมา ท่านผู้เฒ่าย่อมไม่มีทางสอดมือเข้าช่วยเหลือ”

“เฮ้อ น้องสาวกล่าวอันใดกัน? นี่แหละที่เขาเรียกว่าวาสนา! ปลูกเหตุแห่งความดีย่อมได้รับผลแห่งความดี หากตอนนั้นน้องสาวไม่รับไอ้เด็กทึ่มเข้ามาหลบฝน พวกเราก็คงไม่มีวาสนานี้เช่นกัน”

“จริงสิ ไอ้เด็กทึ่ม... เจ้ามายืนทำอันใดอยู่ตรงนี้ นี่มันยามใดแล้ว เจ้ายังไม่ไปสถานศึกษาอีกหรือ?”

เสิ่นซีลูบศีรษะป้อยๆ ดูเหมือนเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่ายังมีเรื่องเรียนหนังสืออยู่ จึงแลบลิ้นปลิ้นตา “อ้อ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละขอรับ” กล่าวจบก็เดินเข้าเรือนไปสะพายย่ามหนังสือแล้วจากไป

“ไอ้เด็กเหม็นนี่ วันๆ รู้จักแต่อู้ หาความขยันมิได้ ทว่าก็ถือว่าฉลาดหลักแหลมอยู่บ้าง... เมื่อวันก่อนท่านอาจารย์ทดสอบความรู้ เขากลับสอบได้อันดับหนึ่ง พอกลับมาถึงบ้านก็ลำพองใจจนก้นชี้ฟ้าเชียวล่ะ”

(เชิงอรรถผู้แปล: ลำพองใจจนก้นชี้ฟ้า (屁股都翘上天) สำนวนเปรียบเปรยถึงอาการหลงระเริง ได้ใจ หรือโอ้อวดตนเองจนเกินงามเมื่อได้รับความสำเร็จ คล้ายคลึงกับสำนวน "ลำพองใจจนหางชี้" (翘了尾巴))

โจวซื่อดูเผินๆ เหมือนกำลังดุด่า ทว่าแท้จริงแล้วภายในใจกลับเบิกบานแจ่มใสดั่งดอกไม้แย้มบาน

ฮุ่ยเหนียงรักษาร้านขายยาเอาไว้ได้ เท่ากับว่าครอบครัวของนางเองก็สามารถอาศัยอยู่ในเรือนหลังเล็กแห่งนี้ต่อไปได้เช่นกัน อีกทั้งหลังจากเกิดเรื่องราวนี้ขึ้น ความสัมพันธ์ของทั้งสองครอบครัวก็ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นไปอีก

ฮุ่ยเหนียงมองแผ่นหลังของเสิ่นซีที่เดินออกจากประตูไปพลางเอ่ยด้วยความอิจฉา “พี่สาวยังคงมีบุญพาวาสนาส่ง เสี่ยวหลางในภายภาคหน้าย่อมต้องได้ดิบได้ดีเป็นแน่ น้องสาวนั้นช่างอาภัพนัก...”

...

สองวันมานี้เสิ่นซีเหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจเพื่อเรื่องของสองแม่ลูกฮุ่ยเหนียง ทว่าการที่สามารถช่วยให้คนที่ตนโปรดปรานรอดพ้นจากเคราะห์กรรมมาได้อย่างปลอดภัย เขาก็รู้สึกมีความสุขและพึงพอใจอย่างหาที่เปรียบมิได้

ท่านผู้เฒ่าที่เขาปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมานั้นกลับใช้การได้ดีในยามคับขัน เสิ่นซีลอบถอนใจว่าช่างโชคดีนัก ทว่าเขาก็ได้แต่หวังว่าท่านแม่จะไม่ซักไซ้ไล่เลียงให้มากความ การกล่าวคำโป้ปดมากไป ไม่ช้าก็เร็วย่อมต้องมีวันที่ถูกเปิดโปง

รอจนกระทั่งเสิ่นซีเลิกเรียนกลับมาในยามบ่าย ฮุ่ยเหนียงก็หาช่างไม้มาทำป้ายอายุวัฒนะไร้นามเลียนแบบโจวซื่อเสร็จสิ้นแล้ว โดยกล่าวว่าจะบูชาไว้ตลอดไป ยามที่คุกเข่ากราบไหว้นั้นท่าทีของนางช่างเลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก... นี่มันเห็นได้ชัดว่านางยึดเอานักพรตเฒ่าที่เสิ่นซีอุปโลกน์ขึ้นจากความว่างเปล่าเป็นผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ไปเสียแล้ว

เสิ่นซีคิดในใจ ลำพังท่านแม่ตั้งป้ายบูชาเขา ซ้ำยังต้องคุกเข่าโขกศีรษะให้เขาทุกวันก็นับว่ามากเกินพอแล้ว ตอนนี้แม้แต่ฮุ่ยเหนียงก็ยังเลียนแบบตาม เขาจะรับไหวได้อย่างไรกัน

ทว่าเรื่องนี้ก็ไม่อาจเปิดเผยความจริงออกมาได้ เสิ่นซีอดไม่ได้ที่จะกลัดกลุ้มใจอย่างยิ่ง

หลายวันหลังจากนั้น ยามที่เสิ่นซีไปช่วยงานที่ร้านขายยา เขามักจะเห็นฮุ่ยเหนียงพึมพำกับป้ายวิญญาณของสามีและป้ายอายุวัฒนะที่ไร้อักษรอยู่เพียงลำพังเสมอ

สตรีผู้หนึ่งไร้ซึ่งสามี ไม่มีผู้ใดให้ระบายความในใจ ทำได้เพียงยึดเอาสิ่งของไร้ชีวิตเป็นที่พึ่งพิงทางใจ ยิ่งเสิ่นซีคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าฮุ่ยเหนียงช่างน่าสงสารเหลือเกิน

แม้คดีความจะสิ้นสุดลงและฮุ่ยเหนียงเป็นฝ่ายชนะคดีในท้ายที่สุด ทว่าชาวบ้านอำเภอหนิงฮว่ากลับไม่ยอมรับ ธุรกิจร้านขายยาจึงตกต่ำดิ่งลงเหวกระทั่งเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงยังมีคนกล่าววาจาเสียดสีซุนฮุ่ยเหนียง ล้วนคิดว่าการที่นางขับไล่ครอบครัวของสามีไปนั้นก็เพื่อต้องการครอบครองทรัพย์สินที่สามีทิ้งไว้แต่เพียงผู้เดียว ฮุ่ยเหนียงเป็นคนรักหน้าตาศักดิ์ศรีอยู่แล้ว เมื่อได้ยินคำนินทาว่าร้ายที่ยากจะทนฟัง นางจึงแทบจะไม่ออกจากบ้าน หรือไม่ออกไปไหนเลย ทุกวันร้านก็ปิดตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันลับขอบฟ้า

พริบตาเดียวก็ล่วงเข้าสู่ปลายเดือนเจ็ด ถึงฤดูเก็บเกี่ยวสารทฤดูแล้ว โจวซื่อต้องกลับไปช่วยงานที่หมู่บ้านเถาฮวา สถานศึกษาของเสิ่นซีเองก็หยุดเรียนอย่างหาได้ยากยิ่ง

เดิมทีโจวซื่อคิดจะพาเสิ่นซีและหลินไต้กลับบ้านเกิดไปด้วย แต่นางก็กลัวว่าหากเสิ่นซีกลับไปแล้วจะถูกคนในครอบครัวกักตัวไว้ ถึงเวลานั้นต่อให้ร้องขอฟ้าฟ้าไม่ขานรับ ร้องขอดินดินไม่เหลียวแลคงได้ทำลายอนาคตทั้งชีวิตของบุตรชายเป็นแน่ ดังนั้นโจวซื่อจึงกัดฟันตัดสินใจเดินทางไปเพียงลำพัง ปล่อยกระทั่งหลินไต้ให้อยู่รั้งรออยู่ที่นี่

ด้วยเหตุผลของการเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง เสิ่นหมิงจวินที่เดิมทีก็ออกตระเวนตั้งแต่เช้าตรู่และกลับเรือนเสียมืดค่ำอยู่แล้วยิ่งยุ่งเหยิงหนักขึ้นไปอีก กระทั่งยามวิกาลก็แทบจะไม่ได้กลับมา ที่บ้านจึงเหลือเพียงเด็กน้อยสองคน ทำได้เพียงไปฝากท้องกินข้าวที่บ้านของฮุ่ยเหนียงชั่วคราว

ฮุ่ยเหนียงต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี ผ่านคดีความครั้งก่อนมา สองครอบครัวก็สนิทสนมกลมเกลียวราวกับเป็นครอบครัวเดียวกัน อีกทั้งต่อให้กิจการย่ำแย่ลงไปบ้าง ทว่าท้ายที่สุดก็ยังมีเงินเก็บสะสมอยู่เล็กน้อย ต่อให้ไม่เปิดร้านสักสามถึงห้าปี ก็ไม่ถึงขั้นทำให้นางและลู่ซีเอ๋อร์ต้องอดอยากปากแห้ง

เมื่อไม่มีท่านพ่อและท่านแม่คอยเข้มงวดกวดขัน เวลาว่างในวันธรรมดาของเสิ่นซีจึงมีมากขึ้น นอกจากการทำตามคำสั่งเสียของโจวซื่อก่อนจากไปที่ให้สอนหลินไต้คัดอักษรทุกวันแล้ว เวลาที่เหลือเขาก็ง่วนอยู่กับภาพวาดพู่กันจีนของตนเอง กระทั่งขนกระดาษเซวียนจื่อ พู่กัน หมึก และอุปกรณ์ทำเก่าทั้งหมดกลับมาไว้ที่บ้าน

หวังหลิงจือขอเพียงไม่ต้องเรียนหนังสือก็จะวิ่งมาช่วยงาน ไม่ว่าเสิ่นซีต้องการสิ่งใด หวังหลิงจือก็มักจะหามาให้ได้เสมอ

ในช่วงเวลานี้ งิ้วสองสามเรื่องและบทนิทานอิงประวัติศาสตร์เรื่อง "ขุนศึกตระกูลหยาง" ที่เสิ่นซีเขียนขึ้นได้โด่งดังไปทั่วอำเภอหนิงฮว่ากระทั่งทั่วทั้งเมืองถิงโจว เมื่อชาวบ้านเก็บเกี่ยวเสบียงฤดูใบไม้ร่วงเสร็จสิ้น ในมือก็พอมีเงินเหลือใช้ วันเวลาก็เริ่มมีเวลาว่าง จึงเริ่มสรรหาวิธีหาความสำราญใส่ตัว

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ทั้งในและนอกเมืองแทบจะมีคณะหนานซี่ เปิดการแสดงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นเพียงคณะงิ้วเร่ และบทงิ้วทั้งหมดก็ล้วนลอกเลียนมาจากผู้อื่น มีจุดบกพร่องอยู่มากมาย ทว่าขอเพียงเป็นการแสดงงิ้วเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ย่อมมีฝูงชนแห่แหนมาให้กำลังใจอย่างล้นหลาม ความกระตือรือร้นของชาวบ้านที่มีต่องิ้วเรื่องใหม่สองสามเรื่องนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

นอกจากการแสดงหนานซี่แล้ว โรงน้ำชาแต่ละแห่งก็แทบจะถูกผู้คนที่มารอฟังนักเล่านิทานเบียดเสียดจนล้นทะลัก

บทนิทานอิงประวัติศาสตร์เรื่อง "ขุนศึกตระกูลหยาง" จากเดิมที่เสิ่นซีเขียนไว้เพียงยี่สิบตอนก็กลายเป็นสี่สิบตอน เนื่องด้วยมีนักเล่านิทานจับแพะชนแกะและเติมไข่ใส่สีอยู่อย่างต่อเนื่อง เรื่องราวจึงค่อยๆ สมบูรณ์และมีอรรถรสมากยิ่งขึ้น เพียงแต่นักเล่านิทานต่างคนต่างก็มีเนื้อหาฉบับของตนเอง ชาวบ้านทั่วไปก็ไม่รู้ว่าฉบับใดคือต้นตำรับที่แท้จริง เอาเป็นว่าเรื่องใดฟังแล้วครึกครื้นสนุกสนานก็ฟังเรื่องนั้น

ขณะที่อำเภอหนิงฮว่ากำลังอยู่ในช่วงเวลาอันเจริญรุ่งเรืองทันใดนั้นข่าวร้ายก็แพร่สะพัดมา ทำให้ชาวบ้านในเมืองหมดอารมณ์ที่จะเดินทอดน่องตามตรอกซอกซอยไปในชั่วพริบตา... พื้นที่เฉาซ่านแห่งมณฑลกวางตุ้งเกิดโรคระบาดขึ้น บัดนี้ได้ลุกลามมาถึงเมืองจางโจวแห่งมณฑลฝูเจี้ยนแล้ว ว่ากันว่าพื้นที่อำเภอหย่งติ้งและอำเภอซ่างหางของเมืองถิงโจวก็เริ่มมีสถานการณ์โรคระบาดปรากฏให้เห็นแล้วเช่นกัน

ก่อนวันที่สิบห้าเดือนแปด เดิมทีเสิ่นหมิงจวินตั้งใจจะพาเสิ่นซีกลับบ้านเกิดไปฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ แต่ผลกลับกลายเป็นว่าโจวซื่อได้เดินทางกลับมาจากชนบทตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว ที่แท้ทางฝั่งหมู่บ้านเถาฮวาก็เริ่มมีข่าวลือแพร่สะพัดว่าเกิดโรคระบาดในพื้นที่หลิ่งหนาน ทันทีที่เก็บเกี่ยวเสบียงอาหารเสร็จสิ้น โจวซื่อก็รีบเร่งกลับเข้าเมืองมา เพราะเกรงว่าหากโรคระบาดลุกลามออกไปแล้วจะเข้าเมืองไม่ได้

ตอนที่ข่าวนี้เพิ่งแพร่กระจายออกไป ภายในเมืองก็ไม่อนุญาตให้พ่อค้าเร่ที่มาจากทางใต้เข้าเมืองอีก ผ่านไปไม่กี่วันประตูเมืองก็ปิดสนิท เปิดเพียงช่วงเช้าและเย็นครั้งละครึ่งชั่วยามเท่านั้น หลังจากนั้นทางการก็ยิ่งออกคำสั่งห้ามชาวบ้านออกไปไหนมาไหนโดยพลการ กระทั่งส่งเจ้าหน้าที่ศาลและมือปราบไปตั้งด่านตรวจตามจุดยุทธศาสตร์การคมนาคมและท่าเรือทั้งทางบกและทางน้ำ

ทว่าแม้จะเป็นเช่นนี้ โรคระบาดก็ยังคงแพร่มาถึงอำเภอหนิงฮว่าอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้

ภายในเมืองมีข่าวลือแพร่ออกมาทุกวันว่าที่ใดมีคนติดโรคระบาด พอติดเชื้อทีก็ติดกันทั้งหมู่บ้านหรือกระทั่งทั้งตำบล แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นเพียงข่าวลือ ทว่าก็ทำให้ผู้คนหวาดผวาไปตามๆ กันอย่างแท้จริง

เพราะเรื่องโรคระบาด หลังจากการเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงสถานศึกษาจึงไม่เปิดทำการเรียนการสอนอีกต่อไป ร้านรวงในเมืองน้อยนักที่จะเปิดกิจการ ร้านตัดเสื้อก็ไม่มีข้อยกเว้น โจวซื่อจึงตกงานชั่วคราว

ทว่ากลับกลายเป็นร้านขายยาที่แต่เดิมกิจการซบเซา จู่ๆ ก็มีลูกค้าหลั่งไหลเข้ามามากขึ้น

ตัวเมืองอำเภอนั้นย่อมมั่งคั่งกว่าชนบท ยามที่โรคระบาดปะทุขึ้นจนผู้คนต่างอกสั่นขวัญแขวน สิ่งแรกที่ชาวบ้านซึ่งพอมีฐานะคิดได้ก็คือสมุนไพรจะต้องขึ้นราคา ภายใต้แนวคิดที่ว่าสั่งสมเสบียงกันอดอยาก ซื้อยาเตรียมไว้กันโรคภัย ขาดเหลือสิ่งใดก็กักตุนสิ่งนั้นไว้ก่อน สมุนไพรจึงกลายเป็นสินค้าขาดตลาดที่ผู้คนแย่งชิงกันในชั่วข้ามคืน

หน้าร้านขายยาที่ฮุ่ยเหนียงบริหารงานอยู่นั้นไม่ใหญ่นัก ทว่าในปีนั้นลู่เซ่าป๋อเคยบุกป่าฝ่าดงค้าขาย สมุนไพรที่กักตุนไว้จึงมีไม่น้อย เสิ่นซีเคยเห็นมาแล้วว่าในเรือนหลังอย่างน้อยก็มีห้องถึงสามห้องที่เต็มไปด้วยสมุนไพรนานาชนิด

ในช่วงเวลาคับขันเช่นนี้ ฮุ่ยเหนียงกลับไม่ได้ฉวยโอกาสขึ้นราคาแต่อย่างใด เดิมทีรับสมุนไพรมาในราคาเท่าใด นางก็เพียงบวกกำไรเพิ่มไปเล็กน้อยแล้วขายออกไป

ทว่าถึงกระนั้น ชาวบ้านในเมืองก็ยังคงไม่ชอบใจที่จะมาซื้อยาที่ร้านของฮุ่ยเหนียงอยู่ดี เรื่องนี้ทำให้ทั้งเสิ่นซีและฮุ่ยเหนียงต่างก็จนปัญญา

จบบทที่ ตอนที่ 39 สูญเสียแล้วได้คืน

คัดลอกลิงก์แล้ว